ถึงแม้เราจะถูกก็ตาม

20171111_youmayberight

ท่ามกลางกระแสการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของรัฐบาลหลายโครงการที่ประชาชนยังตั้งข้อกังขา โครงการระดมทุนเพื่อโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอาจถูกมองได้ว่าเป็นการแสดงออกเพื่อประท้วงการดำเนินงานของภาครัฐ กระนั้น คำตอบของตูนบอกชัดว่าโครงการของเขาต่อยอดขึ้นมาจากความสุข และหากโครงการนี้จะตั้งคำถามต่อสิ่งใด สิ่งนั้นก็ไม่ใช่นโยบายใดนโยบายหนึ่งของรัฐ หากแต่เป็นการกระทำหรือไม่กระทำอะไรของประชาชนทุกคนนี่เอง

“ผมก็เห็นโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก อีก 10-20 ปีข้างหน้า ก็ยังอาจจะเป็นแบบนี้ต่อไป เท่าไหร่ก็ไม่พอ ต่อให้รัฐบาลช่วยแล้วก็อาจไม่พอ เราเองนี่แหละที่ถึงเวลาแล้ว ไม่ต้องโทษใคร ไม่ใช่เวลาหาคนผิด มันเป็นเวลาของการช่วยคนละเล็กละน้อย ช่วยแรง ช่วยเป็นกระบอกเสียง ช่วยสมทบกองรวม อะไรก็แล้วแต่ ทำได้ในส่วนที่ทำได้ ไม่ใช่เวลาคอมเมนต์ คนนี้ผิด ทำไมคนนี้ไม่ทำ ไม่ใช่แล้ว มันไม่เกิดประโยชน์ ระหว่างทาง ผมวิ่งเจอเด็กน้อยคนหนึ่งยกกระปุกออมสินมาให้ผมทั้งกระปุก ทั้งปีเขาเก็บออมมา อยากจะได้ของเล่นสักชิ้น แต่พอรู้ว่าจะเอาเงินมาช่วยคนป่วย เขายกกระปุกที่เขาสะสมมาเป็นปีๆ ตัดใจไม่เอาของเล่นนั้น เอามายกให้คนอื่น เงิน 5 บาท 10 บาทของเด็กน้อยยังเกิดประโยชน์มากกว่าคอมเมนต์ที่เราตัดสินกัน ถึงแม้เราจะถูกก็ตาม”

-อาทิวราห์ คงมาลัย
ธันวาคม 2559
Optimise Magazine – เบื้องหลังการวิ่ง 400 กม.ของตูนบอดี้แสลมที่ไม่ใช่แค่การบริจาค
เรื่อง: ธนกร จ๋วงพานิช

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณนิตยสาร Optimise และคุณธนกรที่ได้สร้างบทสัมภาษณ์ที่เจ๋งที่สุดบทนึงเท่าที่ผมเคยได้อ่านมา

มันเป็นบทสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังจากพี่ตูน “ออกวิ่ง” เป็นครั้งแรก เพื่อระดมทุนให้กับโรงพยาบาลบางสะพาน 85 ล้านบาท

คราวนั้นที่วิ่ง 400 ก.ม.ใน 10 วันก็ถือว่าเท่สุดๆ แล้ว มาปีนี้ที่พี่ตูนออกวิ่งจากเบตงมุ่งหน้าแม่สายเป็นระยะทางสองพันกว่ากิโล กระแสพี่ตูนจึงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

แต่แม้จะมีคนคอยตามเชียร์มากแค่ไหน ก็ยังมีคนเห็นต่างและท้วงติงว่าทำไมภาระนี้ต้องมาตกกับพี่ตูน รัฐบาลเอาเงินไปทำอะไรหมด

—–

เมื่อสามเดือนที่แล้ว พี่ต่อ ฟีโนมีน่า ผู้กำกับโฆษณาระดับโลก ได้มาแชร์ประสบการณ์ให้เราฟังที่บริษัทวงใน

หนึ่งในสิ่งที่พี่ต่อบอก และกลายเป็นคำพูดติดปากของผมกับเพื่อนๆ ที่วงในมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ อะไรที่ “ไม่สร้างการผลิต” ก็อย่าไปทำ

