ชีวิตจะไม่ให้สิ่งที่เราต้องการ

20180711_deserve

ชีวิตจะให้สิ่งที่เราคู่ควร

Life doesn’t give you what you want. It gives you what you deserve.
-Anonymous

ถ้าเรากำลังได้สิ่งที่ต้องการ นั่นแสดงว่าสิ่งที่เราทำทั้งในอดีตและปัจจุบันสอดคล้องกับภาพในใจ

แต่ถ้าการณ์กลับตรงกันข้าม นั่นแสดงว่าความหวังกับการกระทำไม่สอดคล้องกัน

อยากสุขภาพดี แต่ยังนอนดึก

อยากมีแฟน แต่ยังไม่กล้าเอ่ยปาก

อยากเลื่อนขั้น แต่ยังทำงานไม่เรียบร้อย

เหมือนอยากได้มะม่วง แต่ไปปลูกมะเดื่อ

ต่อให้จุดธูปอ้อนวอนทั้งปี ก็คงไม่มีมะม่วงให้กินอยู่ดีจริงมั้ย?

อยากจะใช้ชีวิตอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน

20180711_howlong

คำถามนี้สั้นๆ แต่ผมว่าทรงพลังนะ

ถ้าคำตอบคืออยู่อย่างนี้ก็สบายดี ต่อให้ต้องอยู่อย่างนี้ไปอีก 5 ปีก็ยังยิ้มได้ แสดงว่าคุณเป็นคนโชคดีคนหนึ่ง

แต่ถ้าคำตอบคืออยู่อย่างนี้แล้วไม่สบายตัว อยู่อย่างนี้แล้วไม่สบายใจ ก็อาจต้องสบตากับคนในกระจกแล้วบอกว่าเลิกหลอกตัวเองได้แล้ว

หลอกตัวเองว่ารอให้มีเวลาก่อน

หลอกตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง

หลอกตัวเองว่ามันก็ต้องเป็นอย่างนี้แหละ

เชื่อในกฎแห่งกรรม ไม่ได้แปลว่าควรปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม

กรรมคือการกระทำ กรรมคือสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราทำ

วิบากก็คือผลลัพธ์จากกรรมต่างๆ ที่เราก่อไว้ในอดีตและพาตัวเรามาถึงสถานการณ์ในวินาทีนี้

ถ้าการกระทำยังเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็ย่อมเหมือนเดิม

ต่อเมื่อเราเปลี่ยนการกระทำเท่านั้น ผลลัพธ์ถึงจะเปลี่ยน

และเวลาที่ดีที่สุดที่จะเริ่มเปลี่ยนการกระทำ ก็คือวันนี้ครับ

อย่าเอาเรื่องเล็กมาเป็นเรื่องใหญ่

20180710_minor

“Learn how to separate the majors and the minors. A lot of people don’t do well simply because they major in minor things.”
-Jim Rohn

เรื่องที่เราสนใจและให้เวลา จะเป็นตัวกำหนดทิศทางชีวิตของเรา

คนที่ประสบความสำเร็จ คือคนที่เลือกสนใจและให้เวลากับเรื่องใหญ่ๆ และปล่อยผ่านเรื่องยิบย่อย

เรื่องใหญ่ๆ ในที่ทำงานก็เช่น
องค์กรของเรามีอยู่เพื่ออะไร
เป้าหมายปีนี้คืออะไร
หัวหน้าต้องการอะไร
ต้องทำอย่างไรถึงจะทำงานได้ดี

ส่วนเรื่องเล็กๆ ในที่ทำงานก็เช่น
ใครกำลังกิ๊กกับใคร
เที่ยงนี้กินอะไร
เมื่อวานหัวหน้าฝ่ายทะเลาะกันมันแค่ไหน
ใครจะเล่น ROV กับเราบ้าง

โดยสามัญสำนึกเราก็รู้อยู่แล้วว่าเรื่องใหญ่ๆ สำคัญกว่า แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้เวลาไปกับการจับกลุ่มซุบซิบ เล่นเกมหรือนั่งหาของกิน

“A lot of people don’t do well simply because they major in minor things.”

