นิทานอวยพร

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีมหาเศรษฐีผู้หนึ่งนิมนต์พระอาจารย์เซนเซียนหยามาที่บ้าน ทั้งยังขอให้เขียนคำอวยพรเพื่อเป็นสิริมงคลส่งให้คนในวงศ์ตระกูลร่ำรวยเงินทอง เจริญรุ่งเรืองจากรุ่นสู่รุ่น ไม่มีวันอับจน

อาจารย์เซนเซียนหยารับปาก พลางกางแผ่นกระดาษออก จรดพู่กันเขียนลงไปเพียง 3 คำว่า “บิดาตาย บุตรตาย หลานตาย”

เมื่อมหาเศรษฐีอ่านข้อความทั้งหมด ก็บันดาลโทสะเป็นอันมาก กล่าวตำหนิอาจารย์เซนว่า “ข้าเพียงให้ท่านมาเขียนคำอวยพรเพื่อให้เป็นสิริมงคลกับครอบครัวของข้า เหตุใดท่านจึงต้องล้อเล่นรุนแรงเช่นนี้ด้วย?”

“มิได้ล้อเล่น” อาจารย์เซียนหยากล่าวชี้แจง พลางอธิบายว่า “ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพบเจอ สมมติว่าลูกชายของท่านสิ้นชีวิตก่อนหน้าท่าน ท่านย่อมต้องทุกข์ทรมานยิ่งนัก และถ้าหากหลานชายของท่านเสียชีวิตก่อนบิดาของเขา ทั้งท่านและบุตรชายของท่านย่อมต้องยิ่งทุกข์ทรมานมากขึ้นอีกเท่าทวี แต่หากว่าครอบครัวของท่านล้วนสิ้นอายุขัยไปตามธรรมชาติ จากรุ่นสู่รุ่นตามลำดับตามที่ข้าได้เขียนเอาไว้ ในความคิดของข้าจึงค่อยถือเป็นความสุขความเจริญ เป็นสิริมงคลต่อครอบครัว”


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน: คำอวยพรที่ดีที่สุด

เป้าหมายคือมีเรื่องเสียดายให้น้อยที่สุด

“When I’m eighty, I want to have minimized the number of regrets that I have in my life.”
-Jeff Bezos, founder of Amazon

คำที่เราได้ยินกันมานาน คือเราจะเสียใจกับเรื่องที่ไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจกับเรื่องที่ได้ทำลงไป

ตอนวัยรุ่นเรามีความฝันมากมาย แต่พอโตขึ้นเราก็ค่อยๆ โยนความฝันทิ้งไปตามทาง หรือไม่อย่างนั้นก็เก็บเอาไว้ในส่วนลึกสุดของลิ้นชักความทรงจำ

ด้วยภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น ด้วย distractions ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดึงเวลาเราไป สิ่งที่เราเคยฝันไว้เลยยิ่งแทบไม่มีโอกาสโงหัว

ยิ่งถ้าเราเป็นคนขี้กลัว เราก็จะคิดหาเหตุผลต่างๆ นานาว่าทำไมเราทำอันนี้ไม่ได้ ทำอันนั้นไม่ได้ ต้องรอให้พร้อมกว่านี้ มีเวลามากกว่านี้

แต่ที่จริงแล้วสิ่งต่างๆ ที่เราเห็นอยู่รอบตัวล้วนเกิดจากน้ำมือของคนที่ “ไม่พร้อม” ทั้งนั้น

ไม่พร้อมทั้งด้านเวลา เงินทุน ความรู้ พร้อมแค่อย่างเดียวคือใจที่จะลงมือและเรียนรู้

ชีวิตเกิดมาแค่หนเดียว หรืออย่างน้อยเราก็เกิดเป็นเราคนนี้แค่ครั้งเดียว จบจากก็เอาอะไรไปไม่ได้ และชื่อของเราก็จะลบหายไปอยู่ดี

เป้าหมายที่เราควรมีจึงอาจไม่ใช่การบรรลุหรือเอาชนะอะไร

เป้าหมายคือการได้ลองทำในสิ่งที่อยากทำในวันที่ยังมีกำลังและเวลา

เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเรามองย้อนกลับมา จะได้ไม่มีอะไรให้เสียดายครับ

วันนี้จะทำอะไร ให้คิดไปอีกสิบปี

“To prioritize the day, think about the decade:
If I want to be on track to achieve X in 10 years, what do I need to do today?”

