ชีวิตคู่จะราบรื่น

20171116_marriage

ถ้าสามีและภรรยาตระหนักได้ว่าจริงๆ แล้วเขาอยู่ทีมเดียวกัน

“Many marriages would be better if the husband and the wife clearly understood that they are on the same side.”
-Zig Ziglar

แก๊กที่เราคุ้นเคยกันดีในนิตยสารขายหัวเราะ คือผู้ชายไปเที่ยวจนเมา กลับบ้านมาดึกๆ แล้วเจอเมียถือสากยืนรออยู่

ชีวิตคู่หลังแต่งงานของบางคน จึงเหมือนฉากสงครามย่อมๆ ที่เปิดศึกกันทุกวัน

เพราะเราต่างเป็นคนที่อยู่ด้วยยาก การมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกันวันละเป็นสิบชั่วโมงย่อมมีการกระทบกระทั่งอยู่แล้ว

คำถามคือกระทบแล้วจะลุกลาม หรือกระทบแล้วจะแสวงหาสันติ?

ในวันที่เราจดทะเบียนสมรส เรากลายเป็นคนคนเดียวกันทางกฎหมาย

และในวันที่เรารดน้ำสังข์ เราก็ได้กลายเป็นคนคนเดียวกันทางจิตวิญญาณ

การทะเลาะกันของสามีภรรยา จึงไม่ต่างอะไรกับการฟาดฟันกันของมือขวาและมือซ้าย

ไม่ว่ามือไหนชนะ เจ้าของมือก็ยังเจ็บอยู่ดี

เราพรีเซนต์ไปเพื่ออะไร

20171115_present

คนทำงานออฟฟิศจำนวนไม่น้อยน่าจะได้ดูได้ฟัง Powerpoint Presentation จากผู้บริหารหรือเพื่อนร่วมงานมาแล้วนับร้อยครั้ง

แต่พรีเซนต์ที่เราประทับใจ อาจมีอยู่เพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น

คำถามคือ ทำไมคนส่วนใหญ่จึงพรีเซนต์ได้ไม่ดี

สมมติฐานของผม คือคนพรีเซนต์อาจลืมถามตัวเองว่า เขาพรีเซนต์ไปเพื่ออะไร

เราพรีเซนต์ไปเพื่ออะไรครับ?

ลองใช้เวลาซักนิดเพื่อลองคิดคำตอบ

.
.
.
.
.
.
.
.

เราพรีเซนต์เพื่อ…

โชว์ผลงาน

ขายของ

สอนหนังสือ

รายงานความคืบหน้า

ของบประมาณ

ขอความร่วมมือ

สร้างความบันเทิง

โน้มน้าว

เล่าเรื่องราว

สร้างแรงบันดาลใจ

ฯลฯ

เหตุผลของการพรีเซนต์ดูเหมือนจะมีมากมาย

แต่เหตุผลที่ผมชอบมากที่สุดมาจาก Seth Godin บล็อกเกอร์คนโปรดของผม ที่เคยเขียนไว้ว่า

เราพรีเซนต์เพื่อจะเปลี่ยนคนฟัง

ทวนอีกครั้งนะครับ

เราพรีเซนต์เพื่อจะเปลี่ยนคนฟัง

คีย์เวิร์ดมีสองคำ คือ “เปลี่ยน” และ “คนฟัง”

เปลี่ยนจากคนไม่รู้ ให้กลายเป็นรู้

เปลี่ยนจากศัตรู ให้กลายเป็นมิตร

เปลี่ยนจากคนไม่สนใจ ให้หันมาสนใจ

เปลี่ยนจากคนเฉยๆ ให้ตื่นเต้น

เปลี่ยนจากคนที่ไม่เชื่อ ให้กลายเป็นเชื่อ

เปลี่ยนจากคนที่ไม่คิดจะทำอะไร ให้ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่าง

เหตุผลที่การพรีเซนต์ส่วนใหญ่ไม่น่าจดจำ เพราะคนพรีเซนต์ไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้ เลยไปโฟกัสกับการทำสไลด์มากเกินไป ผลก็คือหลังการพรีเซนต์จบ คนฟังก็ยังเหมือนเดิมทุกประการ

ดังนั้น ถ้าอยากให้พรีเซนต์ของเราออกมาดี ก่อนจะเปิด Powerpoint ขึ้นมาทำสไลด์แรก ขอให้ตอบคำถามสำคัญที่สุดนี้ก่อนว่า

เราต้องการจะเปลี่ยนคนฟังยังไงบ้าง?

