ความมีอยู่จริงของแอปเปิลสีเขียว

เมื่อต้นสัปดาห์ครอบครัวผมไปเที่ยวหัวหินกันมา จึงมีเวลาคุยกับลูกๆ เยอะพอสมควร

“ปรายฝน” ลูกสาวคนโตวัย 7 ขวบครึ่ง ยังเป็นเด็กที่ค่อนข้างขี้กลัว และจะกังวลเป็นพิเศษถ้าไม่ได้ทำตามที่ครูสั่งเป๊ะๆ

“ผึ้ง” ภรรยาของผมเลยสอนปรายฝนว่า บางทีคุณครูก็ไม่ได้รู้ไปหมดทุกเรื่อง

“มัมมี่มีเพื่อนคนหนึ่งที่ตอนเด็กๆ ครูสั่งการบ้านให้วาดรูปแอปเปิลและระบายสี

เพื่อนมัมมี่ก็เลยวาดรูปแอปเปิลและระบายสีเขียวมาส่งครู

ปรากฎว่าครูเรียกเพื่อนคนนั้นมาคุย ว่าทำไมถึงระบายแอปเปิลเป็นสีเขียว แอปเปิลต้องเป็นสีแดงต่างหาก”

“แอปเปิลก็มีสีเขียวไม่ใช่เหรอ” ปรายฝนถาม

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว สมัยนั้นแอปเปิลสีเขียวยังไม่ค่อยมีขายในเมืองไทย ครูคนนั้นเลยไม่รู้ว่าแอปเปิลก็มีสีเขียวได้ด้วย”

โลกทัศน์และใจที่ไม่กว้างพอของครูจึงตัดสินให้เรื่องที่ถูกกลายเป็นผิด


ผมพยายามระลึกอดีตว่าเคยเจอสถานการณ์แอปเปิลสีเขียวกับตัวบ้างรึเปล่า แล้วก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง

ตอนอยู่ที่ทำงานเก่า ผมเป็นหนึ่งสมาชิกชมรมดนตรีที่ชื่อว่า TRMG

งานที่ TRMG ตื่นเต้นรอคอยอยากจะแสดงมากที่สุด คืองานเลี้ยงประจำปีของบริษัท

เนื่องจากสมาชิกมีกันยี่สิบกว่าคน เราจึงจัดนักดนตรี/นักร้องเป็นเซ็ต มีประมาณ 6 เซ็ต แต่ละเซ็ตเล่นกัน 6-7 เพลง

เซ็ตสุดท้ายคือเซ็ตที่เล่นปิดงาน เป็นช่วงที่พีคที่สุด ต้องมีแต่เพลงมันๆ แมสๆ เพื่อไม่ให้อารมณ์สะดุด ยกตัวอย่างเช่นเพลง “เพียงกระซิบ” “เล่นของสูง” “โปรดส่งใครมารักฉันที” โดยผมจะได้ร้องนำประมาณ 3-4 เพลง

มีน้องในชมรมเสนอว่าอยากเล่นเพลง “มีแต่เธอ” ของวงพาราด็อกซ์ในเซ็ตปิดงานนี้

ผมไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าเพลงยังไม่แมสพอ ผมเพิ่งได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกในหนัง SuckSeed ห่วยขั้นเทพ ด้วยซ้ำไป

แต่เมื่อน้องๆ ยืนกรานว่าเพลงนี้ดังมาตั้งแต่สมัยเขาเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว ผมก็เลยยอมให้เล่น แต่ก็ขอตัวไม่ร้องเพลงนี้ หนึ่งเพราะว่าไม่อิน สองเพราะไม่เชื่อว่าเพลงมันสนุกพอที่จะอยู่ในเซ็ตสุดท้าย

ในวันงาน พอขึ้นเพลงมีแต่เธอ ปรากฎว่าคนส่วนใหญ่ในงานร้องตามกันได้อย่างเมามัน อารมณ์ร่วมไม่ได้ดร็อปลงจากเพลงอื่นๆ เลย

นึกย้อนกลับไปก็น่าเขกหัวตัวเองที่เกือบทำให้ TRMG ไม่ได้เล่นเพลงสนุกๆ

เขกหัวตัวเองที่เรียกร้องว่าแอปเปิลต้องมีแต่สีแดงเท่านั้น


Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่า

“Your personal experiences make up 0.00000001% of what’s happened in the world, but maybe 80% of how you think the world works.”

หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ คือความอ่อนน้อมถ่อมตนทางปัญญา เราควรพูดให้น้อยลง ฟังให้เยอะขึ้น ไม่เอาประสบการณ์ของตัวเองมาเป็นไม้บรรทัดที่ใช้วัดทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นคุณครูผู้ไม่รู้จักแอปเปิลสีเขียว แม้จะปรารถนาดีเพียงใดก็อาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าสร้างคุณค่า

ในมุมกลับ ถ้าเราเป็นนักเรียนที่เคยเห็นหรือลิ้มลองแอปเปิลสีเขียวมาแล้ว รู้แน่ชัดว่ามันมีอยู่จริง แต่คุณครูของเราเขาอาจไม่เคยเห็นแอปเปิลสีเขียวมาก่อน เราก็ต้องคิดและวางแผนให้ดีว่าจะสื่อสารกับเขาอย่างไรเพื่อให้เขาเปิดใจและให้โอกาสเราครับ

ไม่มีอะไรที่ช้าเกินไป มีแต่เราที่รอไม่ได้เท่านั้นเอง

ผมกับภรรยาเพิ่งพาลูกๆ ไปเที่ยวหัวหินเมื่อวันจันทร์-พุธที่ผ่านมาครับ

เป็นสามวันที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างเต็มที่

“ปรายฝน” ลูกสาววัย 7 ขวบครึ่ง เริ่มมีความคิดความอ่านลึกขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีคำถามที่ผมกับแฟนตอบไม่ได้ เช่นใครสร้างโลก ใครสร้างพระเจ้า

ส่วน “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 5 ขวบครึ่งก็ถามเจื้อยแจ้วตลอดเวลา

หนึ่งในประเด็นที่ใกล้รุ่งชอบถาม คือความเชื่องช้าของทุกอย่างรอบตัว

“ทำไมถึงโรงแรมช้าจัง” (เพิ่งออกจากบ้านมา 20 นาที)

“ทำไมอาหารมาช้าจัง” (เพิ่งสั่งไป 3 นาที)

“ทำไมน้ำเต็มช้าจัง” (เพิ่งเปิดน้ำใส่อ่าง)

ได้ยินบ่อยๆ เข้า ผมก็เลยตอบไปว่า

“มันไม่ได้ช้าเกินไปหรอก แค่ใกล้รุ่งยังรอไม่เป็นเฉยๆ”


Oliver Burkeman เคยกล่าวไว้ในหนังสือ Four Thousand Weeks ประเด็นเรื่องความใจร้อนของคนที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

ห้องกินข้าวที่บริษัทมักจะมีตู้ไมโครเวฟให้พนักงานเอาอาหารมาอุ่นได้

บ่อยครั้งเราจะเห็นว่าหน้าปัดของไมโครเวฟไม่ได้ขึ้นเลข 00:00 แต่ขึ้นเลขหลักหน่วยหรือสิบวินาทีกว่าๆ

นั่นเป็นเพราะว่าคนก่อนหน้าเราเขาหยุดการทำงานไมโครเวฟก่อนที่เวลาที่ตั้งไว้จะหมดลง

ยกตัวอย่างเช่น เขาอาจจะตั้งเวลาอุ่นโจ๊ก 2 นาที พอถึงนาทีที่ 1:53 ก็เปิดตู้หยิบโจ๊กออกมา หน้าปัดเลยโชว์เวลา 00:07

มองมุมหนึ่ง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรอให้ครบเวลาเพราะโจ๊กน่าจะอุ่นพอแล้ว

