นิทานคุณยายไปแบงค์

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง หญิงชราท่าทางงกๆ เงิ่นๆ เดินเข้าไปที่เคาท์เตอร์ธนาคาร ยื่นบัตรให้และบอกว่า

“ฉันอยากจะถอนเงิน $100 จ๊ะ”

“ถ้าถอนไม่เกิน $100 ยายต้องไปกดตู้ ATM นะคะ”

“…ทำไมล่ะ?”

“ก็มันเป็นกฎของที่นี่อ่ะค่ะ ถ้าไม่มีธุระเพิ่มเติมยายก็ช่วยขยับหน่อยนะคะ มีลูกค้าต่อคิวอีกหลายคน”

หญิงชรานิ่งไปสักครู่ แล้วยื่นการ์ดกลับไปให้เจ้าหน้าที่อีกครั้ง

“งั้นฉันขอถอนเงินทั้งหมดในบัญชี”

เจ้าหน้าที่รับการ์ดมารูดอย่างไม่สบอารมณ์ แต่เมื่อเห็นยอดในบัญชีก็ตกใจ และพูดกับหญิงชราด้วยเสียงสอง

“คุณยายมีเงินในบัญชีเกือบ $700,000 เกรงว่าทางสาขาจะเหลือเงินสดไม่พอ คุณยายเข้ามาทำธุรกรรมพรุ่งนี้ได้มั้ยคะ เดี๋ยวหนูทำนัดให้”

“แล้ววันนี้หนูให้ถอนได้เท่าไหร่”

“ไม่เกิน $10,000 ได้มั้ยคะ”

“ได้ งั้นฉันขอถอน $10,000”

เจ้าหน้าที่จึงทำเรื่องถอนเงิน เดินไปห้องด้านหลัง หยิบปึกธนบัตร $100 หนึ่งร้อยใบเข้าเครื่องนับแล้วยื่นให้หญิงชรา

คุณยายดึงแบงค์จากปึกมาหนึ่งใบเอาใส่กระเป๋า แล้วยื่นปึกธนบัตรที่เหลือคืนให้เจ้าหน้าที่

“ฉันขอฝากเงิน $9,900”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Richard Strachan’s post in The Greatest Stories Ever Told

เจ็บแค่มดกัด

สมัยชั้นประถม ผมเคยต้องไปฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งไม่ใช่ฉีดแค่เข็มเดียว แต่ต้องฉีดถึง 3 เข็ม โดยเว้นช่วงหลายเดือน

ฉีดทุกครั้งก็ร้องไห้ทุกครั้ง ผู้ใหญ่ชอบบอกว่าเจ็บแค่มดกัด หลอกกันชัดๆ เราพยายามมองกำแพงก็แล้ว หลับตาก็แล้ว แต่ก็ยังเจ็บมากๆ อยู่ดี

อาการกลัวเข็มฉีดยาเพิ่งจะมาหายช่วงขึ้นมัธยมต้น เพราะผมเป็นภูมิแพ้ และต้องไปฉีดยาทุกวันเสาร์ที่โรงพยาบาลรามคำแหงกับคุณหมอชื่อสมศักดิ์ ซึ่งมีอารมณ์ขันและมือเบามาก ฉีดเสร็จก็จะโยนเข็มฉีดยาลงถังขยะด้วยท่านักบาสชู้ตสามแต้ม

พอโดนฉีดยาบ่อยเข้าก็เลยเลิกร้องไห้ไปโดยปริยาย

ยิ่งโตมา จึงยิ่งเข้าใจว่า วิธีโดนฉีดยาที่เจ็บน้อยที่สุด คือให้มองเข็มฉีดยา และรับรู้ความรู้สึกตอนที่มันแทงเข้าไปในแขนของเรานี่แหละ

การหลับตาหรือการมองไปที่อื่นจะทำให้เรามโนไปเรื่อย และความเจ็บปวดในจินตนาการนั้นมักจะใหญ่หลวงกว่าความเจ็บปวดที่แท้จริงเสมอ

