ปรัชญาชีวิตจากเกมมาริโอ 1

เกม Super Mario Bros หรือที่ผมเรียกติดปากว่า “มาริโอ 1” นั้นเป็นเกมของบริษัท Nintendo ที่ออกมาให้เล่นกับเครื่อง Famicom ในปี 1985

แม้เวลาจะผ่านไปสามสิบกว่าปีแล้ว เกมมาริโอก็น่าจะยังอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน

พอมองย้อนกลับไป ก็คิดได้ว่าจริงๆ แล้วเราสามารถเอาเกมมาริโอมาเป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิตได้หลายเรื่องเลยนะครับ

เริ่มต้นเกมมามันจะมีกล่องเครื่องหมายปริศนาให้เรากระโดดเคาะดู บางทีก็ได้เหรียญ บางทีก็ได้เห็ดที่กินแล้วตัวโต บางทีก็ได้ดอกไม้ที่ทำให้พ่นไฟได้ ในชีวิตจริงเมื่อเจอสิ่งที่เราไม่รู้จัก เราก็ควรเปิดดูว่ามันคืออะไร ส่วนใหญ่มันจะให้อะไรเรากลับมาทั้งนั้น

บางทีกล่องปริศนาก็เป็นกล่องล่องหน กระโดดไปโดนโดยไม่ทันรู้ตัว บางทีโอกาสก็ซ่อนอยู่ในที่ที่เรามองไม่เห็น

ศัตรูตัวแรกที่เจอคือตัว Goomba (ผมก็เพิ่งรู้ว่ามันชื่อนี้) ซึ่งเป็นเห็ดเดินไปเดินมาชนิดนึง (ตอนแรกนึกว่าเป็นนกปากเหลือง!) เรากระโดดเหยียบมันหรือกระโดดเคาะก้อนอิฐที่มันเดินอยู่ก็ทำให้มันตายได้ อุปสรรคส่วนใหญ่ในชีวิตก็แค่รอให้เรากระโดดเหยียบเท่านั้นเอง

แต่กับดอกไม้ฟันแหลมที่โผล่มาจากท่อ การกระโดดเหยียบทำอะไรมันไม่ได้ ต้องใช้วิธีพ่นไฟเท่านั้น ดังนั้นเราควรจะมีหลายกระบวนท่าในการรับมือกับปัญหา ไม่ใช่เจออะไรก็จะกระโดดเหยียบซะหมด เหมือนคำกล่าวที่ว่า If all you have is a hammer, everything looks like a nail.

ในบางครั้ง ศัตรูบางตัวเราก็จัดการเด็ดขาดไม่ได้ การกระโดดเหยียบเต่าจะทำให้มันมุดเข้าไปในกระดองเท่านั้น สักพักมันจะกลับมาเดินใหม่ ปัญหาบางอย่างเราก็ทำได้แค่ระงับ และเดินหน้าของเราต่อไป

หลังจากเหยียบเต่าแล้ว เราสามารถเตะเต่าเพื่อไปจัดการศัตรูตัวอื่นได้ แต่ก็ต้องระวังว่าบางทีเต่าก็เด้งกลับมาโดนเรา เข้าทำนองให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว

เกมมาริโอ 1 มีแต่ต้องเดินไปข้างหน้าเท่านั้น เดินกลับหลังไม่ได้ ไม่ต่างอะไรกับชีวิตจริง

ท่อเขียวบางท่อเป็นทางลัด สามารถประหยัดเวลาและหลีกเลี่ยงอุปสรรคหลายๆ อย่าง การที่เราเรียนรู้และยอมรับการมีอยู่ของทางลัดจะทำให้เรามีทางเลือกในชีวิต

แม้ทางลัดจะทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่ความสนุกอาจจะน้อยลงและเราอาจจะพลาดประสบการณ์ดีๆ ไปได้เช่นกัน เราจึงไม่ควรมุ่งแต่จะใช้ทางลัดอยู่ร่ำไป