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่หลายคนยกย่องให้สตีฟ จ๊อบส์ เป็นนักพรีเซนต์ที่เก่งที่สุดในโลก

เพราะแต่ละครั้งที่จ๊อบส์ขึ้นพรีเซนต์ เขาเปลี่ยนคนฟังในสเกลที่ใหญ่มาก

ปี 2001 จ๊อบส์เปิดตัว iPod ซึ่งก็ทำให้คนจำนวนมากเลิกใช้เครื่องเล่น mp3 มากมายที่มีเกลื่อนตลาด

ปี 2007 จ๊อบส์เปิดตัว iPhone ซึ่งทำให้คนนับร้อยล้านคนเปลี่ยนจาก Nokia และ Blackberry มาใช้สมาร์ทโฟน

ปี 2010 จ๊อบส์เปิดตัว iPad ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนให้คนรุ่นพ่อรุ่นแม่เราได้ใกล้ชิดกับเทคโนโลยีมากกว่ายุคใด

เราพรีเซนต์เพื่อจะเปลี่ยนคนฟัง

จำเหตุผลนี้ให้ขึ้นใจ แล้วเราจะทำพรีเซนต์ได้ดีขึ้นครับ

เราจะไม่แก่

20171114_notold

ตราบใดที่ความฝันยังไม่ถูกแทนที่ด้วยความเสียดาย

“A man is not old until regrets take the place of dreams.”
-John Barrymore

อะไรที่ทำให้คนอายุ 60 บางคนยังดูหนุ่มแน่น ขณะที่บางคนอายุ 40 กว่าๆ ก็ดูแก่มากแล้ว

หนึ่งอาจะเป็นเรื่องการดูแลตัวเอง กินดี พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ เขาก็จะมีร่างกายที่สมบูรณ์

สองคงเป็นเรื่องการดูแลจิตใจ ซึ่งทำได้สองวิธี ถ้าทำได้ทั้งคู่ก็น่าจะยิ่งดี คือการมีความฝันกับมีธรรมะในจิตใจ

ความฝันอาจจะไม่ต้องยิ่งใหญ่อะไร ขอแค่เพียงมันช่วยให้เรามุ่งหวังถึงวันข้างหน้าที่ดีกว่า ก็เพียงพอที่จะเป็นแรงขับให้เราลุกขึ้นมาจากเตียงทุกเช้า เพราะเรารู้แล้วว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร

และถ้าความฝันทำให้เราลงมือทำ ธรรมะจะเป็นตัวบอกว่าเมื่อไหร่ควรจะหยุด และเมื่อไหร่ควรจะพอครับ

ทำแล้วได้อะไร?

20171113_whatsinit

“Successful people are always looking for opportunities to help others. Unsuccessful people are always asking, What’s in it for me?”

“คนสำเร็จจะหาโอกาสช่วยเหลือคนอื่นก่อนเสมอ
ส่วนคนไม่สำเร็จจะถามก่อนเสมอว่า ‘ทำแล้วฉันได้อะไร’ ”

-Brian Tracy

เพราะความสำเร็จไม่ได้วัดกันแค่เรื่องตัวเงิน แต่ยังมีมิติอื่นๆ เช่นเรื่องความสบายใจ ความสัมพันธ์ที่ดี การได้ใช้ความรู้ความสามารถ การได้พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ

คนที่ไม่มัวมานั่งถามว่า “ทำแล้วได้อะไร” จึงมีแนวโน้มที่จะลงมือมากกว่า สร้างคุณค่าได้มากกว่า และมีโอกาสเป็น “ผู้ให้” มากกว่า