การกลัวเข็มฉีดยาก็เหมือนกับการกลัวเรื่องอื่นๆ ในชีวิตที่ไม่สมเหตุสมผล

กลัวการพูดในที่สาธารณะ กลัวการเข้าไปคุยกับคนที่เราชอบ กลัวการถูกปฏิเสธ กลัวการขอความช่วยเหลือ กลัวเขียนบทความแล้วไม่ดีอย่างที่หวัง

เมื่อเรากลัวความเจ็บปวดเหล่านี้ เราเลยวิ่งหนีมันเรื่อยมา วันเวลาก็ผ่านเลยไป รอให้เรามองกลับมาด้วยความเสียดาย

บรู๊ซ ลี เคยกล่าวไว้ว่า หากเราเอาแต่กลัวความทุกข์เล็กๆ น้อยๆ ความก้าวหน้าก็เป็นสิ่งที่หวังได้ยาก

“The enemy of development is this pain phobia – the unwillingness to do a tiny bit of suffering.”
-Bruce Lee

ลองถามตัวเองว่าอะไรที่เราหลีกหนีมาเนิ่นนาน เรากลัวอะไร ความเจ็บปวดที่เราจินตนาการเอาไว้มันสอดคล้องกับความจริงรึเปล่า

ลองสบตากับสิ่งที่เรากลัวเหมือนที่เราสบตากับเข็มฉีดยา

แล้วเราอาจจะพบว่าผู้ใหญ่ไม่ได้หลอกเรา

มันเจ็บแค่มดกัดจริงๆ ครับ

ทุกขลาภของคนทำงานเก่ง

สิ่งหนึ่งที่ผมมักเห็นคนทำงานเก่ง และเป็นคนสำคัญของทีมบ่นให้ฟัง คือถืองานเยอะเกินไป

เหมือนคำฝรั่งที่ว่า “If you want anything done, ask a busy man to do it.”

คนที่ยุ่งนั้นมักจะเป็นคน productive ทำอะไรได้หลายอย่าง ใครเอางานอะไรไปให้เขาก็มักจะทำเสร็จออกมาอย่างรวดเร็วและมีคุณภาพที่ดี ก็เลยกลายเป็นคนที่หลายคนพึ่งพา ยิ่งชื่อเสียงขจรขจาย ก็ยิ่งมีคนวิ่งมาหาเขาเยอะขึ้น

และสิ่งที่คนเก่งอดคิดไม่ได้ก็คือ “ทำไมไม่ให้คนทำอื่นบ้าง”

แต่ธรรมชาติของมนุษย์นั้นยึดเอาผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว

ถ้าเราเป็นหัวหน้าที่มีลูกน้องสองคนคือ A กับ B

แล้วประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้เรารู้ว่า A ทำงานเสร็จไวและคุณภาพดี และ B ทำงานเสร็จช้าและไม่ได้ดั่งใจ เราจะเลือกมอบหมายงานให้ใคร? ก็ต้องให้ A มากกว่า B อยู่แล้ว

แม้จะน่าเห็นใจ แต่แท้จริงแล้ว A ก็มีส่วนช่วยทำให้ปัญหานี้มันดำเนินต่อไปเช่นกัน

หนึ่ง เพราะ A เป็นคนที่จิตใจดี ชอบช่วยเหลือเป็นทุนเดิม

สอง เพราะ A ปฏิเสธใครไม่ค่อยจะเป็น

สาม เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าถ้าให้คนอื่นทำแล้วมันจะเละ และสุดท้ายตัวเองก็ต้องกลับมาแก้ A ก็เลยอาสาทำเองดีกว่า

สี่ เพราะ A อาจคุ้นชินกับความรู้สึก “หวานขม” (bitter sweet) คือเหนื่อยกับงานที่ตึงมือ แต่ก็รู้สึกดีที่ได้เป็นคนสำคัญ

ห้า เพราะ A เองอาจไม่ได้คิดจะขอ resource เพิ่มหรือโค้ชคนอื่นๆ ให้ทำได้อย่างตัวเองบ้าง

ดังนั้น ถ้าเราเป็นคนเก่งที่เจอสถานการณ์ “อะไรๆ ก็กู” อยู่ ก็อาจจะลดความเข้มข้นนี้ได้ด้วยการสำรวจตัวเองว่าเรามีหนึ่งในห้าข้อด้านบนอยู่กี่มากน้อย

