ถ้าตัดสินใจไม่ได้ คำตอบก็คือ “ไม่”

ควรจะแต่งงานกับคนนี้รึเปล่า

ควรจะรับตำแหน่งนี้รึเปล่า

ควรจะซื้อบ้านหลังนี้รึเปล่า

ควรจะทำธุรกิจกับคนคนนี้รึเปล่า

ถ้าตัดสินใจไม่ได้ แสดงว่าคำตอบก็คือไม่ควร

เพราะในยุคนี้โอกาสมีมากมาย สมองของเราไม่ได้ถูกวิวัฒนาการมาให้เข้าใจทางเลือกที่มากมายเช่นนี้ บรรพบุรุษของเราเมื่อหลายพันหรือหลายหมื่นปีที่แล้วล้วนอยู่แต่ในเผ่าที่มีคนไม่เกิน 150 คน หากเจอใครที่ถูกใจ นั่นอาจจะเป็นทางเลือกเดียวที่เรามีสำหรับคู่ครอง

เวลาเราเลือกสิ่งใดก็ตาม เราต้องอยู่กับสิ่งนั้นไปอีกนาน ถ้าจะเริ่มทำธุรกิจ เราต้องอยู่กับมันไปเป็นสิบปี ถ้าจะเลือกคบกับใครเราก็อาจคบกับคนคนนั้นห้าปีเป็นอย่างน้อย

แน่นอนว่าไม่มีอะไรชัวร์ 100% แต่เราก็ควรมั่นใจอย่างน้อย 80%-90% ก่อนจะตัดสินใจอะไรที่มันจะเป็น commitment ของเราไปอีกหลายปี

ถ้าลังเลมากจนต้องมานั่งเปิด Excel เทียบข้อดีข้อเสียและให้คะแนนแต่ละปัจจัย ขอให้เลิกคิดเสียเถอะ

If you can’t decide, the answer is no.

ถ้าตัดสินใจไม่ได้ คำตอบก็คือ “ไม่” เท่านั้นเอง


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant

ไม้ล้มมันดัง ไม้ขึ้นคนไม่ทันสังเกต

“ผมรู้จักคนรุ่นใหม่ดีๆ เยอะเลย
แต่สิ่งที่ดีในสังคมไทย คนจะมองไม่เห็น
เหมือนต้นไม้ เวลาล้มมันดัง
อย่างข่าวไอ้เณรคำอะไรนี่มันดัง
แต่เวลาต้นไม้งอก คนไม่ทันสังเกต
เมืองไทยตอนนี้มันมีอะไรงอกเยอะเลย”

-สุลักษณ์ ศิวรักษ์
นิตยสาร Happening ฉบับที่ 78
สิงหาคม 2556

ในห้วงยามที่เต็มไปด้วยโรคระบาดและความขัดแย้งทางการเมือง เป็นการยากเหลือเกินที่จะดำเนินชีวิตในแต่ละวันโดยไม่เกิดความขุ่นใจ

เราถูกวิวัฒนาการให้มองเห็นสิ่งเลวร้ายก่อนสิ่งดีงาม ถ้าเราเห็นพุ่มไม้กำลังเคลื่อนไหว เราต้องระแวดระวังภัยว่าเราจะกลายเป็นผู้ถูกล่าหรือเปล่า

ข่าวดีจึงขายไม่ได้ ข่าวร้ายจึงขายดี สำนักข่าวและฟีดโซเชียลจึงเป็นเครื่องขยายเสียงให้กับเรื่องลบมากกว่าเรื่องบวก เพราะนั่นคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบเสพกัน

เมื่อมองไปทางไหนก็ไม่ดีสักอย่าง ใครหลายคนจึงมองโลกเป็นสีเทาเข้ม

แต่สิ่งสำคัญมักจะไม่ตะโกน สิ่งดีงามมักจะเงียบเชียบ เวลาดอกไม้ผลิบานมันไม่เคยป่าวประกาศบอกใคร มันก็แค่ผลิบานอยู่ตรงนั้น ใครที่หยุดมองมันก็ย่อมเห็นความงาม ส่วนใครที่หมกมุ่นเกินไปก็ย่อมพลาดโอกาส

