นิทานหมูแฮม

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่งเด็กสาวมองดูแม่กำลังเตรียมหมูแฮมสำหรับทำอาหาร

“แม่คะ ทำไมแม่ต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“เพราะว่าแม่ของแม่ทำอย่างนั้นมาตลอดน่ะสิ”

“แต่ทำไมต้องทำอย่างนั้นด้วยล่ะคะ?”

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน เราไปถามคุณยายกันดูดีกว่า”

ลูกและแม่จึงไปหาคุณยาย

“คุณยายคะ ตอนคุณยายเตรียมอาหาร ทำไมคุณยายต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“เพราะว่าแม่ของยายทำอย่างนั้นน่ะสิ”

“แต่ทำไมต้องหั่นด้วยล่ะคะ”

“ยายก็ไม่รู้เหมือนกัน ลองไปถามยายทวดกันดีกว่า”

ลูก แม่ และยายเลยไปหายายทวด

“ยายทวดคะ ตอนยายทวดเตรียมอาหาร ทำไมยายทวดต้องหั่นด้านข้างๆ ของหมูแฮมออกด้วยล่ะคะ?”

“อ๋อ สมัยนั้นถาดที่ยายทวดมีมันเล็กไปน่ะ”


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ Your Money or Your Life by Vicki Robin

กฎ 4 ข้อสำหรับการกิน

สุขภาพที่ดีนั้นมีอยู่สามขา คือ กินให้ดี ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ (Eat, Move, Sleep)

ในความเห็นของผม การนอนสำคัญที่สุด รองลงมาคือการกิน สุดท้ายคือการออกกำลังกาย

เรื่องการกินนั้นเราถูกสอนมาแต่เด็กว่าให้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่เหมือนเราจะยังไม่รู้จักวิธีการกินอย่างถูกต้อง คนจำนวนไม่น้อยจึงคอเลสเตอรอลเกิน 200 ตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าๆ และชอบหลอกตัวเองเองด้วยการงดของหวานมันก่อนตรวจสุขภาพประจำปี พอเจาะเลือดเสร็จแล้วเย็นนั้นค่อยไปฉลองด้วยการกินหมูกระทะ

กฎ 4 ข้อสำหรับการกินมีดังนี้

  1. กินเมื่อหิว
  2. กินในสิ่งที่ร่างกายต้องการ
  3. กินแต่ละคำอย่างมีสติ
  4. หยุดกินเมื่อร่างกายบอกว่าพอแล้ว

กินเมื่อหิว – ในหนังสือ “ยิ่งหิว ยิ่งสุขภาพดี” บอกไว้ว่าเมื่อใดที่ร่างกายหิว มันจะหลั่ง growth hormone ออกมาซึ่งจะทำให้ร่างกายเราดูอ่อนเยาว์ ความหิวยังทำให้เรามีสมาธิกับการทำงานมากขึ้น กระแส IF (Intermittent Fasting) หรือการอดอาหารนั้นจึงมาแรงเพราะเชื่อว่าจะทำให้ productive มากขึ้น

กินในสิ่งที่ร่างกายต้องการ – ไม่ใช่สิ่งที่กิเลสต้องการ หากสังเกตตัวเองอยู่บ้าง สิ่งที่กิเลสต้องการนั้นทำให้เราสุขใจได้เดี๋ยวเดียว แต่ทำให้ร่างกายเป็นทุกข์ได้หลายชั่วโมง ถ้าคุณกินขนมขบเคี้ยวเยอะๆ ตอนบ่ายพลังงานจะตกอย่างเห็นได้ชัด

กินแต่ละคำอย่างมีสติ – บางทีเราก็กินอย่างเร่งรีบ หรือกินไปเล่นมือถือไปจนแทบไม่รับรู้รสชาติอาหารและเคี้ยวไม่ละเอียด เลยเสียโอกาสที่จะเอ็นจอยอาหารอร่อยๆ และรังแกกระเพาะและลำไส้ให้ทำงานหนักขึ้น

หยุดกินเมื่อร่างกายบอกว่าพอแล้ว – พระท่านว่าฉันให้อิ่มเพียง 80% แล้วค่อยดื่มน้ำตามก็จะอิ่มพอดี และจริงๆ แล้วร่างกายกับสมองจะมี lag กันเล็กน้อย เมื่อท้องบอกว่าอิ่มแล้ว กว่าสัญญาณนั้นจะส่งไปถึงสมองก็กินเวลาหลายนาทีอยู่ ดังนั้นการหยุดกินก่อนที่จะอิ่มจึงเป็นเรื่องที่ควรทำ

กินเมื่อหิว กินสิ่งที่ร่างกายต้องการ กินอย่างมีสติ และหยุดกินตอนใกล้จะอิ่ม

มากินอย่างคนฉลาดเพื่อสุขภาพของตัวเองกันครับ


ขอบคุณข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ เงินหรือชีวิต Your Money or Your Life by Vicki Robin

ความผิดพลาดคือสัญญาณบอกว่าเรากำลังฉลาดกว่าเดิม

เมื่อไหร่ก็ตามที่พบเรื่องราวที่ไม่ได้ดั่งใจ ให้ถามตัวเองทุกครั้งว่า “เรื่องนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง”

สมัยเรียนผมเคยโดนหลอกในเกมการพนันเสียเงินไปหลายพัน แล้วก็บอกตัวเองว่าวิธีที่จะได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้คือการปวารณาตนที่จะไม่ข้องเกี่ยวกับการพนันอีก