และวิธีผ่อนหนักให้เป็นเบา ก็คือการหัดปฏิเสธให้มากขึ้น ขอตัวช่วยให้มากขึ้น สอนคนอื่นให้มากขึ้น หรือหาคนเก่งๆ มาร่วมทีมให้มากขึ้น

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกองค์กรหรือหัวหน้าทุกคนจะเปิดโอกาสให้เราทำอย่างนั้น

แต่ไม่ลองก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าถ้าทำอย่างเดิม ผลลัพธ์ก็จะเป็นอย่างเดิมอย่างนี้เรื่อยไปครับ

นิยามของคำว่า “ปัญญา” ที่ผมชอบมากที่สุด

มาจากคุณ Naval Ravikant นักลงทุนในสตาร์ตอัพชื่อดังมากมายเช่น Twitter Uber และ Udemy

นาวาลให้นิยามของคำว่าปัญญาไว้ว่า

“Wisdom is knowing the long-term consequences of your actions.”

ปัญญาคือความเข้าใจว่าผลลัพธ์ระยะยาวของการกระทำนี้คืออะไร

การแยกแยะระหว่างเรื่องดีกับเรื่องเลวนั้นทำได้ไม่ยากอยู่แล้ว คงจะมีน้อยคนนักที่จะตื่นมาตอนเช้าแล้วถามตัวเองว่าวันนี้จะทำเรื่องแย่ๆ อะไรดี

ความยากอยู่ที่การเลือกระหว่าง

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีตอนนี้แต่มีผลเสียทีหลัง กับ

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแย่ตอนนี้แต่มีผลดีทีหลัง

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีตอนนี้แต่มีผลเสียทีหลัง ก็เช่นการกินของอร่อยๆ ที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูง การเสพ social media มากจนเกินเลย หรือแม้กระทั่งการทุ่มเททำงานอย่างหนักหน่วงจนกระทบสุขภาพและความสัมพันธ์

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแย่ตอนนี้แต่มีผลดีทีหลัง ก็เช่นการเริ่มออกกำลังกาย การอ่านหนังสือที่เข้าใจยาก การดูแลคนที่เรารักแม้ว่ามันอาจะทำให้งานเราเสร็จช้าลง

มนุษย์เรานั้นชอบวิ่งหนีความทุกข์และวิ่งเข้าหาความสุขอยู่แล้ว ยิ่งสมัยนี้เป็นยุคแห่ง instant gratification การอดเปรี้ยวไว้กินหวานจึงไม่ค่อยมีกันเท่าไหร่

แต่ถ้าเราระลึกไว้เสมอว่า ผลลัพธ์ระยะยาวของการกระทำนี้คืออะไร เราอาจจะเข้มแข็งมากพอที่จะปฏิเสธสิ่งยั่วยวนใจ – อย่างน้อยก็ในบางเวลา – และพร้อมจะอดทนกับความยากลำบากในช่วงแรกเริ่มของการทำสิ่งที่เรารู้ว่ามันจะดีกับตัวเราในภายหลัง

Wisdom is knowing the long-term consequences of your actions.

ถ้าเข้าใจประเด็นนี้ เราจะมีทั้ง “สติ” และ “ปัญญา” มากกว่าเดิมครับ

เบื้องลึกเบื้องหลังสงครามยูเครน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมเขียนบทความ “สงครามยูเครนอาจเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง” – Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens ซึ่งก็ได้รับความสนใจพอสมควร

กระนั้นก็มีเสียงบ่นว่า Harari เข้าข้างยูเครนมากเกินไป สหรัฐต่างหากที่เป็นตัวร้าย และปูตินเองก็ไม่ได้ขออะไรมาก แค่ขอไม่ให้ยูเครนเข้า NATO เท่านั้นเองเพราะมันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัสเซีย

ในมุมมองของผม สำหรับความขัดแย้งระดับนี้ ถ้าเรื่องราวมันเป็นแค่ขาวกับดำ มีพระเอกและตัวร้ายที่ชัดเจนเหมือนละครไทย มันคงแก้ไขได้ไปนานแล้ว