หากรู้สึกว่าอารมณ์ของเรากำลังติดลบเหลือเกิน ให้เตือนตัวเองว่าในทุกวิกฤติที่เกิดขึ้นนั้นมีคนกำลังทำงานอย่างหนัก

ท่ามกลางความไม่เรียบร้อยของการจัดสรรวัคซีน ยังมีแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร นับพันนับหมื่นคนที่พาตัวเองเข้าไปอยู่กลางสมรภูมิ ผมเดาว่าคนเหล่านี้ปริปากบ่นน้อยกว่าคนดู เพราะเขาทำงานหามรุ่งหามค่ำจนเหลือแรงและเวลาไม่มากนักที่จะมาเล่นโซเชียลหรือดันแฮชแท็กอะไร

และยังมีกลุ่มจิตอาสาอีกมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ นี่คือต้นไม้ที่กำลังแตกหน่อผลิใบขึ้นมาอย่างเงียบๆ คนกลุ่มนี้แหละที่เราควรจะเงี่ยหูฟังเป็นพิเศษ และช่วยเหลือเขาเท่าที่กำลังของเราจะทำได้

ต้นไม้ล้มมันดังอยู่แล้ว อย่าไปสนใจมันมากนักเลย ไม่มีแก่นสารอะไรหรอก

หันมาใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดินให้กับต้นกล้ากันดีกว่านะครับ

เราโกรธเพราะเขาทำผิด หรือเพราะเขาไม่ได้ดั่งใจ

อันนี้คือสิ่งที่ผมสังเกตตัวเองในฐานะพ่อที่มีลูกสาววัย 5 ขวบกับลูกชายวัย 3 ขวบ

เวลาที่เจอผู้ใหญ่ แล้วลูกไม่ยอมยกมือไหว้

เวลาที่ออกไปกินข้าวข้างนอก แล้วเขาเล่นสนุกจนเลอะเทอะไปหมด

เวลาที่อยู่กับเด็กคนอื่น แล้วเขาไม่ยอมแบ่งของเล่นให้เพื่อน

เราโกรธเขาเพราะเขาทำผิด หรือเราโกรธเพราะเขาทำให้เราอาย?

อายเพราะกลัวคนจะมองเราว่าสอนลูกมาไม่ดี ถึงไม่ยกมือไหว้ ถึงทำเลอะเทอะ ถึงไม่แบ่งของเล่น

จริงๆ แล้วเราไม่ได้โกรธการกระทำของลูก เราโกรธตัวเองที่ควบคุมลูกไม่ได้ต่างหาก

ตัวกูของกูนั้นมันแยบยลและแฝงอยู่ในทุกที่ เราจึงกะเกณฑ์สิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา โดยลืมไปว่าขนาดตัวเองเรายังควบคุมไม่ได้เลย แค่จะเล่น social หรือดูทีวีให้น้อยลงเรายังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ดันอยากไปควบคุมคนอื่น พอทำไม่ได้ก็หงุดหงิด พร้อมสร้างสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกายอีก

ผมเริ่มต้นจากเรื่องลูก แต่แท้จริงแล้วมันประยุกต์ใช้ได้กับทุกกับความสัมพันธ์ ทั้งเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว

เตือนตัวเองว่าที่เราโกรธเพราะเราคาดหวังให้เขาเป็นไปดั่งใจ

เมื่อตระหนักว่านี่คือเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เราจะมองสถานการณ์และรับมือกับมันด้วยความเป็นกลางมากขึ้นครับ

อ่านเร็วกว่าฟัง ทำเร็วกว่าดู

“Reading is faster than listening. Doing is faster than watching.”
-Naval Ravikant

อ่านเร็วกว่าฟัง:-

ความผิดพลาดของคนทำสไลด์มือใหม่ คือใส่คำที่ตัวเองจะพูดลงไปในสไลด์ด้วย

เมื่อคนฟังเห็นแล้วว่าคนพรีเซนต์พูดตามเนื้อหาในสไลด์ เขาก็จะหยุดฟัง และอ่านสไลด์เอง เพราะเร็วกว่าฟังเยอะ

ทำเร็วกว่าดู:-

การสอนอะไรก็ตามแต่ ต่อให้คนสอนจะอธิบายได้ละเอียดลออแค่ไหน ต่อให้คนฟังคิดว่าตัวเองเข้าใจดีอย่างไร ก็เทียบไม่ได้เลยกับการได้ลองทำแบบฝึกหัด เพราะนั่นถึงจะเป็นตัววัดว่าเข้าใจจริงหรือเปล่า

