เดินเข้าหาทุกข์แล้วจะเจอสุข

โดยธรรมชาติของมนุษย์ เราจะวิ่งหนีความทุกข์และกระโจนเข้าหาความสุข

แต่ชีวิตนั้นก็ย้อนแย้ง หลายอย่างที่นำมาซึ่งความทุกข์ในตอนนี้ กลับนำเราไปสู่เรื่องดีๆ ในภายภาคหน้า

ทุกข์ใจกับการเข็นตัวเองลุกจากเตียงไปวิ่งตอนเช้าตรู่ เพื่อจะได้มีความสุขกับร่างกายที่แข็งแรง

ทุกข์ใจกับการอยากซื้อแล้วไม่ได้ซื้อ อยากกินแล้วไม่ได้กิน เพื่อจะได้มีความสุขกับการมีเงินพอกินพอใช้

ทุกข์ใจกับการบอกคู่รักตรงๆ ว่าเราไม่พอใจเรื่องอะไรจนอาจมีปากมีเสียงกัน แต่สุดท้ายก็นำไปสู่การปรับตัวและการเป็นคู่รักที่ดีขึ้นของทั้งคู่

เมื่อเรากล้าเดินเข้าหาความทุกข์ เราจะพบความสุขที่ยั่งยืนครับ

บทเรียนจากต้นไผ่

ถ้าเราเอาเมล็ดไผ่สายพันธุ์จีนมาปลูก คอยรดน้ำพรวนดินและดูแลมันอย่างดีเป็นเวลา 1 ปี เราจะไม่เห็นไผ่แม้แต่หน่อเดียวผุดขึ้นมาจากดิน

กว่าหน่อแรกจะผุดขึ้นมา เราต้องรอถึง 5 ปีเลยทีเดียว

แต่พอหน่อแรกโผล่พ้นดินแล้ว ภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์ ต้นไผ่จะมีความสูงถึง 25 เมตร และในบางช่วงมันสามารถโตได้ถึง 1 เมตรภายในวันเดียว

แล้ว 5 ปีแรกเมล็ดไผ่มัวทำอะไรอยู่?

คำตอบก็คือมันกำลังแตกราก เมล็ดไผ่ใช้เวลาถึงห้าปีในการวางรากฐานสำหรับการเติบโตแบบก้าวกระโดด ถ้ารากไม่แข็งแรงพอ มันย่อมไม่มีทางรองรับการเติบโตได้อย่างแน่นอน

บางคนมองว่าไผ่ต้นนั้นโตขึ้น 25 เมตรในเวลา 6 สัปดาห์

แต่จริงๆ แล้วมันโตขึ้น 25 เมตรในเวลา 5 ปีกับอีก 6 สัปดาห์ต่างหาก

จงเรียนรู้จากต้นไผ่ จงมีความกล้าและศรัทธาในตนเองครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Rahul Dravid: The Chinese Bamboo on Youtube

ป่านนี้เขานั่งกินไอติมสบายใจเฉิบไปแล้ว!

ประโยคนี้มาจากหนังสือชื่อเดียวกัน แนะนำให้ไปลองหามาอ่านดู

ประโยคนี้เตือนใจเราว่า อย่าไปเสียเวลาคิดถึงคนที่ทำให้เราเสียใจ

เขาคงอาจไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเราหรอก เขาก็แค่เลือกทำสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง

และในขณะที่เราย้ำคิดย้ำทำเรื่องของเขา เขาอาจไม่ได้คิดถึงเราเลยสักนิดเดียว เราจึงควรเก็บแรงกายแรงใจไว้ดูแลตัวเองและคนที่รักเราดีกว่า

ปล่อยให้เขากินไอติมของเขาไป ส่วนเราก็เลิกฟูมฟายแล้วหาอะไรอร่อยๆ กินดีกว่านะครับ

ทำได้น้อยกว่าที่หวังยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

ฝรั่งจะมีคำพูดที่ว่า No More Zero Days

Zero Day คือวันที่สูญเปล่า วันที่เราไม่ได้ทำอะไรเพื่อเข้าใกล้ตัวตนที่เราอยากเป็นหรือวิถีชีวิตที่เราอยากมี

ในความรู้สึกของผม Zero Days เกิดขึ้นได้สองกรณี แบบแรกเกิดขึ้นเพราะเราไม่มีเป้าหมาย พอไม่รู้ว่าเราจะไปไหน เราเลยล่องลอยและใช้วันเวลาไปอย่างเปล่าเปลือง