ถ้าเราได้ “ดาว” มา เราจะชนะทุกอย่าง วิ่งชนศัตรูตัวไหนมันก็ตายหมด ชีวิตเราบางทีก็มี “ช่องท็อปฟอร์ม” ที่ทำอะไรก็ดีไปทุกอย่าง จนบางทีก็ลืมตัวและลืมความจริงไปว่ามันเป็นแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น

แม้จะมีดาวไร้เทียมทาน แต่ถ้าใช้ชีวิตเร็วเกินไปเราก็ตกเหวตายได้เหมือนกัน ในช่วงที่เราท็อปฟอร์ม ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดคือตัวเราเอง

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เราตายได้ ก็คือการเอาตัวเราไปโดนศัตรู ถ้าตัวเรายังเล็กอยู่ โดนทีเดียวก็ตาย แต่ถ้าตัวเราใหญ่เรายังมีโอกาสได้ไปต่อ คนเราถ้ามีความเป็นผู้ใหญ่ และมี EQ ที่ดี แม้จะโดนปัญหาเล่นงานก็ยังพอไปต่อได้

สาเหตุสุดท้ายที่จะทำให้ตายได้ ก็คือเวลาหมดก่อนจะเล่นจบด่าน แต่ละช่วงวัยของเราก็มีเวลาจำกัดเหมือนกัน ถ้าเราไม่ได้ใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับช่วงวัย เวลาของวัยนั้นก็จะหมดลงและไม่สามารถกลับไปได้อีกแล้ว วัยเด็ก วัยรุ่น วัยเริ่มทำงาน วัยสร้างครอบครัว ถ้าเราสำนึกได้ว่าเราไม่ได้มีเวลาถมเถ เราก็จะใช้วันเวลาให้คล้องจองกับ phase ต่างๆ ของชีวิต

เราจบแต่ละด่านด้วยการกระโดดรูดธงแล้ววิ่งเข้าปราสาท มันเป็นพิธีกรรมที่เป็นหมุดหมายว่าเราจบด่านนี้และกำลังจะเริ่มด่านใหม่แล้วนะ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนจบชั้นประถม มัธยม การรับปริญญา งานเลี้ยงส่งที่ทำงานเก่า เพื่อพร้อมจะเผชิญด่านต่อไป

แต่ละด่านจะยากขึ้นเรื่อยๆ ศัตรูที่ไม่เคยเห็นเราก็จะได้พบเจอ แต่ถ้าที่ผ่านมาเราไม่ได้ใช้ทางลัดมากจนเกินไป เราก็น่าจะได้สะสมชั่วโมงบินมากพอที่จะรับมือกับความยากลำบากต่างๆ ได้

ระหว่างทางจะมีเหรียญให้เก็บตลอด ถ้าเก็บเหรียญครบ 100 เหรียญจะได้เพิ่มอีก 1 ชีวิต และบางด่านถ้าเรากระโดดเหยียบเต่าซ้ำๆ ก็จะได้ชีวิตเพิ่มขึ้นไปจนถึง 99 ชีวิต จากนั้นเราจะไม่ค่อยสนใจการสะสมเหรียญเท่าไหร่แล้ว

ในชีวิตจริงเมื่อเรามีเงินเก็บและมีรายได้มากพอ ความสัมพันธ์ที่เรามีกับเงินจะเปลี่ยนไป เราจะไม่หมกมุ่นกับการเก็บเหรียญ แต่เราจะใส่ใจกับการใช้ชีวิตให้ดี เพราะเวลาในชีวิตเป็นสิ่งเดียวที่เรามีจำกัดอย่างแท้จริง

เมื่อเล่นครบทุกด่านแล้ว เราต้องเอาชนะมังกร Koopa ที่แข็งแกร่ง เป็นศัตรูตัวร้ายที่สุด และถ้าล้มมันลงได้เราจะช่วยเหลือเจ้าหญิง Peach ออกมาและได้อยู่กับเธออย่างมีความสุขตลอดไป

มังกรคูป้าในชีวิตจริงของเราคืออะไร เจ้าหญิงพีชของเราคืออะไร อันนี้ฝากไว้ให้ขบคิดกันต่อ