เมื่อได้เป็นผู้ให้ คุณค่าก็เกิด ความสุขใจก็มา

ดังนั้น ถ้าอยากสำเร็จ จงสร้างคุณค่าให้คนอื่นเยอะๆ แม้มันจะเหนื่อยหน่อย พรุ่งนี้ตื่นมาก็หาย

แต่สิ่งดีๆ ที่เราทำเอาไว้ จะนอนตื่นอีกกี่พรุ่งก็จะยังอยู่ในใจเราและในใจผู้รับไปอีกนานครับ

เมื่อคนใกล้ตัวหยุดหายใจและต้องทำ CPR

20171112_cpr

บล็อกนี้เขียนเอาไว้ให้ตัวเองอ่านครับ

หลังจากที่ได้รับทราบข่าวการเสียชีวิตของ โจ บอยสเก๊าท์ ที่หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ล้มหมดสติบนเวที แล้วไม่มีใครมีความรู้เพียงพอที่จะช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้

ข้อมูลทั้งหมดผมเอามาจากเพจ Drama-addict , Street Hero Project แอป EMS 1669 และช่อง BES โดยคัดเฉพาะเรื่องที่สำคัญที่สุดเท่านั้น

เพราะบางทีปัญหาไม่ใช่ข้อมูลไม่พอ แต่เพราะข้อมูลมากเกินไป

โดยผมหวังว่า ถ้าใครอ่านบล็อก Anontawong’s Musings เป็นประจำ หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน จะมีสติพอที่จะ google คำประมาณว่า “anontawong CPR หยุดหายใจ” แล้วจะเจอบทความนี้ทันทีครับ

สิ่งที่ต้องทำเมื่อเกิดเหตุการณ์คนหมดสติและปลุกไม่ตื่น

  1. โทร.1669 เรียกรถพยาบาล ให้ข้อมูลครบถ้วน ” พบผู้ป่วยหมดสติไม่หายใจ เป็นผู้ชายอายุประมาณ 50 ปี ที่ผับ ABC ซ.ทองหล่อ XX ผมผู้พบเหตุ ชื่อนายต้น เบอร์ติดต่อ 081-XXX-XXXX) ให้นำเครื่อง AED มาด้วย
  2. เปิดทางเดินหายใจ ด้วยการดันศีรษะของผู้ป่วยไปด้านหลังและเชยคางของเขาขึ้น
  3. ทำ CPR วางผู้ป่วยบนพื้นราบแข็ง เรานั่งคุกเข่าข้างลำตัวผู้ป่วย วางส้นมือที่ถนัดลงตรงกลางอกระหว่างราวนมทั้งสอง เอามือที่ไม่ถนััดวางทับ แล้วกดให้ลึก กดให้เร็ว ขึ้นสุด-ลงสุด ประมาณ 100 ครั้งต่อนาที ความเร็วเท่ากับจังหวะเพลง Stayin’ Alive ของ Bee Gees ครับ
  4. ผายปอด (เฉพาะกรณีที่จมน้ำมา) หลังจากกดหน้าอกครบ 30 ครั้ง ควรทำการช่วยหายใจ  โดยวางปากของเราให้ครอบปากผู้ป่วยให้แนบสนิท บีบจมูกผู้ป่วยให้แนบสนิท เป่าลมเข้าไปประมาณ 1 วินาที และทำอย่างนี้สองครั้ง ก่อนจะกลับไปกดหน้าอกอีก 30 ครั้ง
  5. ทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ารถพยาบาลจะมา จะดีมากถ้ามีคนช่วยแบ็คอัพ เพราะการทำ CPR ต้องใช้แรงเยอะ (คนหนึ่งอาจทำ CPR อีกคนรอผายปอดก็ได้)

การจากไปของคุณโจ บอยสเก๊าท์เป็นเรื่องน่าเศร้า แต่จะเศร้ายิ่งกว่านี้ถ้าเราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับคนใกล้ตัวเราครับ

 


ขอบคุณข้อมูลจาก  Drama-addict , Street Hero Project แอป EMS 1669 และช่อง BES