แต่เพราะมันถูกทั้งคู่และผิดทั้งคู่ มันถึงไม่มีทางออกและนำเรามาสู่สงครามครั้งนี้

จุดประสงค์ของบทความนี้ ก็เพื่อให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์และบริบทว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร โดยไม่ด่วนตัดสิน และโดยเผื่อใจไว้ว่าไม่มีฝ่ายไหนเป็นเจ้าของความจริงและความถูกต้องแต่เพียงฝ่ายเดียว

เนื้อหาในบทความนี้นำมาจาก Youtube Channel ของ RealLifeLore

ผมไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามว่าคนสร้างเป็นใคร แต่ Channel นี้ได้จัดทำวีดีโอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มามากกว่า 200 ตอน และคลิป Why Russia is invading Ukraine ที่โพสต์เมื่อวันที่ 26 กุมภา (สองวันหลังรัสเซียบุกยูเครน) ก็มียอดรับชมถึงเกือบ 15 ล้านวิวหลังจากผ่านมาเพียง 2 สัปดาห์

ผมได้ดูแล้วเนื้อหาน่าสนใจมาก เลยขอนำบางส่วนมาเล่าให้ฟังไว้ในบทความนี้นะครับ [ส่วนไหนที่ผมขยายความเอง ผมจะใส่วงเล็บสี่เหลี่ยมไว้แบบนี้นะครับ]

อ้อ ตอนอ่านบทความ ผมแนะนำว่าควรดูแผนที่ประกอบไปด้วย โดยผมได้ปักหมุดสถานที่ยุทธศาสตร์เอาไว้ใน Google Maps เรียบร้อยแล้ว ดูได้ในลิงค์นี้ครับ https://goo.gl/maps/NmV64siN81dYNiNe7


เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 ปูตินได้ส่งกองกำลังรบประมาณ 200,000 นาย ไปตามชายแดนของยูเครน และส่วนหนึ่งก็ไปตั้งฐานที่มั่นในเบลารุส [ซึ่งโปรรัสเซีย] กำลังรบระดับนี้มีจำนวนพอๆ กับกำลังรบทั้งหมดของยูเครน และเท่ากับจำนวนทหารที่อเมริกาส่งไปรบที่อิรักในปี 2003 [เปรียบเทียบให้เห็นภาพ – ประเทศไทยมีกำลังรบ 245,000 นาย อ้างอิงจาก Wikipedia]

นอกจากนั้น ปูตินยังสั่งการให้ทหารรัสเซียเคลื่อนทัพเข้าไปใน โดเนตสค์ (Donetsk) และลูฮานสค์ (Luhansk) สองแคว้นทางตะวันออกสุดของยูเครน ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดน และปูตินก็ได้ประกาศรับรองให้ทั้งสองเป็นรัฐเอกราชเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เมื่อคำนึงว่ารัสเซียเองก็มีกองกำลังรบอยู่ในแหลมไครเมียอยู่แล้ว (Crimean Peninsula) ก็จะเห็นได้ชัดว่ารัสเซียได้เคลื่อนพลล้อมกรอบยูเครนไว้เกือบทั้งประเทศ และนั่นหมายความว่าเรากำลังเผชิญวิกฤติความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา


ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน สหภาพโซเวียตคือหนึ่งในประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในเดือนธันวาคมปี 1991 โซเวียตก็ล่มสลายและแตกออกเป็น 15 สาธารณรัฐ โดยตอนนี้รัสเซียมีประชากรเพียงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับครั้งที่ยังเป็นโซเวียต และมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าสเปนเพียงเล็กน้อย

ในยุคสงครามเย็น (1947-1989) มีพันธมิตรด้านการทหารในยุโรปอยู่สององค์กร คือนาโต้ (NATO) ของยุโรปตะวันตก และ กติกาสัญญาวอร์ซอ (Warsaw Pact) ของยุโรปตะวันออก โดยที่ประเทศใน Warsaw Pact นั้นอยู่ภายใต้อิทธิพลของมอสโก และนับเป็น buffer ชั้นดีของรัสเซียสำหรับการป้องกันการรุกรานจากประเทศในกลุ่มนาโต้