คนที่อยากจะทำธุรกิจ อยากจะเขียนบล็อก อยากลงทุน มักจะเริ่มต้นด้วยการหาความรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องระวังที่จะไม่ใช้เวลาหาความรู้มากเกินไป เพราะความรู้เป็นอนันต์ อ่านเท่าไหร่ก็ไม่หมด

อย่าเอาแต่ดูอย่างเดียว เพราะมันจะเนิ่นช้า สู้ดูให้พอเข้าใจแล้วลงมือทำไปเลยดีกว่า และความรู้ความเข้าใจของเราจะเข้มข้นขึ้นเยอะ

อ่านเร็วกว่าฟัง ทำเร็วกว่าดูครับ

ความน่ารักของคนไทย (ในสายตาฝรั่งคนหนึ่ง)

เมื่อเช้านี้ผมโพสต์บทความเก่าที่ชื่อว่า “ทำไมคนไทยไม่ตรงต่อเวลา” ที่นำเนื้อหามาจากคุณ Charissa Enget ที่เขียนไว้บน Quora

คุณ Charissa เป็นหญิงสาวชาวอเมริกันที่มาเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ช่วงปี 2018-2020 (วิทยาเขตไหนผมไม่แน่ใจ แต่ไม่ใช่กรุงเทพ) เลยทำให้รู้จักคนไทยและเมืองไทยในหลายด้าน

ตอนเช็คแหล่งที่มา เผอิญไปเจออีกโพสต์นึงของคุณ Charissa อ่านแล้วใจฟู เลยขอนำมาแปลไว้ตรงนี้นะครับ


คุณชอบอะไรเกี่ยวกับคนไทยที่สุด? อะไรที่ทำให้คนไทยแตกต่างจากชาติอื่น?

ตอนที่ฉันอยู่เมืองจีน ฉันถูกปฏิบัติเหมือนตัวประหลาดในคณะละครสัตว์ หลายคนจะเข้ามาหาเพื่อลองจับผมและลูบผิวของฉัน หลายคนมาถ่ายเซลฟี่กับฉัน ไม่ว่าจะไปที่ไหนฉันรู้สึกเหมือนมีปาปารัสซี่ตามติดอยู่ตลอดเวลา

ที่เมืองไทย ไม่เคยมีใครเข้ามายุ่มย่าม อาจจะมีมาขอเซลฟี่บ้างแต่ทุกคนจะขออนุญาตก่อนทุกครั้ง ฉันสามารถไปเดินเล่นในเมืองโดยไม่มีคนมากวนใจเพราะทุกคนปฏิบัติกับฉันเหมือนคนทั่วไป

ตอนฉันอยู่เวเนซูเอล่า ผู้คนจะล้อเลียนฉันเวลาฉันพยายามพูดภาษาสเปน จริงๆ แล้วเขาเข้าใจนะว่าฉันพูดอะไร แต่เขาจะแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจเพียงเพื่อจะยั่วโมโห พวกเขาจะหัวเราะเยาะสำเนียงของฉันซึ่งมันก็ทำใหัฉันท้อใจทุกครั้งที่ต้องพูดภาษาสเปน

คนไทยจะชอบมากถ้าคุณพูดภาษาไทย พวกเขาคิดว่ามันดูน่ารักดี อันนี้เป็นสิ่งที่ดีงามที่สุดอย่างหนึ่งของคนไทยเลยนะ ตั้งแต่วันที่ฉันพูดคำว่า “สวัสดีค่ะ” กับ “ขอบคุณค่ะ” ได้ ก็มีคนไทยคอยชมฉันตลอดว่าฉันเก่งและพูดไทยได้ดี พวกเขาใจดีกับฉันมากและฉันก็อยากจะสนิทกับพวกเขา มันเลยเป็นแรงกระตุ้นให้ฉันเรียนรู้ภาษาไทยได้เร็วกว่าทุกภาษาที่ฉันเคยฝึกมา

