อย่าเอาแต่มองนาฬิกา

20171106_watchtheclock

แต่ให้ทำตามนาฬิกา

คือเดินหน้าไปเรื่อยๆ

“Don’t watch the clock; do what it does. Keep going.”
Sam Levenson

คนที่เกลียดวันจันทร์รักวันศุกร์ มักใช้นาฬิกาเป็นกระดิ่งเลิกโรงเรียน

“เมื่อไหร่จะห้าโมงเย็นซะที”

“ห้าโมงปุ๊บเด้งปั๊ป”

“สี่โมงครึ่งก็เริ่มแต่งหน้ารอแล้ว”

องค์กรที่มีคนอย่างนี้เยอะๆ คงมีคำถามให้ชวนคิดหลายข้อ

– นี่คือวัฒนธรรมที่เราอยากให้เป็นรึเปล่า?
– พนักงานไม่ค่อยมีความสุขกับการทำงานที่นี่รึเปล่า?
– เราควรจะ flexible กับพนักงานมากกว่านี้มั้ย?
– เรากำลังใช้กรอบความคิดจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีที่แล้วอยู่รึเปล่า?

ข้อสุดท้ายนี่สำคัญ เพราะหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกมันยังเป็นอย่างนั้นอยู่เพียงเพราะว่า “ทำกันอย่างนี้มาตลอด” หรือ “ใครๆ เขาก็ทำกัน” ทั้งที่มันอาจจะไม่ได้เมคเซนส์ (make sense) อีกต่อไปแล้วก็ได้

ในบางธุรกิจ การทำงานแบบโรงงาน เข้าแปดโมงเช้าเลิกห้าโมงเย็นอาจยังจำเป็นอยู่ แต่กับบริษัทที่ผลงานไม่ได้แปรผันโดยตรงกับจำนวนชั่วโมง ก็ถึงเวลาต้องทบทวนแล้วรึยัง

ถ้าอยากมีพนักงานที่ทุ่มเทให้กับองค์กรมากกว่านี้ เราก็ต้องเป็นองค์กรที่จะเข้าใจความต้องการและวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ให้มากกว่านี้

เมื่อเราเข้าใจและใจกว้างกับเขา เขาก็จะเข้าใจและใจกว้างกับเราครับ

เราไม่ได้เจ๋งอย่างที่เราคิด

20171105_good

และเราก็ไม่ได้กระจอกอย่างที่เราคิดด้วย

“You’re never as good as everyone tells you when you win, and you’re never as bad as they say when you lose.”
-Lou Holtz

คนเรามีทั้งเรื่องที่ตัวเองเก่งและเรื่องที่ตัวเองไม่เก่ง

ไม่สิ

ถ้าจะพูดให้ถูก คนเรามีทั้งเรื่องที่คิดว่าตัวเองเก่งและเรื่องที่คิดว่าตัวเองไม่เก่ง

เพราะว่าการที่จะ “เก่ง” หรือ “ไม่เก่ง” เรื่องอะไรนั้น เป็นผลการตัดสินใจจากอดีต

เช่นถ้าตอนเรียนมหาลัยเราไม่ชอบวิชาเลข แม้จะจบออกมาเป็นสิบปีแล้วเราก็ยังเชื่อว่าตัวเองไม่เก่งเลขอยู่ดี

แต่สมองของคนเรานั้นมหัศจรรย์ ถ้าเราพบวิธีการเรียนรู้เลขที่ถูกจริตกับเรา เราอาจจะกลายเป็นคนเก่งเลขขึ้นมาก็ได้

ตัวผมเองแต่ก่อนไม่ชอบเรียนวิชาประวัติศาสตร์เลย เพราะต้องมานั่งท่องจำปีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญๆ หรือชื่อตัวละครที่ยาวและจำยากเพื่อเอาไปสอบให้ผ่าน

แต่พอได้อ่านประวัติศาสตร์มนุษย์จากหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind‎ ผมกลับชอบมากจนเขียนบทความออกมาถึง 20 ตอน

ดังนั้นน่าจะเป็นการดีหากเราจะเผื่อใจเอาไว้ทั้งสองทาง

“You’re never as good as everyone tells you when you win, and you’re never as bad as they say when you lose.”