เช่นทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง – ไม่สร้างการผลิต

ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ – ไม่สร้างการผลิต

นั่งคุยกันเรื่องการเมือง – ไม่สร้างการผลิต

แน่นอน บ้านเมืองเรา เราก็ต้องเป็นห่วง แต่แทนที่จะถกกันแล้วด่าคนโน้นคนนี้ สู้ออกไปทำอะไรซักอย่างให้มันดีขึ้นจะดีกว่ามั้ย

—–

กรณีของพี่ตูนก็เหมือนกัน

ใครจะวิจารณ์ว่ามันเป็นการกระทำที่ไม่ยั่งยืน หรือเป็นการกลบปัญหาให้รัฐบาล เขาก็อาจจะถูกของเขา

แต่คำวิจารณ์ไม่สร้างการผลิต

แม้ว่าคำวิจารณ์นั้นจะถูกต้องและเป็นจริงทุกประการ มันก็ยังไม่สร้างการผลิต

ถ้าคำวิจารณ์มันสร้างการผลิตจริงๆ บ้านเมืองเราน่าจะพัฒนาไปเยอะมากแล้ว เพราะเรามีนักวิจารณ์เต็มเมือง แต่มีนักลงมือเพียงหยิบมือ

15 ตุลาคม 2559 ผมเขียนไว้ในบทความ 9 บทเรียนจากสามวันที่ผ่านมาว่า ในวันที่พ่อไม่อยู่ ถึงเวลาที่คนไทยต้องโตกันได้แล้ว

เราคุ้นชินกับการเป็นลูกแหง่ เป็นเด็กงอแงมานาน พอเกิดปัญหาก็จะโทษคนโน้นคนนี้ว่าไม่ทำหน้าที่

แล้วเราล่ะ ได้ทำหน้าที่ในฐานะ active citizen แล้วหรือยัง?

ถ้าจะมีความฝันอันสูงสุดซักอย่างที่ผมอยากให้เป็นจริง ก็คงเป็นเรื่องที่คนไทยลุกขึ้นมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ด้วยแรงและสติปัญญาที่เรามีเพื่อช่วยให้อะไรๆ มันดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอหรือเรียกร้อง ซึ่งพี่ตูนก็เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วว่ามันเป็นไปได้

“When you pray, move your feet”
-African proverb

ปากจะบ่นไม่ว่ากัน เพราะนั่นแสดงว่าคุณก็แคร์ และสิ่งที่คุณบ่นอาจจะถูกก็ได้

แต่บ่นเสร็จแล้วยังไงต่อ?

เราเป็น “คนถูก” ที่ไม่สร้างการผลิตมานานเกินพอแล้ว

ลองปล่อยวางความต้องการที่จะเป็น “คนถูก” และมาร่วมกันเป็น “คนทำ” กันดีมั้ยครับ

—–

ติดตามการวิ่งของพี่ตูนและร่วมบริจาคได้ที่ Facebook Page: ก้าวคนละก้าว

นิทานลมกับพระอาทิตย์

20171111_windsun

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เป็นนิทานนิสปที่ผมเคยอ่านตอนเด็กๆ ตอนนั้นก็เฉยๆ แต่พอโตขึ้นมากลับคิดถึงนิทานเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว… ณ เทือกเขาแห่งหนึ่งในยุโรป “ลม” ผู้มีนิสัยคุยโวโอ้อวดเอ่ยปากกับ “พระอาทิตย์” ว่า

“ฉันแข็งแรงกว่าเธอ ฉันสามารถพัดต้นไม้ให้ล้ม พัดหลังคาบ้านให้ปลิวว่อน หรือแม้กระทั่งพัดเมฆให้ไปบังแสงของเธอก็ยังได้ ฉันจึงมีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าใครๆ บนโลกนี้”

พระอาทิตย์ยิ้มให้ลม แล้วตอบด้วยเสียงนุ่มนวลว่า “ฉันรู้ว่าเธอทำได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความเธอยิ่งใหญ่กว่าฉัน”