รู้เรื่องชาวบ้านมากแค่ไหนก็คงไม่ได้ทำให้เงินเดือนเราขึ้น และเล่น ROV เทพแค่ไหนเราก็คงไม่ได้โปรโมต

แต่ละวันเราจึงต้องมองให้ออกว่ากำลังใช้เวลาไปกับอะไร

ยิ่งเรื่องใหญ่ ยิ่งควรให้เวลา ยิ่งเรื่องเล็ก ยิ่งควรปล่อยผ่าน

ถ้ายังทำกลับกัน ก็ไม่ต้องมาถามว่าทำไมยังไปไม่ถึงไหนซักที

เหตุผลที่เรานอนดึก

20180707_whywesleeplate

เพราะเราอยากยืดเวลาแห่งอิสรภาพออกไปให้ยาวนานที่สุด

ตอนดึก คือช่วงเวลาที่เราจะทำอะไรก็ได้ จะดูหนัง ฟังเพลง ไถไอจี เราเป็นนาย เราเลือกเองได้ทั้งหมด

ความเป็นนายของตัวเองจะหมดไปตอนที่เราตื่นนอน ต้องรีบอาบน้ำ รีบออกจากบ้านไปฝ่ารถติดและฝูงชน ถึงออฟฟิศแล้วก็ต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายมา

จึงไม่แปลกที่คนไม่น้อยหลงใหลการนอนดึก เพราะนั่นเป็นเวลาเดียวที่เราสามารถทำอะไรโดยที่ไม่ต้องมีใครมาบังคับ

ยิ่งตอนกลางวันเราใช้ชีวิตเหมือน “บ่าว” มากเท่าไหร่ ตอนกลางคืนเราก็มีแนวโน้มที่จะโหยหาชีวิตแบบ “เจ้านาย” มากขึ้นเท่านั้น

แต่แม้เราจะใช้ชีวิตตอนกลางดึกอย่างเจ้าขุนมูลนายมากแค่ไหนก็ตาม ชีวิตก็อาจไม่ดีขึ้นเท่าไหร่

เหตุผลเพราะตอนกลางค่ำกลางคืนคือช่วงเวลาที่ willpower หรือ “พลังใจที่จะทำสิ่งที่มีประโยชน์” นั้นเหลือน้อย เราจึงมักเผาเวลาไปกับเรื่องที่ไม่ได้สร้างประโยชน์ในระยะยาว มันแค่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ตื่นเช้ามาก็กลับเข้าวงจรเดิม

ทางเลือกหนึ่งที่จะยังคงมอบความรู้สึกเป็น “เจ้านาย” ให้กับเราได้ คือตื่นให้เช้าขึ้น

เช้ากว่าที่โลกตื่น เช้าเกินกว่าจะมีใครมากะเกณฑ์ให้เราทำอะไรได้

แถม willpower ของเรายังเต็มแม็กซ์อีก จึงมีแนวโน้มที่เราจะทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ในระยะยาวกับตัวเราเอง (คุณเคยเห็นใครตื่นนอนตอนตี 4 เพื่อมาดู Netflix มั้ย? ผมไม่เคยนะ)

เพราะฉะนั้น หากคุณเป็นคนนอนดึก ลองสำรวจตัวเองนะครับว่าเรานอนดึกเพราะโหยหาอิสรภาพรึเปล่า

ลองปรับมาตื่นเช้าแทน เราอาจจะได้ทั้งอิสรภาพ และอาจมอบของขวัญชิ้นงามให้ตัวเองในอนาคตก็ได้ครับ

—–
ขอบคุณประกายความคิดจาก Quora: Takudzwa Razemba’s answer to What are some of the awesome facts you believe very few people know?

Morning Star บริษัทที่ไม่มีหัวหน้าแม้แต่คนเดียว

20180707_nobosses

The Morning Star Company เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ตั้งอยู่ในเขต Woodland รัฐแคลิฟอร์เนีย มีผลิตภัณฑ์คือมะเขือเทศและซอสมะเขือเทศเข้มข้น (คนละบริษัทกับ Morningstar ที่จัดเรตติ้งให้กองทุน)

ความพิเศษของบริษัทนี้ก็คือไม่มีใครเป็นหัวหน้าใครเลย!

พอไปสอบถามพนักงานว่า ใครเป็นหัวหน้าของคุณ เขาจะตอบว่า I’m my own boss – ฉันเป็นนายตัวเอง

หรือไม่ก็ My mission statement is my boss – เป้าหมายประจำปีคือเจ้านายของผม

ในแต่ละปี บริษัทจะประกาศเป้าหมายของบริษัท จากนั้นพนักงานแต่ละคนจะต้องไปเขียน mission statement ของตัวเอง แล้วเอา missiong statement นี้ไปคุยกับพนักงานคนอื่นที่เขาจะต้องทำงานด้วยเพื่อช่วยรีวิวและให้คอมเม้นท์ พอ mission statement นิ่งเมื่อไหร่ เขาก็จะใช้มันเป็นตัวนำทางไปตลอดทั้งปี

แล้วจะไว้ใจได้อย่างไรว่าพนักงานจะทำตามเป้าหมาย?