ชนะแล้วอย่าชูคอ แพ้แล้วก็อย่าตีอกชกตัว

เพราะเป็นไปได้สูงว่าคุณกำลังประเมินตัวเองผิดไปครับ

ผู้แพ้ใช้อดีตเป็นแหล่งกบดาน

20171105_past

ส่วนผู้ชนะใช้อดีตเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่ออิ่มเอมกับปัจจุบันและมุ่งหวังกับอนาคต

“Losers live in the past. Winners learn from the past and enjoy working in the present toward the future.”
-Denis Waitley

ถ้าอยากเป็นคนอมทุกข์ หนึ่งในนิสัยสำคัญที่เราต้องมีคือการเป็นคนช่างเปรียบเทียบ

เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นที่เขารวยกว่า หล่อกว่า มีแฟนสวยกว่า

หรือเปรียบเทียบปัจจุบันกับอดีตที่เราเคยมีความสุขกว่านี้

จุดอ่อนของการเปรียบเทียบแบบแรกคือเราไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่เขารวยเขาสวยกว่าเรานั้นมีความทุกข์อะไรบ้าง เราเห็นแต่สิ่งที่เขาอยากให้เราเห็นเท่านั้น

จุดอ่อนของการเปรียบเทียบแบบที่สองก็คือเรามักจะจำอดีตได้ดีกว่าที่มันเป็นเสมอ

Daniel Kahneman เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics) บอกว่าตัวตนของเรา ณ ตอนที่สัมผัสประสบการณ์นั้น (experiencing self) กับตัวตนของเราที่จำประสบการณ์นั้น (remembering self) เป็นคนละคนกัน

ตอนที่เราเป็นเด็กม.ปลาย (experiencing self) เราก็รู้สึกว่าชีวิตเราก็งั้นๆ แหละ อยากจะโตไวๆ จะได้มีเงินซื้อโน่นซื้อนี้ แต่พอโตมาแล้วเรากลับระลึกถึงสมัยเรียนม.ปลายอย่างมีความสุขและแสนคิดถึง (remembering self)

อดีตจึงไม่ใช่ที่ที่เราควรพาตัวเองกลับไปบ่อยนัก เพราะมันไม่ได้ตรงกับความเป็นจริง แถมไม่มีอยู่จริงด้วย

สิ่งเดียวที่มีอยู่จริงคือปัจจุบัน

ดังนั้น อย่าใช้อดีตเป็นที่ซ่อนตัวจากความจริงเลยนะครับ

เพราะยังไงความจริงก็ตามหาคุณเจออยู่ดี

นิทานเป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว

20171103_everything

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งในป่าใหญ่ มีต้นแอปเปิ้ลที่รักและเอ็นดูเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งมาก

เด็กคนนั้นจะมาเล่นกับเธอทุกวัน เก็บใบไม้ที่ตกอยู่มาทำเป็นมงกุฎและเล่นบทราชาแห่งพงไพร

เขาจะปีนป่ายเธอขึ้นไป โหนตัวเองกับกิ่งของเธอและเด็ดแอปเปิ้ลมากิน แล้วจากนั้นเขาและเธอก็จะเล่นซ่อนแอบกัน

เมื่อเด็กน้อยเล่นจนเหนื่อยอ่อน เขาก็จะล้มตัวลงนอนใต้ร่มเงาของเธอ

เด็กน้อยรักต้นไม้เหลือเกิน

และต้นไม้ก็มีความสุขมาก

แล้ววันเวลาก็ผ่านไป

เด็กผู้ชายก็โตขึ้น

ต้นไม้ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่เพียงลำพัง

แล้ววันหนึ่งเด็กชายก็ปรากฎตัว

ต้นไม้จึงเอ่ย “มาสิเด็กน้อย มาปีนป่ายฉัน โหนกิ่งของฉัน เด็ดแอปเปิ้ลกิน มาเล่นใต้ร่มของฉัน เธอจะได้มีความสุขไงล่ะ”

