นิทานละครสัตว์

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คณะละครสัตว์เพิ่งมาเปิดการแสดงในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง พวกเขาติดป้ายประกาศรับคนงานเอาไว้ว่า

  1. ทำงาน 5 ชั่วโมง ได้ตั๋วเข้าชมบริเวณด้านนอก
  2. ทำงาน 10 ชั่วโมง ได้ตั๋วเข้าชมละครสัตว์
  3. ทำงาน 15 ชั่วโมง ได้ตั๋วเข้าชมละครสัตว์แถวหน้าสุด

พี่น้องสองคนจากครอบครัวยากจนเห็นประกาศแล้วก็สมัครทันที พวกเขาอยากดูละครสัตว์มานานแล้ว และไหนๆ จะได้ดูแล้วก็อยากได้นั่งแถวหน้าไปเลย

พวกเขาเข้างานตั้งแต่ตี 4 และทำงานโดยไม่หยุดหย่อน ได้พักกินแซนด์วิชแค่ชิ้นเดียวตอนสายๆ ก่อนจะทำงานต่อ

บ่ายคล้อย สองพี่น้องเหนื่อยล้า จริงๆ พวกเขาทำงานมากพอที่จะไปขึ้นตั๋วดูละครสัตว์ได้แล้ว แต่ด้วยใจที่อยากได้ที่นั่งแถวหน้า พวกเขาจึงกัดฟันทำงานต่อจนครบ 15 ชั่วโมง

พี่น้องไปขึ้นตั๋วและเดินอย่างอ่อนเพลียไปที่นั่งแถวหน้าสุด ละครสัตว์กำลังจะเริ่มตอนสองทุ่ม

แต่พอการแสดงเริ่มไปได้เพียง 5 นาที ทั้งคู่ก็หลับไหลเพราะความเหน็ดเหนื่อย และพลาดการแสดงอันตื่นตาตื่นใจตลอด 2 ชั่วโมงนั้น

นี่คือเรื่องน่าเศร้าของสองพี่น้องในนิทาน

และอาจเป็นเรื่องน่าเศร้าของใครหลายคนในชีวิตจริงที่ตรากตรำเสียมากมายเพื่อจะได้ที่นั่งแถวหน้า

แต่เมื่อถึงวันที่ได้ตั๋วมา เรากลับไม่เหลือแรงและเวลาอีกแล้ว


ขอบคุณนิทานจากไลน์ภาษาจีน

ทำไมชุดนักบินอวกาศถึงมีแต่สีขาวกับสีส้ม

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมชุดนักบินอวกาศถึงมีแต่สีขาวกับสีส้ม?

ชุดส้มมีชื่อเรียกว่า Advanced Crew Escape Suit (ACES)

นักบินอวกาศจะใส่ชุดสีส้มตอนปล่อยตัวและตอนกลับสู่โลกมนุษย์ หากเกิดเหตุฉุกเฉินตอนปล่อยตัว หรือตอนกลับเข้ามาบนโลกแล้วทีมงานก็จะมองเห็นได้ง่าย เพราะสีส้มนี้ไม่ใช่ส้มธรรมดาแต่เป็น “ส้มอินเตอร์” (International Orange) ที่มองเห็นได้ชัดจากที่ไกลๆ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด โดยเฉพาะถ้าต้องล่องลอยอยู่กลางทะเล

ชุดส้มจึงมีทั้งร่มชูชีพ เรือชูชีพ และแม้กระทั่งชุดยังชีพ เพื่อให้แน่ใจว่านักบินอวกาศจะอยู่รอดปลอดภัยหลังถูกดีดตัวกลับลงมายังดาวเคราะห์โลก

ส่วนชุดขาวมีชื่อเรียกว่า Extravehicular Activity Suit (EVA) มีไว้สำหรับการทำภารกิจนอกตัวยานเมื่ออยู่ในอวกาศแล้ว ซึ่งก็คือการ “เดินอวกาศ” หรือ spacewalk นั่นเอง