แต่ 30 ปีที่ผ่านมามีอะไรเปลี่ยนไปมากมาย กลุ่มประเทศที่เคยอยู่ใน Warsaw Pact อย่างเยอรมันตะวันออก โปแลนด์ เชคโกสโลวาเกีย ฮังการี โรมาเนียและบัลกาเรียได้กลายไปเป็นสมาชิกของนาโต้ และประเทศที่เคยอยู่ในสหภาพโซเวียตอย่างลิทูเนีย แลตเวีย และเอสโตเนียก็เข้าร่วมนาโต้ด้วยเช่นกัน ถ้าคุณนั่งอยู่ในมอสโกและเชื่อว่านาโต้นั้นเป็นศัตรูก็ย่อมต้องไม่สบายใจเป็นธรรมดา

ในอีกฝั่งหนึ่ง ตอนที่โซเวียตล่มสลาย สาธารณรัฐที่เกิดใหม่ก็ได้สร้าง “องค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วมกัน” (Collective Security Treaty Organization หรือ CSTO) ซึ่งมีสมาชิกอย่างรัสเซีย เบลารุส และอาร์เมเนีย

แต่ยูเครนไม่ได้เข้าร่วมทั้งนาโต้และ CSTO ดังนั้นหากยูเครนอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย รัสเซียก็จะขยายแนวป้องกัน (defensive lines) ไปได้ถึงเทือกเขาคาเพเธี่ยน (Carpathian Mountains) แต่ถ้ายูเครนเข้าเป็นสมาชิกของนาโต้ จะทำให้แนวป้องกันถอยร่นลงมาทางตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ที่เรียกว่า North European Plain ซึ่งป้องกันการรุกรานทางบกได้ยาก และจะทำให้อาณาเขตของนาโต้ห่างจากเมือง Volgograd เพียง 300 กิโลเมตร

ถ้า Volgograd ถูกนาโต้ยึด แม่น้ำ Volga River ก็อาจถูกปิดเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากทะเลแคสเปียน (Caspian Sea) ทางตอนใต้ของรัสเซีย ซึ่งเหตุการณ์นี้เคยเกือบเกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยที่ Volgograd ยังถูกเรียกว่า Stalingrad

[The Battle of Stalingrad – เยอรมนีและประเทศพันธมิตรได้สู้รบกับสหภาพโซเวียตในการเข้าควบคุมเมืองสตาลินกราด เป็นการต่อสู้ในระยะประชิดที่รุนแรงและมีการโจมตีพลเรือน ถือเป็นการสู้รบที่ร้ายแรงมากที่สุดที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง]

อีกประเด็นก็คือ หากยูเครนเข้าร่วมกับนาโต้ ประเทศเบลารุสที่เป็นเหมือนแขนขาของรัสเซียก็จะถูกล้อมรอบไปด้วยประเทศสมาชิกนาโต้ จนแทบจะไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ ดังนั้นรัสเซียจึงจำเป็นต้องให้ยูเครนอยู่ภายใต้การกำกับของรัสเซีย หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นกลาง ไม่เข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ดูจะเป็นเรื่องการทหารและความมั่นคงของประเทศล้วนๆ แต่เบื้องลึกเบื้องหลังอาจมีมากกว่านั้น


แม้ขนาดเศรษฐกิจของรัสเซียจะใหญ่กว่าสเปนเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อมองในมิติด้านพลังงานแล้ว รัสเซียก็ยังคงเป็นประเทศมหาอำนาจ รัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ใหญ่กว่าซาอุดิอาระเบียด้วยซ้ำไป

และรัสเซียเองก็มีแหล่งก๊าซธรรมชาติใหญ่ที่สุดในโลกในไซบีเรีย ทำให้รัสเซียเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของโลก รายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินั้นมีมูลค่าสูงถึง 50% ของงบประมาณรัฐบาลรัสเซีย และคิดเป็น 30% ของ GDP ประเทศ

รัสเซียนำรายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาใช้สนับสนุนกองทัพ จ่ายหนี้ และฟื้นฟูตัวเองเพื่อจะกลับมาเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง รัสเซียจึงเป็น Petrostate (ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน) ไม่ต่างอะไรจากซาอุหรืออิหร่าน และเป็น Petrostate เพียงแห่งเดียวในยุโรป – อย่างน้อยก็ในตอนนี้

ลูกค้ารายใหญ่ของรัสเซียคือยุโรป โดย 35% ของก๊าซธรรมชาติทั้งหมดที่ยุโรปใช้นั้นนำเข้าจากรัสเซีย โดยมีเยอรมันนีที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 4 ของโลกเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด ดังนั้นหากมี disruption อะไรในการค้าขายพลังงานระหว่างรัสเซียกับยุโรป รัสเซียจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก

และ disruption ที่ว่าก็อาจเกิดจากยูเครนนี่แหละ

ในสมัยที่รัสเซียและยูเครนยังเป็นประเทศเดียวกันภายใต้ร่มสหภาพโซเวียต ก๊าซธรรมชาติจากไซบีเรียจะถูกลำเลียงไปขายที่ยุโรปผ่านท่อส่งก๊าซในยูเครน แต่เมื่อโซเวียตล่มสลาย ยูเครนก็เริ่มเรียกเก็บภาษีศุลกากร (tarif) ปีละหลายพันล้านดอลลาร์จากรัสเซีย ซึ่งรัสเซียก็ไม่มีทางเลือก จำใจต้องจ่ายเพื่อจะส่งน้ำมันและก๊าซไปขายให้ยุโรป

แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา รัสเซียก็เริ่มสร้างท่อส่งก๊าซเส้นทางอื่นๆ เช่น ท่อ Yamal-Europe ผ่านเบลารุส, ท่อ Nord Stream ใต้ทะเลบอลติก (Baltic Sea) และท่อ South Stream ใต้ทะเลดำ (Black Sea) ซึ่งรัสเซียวางแผนไว้ว่าภายในปี 2024 จะเลิกส่งก๊าซผ่านท่อของยูเครนโดยถาวร จะได้ไม่ต้องโดนยูเครนหักค่าหัวคิวอีกต่อไป

แต่จุดพลิกผันก็คือ ในช่วงต้นปี 2012 ยูเครนได้ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติมากถึง 2 ล้านล้านลูกบาศก์เมตร (2 trillion cubic meters) ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ [Exclusive Economic Zone – EEZ – คืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล เป็นพื้นที่ทะเลซึ่งรัฐมีสิทธิพิเศษเหนือเขตดังกล่าวในการสำรวจและใช้ทรัพยากรทางทะเล โดย EEZ จะครอบคลุมพื้นที่ถัดจากอาณาเขตบนฝั่งไปสองร้อยไมล์ทะเล]

โดยแหล่งก๊าซที่เพิ่งค้นพบนี้มีจุดศูนย์กลางอยู่ใกล้กับแหลมไครเมีย

ยิ่งกว่านั้น ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เมือง Donetsk ทางตะวันออก และเทือกเขาคาร์เพเธี่ยนทางตะวันตกของยูเครนอาจกลายเป็นแหล่ง shale gas ขนาดใหญ่ของยูเครนได้ [shale gas คือก๊าซธรรมชาติที่ถูกกักอยู่ในชั้นหินดินดานลึกลงไปใต้เปลือกโลก ต้องอาศัยเทคโนโลยีการขุดเจาะที่ซับซ้อนกว่าการขุดเจาะแบบดั้งเดิม]

ซึ่งหากยูเครนสามารถขุดเจาะก๊าซเหล่านี้มาขายได้ จะทำให้ยูเครนเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติอันดับที่ 14 ของโลกทันที (ตามหลังออสเตรเลียและอิรัก)

ด้วยความที่รัฐบาลยูเครนไม่ได้มีงบมากนัก จึงให้สัมปทานกับ Shell และ Exxon เข้ามาช่วยสร้างแท่นขุดเจาะและดำเนินการ ซึ่งหากทำสำเร็จยูเครนอาจได้เป็น Petrostate แห่งที่สองของยุโรป และก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งของรัสเซียด้านผู้ส่งออกพลังงาน แถมยังเพิ่มโอกาสให้ยูเครนได้เข้าร่วม EU กับ NATO ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