Morning Star มองว่าพนักงานทุกคนโตๆ กันแล้ว ไม่เคยมีใครต้องมาบอกเราให้เติมน้ำมันตอนไหน หรือจะขับรถมาบริษัทอย่างไร ทุกคนสามารถพาตัวเองมาถึงออฟฟิศได้ตามเวลาที่กำหนดไว้โดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยจับตามอง

ดังนั้นพนักงานทุกคนก็ควรจะรับผิดชอบงานของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีใครมาคอยจับตามองเช่นกัน

หลายคนอาจจะคิดว่าที่ทำได้เพราะ Morning Star เป็นบริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งเกิดใหม่รึเปล่า

แต่ความเป็นจริงก็คือบริษัทนี้ตั้งมาแล้ว 48 ปี มีพนักงาน 400 คน และมีรายได้ปีละ 700 ล้านดอลล่าร์หรือสองหมื่นกว่าล้านบาท!

แม้ว่า Morning Star จะไม่มี managers แต่ก็มีคนทำหน้าที่ management พวกเขาจะดูว่าโปรเจ็คที่จะทำอยู่นี้คือเรื่องอะไร และคนที่เหมาะสมจะนำทีมในเรื่องนี้ที่สุดก็จะได้เป็นผู้นำกลุ่มในเรื่องนั้นๆ พอจบโปรเจ็คก็แยกย้ายกันไป

แล้วเวลาพนักงานมีปัญหากัน ใครจะมาช่วยไกล่เกลี่ย?

ที่ Morning Star พนักงานที่มีปัญหาจะคุยกันและพยายามหาทางออกกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะไปให้เพื่อนพนักงานอีกคนมาช่วยเป็นกรรมการ

แล้วถ้ามีคนทำงานได้แย่สุดๆ ใครจะรับหน้าที่เป็นคนตัดสินใจไล่ออกล่ะ?

คำตอบก็คือพนักงานทุกคนสามารถเดินไปบอกเพื่อนร่วมงานคนไหนก็ได้ว่าเขาคนนั้นควรจะลาออกไปเถอะ!

แต่คนที่ถูกขอให้ลาออกก็มีสิทธิ์ปฏิเสธ และถ้ายังตกลงกันไม่ได้ ก็จะหาบุคลลที่สามเข้ามาช่วยตัดสิน โดยบุคคลที่สามอาจจะเป็นคนๆ เดียวหรือเป็นกลุ่มพนักงานก็ได้

แต่ถ้าคนที่โดนเชิญออกยังยืนกรานที่จะไม่ลาออกอยู่ดี ทางออกสุดท้ายคือการส่งเรื่องไปยัง Chris Rufer เจ้าของและผู้ก่อตั้ง Morning Star ซึ่งต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนจะตัดสินใจว่าจะปลดพนักงานคนนี้ออกหรือไม่

งั้นก็แปลว่าจริงๆ แล้ว Morning Star ก็ยังมีหัวหน้าอยู่ดี นั่นคือคริสที่เป็นนายใหญ่ใช่หรือไม่

ในมุมของคริส เขาให้นิยาม “หัวหน้า” ว่าเป็นคนที่มีสิทธิ์อำนาจโดยเด็ดขาดในการกระทำของพนักงานคนอื่น – My definition of boss is somebody who has unilateral and absolute authority over another person’s actions in the enterprise.

ซึ่งถ้ามองในมุมนี้ เขาก็ยืนยันว่า Morning Star ไม่มีหัวหน้าหรือ boss เพราะไม่มีใครมีอำนาจขนาดนั้น แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไล่ใครออกตามอำเภอใจ แต่เขามีความรับผิดชอบที่จะต้องทำให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้ดีที่สุด ซึ่งถ้านั่นหมายถึงการเป็นที่พึ่งสุดท้ายในการเชิญพนักงานออก เขาก็จำเป็นต้องทำ

Google เคยพยายามจะยกเลิกตำแหน่งหัวหน้าแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นตำแหน่งหัวหน้าก็น่าจะยังมีความจำเป็นกับหลายองค์กรอยู่ดี

การเขียนบทความนี้จึงไม่ได้ต้องการชักชวนให้บริษัทไหนยกเลิกตำแหน่งหัวหน้า แต่แค่ชี้ให้เห็นถึงอีกความเป็นไปได้หนึ่ง เผื่อเราจะไปลองศึกษาเพิ่มเติม แล้วดึงเอาบางแง่มุมมาปรับใช้ดู

หากอยากเข้าใจวิธีการบริหารสไตล์นี้เพิ่มเติม ขอเชิญอ่านต่อได้ที่ Morning Star Self-Management Institute ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก WorkLife with Adam Grant: A World without Bosses