แต่มองอีกมุมหนึ่ง อาจเป็นเพราะเขารออีก 7 วินาทีไม่ไหว

อีกตัวอย่างที่ Burkeman พูดถึงในหนังสือ ก็คือเราจะหงุดหงิดมากหากเว็บโหลดช้า

เว็บไหนที่ใช้เวลาเกิน 3 วินาทีเพื่อจะโหลด คนไม่น้อยจะปิดหน้านั้นทิ้งไปเลย

เราไม่มีปัญหากับการรอจดหมาย 3 วัน (หรือนานกว่านั้น) แต่เราหงุดหงิดเหลือเกินกับการรอเว็บโหลด 3 วินาที

เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างรวดเร็วและสะดวกขึ้นก็จริง แต่ความคาดหวังของคนเราวิ่งไปเร็วกว่าเทคโนโลยีเสียอีก

เหมือนสมการความสุขที่บัญญัติไว้ว่า

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ไม่ว่าความจริงจะดีเพียงใดก็ตาม หากความคาดหวังยังสูงกว่าความจริง เราจะมีความสุขไม่ได้เลย


ในฐานะ HR ผมได้รับโอกาสไปบรรยายหรือร่วมเสวนาอยู่เนืองๆ

ตอนท้ายรายการ พิธีกรมักจะถามผมว่ามีคำแนะนำอะไรสำหรับเด็กรุ่นใหม่มั้ย

หนึ่งในคำตอบที่ผมให้อยู่บ่อยๆ ก็คือ “จงเป็นคนที่รอได้”

เพราะเด็กรุ่นใหม่โตมากับมือถือและ 4G อยากหาอะไร อยากซื้ออะไรก็ได้ทันที กล้ามเนื้อการรอคอยเลยไม่ค่อยได้รับการบำรุง

วัยรุ่น Y2K อย่างผมเกิดทันยุคที่คนยังเขียนโปสท์การ์ดหากัน ยังส่งข้อความผ่านแพ็คลิงค์ เริ่มหัดใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโมเด็ม 56K ดังนั้นจึงคุ้นเคยกับการรอคอยเป็นอย่างดี แม้ระยะหลังจะอ่อนซ้อมไปบ้างแต่ก็ยังมีวิชานี้ติดตัว

เมื่อเราเป็นคนที่รอได้ เราจะอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ แล้วเวลาจะได้สำแดงคุณค่าแห่งประโยชน์ทบต้น

เพราะสิ่งดีๆ นั้นใช้เวลาเสมอ – Good things take time.

ทุกอย่างในชีวิตจึงใช้เวลาอย่างที่มันควรจะเป็น

ไม่มีอะไรที่ช้าเกินไป มีแต่เราที่รอไม่ได้เท่านั้นเอง

ขอแนะนำให้รู้จักกับ Slow Productivity

ผมได้ฟังพ็อดแคสต์ที่ Tim Ferriss สัมภาษณ์ Cal Newport เมื่อกุมภาพันธ์ ปี 2022

Tim Ferriss เป็นผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Workweek ส่วน Cal Newport เป็นผู้เขียนหนังสือ Deep Work

หนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจ คือคำว่า Slow Productivity

เทคนิค productivity ที่เราเห็นในตลาดมักจะเป็น “Fast Productivity” ที่สอนเรื่องการทำงานอย่างไรให้รวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในแต่ละวัน พวกแอปด้าน productivity ทั้งหลายก็พยายามช่วยเราทำสิ่งนี้ ด้วยการลดแรงเสียดทานในการเริ่มงานแต่ละชิ้น ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลเร็วขึ้น หรือลดจำนวนขั้นตอนในการทำงานเพื่อให้เสร็จได้เร็วขึ้น

หลักการใหญ่ของ Slow Productivity คือการปรับ timeframe ใหม่ จากรายวันเป็นรายเดือนหรือรายปีแทน

แทนที่จะถามว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำงานเสร็จได้มากที่สุดในสัปดาห์นี้ ให้ถามว่าต้องทำอย่างไรเราถึงจะสร้างผลงานที่มีประโยชน์จริงๆ ใน 5 ปีต่อจากนี้ – How do I maximize the amount of meaningful stuff I get done in the next five years?