“ผมโตเกินกว่าจะมาปีนต้นไม้หรือเล่นกับคุณแล้ว” เด็กชายตอบ

“ผมอยากจะซื้อของ อยากออกไปสนุก ผมอยากมีเงินน่ะครับ”

“ขอโทษจริงๆ นะ” ต้นไม้กล่าว “ฉันไม่มีเงิน ฉันมีแค่ใบและลูกแอปเปิ้ล เก็บแอปเปิ้ลของฉันไปขายในเมืองสิ เธอจะได้มีเงิน และเธอก็จะได้มีความสุขไงล่ะ”

เด็กน้อยจึงปีนขึ้นไปเก็บแอปเปิ้ลและเดินจากไป

และต้นไม้ก็แสนสุขใจ

แต่เด็กน้อยก็หายไปนานเหลือเกิน

นานจนต้นไม้เศร้า

แล้ววันหนึ่งเด็กน้อยก็กลับมา

ต้นไม้ดีใจจนกิ่งกระดิก

“มาสิเด็กน้อย มาปีนป่ายฉัน โหนกิ่งของฉัน แล้วเธอจะได้มีความสุข”

“ผมยุ่งเกินกว่าจะมาปีนต้นไม้แล้ว” เด็กชายตอบ

“ผมอยากมีบ้านซักหลัง” เขาพูดต่อ “ผมอยากมีภรรยา อยากมีลูก ผมเลยต้องมีบ้าน คุณมีบ้านให้ผมซักหลังมั้ย?”

“ฉันไม่มีบ้านหรอกนะ” ต้นไม้ตอบ “ป่านี้คือบ้านของฉัน แต่เธอตัดกิ่งของฉันเพื่อเอาไปสร้างบ้านได้นะ เธอจะได้มีความสุขไงล่ะ”

เด็กชายจึงตัดกิ่งของเธอไปจนหมดแล้วเดินจากไป

และต้นไม้ก็แสนสุขใจ

แต่เด็กน้อยหายไปนานเหลือเกิน…

จนวันที่เขากลับมา ต้นไม้ดีใจมาก มากเสียจนเกือบจะพูดอะไรไม่ออก

“มาสิเด็กน้อย มาเล่นกับฉัน” เธอกระซิบ

“ผมแก่และเศร้าเกินไปที่จะเล่นกับคุณแล้ว” เด็กน้อยตอบ

“ผมอยากได้เรือซักลำที่จะพาผมไปให้พ้นจากที่นี่ คุณมีเรือมั้ย?”

“ตัดลำต้นของฉันเพื่อเอาไปทำเป็นเรือสิ” ต้นไม้ตอบ

“เธอจะได้ล่องเรือไปในที่อันแสนไกล แล้วเธอจะได้มีความสุขไงล่ะ”

เด็กน้อยจึงตัดต้นไม้แล้วเดินจากไป

และต้นไม้ก็แสนสุขใจ

…จริงๆ ก็ไม่หรอกนะ

วันเวลาผ่านไปเนิ่นนาน

เด็กน้อยคนนั้นก็กลับมา

“ขอโทษนะเด็กน้อย” ต้นไม้กล่าว “แต่ฉันไม่เหลืออะไรที่จะมอบให้เธอแล้ว ลูกแอปเปิ้ลฉันก็หมดแล้ว”

“ฟันของผมโคลงเคลงจนเคี้ยวแอปเปิ้ลไม่ไหวแล้ว” เด็กน้อยตอบ

“กิ่งก้านของฉันก็ไม่เหลือให้เธอห้อยโหนแล้ว”

“ผมไม่มีแรงพอที่จะห้อยโหนอะไรอีกแล้ว”

“ลำต้นของฉันก็ไม่มีแล้วเหมือนกัน” ต้นไม้กล่าว

“ผมปีนต้นไม้ไม่ได้แล้ว ผมเหนื่อยเกินกว่าจะปีนอะไรแล้ว” เด็กน้อยตอบ

“ฉันเสียใจจริงๆ  ฉันน่าจะให้อะไรเธอได้มากกว่านี้ แต่ตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไรเลย ฉันเป็นเพียงตอไม้แก่ๆ ตอหนึ่งเท่านั้น ขอโทษจริงๆ นะ”