-James Clear

ก่อนที่มนุษย์เราจะเริ่มทำไร่ไถนาเมื่อประมาณ 12,000 ปีก่อน เราใช้ชีวิตอยู่หลายแสนปีกับการหาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผล

วิถีของ hunter-gatherer นั้นไม่ต่างจากสัตว์พันธุ์อื่นๆ บนพื้นพิภพ คือใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน เช้าตื่นมาก็ต้องวิ่งให้เร็วกว่าเหยื่อ และต้องวิ่งให้เร็วกว่าสัตว์อื่นที่จะมาล่าเราด้วย เมื่อได้อาหารมาก็กิน พลบค่ำก็นอน ตื่นมาพรุ่งนี้ก็วนหลูปใหม่ เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย

เราจึงคุ้นชินกับการใช้ชีวิตแบบวันต่อวันมานานแสนนาน

จนกระทั่งเมื่อ 12,000 ปีที่แล้ว เป็นยุคปฏิวัติเกษตรกรรม (Agricultural Revolution) เราจึงเริ่มทำไร่ไถนา เริ่มทำปศุสัตว์ เริ่มมีการลงหลักปักฐาน เริ่มมี “สมบัติ” ที่ต้องดูแลซึ่งก็คือผลิตผลและปศุสัตว์ที่ลงทุนลงแรงเอาไว้ เมื่อมีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จึงเริ่มคิดถึงอนาคตมากขึ้น เริ่มวางแผนล่วงหน้า

แม้ว่าเราจะรู้จักการวางแผนล่วงหน้ามาเป็นหมื่นปีแล้ว แต่ DNA ลึกๆ ในตัวเราก็ยังเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบวันต่อวันมากกว่า

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่กิจกรรมที่เราเลือกทำแต่ละวันนั้นเราไม่ได้คิดถึงอนาคตอะไรมากนัก เอาแค่ทำงานของวันนี้หรือสัปดาห์นี้ให้เสร็จก็เต็มกลืนแล้ว เมื่อมีเวลาเหลือก็นำไปใช้สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจหลังจากต้องเผชิญกับสิ่งที่ดูดพลังชีวิตมาทั้งวัน

ที่เจมส์ เคลียร์แนะนำว่าให้คิดล่วงหน้าไป 10 ปีว่าเราอยากจะไปถึงจุดไหน เราอยากจะมีสุขภาพทางร่างกาย จิตใจ และการเงินเป็นอย่างไร แล้วนำตรงนั้นมาเป็นเกณฑ์การตัดสินใจว่าวันนี้เราจะเลือกทำอะไรบ้าง จึงเป็นเรื่องที่ขัดกับตัวตนของมนุษย์ และชีวิตคนบางคนก็ไม่อาจเลือกได้ขนาดนั้น

แต่อย่างน้อยที่สุด-อย่างน้อยที่สุด ใน 17 ชั่วโมงที่เราตื่นนอน ถ้าเราสามารถกันเวลาไว้สัก 1 ชั่วโมงเพื่อทำสิ่งที่จะพาเราไปสู่ภาพที่เราวาดไว้ใน 10 ปีข้างหน้า มันก็น่าจะยังอยู่ในวิสัยที่เราพอจะทำได้

วันละ 1 ชั่วโมง เดือนหนึ่งเราจะมีเวลาถึง 30 ชั่วโมงที่จะทำในสิ่งที่มีคุณค่าระยะยาวกับเรา ซึ่งมากเกินพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

สำคัญคือเราต้องไม่ใจร้อน อย่าไปเล็งผลเลิศว่าจะต้องเห็นผลภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้ เราทำได้เพียงสร้างเหตุ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย

วันนี้จะทำอะไร ให้คิดไปอีกสิบปีครับ

ลำดับการเขียนอีเมลที่ถูกต้อง

วันก่อนผมไปเจอโพสต์ที่เป็นแก๊กตลกสามเฟรม

ภาพแรกเป็นภาพเครื่องบินรันเวย์พร้อมคำโปรยว่า “My email is well written, reviewed, and ready to be sent”

ภาพที่สองเป็นภาพเครื่องบินกำลังทะยานอยู่บนฟากฟ้าพร้อมประโยค “My email is sent”

และภาพสุดท้ายคือภาพบันไดเหล็กที่เอาไว้ลำเลียงผู้โดยสารเข้าตัวเครื่องบิน บนบันไดเต็มไปด้วยผู้โดยสาร พร้อมคำว่า “Attached file”

