เติมตัวเองให้เต็มก่อน

20181117_fillyourselffirst

เวลาผมเจอน้องที่มาบอกกับผมว่าหมดไฟในการทำงาน ผมจะถามเขากลับว่า นอนกี่โมง และเสาร์อาทิตย์ทำอะไร?

ส่วนใหญ่มักจะตอบกันว่านอนตีหนึ่งตีสองเพราะเอางานกลับไปทำที่บ้าน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังนั่งทำงานเพราะกลัวงานไม่เสร็จ

ผมมักจะแนะนำว่า วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ให้ไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วนอนให้เยอะๆ หน่อย

ด้วยวิธีการง่ายๆ แค่นี้ หลายคนก็กลับมามีไฟในการทำงานอีกครั้ง

ความยากของเด็กที่เพิ่งจบใหม่แล้วต้องเจองานหนัก คือไม่รู้ว่าตัวเองควรจะบริหารเวลาอย่างไร

เมื่องานมันเยอะและกดดัน ก็เลยมักจะเทเวลาให้กับงานเสียหมด ซึ่งแรกๆ ก็อาจจะพอไหว แต่นานๆ ไปก็จะหมดแรงและหมดใจเอาดื้อๆ

ผมจึงมักบอกน้องๆ เสมอว่าเราต้องทำอะไรเพื่อเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้เราบ้าง อย่าปล่อยให้หัวใจแห้งผากจนเกินไป

เพราะผมเชื่อมาตลอดว่า เราต้องเติมตัวเองให้เต็มก่อน ถึงจะไปช่วยคนอื่นได้

เหมือนออฟฟิศอยู่ทองหล่อ จะขับรถไปส่งเพื่อนที่บ้านอยู่พระราม 2 ถ้าน้ำมันเราเหลือ 1 ขีด เป็นใครก็ต้องแวะเติมน้ำมันก่อนทั้งนั้น

การมีน้ำใจ การขยันทำงาน การรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งดีๆ ที่มีมากเกินไปก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีได้เหมือนกัน

การเติมตัวเองให้เต็มก่อนจึงไม่ใช่เรื่องของการเห็นแก่ตัว แต่เป็นเรื่องของคนที่เข้าใจโลกและยึดผลประโยชน์ระยะยาวเป็นที่ตั้ง

ถ้าน้ำมันเหลือ 1 ขีดแต่ดันทุรังขับรถไปส่งเพื่อนนอกเมือง น้ำมันหมดกลางทางขึ้นมา ก็รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ทุกฝ่ายนะครับ

นิทานมีเทียนไหมครับ

20181115_candle

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงสาวคนหนึ่งย้ายบ้านมาใหม่ พบว่าข้างบ้านเป็นครอบครัวยากจน มีแม่หม้ายและลูกอีกสองคน

คืนนั้นไฟฟ้าเกิดดับ เหลือแต่แสงจันทร์ส่องสลัวๆ

สักพัก หญิงสาวได้ยินเสียงเคาะที่ประตู เมื่อเปิดออกจึงพบว่าเป็นเด็กข้างบ้าน

เด็กน้อยสบตาเธอด้วยความประหม่า

“คุณน้าครับ มีเทียนไหมครับ?”

หญิงสาวคิดในใจ ครอบครัวนี้คงจนน่าดู แต่ถ้าฉันให้เทียนไป คราวหน้าก็คงจะมาขออีก จึงตอบไปห้วนๆ ว่า

“ไม่มี!”

ขณะที่เธอกำลังจะปิดประตู เด็กน้อยก็ยิ้มให้เธออย่างไร้เดียงสา

“นึกแล้วว่าไม่มี”

พูดจบก็ควักเทียน 2 เล่มจากกระเป๋ากางเกงยื่นให้

“แม่ผมเป็นห่วงว่าคุณน้าอยู่คนเดียว ตอนไฟดับอาจไม่มีเทียนใช้ เลยให้ผมเอาเทียนมาให้คุณน้าครับ”