สมัยทำงานใหม่ๆ ผมเคยโดนผู้จัดการอีกทีมหนึ่งตำหนิ เพราะไปตอบตกลงกับลูกค้าโดยไม่ได้ปรึกษาเขาก่อน ก็เลยเป็นบทเรียนว่า stakeholder management นั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก

สมัยคบกับแฟนใหม่ๆ ก็มักจะมีปัญหาเพราะความคะนองปากของตัวเอง มันจึงสอนให้เรารู้ว่าเรื่องไม่สำคัญก็ไม่ต้องพูดมันออกมาก็ได้

ความสำเร็จนั้นดีเพราะทำให้เรามีกำลังใจที่จะไปต่อ

แต่ความผิดพลาดมีค่ายิ่งกว่าความสำเร็จ เพราะมันสอนให้เราผิดพลาดในเรื่องเล็กๆ จะได้ไม่ไปผิดพลาดเรื่องใหญ่ๆ ทีหลัง

เมื่อไหร่ที่ผิด พึงบอกตัวเองว่าดีแล้ว สมควรแล้ว

เพราะความผิดพลาดคือสัญญาณว่าเรากำลังจะฉลาดขึ้นครับ

ที่ต้องเปลี่ยนตอนนี้ไม่ได้แปลว่าเราผิดมาตลอด

จริงๆ แล้วเราอาจจะถูกมาตลอดด้วยซ้ำ

แต่ที่เราต้องเปลี่ยน เพราะโลกมันเปลี่ยน อะไรที่มันเคยเวิร์คก็อาจจะไม่ได้เวิร์คอีกต่อไป

ยอดเขายังอยู่ที่เดิม เจตจำนงที่จะปีนเขาลูกนั้นก็ยังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เส้นทางในการขึ้นไปสู่ยอดอาจต้องเปลี่ยนไป และเครื่องมือที่เราต้องใช้ก็อาจต้องเปลี่ยนตาม

คำตอบที่ถูกต้องนั้นถูกต้องแค่เพียงชั่วคราว เมื่อบริบทเปลี่ยนคำตอบที่ถูกต้องก็ย่อมเปลี่ยนไปเช่นกัน

ละทิ้งความรู้สึกที่อยากเป็นคนถูก แล้วแสวงหาแนวทางที่ถูกและเหมาะสมกับบริบทกันดีกว่าครับ

กฎ 3 ข้อสำหรับการประชุมของ Elon Musk

ชั่วโมงนี้คงแทบไม่มีใครไม่รู้จัก Elon Musk เจ้าของ Tesla, SpaceX, และ Neuralink

เมื่อเดือนที่แล้วอีลอนได้ขึ้นแท่นเป็นผู้ที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในโลกชั่วคราว แต่ตอนนี้ลงมาอยู่อันดับสองรองจาก Jeff Bezos แห่งอเมซอน (เช็คข้อมูลล่าสุดได้ที่ Real Time Billionaires ของ Forbes)

เมื่อปี 2019 อีลอนได้ส่งอีเมลหาพนักงาน และตอนท้ายข้อความได้ฝากข้อคิดเรื่องการประชุมเอาไว้ ซึ่งแตกออกมาเป็นกฎให้จำง่ายๆ ได้ 3 ข้อ

1. อย่าเชิญคนเยอะ
สำหรับอีลอน การประชุมที่ดีควรมีคนประมาณ 4-6 คนก็พอแล้ว ถ้าอยากจะเชิญคนเยอะกว่านั้นเราก็ต้องมั่นใจว่าทุกคนที่เข้าประชุมจะได้ประโยชน์ และต้องทำให้ประชุมนั้นกินเวลาน้อยที่สุด

2. อย่าประชุมกันบ่อย
หลีกเลี่ยงการประชุมกันบ่อยๆ ยกเว้นว่าจะเกิดสถานการณ์เร่งด่วน และเมื่อแก้ไขสถานการณ์ได้แล้วก็ควรลดความถี่ลงมา

3. ถ้ารู้ตัวว่าประชุมต่อไปก็ไร้ประโยชน์ ให้เดินออกจากห้อง
หลายครั้งหลายหนเราถูกเชิญให้เข้าประชุมทั้งๆ ที่เรื่องนี้แทบไม่เกี่ยวกับเราเลย เราจึงแทบไม่มีส่วนร่วมในการประชุมและมักจะหางานอื่นทำไปพลางๆ ระหว่างรอให้การประชุมนั้นสิ้นสุด

แต่อีลอนบอกว่า ถ้าคุณรู้ตัวว่าคุณไม่สามารถ add value ในที่ประชุมได้ ขอให้เดินออกจากห้องประชุมได้เลย ไม่ต้องกลัวเสียมารยาท

“It is not rude to leave, it is rude to make someone stay and waste their time.” – การเดินออกจากห้องไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด ที่น่าเกลียดคือการรั้งเขาไว้ในห้องประชุมและทำให้เขาเสียเวลาทำงานทำการต่างหาก คุณพ่ออีลอน มัสก์ได้กล่าวไว้

เชื่อว่าคนทำงานหลายคนเคยต้องเข้าการประชุมที่ “ไม่สร้างการผลิต” มานักต่อนักแล้ว สิ่งที่เราพอจะทำได้คือนึกถึงกฎ 3 ข้อนี้ทุกครั้งที่เราเป็นคนจัดการประชุม

แต่ถ้าบริษัทเรามีผู้บริหารที่โปรดปรานการประชุมที่ทั้งถี่ ทั้งนาน ทั้งใช้คนเยอะ ก็ลองแชร์บทความนี้ลอยๆ เผื่อเขาจะผ่านมาเห็นครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Business Insider: Elon Musk tries to avoid having meetings at Tesla — and encourages people to leave if they’re not adding any value