เมื่อปรับเป้าให้ยาวขึ้น เกมก็จะเปลี่ยนทันที เราจะลดความหมกมุ่นกับการทำงานให้ได้มากที่สุดในเวลาที่สั้นที่สุด เราจะคิดให้ดีก่อนที่จะลงมือทำโปรเจ็คอะไร เหมือนที่ Peter Drucker เคยกล่าวไว้ว่า

“There is nothing so useless as doing efficiently that which should not be done at all.”

ด้วยมายด์เซ็ตของ Slow Productivty หากวันนี้เราทำได้แค่นิดหน่อยเราก็จะไม่ตีอกชกตัว เพราะชีวิตมีฤดูกาลของมัน บางวันก็เก็บเกี่ยวได้เยอะ บางวันฟ้าฝนไม่เป็นใจก็เก็บเกี่ยวได้น้อย แต่ในภาพรวมเราจะยังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

สิ่งที่ต้องบอกไว้ก่อน คือ Cal Newport ทำงานเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย ดังนั้นเขาอาจจะมีเวิร์คโหลดไม่เท่ากับคนที่ทำงานบริษัทเอกชนหรือสตาร์ตอัป และอาจมีสิทธิ์มีเสียงในการ say no มากกว่าคนทำงานตัวเล็กๆ ที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ หลายคนคงกังวลว่าถ้ามัวแต่ slow ก็อาจจะไปไม่รอดเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ผมคิดว่าคอนเซ็ปต์ Slow Productivity นั้นมีประโยชน์ และเป็นเรื่องที่เราควรได้ใช้เวลาเพื่อครุ่นคิดในช่วงเทศกาลสงกรานต์แบบนี้ครับ

ถ้ารู้ตัวว่าจะเทก็ทำมันตอนนี้เลย

เราอาจจะมีอะไรบางอย่างที่เราอยากทำให้เป็นนิสัย แต่ก็มักจะละเลย

ตัวผมเองมีอาการปวดหลังช่วงล่าง จึงเปิด YouTube ดูก็ได้ท่ายืดเส้นที่ช่วยให้อาการทุเลาได้ ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที

ถ้าจะให้เพอร์เฟ็กต์ผมควรจะทำท่ายืดหลังนี้เป็นอย่างแรกตอนตื่นนอน แต่หลายครั้งก็ไม่ได้ทำเพราะเขียนบล็อกหรือต้องรีบไปวิ่งก่อนแดดออก พอผ่านพ้นช่วงเวลาเช้าตรู่ไปก็เริ่มวุ่นกับกิจกรรมอื่นๆ เช่นกินข้าว ส่งลูกไปโรงเรียน ทำงาน ฯลฯ แม้จะบอกตัวเองว่าเดี๋ยวจะทำๆ แต่แล้วก็ลืมประจำ สุดท้ายวันนั้นก็เลยไม่ได้ยืดเส้น พอวันถัดไปลืมอีกอาการปวดหลังก็กลับมาถามไถ่

ตอนนี้ก็เลยรู้ตัวแล้วว่า อย่ารอให้พร้อมหรือมีเวลา ถ้ารู้ตัวว่าเรามีแนวโน้มที่จะ “เท” กิจกรรมนี้ ก็ให้ “ทิ้งทุกอย่างแล้วทำสิ่งนั้นทันทีเลย” (ถ้าทำได้)

หลักการนี้ใช้ได้กับหลายกิจวัตรในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย กินยา อ่านหนังสือ เรียนภาษากับแอป คุยกับคนใกล้ หรือแม้กระทั่งสวดมนต์