จะได้ไม่เผลอไปสู้กับมังกรผิดตัวและช่วยเจ้าหญิงผิดคนครับ

ชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่สะดวกสบาย

ชีวิตที่ดีคือที่ชีวิตที่พร้อมเผชิญอะไรก็ได้

เพราะนี่คือยุคที่ความไม่แน่นอนแสดงตนในอัตราเร่ง

คำถามสำคัญ คือเราจะรับมือกับความไม่แน่นอนได้อย่างไร

สมองของเรายังคงกระฉับกระเฉงเพียงพอที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และปล่อยวางความรู้เก่าที่ใช้การไม่ได้แล้วรึเปล่า

งานที่ทำเปิดทางให้เราเก่งกว่าเราคนเมื่อวานหรือไม่ เพราะความมั่นคงในหน้าที่การงานไม่ใช่การได้อยู่กับบริษัทใหญ่ แต่มันคือการที่เรามีทักษะและวินัยในการทำงานที่ยอดเยี่ยมจนองค์กรที่ดีอยากได้เราไปร่วมงานด้วย – be so good they can’t ignore you.

เรามีเงินเก็บเพียงพอหรือไม่ถ้าจู่ๆ ตกงานหรือขายของไม่ได้

เราดูแลร่างกายได้ดีพอที่จะมีสุขภาพที่สมบูรณ์จนแก่เฒ่าหรือยัง

เราดูแลความสัมพันธ์ได้ดีพอที่จะมีคนพาเราไปหาหมอและนอนเฝ้าเราตอนไม่สบายหรือเปล่า

และสำคัญที่สุด จิตใจของเรามีปัญญาพอหรือไม่เมื่อต้องเจอเรื่องร้ายๆ ในชีวิต

ไม่ได้บอกว่าให้เราปฏิเสธชีวิตที่สะดวกสบาย เพราะมนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์และสมควรมีความเป็นอยู่ที่ดี

แต่ขอให้ระลึกได้ด้วยว่าดีเกินดีคือไม่ดี

กายสบายเกินไปกล้ามเนื้อก็ฟีบ งานสบายเกินไปสมองก็ฝ่อ ชีวิตสุขเกินไปก็ไม่มีภูมิคุ้มกันความทุกข์

เราจึงไม่ควรละเลยที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทุกๆ ด้านของชีวิต

เพราะชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่สะดวกสบาย

ชีวิตที่ดีคือที่ชีวิตที่พร้อมเผชิญอะไรก็ได้ครับ

นิทานนางสิบสอง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

สามีที่ถูกภรรยาบ่นเช้าบ่นเย็นได้ไปพบจิตแพทย์และเล่าว่าเขาฝันร้ายค่อนข้างบ่อย

“ทุกคืนเลย” เขาพูด “ผมฝันว่าผมเป็นกะลาสีที่เรือแตกอยู่กับสาวสวยสิบสองคน”

“ฟังแล้วมันน่ากลัวตรงไหน” จิตแพทย์ถาม

“ท่านเคยต้องเอาใจผู้หญิงสิบสองคนในเวลาเดียวกันไหม?”


ขอบคุณนิทานจาก OSHO: เชาวน์ปัญญา ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด แปลและเรียบเรียง

เกิดเป็นคนทำงานต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเอง

งานที่ผมทำอยู่เปิดโอกาสให้ได้พบปะพูดคุยกับพนักงานหลายคน ส่วนใหญ่จะอายุน้อยกว่า และแม้จะสนุกกับการทำงาน แต่หลายๆ คนก็มี pain points เดียวกันคือรู้สึกว่างานกินพลังชีวิตมากเกินไป

ยิ่งช่วง WFH ที่มีประชุมเกือบทั้งวัน จะหาเวลากินข้าวยังแทบไม่มี

เทคโนโลยีมันทำให้เราทำงานได้ง่ายดายขึ้นก็จริง แต่ยิ่งเราคุยกันได้เร็วเท่าไหร่ ทำงานเสร็จได้เร็วเท่าไหร่ ความคาดหวังก็สูงขึ้นตามมามากเท่านั้น