สีขาวจะมองเห็นได้ชัดเมื่ออยู่ในอวกาศที่เวิ้งว้างว่างเปล่าและมืดมิด แถมสีขาวยังสะท้อนแสงจึงไม่ดูดซึมความร้อนจากดวงอาทิตย์มากเกินไป ในชุดนี้มีระบบ cooling system ที่ใช้เหงื่อของเรา และมีมีน้ำดื่มเพียงพอสำหรับการทำ mission นอกยานอวกาศถึง 6 ชั่วโมง

แม้จะเป็นเรื่องที่ไกลตัวเรามาก แต่การพิชิตอวกาศก็เป็นสิ่งที่มนุษยชาติผูกพันมานาน จึงอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง

ใครอยากรู้จักชุดอวกาศมากกว่านี้ลองกูเกิ้ลชื่อเต็มของ ACES กับ EVA ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Phani Priya’s answer to What is something that most people don’t know?

3 ไอเดียจากหนังสือ Life Hacks

1. Restart! – เมื่อทำงานเสร็จหนึ่งชิ้นแล้ว ให้รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ หรืออย่างน้อยก็ปิด Application ทุกอย่างทิ้งเพื่อให้พร้อมสำหรับการเริ่มงานชิ้นใหม่ ถ้าทำอย่างนี้หลายๆ ครั้งในหนึ่งวัน หัวสมองและคอมพิวเตอร์เราก็จะปลอดโปร่ง ไม่สับสน

2. Task Diet – เปิดแอป To Do List ที่เราใช้ขึ้นมาแล้วท้าทายตัวเองให้ลบ tasks จนเหลือแค่ครึ่งเดียว เพราะการจะทำให้ทุกอย่างใน To Do List ให้เสร็จนั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ การตัดเรื่องที่ไม่จำเป็นออกไปจึงถือเป็นจุดประสงค์หนึ่งของการใช้ To Do List ได้เช่นกัน

3. Rocket Start ใช้กฎ 80:20 คือตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะทำงาน 80% ให้เสร็จโดยใช้เวลาแค่ 20% ถ้ามีเอกสาร 100 หน้าที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 1 เดือน ก็ตั้งใจทำให้เสร็จ 80 หน้าภายใน 4 วันแรก มันคือการทุ่มเทเวลาจำนวนมากในตอนแรก ทำงานเหมือนกับว่าใกล้ถึงกำหนดส่งแล้ว วิธีคิดแบบหน้ามือเป็นหลังมือจะทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนไป


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Life Hacks มูฟออนชีวิตเริ่มคิดแบบเล็กๆ นาสะตะเกะ โฮริ เขียน จุฬาลักษณ์ กรณ์สกุล แปล สำนักพิมพ์ SandClock Books

พอไม่ผิดเดี๋ยวมันก็ถูกเอง

เท่าที่ผมสังเกต คนที่เก่งๆ มักจะไม่บอกว่าเราควรทำอะไร แต่จะบอกว่าเราไม่ควรทำอะไร

คู่หูของ Warren Buffet อย่าง Charlie Munger เคยพูดไว้ว่า ไม่ต้องทำอะไรฉลาดๆ ก็ได้ แค่อย่าทำอะไรโง่ๆ ก็ได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวแล้ว

“It is remarkable how much long-term advantage people like us have gotten by trying to be consistently not stupid, instead of trying to be very intelligent.”
-Charlie Munger

ในหนังสือ What got you here won’t get you there ของ Marshall Goldsmith ก็บอกไว้ว่า ถ้าอยากเป็นหัวหน้าที่ดี คุณไม่ต้องทำอะไรมากหรอก แค่อย่าทำตัวแย่ๆ ก็พอ – Don’t be a jerk.