สำหรับคนทำงานออฟฟิศ หนึ่งในโมเมนต์ที่เราต้องเจอสักครั้งในชีวิตก็คือการส่งเมลโดยลืมแนบไฟล์ไปด้วย ต้อง reply all เมลเดิมและ attach ไฟล์ไปให้แบบเขินๆ

เมื่อต้องเจอปัญหานี้หลายครั้ง หลังๆ เวลาผมเขียนเมลผมเลยมักจะเรียงลำดับแบบนี้

  1. Subject
  2. Attachment
  3. Content
  4. Recipients

เพราะสิ่งที่เรามักหลงลืมคือการเขียน Subject (ทำให้บางทีก็ส่งเมล subject เปล่า) หรือไม่ก็ลืมแนบไฟล์ (หรือแนบไฟล์ผิด) ดังนั้นควรจะเอาขึ้นมาทำก่อนเป็นสองข้อแรก

ส่วนข้อ 3 & 4 นั้น ยังไงเราก็ไม่ลืมอยู่แล้ว เราจึงควรเขียนเนื้อหาก่อน แล้วเก็บรายชื่อคนที่เราจะส่งไว้เป็นเรื่องสุดท้าย

เหตุผลที่เราควรเก็บรายชื่อผู้รับไว้เป็นอย่างสุดท้าย เพื่อป้องกันการ “มือลั่น” ไปกดโดนปุ่มส่งโดยไม่ตั้งใจ (เช่นจะใช้ shortcut ทำอะไรบางอย่างแล้วเผลอกดส่งเฉยเลย) เราจึงไม่ควรจะพิมพ์รายชื่อใดๆ จนกว่าเราจะตรวจทานจนมั่นใจแล้วว่าเรามีข้อ 1-3 ครบแล้วครับ

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ


ป.ล.แม้ผมจะจั่วหัวว่า “ลำดับการเขียนอีเมลที่ถูกต้อง” แต่จริงๆ แล้วคำตอบที่ถูกไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว นี่เป็นเพียงหนึ่งในวิธีที่อาจช่วยลดความผิดพลาดในการส่งอีเมลเท่านั้นเอง

ป.ล.2 ในความเป็นจริง เราอาจต้องเขียนเนื้อหาก่อนประมาณหนึ่งถึงจะนึกได้ว่าต้อง attach ไฟล์อะไรบ้าง ดังนั้น 2 & 3 จึงทำไปพร้อมๆ กัน แต่ผมก็ยังยืนยันว่าเราควรใส่ชื่อ recipients เป็นลำดับสุดท้ายเสมอครับ

ชีวิตควรจะมี buffer เอาไว้เสมอ

บางทีเราก็ไม่ควรให้ค่ากับ efficiency มากจนเกินไป

เพราะคนไม่ใช่เครื่องจักร ทำสิบครั้งใช่จะเหมือนกันทุกครั้ง มีผิดพลาดได้ มีงอแงได้

ถ้าเรามุ่งเน้นที่จะ super productive จนเกินเลย เราจะทำงานจนไม่ได้มีเวลากินข้าวกินปลา โรคกระเพาะจะถามหา ชีวิตจะไม่โอเค

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ สมมติมีโจทย์ว่าภายในสองชั่วโมงจะต้องให้รถวิ่งผ่านทางด่วนเส้นหนึ่งให้เยอะที่สุด แบบไหนจะวิ่งได้เยอะกว่ากัน

  1. ยัดรถลงไปบนถนนแบบให้เหลือช่องว่างระหว่างรถแต่ละคันแค่ 50 ซ.ม.
  2. ใส่รถลงไปในจำนวนที่พอดี แต่ละคันห่างกันประมาณ 10 เมตร

ถ้าทำแบบแรก จะไม่มีรถคันไหนวิ่งได้เลย ทำได้แค่เพียงคลานไปเรื่อยๆ

แบบที่สอง การจราจรจะลื่นไหล ทุกคันสามารถขับได้ตามความเร็วที่เหมาะสม

ชีวิตจึงควรจะมี buffer เอาไว้เสมอ

buffer สำหรับงานที่อาจใช้เวลามากกว่าที่คิด

buffer สำหรับเงินสดเผื่อมีเหตุฉุกเฉิน

buffer สำหรับความสัมพันธ์ มี “ที่ว่าง” เหมือนเพลงของวง Pause

อย่าพยายามใส่สิ่งที่เราอยากทำมากจนเกินไป อย่ามองโลกในแง่ดีว่าทุกอย่างจะไปได้สวย

มองโลกในแง่จริง และพก buffer ติดตัวเอาไว้

เพราะวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจจะมาถึงอย่างแน่นอน