ฟังเรื่องเครียดไม่ให้เครียดตาม ด้วยกฎของโนเร็น

“โนเร็น” (Noren) คือผ้าม่านที่ติดอยู่ตามประตูร้านค้าญี่ปุ่นที่ลูกค้าทุกคนต้องเดินผ่าน

คุณชิออน คาบาซาวะ ซึ่งเป็นจิตแพทย์ให้เคล็ดลับว่า เวลามีคนมาคุยเรื่องเครียดๆ หรือเรื่องที่เต็มไปด้วยพลังงานลบ ให้เราทำตัวเหมือนผ้าโนเร็น คือพลิ้วไหว ไม่รับแรงกระแทก

หากเราต่อยกำแพง เราย่อมเจ็บมือ ต่อยเบาเจ็บเบา ต่อยแรงก็เจ็บมากหน่อย

แต่หากเราต่อยผ้าโนเร็น จะเบาจะหนักเท่าไหร่ก็ไม่เจ็บมือ

ดังนั้น เวลามีคนมาปรึกษาอะไร ให้เราจินตนาการว่าจิตใจของเราเป็นเหมือนผ้าโนเร็น ยิ้มน้อยๆ ทำใจสบายๆ อ่อนนุ่ม โล่งเบา ไม่เอาตัวเองลงไปคลุก

พออีกฝ่ายปล่อยพลังงานลบมา ไม่ว่าจะเป็นความกังวล ความหงุดหงิด หรือความเยอะ เราก็ปล่อยให้มันผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนผ้าโนเร็น

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Power of Input ศิลปะของการเลือก-รับ-รู้ ชิออน คาบาซาวะ เขียน อาคิรา รัตนาภิรัต แปล สำนักพิมพ์ SandClock Books

เหตุผลที่เราไม่ควรไปกินข้าวเบ้านโรนัลโด้

Patrice Evra คือแบ็คซ้ายชาวฝรั่งเศสที่เคยร่วมทีมกับคริสเตียโน โรนัลโดคริสเตียโน โรนัลโด สมัยที่เซอร์อเล็กซ์คุมแมนยูฯ

เอฟร่าเคยให้สัมภาษณ์ในพ็อดคาสท์ 2018 World Cup ของ ITV ว่า

“ผมอยากจะแนะนำทุกคนนะว่า ถ้าโรนัลโด้มาชวนคุณไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านเขา ให้ตอบปฏิเสธไปเลย

โรนัลโดบอกกับผมว่า ‘ปาทริส เดี๋ยวซ้อมเสร็จแล้วมากินข้าวบ้านเราสิ’ ผมก็เลยไป ซึ่งตอนนั้นผมก็เหนื่อยสุดๆ แล้ว

พอไปถึง ที่โต๊ะกินข้าวมีแค่สลัดกับไก่นึ่งหน้าตาจืดๆ เครื่องดื่มมีแต่น้ำเปล่า ไม่มีแม้แต่น้ำผลไม้ ผมได้แต่คิดในใจว่า ‘โอเค…’

เราเริ่มลงมือทานอาหาร และผมคิดว่าเดี๋ยวคงมีอาหารจานหลักมาเสิร์ฟ แต่เปล่าเลย ไม่มีอะไรเพิ่มทั้งนั้น

พอโรนัลโด้กินเสร็จ เขาก็ลุกขึ้นไปเล่นลูกบอล แล้วก็หันมาบอกผมว่า ‘เรามาเล่น 1-2 กันดีกว่า’ (ส่งบอลไปมา แตะบอลไม่เกินสองจังหวะ)

ผมถามโรนัลโด้ว่าขอผมกินให้เสร็จก่อนได้มั้ย เค้าตอบว่า ‘ไม่ได้ มาเล่น 1-2 กันเหอะ’

เราก็เลยเล่นบอล 1-2 กัน จากนั้นเขาก็ชวนไปว่ายน้ำต่อ ผมก็พูดว่า “โอเค…” พอว่ายน้ำเสร็จ เราก็ลงจาคุซซี่และเข้าซาวน่า กว่าจะทำครบทุกอย่างผมก็หมดก๊อกพอดี

ผมถึงแนะนำว่าถ้าโรนัลโด้ชวนคุณไปที่บ้าน ก็จงอย่าไป เพราะหมอนั่นเป็นเครื่องจักรชัดๆ เขาไม่เคยคิดจะหยุดซ้อมเลย

แต่ถ้าจะให้ผมพูดแบบเอาจริงจังก็คือ โรนัลโด้คู่ควรกับทุกอย่างที่เขาได้รับอยู่ตอนนี้ เพราะเขาฝึกหนักจริงๆ”


ขอบคุณข้อมูลจาก Sport Bible: Patrice Evra’s Incredible Story About Going To Cristiano Ronaldo’s House For Lunch Sums The Man Up

โซเชียลหลอกให้เราแคร์ในสิ่งที่เราไม่เคยคิดจะแคร์

หนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดของเฟซบุ๊คคงหนีไม่พ้น News Feed

มันคือหน้า Home ที่เราเข้ามาแล้วเจอข่าวสารต่างๆ ทั้งจากเพื่อนฝูง เพจที่เราติดตาม และเพจที่เฟซบุ๊คคิดว่าเราน่าจะชอบ

ซึ่งบางทีมันก็ดี มันทำให้เราได้เจอเรื่องใหม่ๆ ได้เจอคนใหม่ๆ หรือได้เจอเรื่องเก่าๆ ที่เราหลงลืมไปนานแล้ว

แต่ในมุมกลับกัน มันก็ทำให้เราได้พบเห็นเรื่องที่เราอาจไม่เคยคิดสนใจตั้งแต่ต้น แม้ว่ามันอาจจะอยู่ในกระแส แต่ก็เป็นหัวข้อที่เราคงไม่เคยคิดคิดจะกูเกิ้ลหาข้อมูล

ผมเคยอ่านเจอมาสักที่ว่า: The problem with social media is that they make you care about things you don’t want to care about.