สิ่งที่เราคุ้นเคยอย่างศีล 5 หรือบัญญัติ 10 ประการ ก็ไม่ได้บอกว่าเราควรทำอะไร แค่บอกว่าเราไม่ควรทำอะไรเท่านั้น

ถ้าเราไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดลูกผิดเมีย ไม่โกหก ไม่เสพของมึนเมา ทำได้ครบห้าอย่างนี้ ชีวิตก็อยู่กับร่องกับรอยและถือว่าเป็นคนที่ใช้ได้แล้ว

Nassim Taleb ผู้เขียน The Black Swan กล่าวไว้ว่า You know what is wrong with a lot more confidence than you know what is right – เราสามารถมั่นใจว่าเรื่องไหนผิดได้มากกว่ามั่นใจว่าเรื่องไหนถูก

เพราะสิ่งที่เราคิดว่าถูกนั้นบางทีก็อาจไม่ใช่ เหมือนการเห็นหงส์ขาวมานับพันตัวไม่อาจยืนยันได้ว่า “โลกนี้มีแต่หงส์สีขาว” แต่การเห็นหงส์ดำเพียงแค่ตัวเดียวก็เพียงพอที่จะตอบได้แล้วว่า “โลกนี้มีแต่หงส์สีขาว” นั้นไม่ใช่เรื่องจริง

ฉันใดฉันนั้น เราไม่อาจรู้ได้หรอกว่าทางที่ถูกคืออะไร แต่เราค่อนข้างมั่นใจได้ว่าทางที่ผิดคืออะไร

ถ้าอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็อย่ามัวแต่เล่นโซเชียลมีเดีย อย่าส่งงานช้า อย่าทำงานพลาด อย่าเอาแต่แก้ตัว อย่ามัวแต่เที่ยวเล่น

ถ้าอยากสุขภาพแข็งแรง ก็อย่าสูบบุหรี่ อย่าดื่มเหล้าเยอะ อย่ากินแต่ของมันมัน อย่าเครียด อย่าอดหลับอดนอน

ถ้าอยากมีสุขภาพการเงินที่แข็งแรง ก็อย่าใช้เงินมากกว่าที่หามาได้ อย่าลงทุนโดยที่ไม่มีความรู้ อย่าซื้อของที่ไม่จำเป็นแม้ว่ามันจะผ่อน 0% ก็ตาม

“Invert, Always Invert.”
-Carl Gustav Jacob Jacobi

ไม่ต้องทำให้ถูกก็ได้ แค่อย่าทำผิดก็พอ

แล้วพอไม่ผิด เดี๋ยวมันก็ถูกเองครับ

เหตุผลที่ Netflix ยอมจ่ายเงินเดือนแพงที่สุดในตลาด

หนึ่งในหลักการการจ้างคนของ Netflix คือการ Pay top of personal market

ในองค์กรทั่วไป จะมีการแบ่งตำแหน่งงานเป็น Job Level คล้ายๆ กับที่ราชการไทยมี C1 ถึง C11

แต่ละ Job Level ก็จะมี “หลอดเงินเดือน” หรือ salary range ที่เหมาะสมกับระดับนั้นๆ โดยหลอดเงินเดือนของ Level ที่อยู่ติดกันก็อาจจะเหลื่อมกันได้

ถ้าพนักงานคนใดเงินเดือน “มิดหลอด” ก็หมายความว่าเงินเดือนชนเพดานของ Level นั้นแล้ว หากอยากขึ้นได้มากกว่านี้ ก็ต้องขยับ Level ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งก่อน โดยต้องพิสูจน์ตัวเองว่ามีความสามารถและพร้อมจะแบกรับความรับผิดชอบที่มากขึ้น

แต่เน็ตฟลิกซ์ไม่มีหลอดเงินเดือน สิ่งเดียวที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าพนักงานคนนั้นควรได้เงินเดือนเท่าไหร่ คือดูว่าตลาดพร้อมจะจ่ายค่าตัวเขาเท่าไหร่ แล้วเน็ตฟลิกซ์ก็จะจ่ายสูงกว่านั้นอีกเพื่อให้ได้ตัวพนักงานคนนั้นมา (แม้จะไม่ใช่ทุกตำแหน่ง)