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บนิทานน้ำใจไมตรี

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

สุดท้ายมันจะเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ

20181115_numbersonpaper

อาจารย์วิพรรธ์ เริงพิทยา ผู้ก่อตั้ง Asian University เคยเล่าให้ผมฟังว่า หลังจากที่เขาได้สร้างบริษัทจนเข้าตลาดหุ้นได้ เขาก็ถามตัวเองว่าจะทำอะไรต่อดี ระหว่างทำให้บริษัทเติบโตขึ้นกับสร้างมหาวิทยาลัยแห่งใหม่

แล้วอาจารย์ก็ได้คำตอบว่าถ้าเขาเอาพลังและเวลาอีก 10 ปีไปทำให้บริษัทเติบโตขึ้น 10 เท่า อย่างมากอาจารย์ก็จะได้เลขศูนย์มาห้อยท้ายในบัญชีอีกหนึ่งตัว (I will have one more stupid zero in my bank account)

แต่ถ้าเขาลงแรงกับการสร้างมหาวิทยาลัย เมืองไทยอาจจะมีสถาบันการศึกษาที่ยอดเยี่ยมเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง

สุดท้ายอาจารย์วิพรรธ์เลือกอย่างหลัง และผมโชคดีมากที่ได้จบจากสถาบันนี้*

—–

ถ้าถามถึงมื้ออาหารที่ประทับใจที่สุดในชีวิต คำตอบของผมคืออาหารมื้อเที่ยงที่ผมไปกินกับแฟนหลังจากจดทะเบียนสมรสที่เขตบางรักเมื่อสี่ปีที่แล้ว

ผมเป็นเจ้ามือ เราไปกินเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นย่านเอกมัยที่ราคาค่อนข้างสูง เรากินซูชิกันอิ่มหนำมาก เชฟก็อารมณ์ดีปั้นแต่คำใหญ่ๆ ทั้งนั้น

ผมจำไม่ได้แล้วว่าจ่ายไปเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกอิ่มเอมในวันนั้นยังคงอยู่กับผมถึงทุกวันนี้

——

ช่วงก่อนแต่งงาน ผมพาแฟนไปเที่ยวญี่ปุ่น นั่งรถบัสจากชินจูกุลงไปเมืองคาวากูชิโกะเพื่อจะเชยชมภูเขาไฟฟูจิซึ่งแฟนอยากเห็นมานานแล้ว (ส่วนผมเคยมาเที่ยวแล้วครั้งนึง)

แต่พอไปถึงก็ต้องผิดหวัง เพราะเมฆหมอกบดบังทัศนียภาพของฟูจิไปเกือบทั้งลูก ผมบอกแฟนว่าไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังมีอีกวัน เราเข้าที่พัก แล้วยืมจักรยานของโรงแรมมาปั่นเล่นยามเย็น

และแล้วช่วงห้าโมงกว่าๆ เมฆหมอกก็คลี่คลาย เผยให้เห็นภูเขาไฟฟูจิอันงดงาม แต่สิ่งที่งดงามยิ่งกว่าคือรอยยิ้มแก้มปริของแฟนที่ได้เห็นฟูจิเป็นครั้งแรกในชีวิต

——

ผมโชคดีที่เป็นคนขี้ลืม โดยเฉพาะกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เลยไม่ค่อยใส่ใจมากนักว่าประสบการณ์นี้ต้องแลกด้วยเงินเท่าไหร่ ตราบใดที่มันดูสมเหตุสมผลและไม่เกินกำลังของเรา

เพราะสุดท้ายมันจะเป็นเพียงตัวเลขในกระดาษ

ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขในบัญชี

หรือตัวเลขในบิลค่าอาหาร

หรือตัวเลขที่เราใช้จ่ายไปกับการท่องเที่ยว

เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราจะลืมราคา และจะจำได้แค่ moment ดีๆ

เมื่อชีวิตเดินถึงปลายทาง ใครจะมานั่งสนใจว่า ณ ปีนั้น-ปีนี้ เรามีทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่

สิ่งที่เราจะระลึกถึงและทำให้ยิ้มได้ คือประสบการณ์ดีๆ กับคนที่เรารักเท่านั้นเอง

—–

* Asian University ปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม อ่านสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในบทความ Asian U Always ครับ