เมื่อเราเอาเวลาไปแคร์เรื่องที่เราไม่ได้อยากแคร์ เราย่อมเหลือเวลาแคร์เรื่องที่ควรแคร์หรือคนที่ควรแคร์น้อยลงไปอย่างช่วยไม่ได้

บางคนอาจจะแย้งว่า ไม่ดีเหรอ ได้เปิดโลก ได้รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้

แต่ในความเป็นจริง เราน่าจะรู้เรื่องที่ควรรู้ไปหมดแล้ว สิ่งที่เราขาดแคลนไม่ใช่ความรู้ สิ่งที่เราขาดคือทิศทาง ความต่อเนื่อง และความอดทนมากกว่า

ต่อให้วันนี้เราอ่านเรื่องราวใหม่ๆ ได้หนึ่งร้อยเรื่อง มันก็ยังมีเรื่องที่น่าสนใจนับหมื่นนับแสนเรื่องที่เราจะพลาดไปอยู่ดี ดังนั้น FOMO หรือ Fear of Missing Out จึงเป็นอาการที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะยังไงเราก็ Miss Out แน่ๆ

ข่าวสารนั้นมีไม่จำกัด ความอยากรู้อยากเห็นของเรามีไม่จำกัด แต่เวลาของเรานั้นแสนจะจำกัด

ที่ผ่านมาเราใช้เวลากับเรื่องที่เราไม่เคยคิดจะแคร์บน news feed ไปเท่าไหร่ รวมๆ แล้วมันคุ้มค่าหรือมันน่าเสียดาย

อย่าให้วันเวลาเปล่าเปลืองไปกับเรื่องที่เราไม่เคยคิดจะแคร์เลยนะครับ

นิทานสิงโตกับหมู

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระพุทธเจ้าทรงเล่าว่า ในอดีตชาติ พระองค์ทรงเคยเกิดเป็นราชสีห์เจ้าป่า

จู่ๆ วันหนึ่งมีหมูสกปรกที่ชอบนอนกลิ้งเกลือกในหลุมอุจจาระเหม็นคลุ้ง มาท้าสู้กัน

ราชสีห์เจ้าป่ามองดูเจ้าหมูสกปรกแล้วก็คำรามขึ้นว่า

“เจ้าหมูสกปรกเอ๋ย หากเจ้าต้องการชัยชนะ ข้ายินดีจะยกชัยชนะนั้นให้เจ้าเดี๋ยวนี้เลย แต่จะให้ข้าไปสู้กับเจ้านั้น ข้าไม่สู้หรอก ข้ายินดียอมแพ้เสียยังจะดีกว่าไปสู้กับหมูสกปรกอย่างเจ้า”

คนบางคนนั้น มีธาตุแท้ไม่ต่างอะไรกับหมูที่ชอบคลุกอจจาระ หากคนเช่นนี้เข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิตของเรา วิธีที่ดีที่สุด ไม่ใช่การไปสู้กับเขา แต่ควรถอยออกมาจะดีกว่า การถอยนั้น บางครั้งไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดรูปแบบหนึ่ง


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน

https://linktr.ee/anontawong

ประโยชน์ของถ้วยชาอยู่ที่ความว่างเปล่าของมัน

ถ้าถ้วยไม่มีความว่าง ก็ใส่น้ำชาไม่ได้

ประโยชน์ของบ้านอยู่ที่ความว่างเปล่าของมัน

ถ้าบ้านไม่มีที่ว่าง ก็วางของลำบากหรือไม่มีที่ให้เดิน

ประโยชน์ของโทรศัพท์มือถือ คือความว่างเปล่าของมัน

หากใครเคยใช้มือถือที่เม็มโมรี่เต็ม จะรู้ว่ามือถือช้าจนน่าหงุดหงิด

ประโยชน์ของ calendar คือความว่างเปล่าของมัน

ถ้า calendar เต็มไปด้วยการประชุม เราก็จะไม่เหลือเวลาให้ทำงาน จนต้องเก็บงานมาทำตอนกลางคืน

“ความว่าง” จึงเป็นสินทรัพย์ที่คนมักมองข้าม

เพราะโลกทุนนิยมนั้นผลักดันให้เรา “เอาเข้า” มากกว่า “เอาออก”

เราจึงกดซื้อของแบบไม่บันยะบันยังทุกครั้งที่เขามีแคมเปญ เราจึงลงแอปและดาวน์โหลดทุกอย่างมาไว้ในมือถือ เราจึงรับนัดและ commit กับอะไรไว้มากมายจนแทบไม่มีพื้นที่ให้หายใจ

เมื่อชีวิตเต็มไปด้วย “stuff” เราจึงขาดแคลน “space”

ซึ่งถ้าเราผ่านโลกมามากพอ เราจะเข้าใจว่า space นั้นสำคัญกว่า stuff

เพราะเราไม่ได้ต้องการสิ่งของหรือกิจกรรมมากมายเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดี

สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คืออิสรภาพที่จะทำในสิ่งที่เราอยากทำ ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเรามีแต่สิ่งที่เราต้องทำ

กลับมาให้ความสำคัญกับ “ที่ว่าง” ให้มากกว่านี้

ไม่อย่างนั้นถ้วยชาของเราจะไม่มีวันใส่อะไรได้เลยครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ “จงเป็นเช่นน้ำ Be Water, My Friend” – แชนนอน ลี เขียน จีรชาตา เอี่ยมรัศมี แปล สำนักพิมพ์ howto

https://linktr.ee/anontawong