ฟังดูเป็นการฟุ่มเฟือยเอามากๆ แต่เน็ตฟลิกซ์ก็มีเหตุผลที่ทำอย่างนี้

ในปี 1968 เคยมีการทดลองให้โปรแกรมเมอร์ฝึกหัดที่มีฝีมือ 9 คนได้ลองทำโปรเจ็คที่ให้เวลาทำ 2 ชั่วโมงเต็ม ผลปรากฏว่าคนที่เก่งที่สุดกับคนที่ได้ที่โหล่นั้นมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล

คนที่เก่งที่สุดเขียนโค้ดเร็วกว่า 20 เท่า debug ได้เร็วกว่า 25 เท่า และ execute ได้เร็วกว่าคนที่ช้าที่สุดถึง 10 เท่า การค้นพบนี้เป็นที่มาของหลักการ “rock-star principle” ซึ่งเป็นที่ถกเถียงในวงการซอฟต์แวร์ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา

งานสไตล์ operational อย่างคนทำสะอาดหน้าต่าง คนตักไอติม หรือคนขับรถนั้น คนที่เก่งสุดๆ อาจจะดีกว่าค่าเฉลี่ยได้ไม่เท่าไหร่ คนตักไอติมที่เร็วที่สุดอาจตักได้เร็วกว่าคนตักไอติมปกติซัก 3 เท่า คนขับรถมือฉมังอาจมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่าคนขับรถปกติครึ่งต่อครึ่ง ที่เน็ตฟลิกซ์ก็มีงานเหล่านี้เช่นกัน และบริษัทก็จ่ายเงินเดือนตามค่าเฉลี่ยของตลาดเพราะถึงจ่ายแพงผลตอบแทนก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่

แต่งานส่วนใหญ่ที่เน็ตฟลิกซ์เป็นงานเชิง creative jobs ที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และคนที่เก่งที่สุดในสายนั้นจะสามารถสร้างผลงานได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 10 เท่า คนที่เทพเรื่อง PR จะสามารถคิดแคมเปญที่ทำให้ลูกค้าหันมาสนใจได้นับล้านคน คนที่มีสัญชาติญาณเรื่องการเลือกหนังอาจจะสามารถสร้างรายได้ให้กับองค์กรได้เป็นหลักร้อยล้าน

เน็ตฟลิกซ์เลยเชื่อว่าแทนที่จะจ่ายเงินเดือนให้คนที่เก่งระดับกลางๆ 10 คน สู้เอาเงินมาทุ่มจ่ายให้คนที่เทพสุดๆ หนึ่งคนไปเลยดีกว่า

อีกประโยชน์หนึ่งของการจ้างแต่ตัวเทพๆ ก็คือมันทำให้เน็ตฟลิกซ์มี lean workforce คือใช้คนไม่มากแต่แข็งแรงและคล่องตัว เพราะใครที่เป็นหัวหน้าทีมย่อมรู้ซึ้งว่าการ manage คนนั้นต้องใช้แรงและเวลาแค่ไหน และถ้าคนในทีมไม่ค่อยเก่งหรือเกเรด้วยก็ยิ่งเหนื่อยหนัก การมี lean workforce หมายความว่าหัวหน้าทีมในเน็ตฟลิกซ์ไม่ต้องดูแลคนเยอะ แถมลูกทีมแต่ละคนก็เก่งและเป็นผู้ใหญ่พอที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม หัวหน้าจึงไม่ต้องมานั่งปวดหัวเรื่องคนและเอาเวลาไป add value ให้กับธุรกิจในมิติอื่นๆ ได้

แน่นอนว่าการจ่าย top of personal market อย่างที่ Netflix ทำอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ทุกองค์กรจะเลียนแบบได้ แต่ผมคิดว่าวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังนั้นน่าสนใจและอาจจะเอาปรับใช้ได้เมื่อถึงโอกาสที่เหมาะสมครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ No Rules Rules: Netflix and the Culture of Reinvention by Reed Hastings & Erin Myer