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

กล้าพอไหม

20181114_braveenough

ที่จะให้ทาง

ที่จะไม่ขึ้นเสียง

ที่จะฟังเขาอย่างตั้งใจ

ที่จะยอมเสียเปรียบเสียบ้าง

ที่จะกล่าวขอโทษก่อนแม้ว่าเราไม่ผิด

ที่จะปิดแอร์ห้องในโรงแรมเวลาเราไม่อยู่ในห้อง

ที่จะทำสิ่งที่เราเชื่อว่าดีแม้คนรอบข้างจะไม่มีใครทำ

ความกล้าหาญไม่จำเป็นต้องเสียงดัง ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่

หลายครั้ง ความกล้าหาญเป็นเพียงเสียงกระซิบเบาๆ ให้เราลงมือทำสิ่งเล็กๆ ที่มุ่งหมายความสุขมวลรวมและลดอัตตาตัวตนครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์

20181112_nothingtoprove

ตอนเด็กๆ เราจะมีนิสัยชอบพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าเราเก่งแค่ไหน

สมัย 6 ขวบผมชอบพิสูจน์ให้ผู้ใหญ่เห็นว่ากินเผ็ดได้ด้วยการกินโบโลน่าพริกทั้งแผ่นโดยไม่สะทกสะท้าน (แท้จริงแล้วผมพยายามกัดให้ไม่โดนพริก แล้วใช้วิธีกลืนพริกไปทั้งดุ้นเลย)

พอเรียนประถมผมก็มักจะเดินออกจากห้องสอบเป็นคนแรกๆ เพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเราทำข้อสอบเสร็จเร็วแค่ไหน

พอวัยรุ่น ผมก็ชอบพูดแทรกคนนั้นคนนี้เพื่อแสดงให้เขารู้ว่าผมก็รู้เรื่องนี้นะ

แม้กระทั่งอายุมากขึ้นแล้ว นิสัยนี้ก็ยังไม่หาย เพียงแต่เพิ่มชั้นเชิงและความแนบเนียน

กลับดึก เพราะต้องการพิสูจน์ให้หัวหน้าเห็นว่าเราเป็นพนักงานที่ดีแค่ไหน

ซื้อมือถือรุ่นใหม่ เพื่อพิสูจน์ให้เพื่อนเห็นว่าเราก็มีเงินและมีรสนิยม

ไปวิ่งและแคปจอขึ้นเฟซบุ๊คเพื่อให้เห็นว่าเรารักสุขภาพ

ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิดอะไร เพียงแต่อยากชวนมาตั้งคำถามว่าแรงที่ผลักดันให้เราทำอย่างนั้นแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่?

อยากเติบโตในหน้าที่การงาน? อยากดูดี? อยากเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น?

และการที่เราต้องพิสูจน์นั้น แสดงว่าลึกๆ แล้วเราขาดความมั่นใจรึเปล่า?

คนที่หน้าตาดีจริงๆ ไม่ต้องพิสูจน์ว่าตัวเองหน้าตาดี คนที่มีฐานะจริงๆ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีฐานะ และคนที่มีบารมีจริงๆ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองมีบารมี

การที่เราต้องพิสูจน์ อาจแปลว่าเรายังขาดสิ่งนั้นอยู่ก็ได้

ในทางกลับกัน การเติบโตอย่างแท้จริง หรือการประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง อาจหมายถึงการไปถึงจุดที่ไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกต่อไป

ไม่ใช่เพราะว่าเก่งทุกอย่าง แต่เพราะเข้าใจแล้วว่าเราไม่ต้องเก่งไปเสียทุกอย่าง

ถ้าทำได้ เราก็แค่รู้ตัวว่าทำได้ ไม่จำเป็นต้องอวดใคร

ถ้าทำไม่ได้ ก็แค่ยอมรับว่าเราทำไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องอายใคร

ถ้าเราสามารถใช้ชีวิตแบบนี้ ผมว่ามันก็น่าจะดีนะครับ

—–

อ่านบทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings ได้ที่
LINE: bit.ly/tgimline
Facebook: bit.ly/tgimfb
Twitter: bit.ly/tgimtwt