จึงไม่ใช่เรื่องผิดคาดที่หลายคนจะประสบกับสภาวะ burnout ซึ่งผมเคยเขียนเล่าไว้ว่ามันไม่ใช่อาการทางกาย แต่เป็นอาการทางใจ เป็นความรู้สึกโกรธและขุ่นข้องหมองใจที่มีต่อองค์กรเพราะงานมากินเวลามากไปเสียจนเขาไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งอื่นๆ ที่หล่อเลี้ยงหัวใจ

ผมมักจะบอกกับน้องๆ เสมอว่านี่คือสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ คุณรู้สึกว่าทำงานตรงนี้กดดัน แต่หัวหน้าแบกความกดดันมากกว่าคุณ 5 เท่า ผู้จัดการแบกความกดดันมากกว่าคุณ 20 เท่า และ CEO แบกความกดดันมากกว่าคุณ 100 เท่า

CEO ไม่ได้เก่งกว่าเรา 100 เท่าหรือทำงานหนักกว่าเรา 100 เท่า เขาแค่เข้าถึงศาสตร์ในการจัดการชีวิตและการงานได้ดีกว่าเราเท่านั้นเอง

ความจริงข้อหนึ่งที่คนทำงานต้องรู้ก็คือ หน้าที่ดูแลสารทุกข์สุกดิบและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานเป็นหน้าที่ของตัวพนักงานเอง

ใช่ครับ เรานี่แหละที่ต้องดูแลชีวิตเราเอง – you are on your own.

ฟังดูเหมือนใจร้าย แต่ความเป็นจริงก็คือหัวหน้า HR และบริษัทก็ทำหน้าที่ตรงนี้ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายแล้วเราจะจัดการชีวิตตัวเองอย่างไรมันเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเราล้วนๆ

ถ้ายอมรับความจริงข้อนี้ได้ เราจะเลิกคาดหวังและหยุดเรียกร้องให้บริษัทมาดูแลเราให้ดีกว่านี้

จริงๆ แล้ว “บริษัท” ไม่มีตัวตนอยู่จริงด้วยซ้ำ มันเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างในจินตนาการของมนุษย์ เป็นเพียงนิทานที่นักกฎหมายแต่งขึ้นมาและเรียกมันว่านิติบุคคล เพื่อใช้มันเป็นเครื่องมือให้คนกลุ่มหนึ่งมาร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง

ดังนั้นบริษัทจึงดูแลเราไม่ได้ มันไม่ได้มีชีวิตจิตใจและไม่มีความสามารถมาดูแลมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ

แน่นอนว่าหัวหน้าและผู้บริหารก็มีหน้าที่ต้องช่วยสอดส่องดูแล แต่อย่าลืมว่าพวกเขาก็เป็นพนักงานคนหนึ่งเหมือนกัน – they have their own battles to fight too.

ดังนั้นเราควรมองเสียว่ามันเป็นอีกด่านหนึ่งในเกม มันคือศาสตร์และศิลป์ที่รอให้เราเรียนรู้และฝึกฝนจนชำนาญ

เพราะเมื่อเกิดเป็นคนทำงาน ก็ต้องหัดเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองครับ

หากจิตตกให้ลงมือทำอะไรก็ได้

เราจิตตกเพราะเราไม่อยู่กับปัจจุบัน เรามัวแต่คิดถึงสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดแต่มันดันเกิด หรือคิดถึงสิ่งที่เราอยากให้เกิดแต่มันดันไม่เกิด

การเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

เมื่อเราลงมือ ใจเราจะกลับมาอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ทางที่เราไม่เคยเห็นก็จะเริ่มมองเห็น เมฆหมอกที่ปกคลุมใจที่ขุ่นมัวจะโดนคลื่นลมแห่งการกระทำปัดเป่า

เมื่อเรา take action เราจะกังวลถึงอนาคตน้อยลง เพราะเราจะระลึกได้ว่าเรามีส่วนสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์และอนาคตของตัวเองได้

เลิกใช้ชีวิตอยู่ในหัวของตัวเอง ออกมาสบตากับความจริง แล้วลงมือทำครับ