เพราะแม้จะทำผิดที่ผิดเวลา แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำเลยครับ

22 คมคำ หนังสือผู้นำล่องหน

1.”ในการปกครองชั้นเยี่ยม ผู้คนจะไม่รู้สึกตัวว่าถูกปกครอง” -เหล่าจื้อ

2.”ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงหาใช่เป็นการนั่งอยู่บนหัวคน หากเป็นการนั่งอยู่ในหัวใจคน” -หลวงวิจิตรวาทการ

3.เคยมีคนบอกผมว่า ความเสี่ยงสูงสุดของ THE STANDARD คือตัวผมเอง

4.ผู้คนต้องการให้งานร้อยเรียงเข้ากับชีวิตด้านอื่นของตน ไม่ใช่ต้องปรับชีวิตที่เหลือให้เข้ากับตารางงานเพียงอย่างเดียว -แอนโทนี คลอตซ์

5.”ผู้นำคือผู้ที่มีคนอยากตาม” -อานันท์ ปันยารชุน

6.ผู้นำต้องเป็นคนแรกๆ ที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพราะผู้นำเก่งที่สุด แต่เพราะคุณคือคนที่ว่างที่สุดในองค์กร คุณไม่ได้พายเรือเหมือนคนอื่นๆ แต่คุณคือคนที่นั่งอยู่ท้ายเรือ หรืออาจจะถือกล้องส่องทางไกลอยู่บนกระโดงเรือ ถ้าในองค์กรขนาดเล็ก คุณอาจเป็นคนเดียวด้วยซ้ำที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น เนื่องจากคนอื่นกำลังง่วนอยู่กับงานประจำตรงหน้า

7.เราไม่ได้กลัวความเปลี่ยนแปลง แต่เรากำลังสู้กับอัตตาของตัวเองที่กระซิบข้างหูว่า “คุณประสบความสำเร็จดีอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก”…เผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่รู้ สบตากับสิ่งที่เราไม่เห็นอย่างแท้จริง จนเห็นว่าความจริงมันไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าจินตนาการของเรา กลัวสิ่งใด จงเป็นส่วนหนึ่งของความกลัวนั้น ผมพบว่าความกลัวนี่น่ากลัวกว่าสิ่งที่เรากลัวอีก

8.การเรียนรู้ที่สมบูรณ์เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นถูกนำมาใช้จริง ตัวชี้วัด (KPI) ของคอร์สอบรมในองค์กรจึงต้องไม่ใช่จำนวนการเข้าร่วมอบรม จำนวนหนังสือที่อ่าน หรืองานเสวนาที่เข้าไปฟัง หากต้องวัดด้วยผลงานที่ได้มาจากการเรียนรู้นั้น

9.เราต้องฆ่าตัวเองในความหมายของการรื้อถอนสิ่งเก่าทิ้งก่อน เพื่อให้สิ่งใหม่มีที่ทางของมัน และธรรมชาติที่วิวัฒน์ไปเช่นนี้เองจะช่วยซ่อมแซมให้เราแกร่งกว่าเดิม

10.ไม่ว่าจะเป็นผู้นำรุ่นใหญ่หรือรุ่นใหม่ เขามักทำสิ่งหนึ่งที่คล้ายกัน คือเขามักจะถามผมว่ามีอะไรจะสอนเขาบ้างไหม

11.”คุณต้องเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น เห็นในสิ่งที่ดาต้าไม่ได้บอก ถามผู้เชี่ยวชาญการตลาดก็ไม่รู้หรอก คุณจะต้องเดินเข้าไปในตลาดด้วยตัวเอง” -เสถียร เศรษฐสิทธิ์

12.”คนสร้างสรรค์กับคนเพ้อฝันเหมือนกันเกือบทุกอย่าง ต่างกันแค่อย่างเดียวคือผลลัพธ์” -สมโภชน์ อาหุนัย