เวลาฉันไปเที่ยวประเทศอื่นๆ ผู้คนมักจะหาทางเอาเงินจากฉันให้ได้มากที่สุด เพราะในสายตาพวกเขา ฉันคือ “ชาวอเมริกันกระเป๋าตุง” และคาดหวังให้ฉันออกเงินให้ทุกคนในทุกสถานการณ์ คนที่ชวนฉันไปกินข้าวต่างคาดหวังให้ฉันเป็นเจ้ามือ บนท้องถนนหลายคนเดินเข้ามาหาฉันและขอตังค์เพียงเพราะเห็นว่าฉันเป็นคนผิวขาว ฉันบอกเขาว่าฉันไม่ได้มีเงินขนาดนั้นแต่พวกเขาก็ไม่เชื่อ มันแย่เหมือนกันนะที่ทุกคนมองฉันเป็นตู้เอทีเอ็ม

ที่เมืองไทย เวลาได้เจอเพื่อนใหม่ แม้จะรู้ว่าฉันอาจจะมีตังค์มากกว่าแต่พวกเขาก็เลี้ยงข้าวฉันเพื่อแสดงมิตรไมตรีอยู่ดี ไม่เคยมีใครเดินเข้ามาขอเงินกับฉัน ในแหล่งท่องเที่ยวอาจจะมีพ่อค้าที่พยายามจะหลอกขายของราคาแพงๆ บ้าง แต่ในเมืองที่ฉันอยู่ฉันไม่เคยต้องจ่ายแพงกว่าคนอื่นเลย คนไทยส่วนใหญ่ปฏิบัติกับฉันเหมือนกับทุกคนโดยไม่สนใจว่าผิวของฉันสีอะไร

เวลาฉันไปเที่ยวยุโรป มักจะมีคนมาต่อว่าฉันเรื่องการเมือง เขาจะถามฉันว่าทำไมปล่อยให้เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นในอเมริกา พูดราวกับว่าฉันสามารถควบคุมรัฐบาลของตัวเองได้อย่างนั้นแหละ ฉันว่ามันน่ารำคาญและดูดพลังเอามากๆ คนอเมริกันนั้นมีอะไรมากกว่าแค่เรื่องการเมืองและฉันก็อยากให้คนคิดแบบนั้นกับฉันเช่นกัน

คนไทยไม่เคยโทษฉันเรื่องการเมืองของอเมริกาเลย ไม่เคยถามว่าฉันเชียร์พรรคไหน เขาไม่พูดเรื่องการเมืองเลยด้วยซ้ำ เอาจริงๆ ฉันโล่งใจมากเลยนะที่ไม่ต้องมาคอยระวังคำพูดกับเรื่องพวกนี้

ที่อเมริกาทุกอย่างดูเป็นทางการไปหมด ฉันไม่เคยสนิทกับอาจารย์คนไหนเพราะว่าการที่อาจารย์กับลูกศิษย์สนิทกันมันดูแปลกๆ ผู้ชายจะระวังที่จะพูดอะไรก็ตามที่อาจจะทำให้คนมองไม่ดี คนที่มีอายุหน่อยก็มักจะไม่คุยกับคนที่เด็กกว่า ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเป็นเพื่อนกับใครซักคนได้เพราะต่างคนต่างระวังตัว แม้ว่าฉันจะเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นเพราะเรามีปัญหาเรื่องการเหยียดเพศและข้อจำกัดของเพศหญิงในโลกการทำงาน แต่มันก็ทำให้เกิดความตึงเครียดในความสัมพันธ์ฉันเพื่อนระหว่างเพศชายและหญิงเหมือนกัน

ในเมืองไทยฉันไม่เห็นข้อจำกัดเหล่านี้ อาทิตย์ที่แล้วฉันเพิ่งไปกินข้าวกับอาจารย์ของฉันโดยไม่มีคนอื่นไปด้วย แล้วเขาก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบว่าชีวิตฉันเป็นอย่างไรบ้าง เวลาฉันไปซื้อของคนขายก็มักจะชวนให้ฉันนั่งคุยด้วย คนที่ดูแลเรื่องที่พักให้ฉันก็มีมาชวนไปออกก๊วนตีกอล์ฟ ทุกคนคุยกับกับฉันราวกับเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว ฉันชอบวิธีคิดแบบนี้มากๆ เลย


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Charissa Enget’s answer to What do you most like about Thai people? What makes them different and unique individuals from other countries?