“ไม่จริง ฉันยิ่งใหญ่กว่า” ลมคำราม “มาแข่งกันดีกว่าว่าใครจะแข็งแรงกว่ากัน” ลมท้า

“ก็ได้” พระอาทิตย์ตอบตกลง “เธอเห็นผู้ชายที่เดินอยู่บนถนนนั่นไหม มาแข่งกันไหม ใครทำให้เขาถอดเสื้อคลุมออกได้ก่อนเป็นผู้ชนะ”

“ฮ่ ฮ่า” ลมหัวเราะลั่น “ขนาดต้นไม้ต้นใหญ่ฉันยังโค่นมาแล้ว นับประสาอะไรกับผู้ชายตัวเล็กๆ อย่างนี้”

“เดี๋ยวก็รู้” พระอาทิตย์ตอบ “ฉันให้เธอลองก่อนก็ได้”

ลมจึงสูดหายใจลึกๆ แล้วพ่นลมหายใจออกมาจนแก้มป่อง พายุที่รุนแรงและหนาวเย็นพุ่งไปที่ชายคนนั้น หวังจะพัดให้เสื้อคลุมหลุดจากตัว แต่ยิ่งลมพัดแรงเท่าไร เขาก็ยิ่งเอามือจับเสื้อคลุมไว้ให้แน่นขึ้นเท่านั้น

ลมออกแรงจนหน้าเขียว ในที่สุดก็ยอมแพ้ แล้วหันมาบ่นกับพระอาทิตย์ว่า “ถ้าฉันออกแรงขนาดนี้ยังทำไม่ได้ ก็ไม่มีใครทำได้แล้ว!”

พระอาทิตย์ไม่พูดอะไร เพียงแค่เริ่มฉายลำแสงลงมาสู่ชายคนนั้น ไออุ่นจากพระอาทิตย์ทำให้ความหนาวเย็นก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น นักเดินทางเริ่มรู้สึกได้ถึงอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อเดินถึงริมธาร เขาจึงนั่งลง ถอดเสื้อคลุม วักน้ำขึ้นดื่มดับกระหาย ก่อนจะนั่งตากแดดรับไออุ่นอย่างมีความสุข

เวลาที่เราพยายามจะเปลี่ยนใจใครซักคน ลองถามตัวเองดูนะครับว่า ตอนนี้เราเป็นลมหรือเป็นพระอาทิตย์อยู่

—-

ขอบคุณนิทานจาก เรื่องเล่าก่อนเข้านอน และ Bed Time Short Stories

ก่อนนอนคิดถึงแค่ 2 คน

20171109_beforebed

วันก่อนผมได้ฟังพอดคาสท์ของ Tim Ferriss ที่เล่าให้ฟังว่า เขาได้เรียนรู้เคล็ดลับในการมีความสุขมากขึ้นจาก Chade Meng Tan (ชาดหมิงตัน) วิศวกรกูเกิ้ลผู้โด่งดังไปทั่วบริษัทจากการสอนเพื่อนร่วมงานให้ฝึกสมาธิจนต่อมาได้ออกหนังสือ Search Inside Yourself

เคล็ดลับง่ายๆ ที่ทิมได้เรียนรู้จากชาดก็คือก่อนนอนให้นึกถึงหน้าคนสองคน แล้วอวยพรในใจให้เขามีความสุข

ตอนแรกทิมก็รู้สึกว่าเทคนิคนี้ฟังดูเลี่ยนๆ ยังไงไม่รู้ แต่พอได้ลองทำเองหลายๆ คือติดต่อกัน ทิมกลับพบว่าเขากลายเป็นคนอารมณ์ดีขึ้น โมโหร้ายน้อยลง และยิ้มง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ถ้ามองจากมุมคนไทยที่คุ้นเคยกับการสวดมนต์ก่อนนอนมาตั้งแต่เด็กๆ เทคนิคที่ชาดสอนทิมก็คือการแผ่เมตตานั่นเอง แต่เราคุ้นชินแต่กับการท่อง “สัพเพสัตตา…” และแผ่เมตตาให้กับทุกสรรพสัตว์ หรือบางทีก็ท่องไปงั้นๆ โดยไม่ได้รู้สึกอะไร