แบบที่สอง คือเรามีเป้าหมาย แต่เราดันเล็งผลเลิศเกินไป พอรู้สึกว่าถ้าทำตามเป้าไม่ได้ ก็ไม่ทำมันซะเลยดีกว่า

เช่นอาจตั้งเป้าว่าจะวิดพื้นวันละ 30 ครั้ง แต่พอวันนี้รู้สึกขี้เกียจหรือไม่ค่อยมีแรง ก็เลยไม่ได้วิดพื้นเลย ทั้งที่จริงๆ แล้ววิดพื้นแค่ 10 ครั้งก็ยังดีกว่าการวิดพื้น 0 ครั้งเป็นไหนๆ

ความสำเร็จต่างๆ ล้วนต้องใช้เวลา คนที่จะไปถึงตรงนั้นได้ต้องมีอุปนิสัยที่ดีและความอดทนรอ

ระหว่างทางย่อมมีอุปสรรค ย่อมต้องมีวันที่เรารู้สึกขี้เกียจ มีวันที่เราไม่อยากทำอะไร แต่ถ้าเราปล่อยให้เกิดวันอย่างนี้ติดๆ กัน อะไรที่เราเคยสร้างเอาไว้ก็จะหลุดมือแล้วมักต้องกลับมาเริ่มใหม่เสมอ

ทำได้น้อยกว่าที่หวังยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

อย่าปล่อยให้วันนี้เป็น Zero Day ครับ

สิ่งใดทำให้เรารำคาญใจทุกวัน จงจัดการมันให้เรียบร้อย

ช่วงเดือนที่ผ่านมา มีเรื่องเล็กๆ ที่ทำให้ผมรำคาญใจอยู่สามเรื่อง

เรื่องแรกคือตรงทางขึ้นบันไดบ้านนั้นหลอดไฟขาด ไมใช่ดวงที่สำคัญมาก เพราะตรงกลางบันไดและตรงชั้นสองก็มีไฟเหมือนกัน แต่พอจะเปิดทีไรก็หงุดหงิดใจเล็กๆ ที่มันไม่ติด

เรื่องที่สอง คือประตูห้องนอนมีเสียงอ๊อดแอ๊ดนิดๆ ตอนปิดประตู เสียงเบามากแต่ก็ได้ยินทุกครั้ง และทำให้ต้องคอยพะวงเวลาตื่นเช้ามืดว่าถ้าเราเดินออกจากห้องจะทำให้ลูกหรือภรรยาตื่นด้วยรึเปล่า

เรื่องที่สาม ตัวสแกนนิ้วบนแล็ปท็อปของผมมันเวิร์คบ้างไม่เวิร์คบ้าง หลายครั้งเลยต้องกรอก PIN เพื่อเข้าเครื่องแทน

แต่ละเรื่องเป็นเรื่องเล็กทั้งนั้น ผมก็เลยบอกตัวเองมาหลายสัปดาห์ว่าเอาไว้ก่อนก็ได้

แต่ผมก็ได้พบกับความเข้าใจใหม่ว่า เรื่องเล็กที่เกิดขึ้นทุกวันมันก็เป็นเรื่องใหญ่ได้เหมือนกัน เพราะมันเป็นต้นตอของความหงุดหงิด แถมมันยังคอยตอกย้ำตัวเองด้วยว่าเรื่องแค่นี้ทำไมไม่จัดการให้มันเรียบร้อย

ถ้าเรื่องเล็กๆ ยังทำให้ถูกต้องไม่ได้ จะทำเรื่องใหญ่ถูกต้องได้ยังไง

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นวันหยุด ผมก็เลยถือโอกาสเปลี่ยนหลอดไฟและหาน้ำมันหล่อลื่นมาหยอดบานพับประตู

ส่วนตัวสแกนนิ้วผมก็เพิ่งยกเลิกและทำการสแกนนิ้วใหม่เมื่อกี้นี้เลย คราวนี้สแกนปุ๊ปผ่านปั๊ป ไม่ต้องมานั่งกรอก PIN อีกต่อไป

สิ่งใดทำให้เรารำคาญใจอยู่ทุกวัน จงจัดการมันให้เรียบร้อย

เพราะเรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน รวมๆ กันแล้วก็เป็นเรื่องใหญ่ได้เหมือนกันครับ