และนี่แหละคือสิ่งที่ RealLifeLore ผู้จัดทำวีดีโอนี้ เชื่อว่าเป็นเหตุผลที่แท้จริงของความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซีย


ในปี 2012 ที่ยูเครนค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ ผู้นำของยูเครนในตอนนั้นคือ วิกเตอร์ ยานูโควิช (Viktor Yunukovych) ซึ่งโปรรัสเซียอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาอะไร

แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2014 เกิดการปฏิวัติและยูเครนได้รัฐบาลที่โอนเอียงไปทางฝั่งยุโรป รัสเซียจึงไม่มีรีรอที่จะส่งกำลังทหารไปยึดแหลมไครเมีย และผนวกไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียโดยอ้างเรื่องประวัติศาสตร์และชนชาติ

การยึดแหลมไครเมีย ทำให้รัสเซียได้แนวชายฝั่งที่เคยเป็นของยูเครนไปถึง 2 ใน 3 จึงได้พื้นที่ EEZ หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะตรงนั้นไปโดยปริยาย ที่สำคัญที่สุดคือ 80% ของก๊าซธรรมชาติที่เคยอยู่ใน EEZ ของยูเครนก็จะตกเป็นของรัสเซียด้วย เครื่องไม้เครื่องมือการขุดเจาะทั้งหมดก็ถูกรัฐบาลรัสเซียยึดเอาไว้ ไม่นานเชลล์และเอ็กซ์ซอนก็ถอนตัว แทบจะเป็นการปิดโอกาสที่ยูเครนจะได้ขึ้นมาเป็น Petrostate กับเขาบ้าง

ส่วนพื้นที่ที่มี shale gas ทางตะวันออกอย่าง Donesk ก็มีกลุ่มก่อกบฎที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งกลุ่มนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย และพื้นที่ shale gas ทางตะวันตกอย่างเทือกเขาคาร์เพเธี่ยน ก็มีกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้นในเมือง Transnistria ของประเทศมอลโดวา ซึ่งนี่ไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ

รัสเซียไม่น่าจะคืนแหลมไครเมียให้ยูเครนง่ายๆ เพราะนอกจากจะเสียพื้นที่ EEZ แล้ว ยังจะเสียเมืองท่าสำคัญอย่าง Sevastopol ซึ่งเป็นท่าเรือเพียงไม่กี่แห่งที่ปราศจากการปกคลุมของน้ำแข็งตลอดทั้งปี รัสเซียจึงสามารถปฏิบัติการในทะเลดำและทะเลเมดิเตอเรเนียนได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม แหลมไครเมียนั้นมีภูมิประเทศคล้ายกับเกาะ มีส่วนเชื่อมกับยุโรปแค่นิดเดียว จึงแทบไม่มีแหล่งน้ำจืดเลย

ก่อนที่รัสเซียจะผนวกไครเมียนั้น 85% ของน้ำจืดในไครเมียถูกลำเลียงมาจากทางตอนเหนือผ่านคลองที่ขุดไว้ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นสหภาพโซเวียต

แต่หลังจากที่รัสเซียยึดไครเมีย ยูเครนก็แก้เผ็ดด้วยการเอาปูนซิเมนต์ไปถมเพื่อปิดกั้นคลองส่งน้ำ ไครเมียจึงขาดแคลนน้ำจืดอย่างรุ่นแรง แถมภาวะโลกร้อนยังซ้ำเติม โดยในปี 2020 เป็นปีที่แล้งที่สุดในประวัติศาสตร์ของไครเมียนับตั้งแต่เก็บสถิติมา 150 ปี และอ่างเก็บน้ำในไครเมียก็เหลือน้ำอยู่เพียง 7% ของความจุ ประชาชนชาวไครเมีย 2 ล้านคนจึงลำบากเป็นอย่างยิ่ง

รัสเซียแก้ปัญหาด้วยการทุ่มงบหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างสะพานข้ามช่องแคบเคียร์ช (Kerch Strait) ให้สามารถขนส่งน้ำจืดจากรัสเซียแผ่นดินใหญ่มาที่แหลมไครเมียได้

