คนที่พร่ำบอกว่าตัวเองเป็นคนดี มักไม่ใช่คนดี

คนที่ชอบบ่นว่าตัวเองยุ่งมาก มักไม่ค่อยมีผลงาน

คนที่อวดชาวโลกว่าตัวเองมีความสุข มักแบกความทุกข์ไว้มากกว่าคนปกติ

ของจริงไม่ต้องบอก ของจริงไม่ต้องประกาศ ของจริงไม่ต้องพิสูจน์

เพราะตัวตนและผลลัพธ์นั้นหนักแน่นกว่าคำพูดเสมอ


ขอบคุณประกายความคิดจาก The Almanack of Naval Ravikant

เรา work hard พอในทุกด้านแล้วหรือยัง

หลายคนมองว่าตัวเองเป็นคน work hard

แต่คำว่า work hard นี้มักจะถูกใช้แค่ในบริบทของการทำงาน

คน work hard บางคน จึงโคตรขี้เกียจในมิติอื่นๆ ของชีวิต

work hard กับงาน แต่ไม่เคย work hard เรื่องความสัมพันธ์

work hard กับงาน แต่ไม่เคย work hard เรื่องการดูแลสุขภาพ

work hard กับงาน แต่ไม่เคย work hard เรื่องการดูแลจิตใจให้มีความสมดุล

ในโลกที่ถูกขับเคลื่อนด้วยทุนนิยม เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะให้น้ำหนักกับงานและหน้าที่จนแทบไม่เหลือแรงและเวลาให้สิ่งอื่น

แต่คงไม่มีใครอยากสำเร็จอย่างโดดเดี่ยว สำเร็จในร่างกายที่ผุพัง สำเร็จด้วยใจที่ไร้สันติ

work hard กับงานจนได้เกรด 4 นั้นดีแล้ว

แต่กับมิติอื่นๆ ก็ควรจะเอาเกรด 2 ให้ได้เป็นอย่างน้อย

ไม่อย่างนั้นเราจะสอบตกวิชาชีวิตครับ

แรงบันดาลใจนั้นอายุสั้นนิดเดียว

ซึ่งนั่นย่อมมีนัยอย่างน้อยสองประการ

หนึ่ง เมื่อเกิดแรงบันดาลใจ เราควรลงมือทำอะไรสักอย่างทันที เพราะนี่คือนาทีทองที่เราจะเริ่มต้น และเมื่อได้เริ่มจนเกิดเป็น momentum แล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้น เหมือนการเข็นรถที่จอดซ้อนคันที่จะยากที่สุดตอนแรกเสมอ

เหตุผลที่ผมเริ่มเขียนบล็อกจริงจังเมื่อต้นปี 2015 ก็เกิดจากแรงบันดาลใจจากหนังสือสองเล่มคือ “คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย” ของพี่แท็ป รวิศ หาญอุตสาหะ และ “มองไกลบนไหล่ยักษ์” ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ ที่ได้อ่านช่วงหยุดปีใหม่ที่กาญจนบุรี พอกลับถึงกรุงเทพปุ๊ปก็ทำเลย ถ้าตอนนั้นผมทอดเวลาไปอีก 2-3 วัน ก็เป็นไปได้ว่าจะไม่มีบล็อก Anontawong’s Musings ที่ดำเนินมาถึงหกปีอย่างทุกวันนี้

สอง – inspiration หรือแรงบันดาลใจนั้นมักจะผูกกับ willpower หรือพลังใจ นั่นก็คือ เมื่อเรามีแรงบันดาลใจ เราก็จะมีพลังใจสูงตามไปด้วย แต่ทั้งสองอย่างนี้ก็อายุสั้นพอๆ กัน นี่คือเหตุผลที่ New Year’s Resolutions มักจะไม่เวิร์ค เพราะเมื่อ inspiration และ willpower มาเต็ม เราก็คิดว่าตัวเองจะทำอะไรก็ได้ จึงตั้งเป้าหมายไว้แสนเร้าใจแต่ไม่ยั่งยืน เมื่อเวลาผ่านไป แรงบันดาลใจหมด willpower ก็ลดตาม อุปสรรคเล็กหรือใหญ่ก็กลายเป็นเหตุผลหรือข้ออ้างให้เราไม่ได้ทำสิ่งที่เรารู้ดีว่าควรทำ

เมื่อเกิดรแรงบันดาลใจเราจึงไม่ควรตั้งเป้าหมายที่ยากนัก เราควรตั้งเป้าหมายให้ง่ายๆ แล้วใช้เวลาไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและ routine ที่ดีเพื่อที่เราจะได้ทำเป้าหมายนั้นโดยอาศัย willpower ให้น้อยที่สุด

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อก ผมตั้งเป้าหมายไว้แค่ว่าจะเขียนบล็อกวันละตอนติดกันสามวัน พอครบสามวันก็เพิ่มเป็นหนึ่งสัปดาห์ แล้วค่อยๆ เขยิบเป้าหมายนั้นออกไปเรื่อยๆ จนวันนี้การเขียนบล็อกกลายเป็นกิจวัตรประจำวันทุกเช้าเหมือนการแปรงฟันไปแล้ว