การนึกถึงคนสองคน ซึ่งจะเป็นใครก็ได้ และแต่ละคืนไม่ต้องซ้ำกันก็ได้ เลยฟังดูจับต้องได้ง่ายกว่า (practical) และน่าจะทำให้เรา “รู้สึก” ได้มากกว่าเวลาที่เราอวยพรให้คนๆ นั้นมีความสุข

ผมเองยังไม่ได้ลอง แต่ว่าจะเริ่มคืนนี้เลย จึงอยากชวนคุณผู้อ่านมาลองทำไปด้วยกันครับ

ได้ผลยังไงมาเล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ

เจ็บจินตนาการ

20171109_imageindpain

วันนี้ที่บริษัทมีเจาะเลือดตรวจสุขภาพ จึงทำให้คิดถึงตัวเองตอนเด็กๆ สมัยที่ยังกลัวเข็มเอามากๆ

ช่วงเรียนป.5 ผมต้องไปฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันตับอักเสบ B ซึ่งต้องฉีดทั้งหมดสามเข็ม ไปฉีดทีไรเป็นอันได้ร้องไห้ทุกครั้งเพราะมันเจ็บเสียยิ่งกว่าเจ็บ

พอขึ้นป.6 ผมมีอาการตาแดงเรื้อรังอยู่หลายสัปดาห์ ตรวจไปตรวจมาจึงพบว่าเป็นภูมิแพ้ วิธีรักษาคือต้องไปฉีดยาทุกสองสัปดาห์อยู่พักใหญ่ ก่อนจะเว้นช่วงเป็นเดือนละครั้งและสองเดือนครั้ง

ในช่วงเวลาปีเศษๆ ผมจึงโดนฉีดยาไปไม่ต่ำกว่า 20 เข็ม พอโดนบ่อยๆ เข้าผมก็เลยเลิกร้องไห้ไปโดยปริยาย

ความกลัวยังมีอยู่ทุกครั้งนะครับ แต่พอเริ่มได้ใกล้ชิดกับเข็ม จึงสังเกตเห็นว่า แม้โดนเข็มฉีดยาจะเจ็บก็จริง แต่ระดับความเจ็บและระยะเวลาที่เจ็บนั้นน้อยกว่าเดินเตะขาโต๊ะหรือโดนครูเอาไม้เรียวฟาดเป็นไหนๆ

บางคนอาจจะบอกว่า ยังไงเขาก็ยังยอมเจ็บจากการเดินเตะขาโต๊ะมากกว่าโดนเข็มฉีดยา

ผมเลยมีสมมติฐานว่า เหตุผลที่เรากลัวเข็มฉีดยามากกว่าขาโต๊ะ ก็เพราะว่าเข็มฉีดยานั้นเร้าจินตนาการเราได้มากกว่าขาโต๊ะ

ถ้าเขียนเป็นสูตร ก็น่าจะได้ประมาณนี้

ความเจ็บที่แท้จริง x จินตนาการ = ความเจ็บจินตนาการ

เตะขาโต๊ะ มีค่าความเจ็บที่แท้จริง 5 หน่วย แต่ขาโต๊ะไม่ได้เร้าจินตนาการอะไร เลยมีค่าแค่ 1 หน่วย

ความเจ็บจินตนาการจึงมีค่าเท่ากับ

5 x 1 = 5

โดนฉีดยา มีค่าความเจ็บที่แท้จริง 1 หน่วย แต่เข็มฉีดยาปลุกเร้าจินตนาการได้มากกว่าขาโต๊ะเป็น 10 เท่า ความเจ็บจินตนาการจึงมีค่าเท่ากับ

1 x 10 = 10

ความเจ็บของการโดนฉีดยาจึงมากกว่าเดินเตะขาโต๊ะ อย่างน้อยก็ในจินตนาการ

เพราะฉะนั้น ถ้าอยากลดความเจ็บ ก็ต้องลดจินตนาการ

ในกรณีโดนฉีดยา วิธีลดจินตนาการที่หลายคนทำ คือดูเข็มฉีดยาวินาทีที่มันจิ้มลงตรงแขน

พอเห็นความเจ็บแบบตรงๆ แบบไม่มีจินตนาการมาเกี่ยวข้อง เราก็จะเข้าใจว่ามันไม่ได้แย่อย่างที่คิด