13.หัวใจของกลยุทธ์มี 3 คุณลักษณะ – Superior ต้องทำให้คุณเหนือกว่าคู่แข่ง Long Term ต้องเป็นความสำเร็จอย่างยั่งยืน Performance ต้องเป็นผลงานที่วัดได้ -โรเบิร์ต แอล. มาร์ติน

14.[ถาม: ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ มีอะไรที่อยากแก้ไขไหมครับ]

“ผมอยากนอนให้น้อยลง คุยกับคนให้เยอะกว่านี้” -ทักษิณ ชินวัตร

[ตอนเป็นนายก คุณทักษิณทำทุกอย่างด้วยความมั่นใจ ทว่าให้ความสำคัญกับการสื่อสารน้อยเกินไป จนเมื่อถึงจุดหนึ่งเขาขาดแคลน Engagement จากผู้คนในหลายระดับ โดยเฉพาะบรรดาคนสำคัญที่เขาจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือ]

15.”เวลาพูดอะไรแล้วคนไม่เข้าใจ ให้โทษตัวเอง อย่าโทษคนฟัง” -อานันท์ ปันยารชุน

16.”เราไม่ได้ทำงานให้ Microsoft แต่ Microsoft ต่างหากที่ทำงานให้เรา” -สัตยา นาเดลลา พูดกับพนักงาน

17.ในคัมภีร์เต้าเต๋อจิง ‘ผู้ปกครองสี่ระดับ’ ได้แก่

ระดับหนึ่ง ผู้ปกครองที่ประชาชนเกลียด
ระดับสอง ผู้ปกครองที่ประชาชนกลัว
ระดับสาม ผู้ปกครองที่ประชาชนรักใคร่
ระดับสี่ ผู้ปกครองที่ประชาชนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่ แต่เมื่องานการสำเร็จ พวกเขาจะพูดกันว่าประหลาดจัง เราทำสำเร็จได้ด้วยตัวเราเอง

18.ผู้นำที่จะพัฒนาตนจนสูงสุดถึงระดับที่สี่และทำให้ผู้คนสามารถปกครองกันเองได้ แปลว่าเขาสามารถพัฒนาภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นในตัวผู้ตามของเขาทุกคน จากผู้ตามจึงเป็นผู้นำในชีวิตของตน มีอิสรเสรีในการตัดสินใจ ขณะเดียวกันก็มีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง

19.หลายคนกลัวลูกน้องเก่งกว่าตัวเอง แต่คุณต้องไม่ลืมว่ายิ่งลูกน้องเก่งแค่ไหน คุณจะยิ่งสบายแค่นั้น

20.ความผิดพลาดที่กระทบถึงชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์องค์กร ผู้นำต้องเป็นคนแรกที่ออกหน้ารับกระสุนก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกน้องรับมือกันไปตามยถากรรม

21.ไม่มีปลาตัวไหนรอดได้ในน้ำที่เน่าเสีย ไม่ว่าปลาตัวนั้นจะใหญ่ แข็งแรง หรือว่ายเร็วเพียงใด

22.”อีกเรื่องหนึ่งที่ผมรู้สึกเสียดาย คือผมคิดว่าเมืองไทยเรามักเสียโอกาสอยู่เรื่อยมา ทั้งที่เรามีศักยภาพจะเป็นฮับได้ทุกอย่าง ทั้งในแง่ตำแหน่งที่ตั้ง การเดินทาง การขนส่ง การผลิต แม้กระทั่งสติปัญญา ความฉลาด ผมว่าเราก็ไม่ได้ด้อยกว่าใคร คนรุ่นหลังๆ เขามีความสามารถ มีความคิด เวลาผมคุยกับคนรุ่นเด็กๆ ผมมีความหวังนะ ขอแค่พวกผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจ เปิดใจกว้าง แล้วยอมรับให้ได้ว่ายุคสมัยของตัวเองผ่านพ้นไปแล้ว” -อานันท์ ปันยารชุน


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ “The Invisible Leader ผู้นำล่องหน” เคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ เขียน