“ตอนนี้ผมไม่ได้ต้องการอะไรอีกแล้ว” เด็กชายบอก

“ขอแค่ที่เงียบๆ ให้ได้นั่งพักก็พอ ตอนนี้ผมล้าเหลือเกิน”

“ถ้าอย่างนั้น” ต้นไม้ตอบพร้อมทั้งพยายามยืดตัวให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ตอไม้นี้ก็เหมาะแก่การนั่งพักมากๆ เลยนะ มาสิเด็กน้อย นั่งลงตรงนี้ แล้วพักให้สบาย”

เด็กน้อยจึงนั่งลง

และต้นไม้ก็แสนสุขใจ

—–

ขอบคุณนิทานจาก Shel Silverstein The Giving Tree

คนมองไม่เห็นโอกาส

20171102_disguised

เพราะ “โอกาส” มักใช้นามแฝงว่า “งานหนัก” หรือ “งานยาก”

“Opportunities are usually disguised as hard work, so most people don’t recognize them.”
-Ann Landers

โดยวิวัฒนาการ สมองของสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิดจะถูกตั้งโปรแกรมให้ “ประหยัดพลังงาน”

พลังงานขาเข้าของสิ่งมีชีวิตก็คือ “อาหาร”

ในสมัยที่เรายังเป็นมนุษย์ถ้ำอยู่นั้น การจะได้อาหารซักมือหนึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเราอาจต้องเดินป่าหลายชั่วโมง อาจต้องวิ่งเป็นสิบกิโล อาจต้องเสี่ยงภัยกับสัตว์ร้ายต่างๆ นานา กว่าจะหาหมูป่าซักตัวมาเป็นอาหารให้กับครอบครัวและคนในเผ่าได้

และแม้ว่าจะกินอิ่มท้องแล้ว ก็ไม่มีอะไรจะการันตีว่าพรุ่งนี้จะล่าหมูป่าได้อีก

ดังนั้น สมองจึงต้องควบคุม “พลังงานขาออก” ให้ดีๆ ไม่ให้เสียมันไปกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอด

จึงเป็นเรื่องธรรมชาติมาก ที่คนเราจะหลีกเลี่ยงอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เสียพลังงาน

แต่ในยุคสมัยนี้ การหาอาหารมาเติมพลังงานให้ร่างกายเรานั้นไม่ใช่เรื่องเสี่ยงอีกแล้ว

“การออกหาอาหาร” สำหรับคนยุคใหม่ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเดินไปเปิดตู้เย็นหรือปั่นจักรยานไปปากซอย

“พลังงานเขาเข้า” จึงเป็นสิ่งหาง่ายกว่าที่เคยเป็นมา แต่สมองของเรายังไม่ได้วิวัฒนาการตามไปด้วย มันเลยยังบอกตัวเองว่า “จงประหยัดพลังงานขาออกนะ ไม่อย่างนั้นเจ้าอาจจะตาย”

และนี่คือเหตุผลที่คนเราชอบเดินหนีงานยากๆ เพราะงานยากนั้นต้องใช้พลังงานเยอะ สมองก็เลยกลัวเอาไว้ก่อน

แต่ความก้าวหน้าของคนแปรผันกับระดับความยากของงานที่เขายินดีจะทำ

ถ้าทำงานยากน้อย ก็ก้าวหน้าช้า ถ้าทำงานยากเยอะ ก็ก้าวหน้าเร็ว

ก็ขึ้นอยู่กับเราว่าอยากจะก้าวหน้าเร็วแค่ไหน

ขอเพียงแต่เราเข้าใจว่า ที่เรากลัวงานยาก มันมีสาเหตุมาจากโปรแกรมสมองที่ยังไม่อัพเดต

ถ้าความรู้สึก “กลัวงานยาก” เกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาจต้องเตือนสมองตัวเองครับว่า พลังงานหาไม่ยากหรอก

แค่เดินไปเปิดตู้เย็นก็เจอแล้ว

ป.ล. โพสต์นี้ไม่ได้สนับสนุนให้หาของกินทุกครั้งที่เจองานยากนะครับ