ยังมีอีกหลายกรณีที่ความเจ็บในจินตนาการดูใหญ่โตเกินจริงเสมอ เช่นเจ็บจากการถูกปฏิเสธ เจ็บจากการถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด เจ็บจากความผิดพลาด

เรื่องเหล่านี้ ความเจ็บที่แท้จริงมีเพียงนิด แต่ถูกจินตนาการของเราขยายให้ใหญ่เว่อร์ๆ เป็นสิบเป็นร้อยเท่า

พอจินตนาการเยอะ ก็กลัวเยอะ พอกลัวเยอะ ก็เลยเดินหนี พอเดินหนีก็เลยเสียโอกาสไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่า เรากำลังกลัวเจ็บจากอะไรอยู่บ้าง

แล้วแยกให้ออกว่า ส่วนไหนคือเจ็บจริง และส่วนไหนคือเจ็บจินฯ ครับ

อย่าทิ้งฝันเพียงเพราะมันต้องใช้เวลา

20171107_taketime

เพราะยังไงๆ เวลาต้องผ่านพ้นไปอยู่แล้ว

“Never give up on a dream just because of the time it will take to accomplish it. The time will pass anyway.”
-Earl Nightingale

ตอนเด็กๆ เราล้วนมีความฝันกันทั้งนั้น

พอขึ้นมัธยมหรือเรียนมหาวิทยาลัย เราก็ยังมีความฝันอยู่ เพียงแต่ฝันอาจเปลี่ยนไปนิดหน่อยให้มันชิคมันคูลขึ้น

พอเรียนจบออกมา ต้องทำงานหาเงินเอง ต้องรับภาระ ต้องเผชิญโลกแห่งความจริงมากๆ เข้า ความฝันก็เลยค่อยๆ จางหายไปทีละฝันสองฝัน

แล้วถึงวันหนึ่ง ความฝันก็หมดไป เหลือไว้เพียงความรับผิดชอบ

ถ้าชีวิตถึงจุดนี้ ก็อาจจะแห้งผากไปหน่อยนะครับ

“ความเป็นผู้ใหญ่” หลายครั้งก็มาพร้อมกับชุดความเชื่อที่ว่า เราไม่อาจเป็นอย่างที่เราฝันได้หรอก เพราะเราเก่งไม่พอ ทุนไม่พอ มีเวลาไม่พอ

สารพัดสารพันเหตุผลที่จะหยิบยกขึ้นมา

ความฝันบางอย่าง มันอาจจะหมดอายุไปแล้วจริงๆ เพราะมัันเกี่ยวพันกับกายภาพ เช่นฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ตอนนี้อายุ 37 แล้วก็คงต้องปล่อยมันไป

แต่ความฝันหลายอย่างไม่เกี่ยวกับอายุ

อยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักเขียน อยากออกเดินทาง

แน่นอนว่ามันไม่ง่าย ต้องใช้แรง และเวลา

แต่ยังไงเสียเวลาย่อมจะต้องผ่านไปอยู่แล้ว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องเวลา

คำถามสำคัญคือคุณพร้อมจะออกแรงดูซักตั้งรึเปล่า

แบ่งเวลาวันนี้จากจอทีวี จอมือถือ และจอไอแพด ซัก 30 นาทีเพื่อเอาเมล็ดฝันลงดินแล้วลองรดน้ำใส่ปุ๋ยดู

วันละ 30 นาที หนึ่งปีก็ 180 ชั่วโมง 5 ปีก็เกือบ 1000 ชั่วโมงแล้ว

1000 ชั่วโมงนี่สร้างอะไรได้มากมายนะครับ

ถ้าเราทำมันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยความเพียรและด้วยพลังงานบวก ยังไงมันก็ต้องออกดอกออกผลบ้างล่ะน่า