แรงบันดาลใจนั้นมีอายุสั้น เราจึงควรลงมือทำทันทีและตั้งเป้าหมายให้ง่ายเข้าไว้

เราจะได้ทำสิ่งที่ควรทำโดยไม่ต้องพึ่งพาแรงบันดาลใจครับ

ทำไมเดินเข้าครัวแล้วจำไม่ได้ว่าจะมาเอาอะไร

ไม่ใช่เฉพาะแค่ในครัวเท่านั้น บางทีก็เดินไปห้องนอน ห้องนั่งเล่น เดินไปโต๊ะทำงานเพื่อน แล้วเราก็ยืนงงอยู่แป๊บนึงพร้อมฮัมเพลงพี่เบิร์ด “ฉันมาทำอะไรที่นี่”

แล้วเราก็มักจะโทษตัวเองว่าไม่ค่อยมีสติหรือจิตหลุด

ขอให้รู้ว่าเราไม่ได้เป็นแค่คนเดียว จริงๆ แล้วเป็นการหลายคนจนนักจิตวิทยาเรียกอาการนี้ว่า The Doorway Effect

หมายถึงว่า เมื่อเราเดินผ่านประตูจากห้องหนึ่งไปสู่ห้องหนึ่ง ความทรงจำของเราบางส่วนอาจเลือนหายไปชั่วคราว

เพราะเมื่อเปลี่ยนห้อง บริบทก็เปลี่ยน สมองจะทำการ “กันพื้นที่” หรือ mental blockage เพื่อให้พร้อมสำหรับการรับมือกับสภาพแวดล้อมใหม่

และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เราจำไม่ได้ว่าเราเดินมาห้องนี้ทำไมครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Art of Making Memories by Meik Wiking

12 คำถามที่ควรใช้ใน Employee Engagement Survey

หลายองค์กรมีการทำ Employee Engagement Survey เพื่อดูว่าพนักงานมีความผูกพันและมีแนวโน้มที่จะอยู่กับองค์กรนานแค่ไหน

แต่หลาย survey ก็อาจจะมีคำถามเยอะแยะมากมาย และบางคำตอบที่ได้มาก็อาจจะเอาไปใช้แอคชั่นอะไรไม่ค่อยได้

Gallup สถาบันที่เคยออกหนังสือชื่อดังอย่าง StrengthsFinder ได้แนะนำว่า หลังจากศึกษาองค์กรนับพันเป็นเวลาหลายทศวรรษ คำถาม 12 ข้อนี้คือชุดคำถามที่ลัดสั้นและตรงประเด็นที่สุดในการตรวจสอบว่าพนักงานมี Engagement กับองค์กรมากแค่ไหนครับ

ท้ายประโยคแต่ละข้อจะมีตัวเลขอยู่ในวงเล็บซึ่งแสดงถึงจำนวนพนักงานที่ “เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง” สำหรับคำถามข้อนั้น ซึ่งนี่เป็นค่าเฉลี่ยจากองค์กรทั่วโลกที่ Gallup ได้ไปสำรวจมาครับ

Q01. I know what is expected of me at work – ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันต้องทำมีอะไรบ้าง (50%)

Q02. I have the materials and equipment I need to do my work right. – ฉันมีข้อมูลและเครื่องมือที่เอื้อให้ฉันทำงานออกมาได้อย่างถูกต้อง (33%)

Q03. At work, I have the opportunity to do what I do best every day. – ทุกๆ วันฉันมีโอกาสได้ทำเรื่องที่ฉันถนัด (33%)

Q04. In the last seven days, I have received recognition or praise for doing good work. – ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีคนชมว่าฉันทำงานดี (25%)

Q05. My supervisor, or someone at work, seems to care about me as a person. – หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเป็นห่วงฉันในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง (40%)

Q06. There is someone at work who encourages my development. – มีคนที่สนับสนุนให้ฉันได้พัฒนาตัวเอง (30%)

Q07. At work, my opinions seem to count. – ความคิดเห็นของฉันนั้นมีความหมาย (25%)

Q08. The mission or purpose of my company makes me feel my job is important. – จุดมุ่งหมายขององค์กรทำให้ฉันรู้สึกว่างานที่ฉันทำนั้นมีความสำคัญ (33%)

Q09. My associates or fellow employees are committed to doing quality work. เพื่อนร่วมงานมีความตั้งใจที่จะทำงานให้ออกมาดี (33%)

Q10. I have a best friend at work. ฉันมีเพื่อนสนิทที่ทำงาน (30%)

Q11. In the last six months, someone at work has talked to me about my progress. ใน 6 เดือนที่ผ่านมามีคนมาคุยกับฉันเรื่องความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน (33%)

Q12. This last year, I have had opportunities at work to learn and grow. ในปีที่ผ่านมาฉันได้เรียนรู้และเติบโตจากงานที่ฉันทำ (33%)

ในความคิดเห็นส่วนตัว ผมว่าข้อ 6 กับ 11 อาจจะมีความซ้ำซ้อนกันอยู่นิดหน่อย แต่ที่เหลือก็เป็นคำถามที่ผมน่าจะอยากตอบและอยากบอกให้องค์กรรู้

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ It’s the Manager by Jim Clifton & Jim Harter