แน่นอนว่ายูเครนย่อมอยากได้แหลมไครเมียคืนจากรัสเซีย แต่ตัวเองไม่ได้มีกำลังพอที่จะทำอะไรรัสเซียได้ แต่หากยูเครนได้เข้าเป็นสมาชิกของนาโต้ และเกิดการสู้รบกันระหว่างยูเครนกับรัสเซียในพื้นที่ที่เป็นปัญหา ยูเครนอาจขอใช้สิทธิ์ Article 5 ในสนธิสัญญาที่ระบุไว้ว่า

“If a NATO Ally is the victim of an armed attack, each and every other member of the Alliance will consider this act of violence as an armed attack against all members and will take the actions it deems necessary to assist the Ally attacked”

แปลความง่ายๆ คือถ้าใครมารุกรานประเทศใดประเทศหนึ่งในกลุ่มพันธมิตรนาโต้ จะถือว่าเป็นการรุกรานทุกประเทศในกลุ่มพันธมิตร และพันธมิตรจะร่วมมือกันสู้กับประเทศนั้น

ซึ่งหากเกิดสถานการณ์เช่นนั้นจริง รัสเซียน่าจะต้านทานลำบากอยู่เหมือนกัน

แถมรัสเซียเองก็มีปัญหาภายในที่สำคัญ นั่นคือการลดลงของประชากรอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราเด็กเกิดใหม่ในรัสเซียอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายของประเทศทั่วโลก และการมาของโควิดก็ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

ตอนนี้รัสเซียมีผู้ชายวัยเกณฑ์ทหารราว 25 ล้านคน ถ้าปล่อยให้เวลาผ่านเลย จำนวนชายฉกรรจ์ย่อมลดลงไปรื่อยๆ หากรัสเซียไม่รีบจัดการเรื่องยูเครน รัสเซียก็จะยิ่งเสียเปรียบ

นับตั้งแต่การยึดแหลมไครเมียในปี 2014 รัสเซียจึงได้สนับสนุนกองกำลังแบ่งแยกดินแดนในดอนบาส (Donbas region) ในรัฐ Donetsk และ Luhansk ซึ่งกลุ่มแบ่งแยกดินแดนก็ประกาศตัวเป็นเอกราชจากยูเครนไปเมื่อ 8 ปีที่แล้ว

แน่นอนว่ารัฐบาลยูเครนไม่ยอมและส่งกองกำลังไปปราบปรามกลุ่มกบฏ การสู้รบในเขตดอนบาสทำให้มีผู้สังเวยชีวิตไปแล้วกว่า 14,000 ศพ

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ปูตินได้ลงนามรับรองเอกราชของโดเนตสค์และลูฮานสค์ และส่งทหารไปรักษาการในพื้นที่เหล่านี้ ซึ่งอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่ปูตินจะเดินตามรอยแหลมไครเมีย คือผนวกโดเนตสก์และลูฮานสค์ให้เป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย และปูตินอาจจะส่งกองกำลังไปทางด้านเหนือของแหลมไครเมียเพื่อจัดการกับการขัดขวางเส้นทางน้ำจืดที่ยูเครนสร้างเอาไว้ รวมถึงอาจจะยึดครองพื้นที่ชายฝั่งทะเลของยูเครนทั้งหมด เพื่อให้ยูเครนกลายเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล (land-locked)

หรือไม่อย่างนั้น รัสเซียอาจยึดครองยูเครนทั้งประเทศ เพื่อเพิ่มแนวป้องกัน (defensive line) ให้กับกลุ่มประเทศใน CSTO ก็ได้

หากยึดครองยูเครนได้สำเร็จ เป้าหมายถัดไปน่าจะไม่พ้นมอลโดวา ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ตอนนี้มอลโดวายังไม่ได้เป็นสมาชิกของนาโต้ และมีรัฐที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนอย่าง Transnistria รอต้อนรับรัสเซียอยู่แล้ว

ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ปูตินย้ำเสมอว่าเขาอยากนำโซเวียตกลับคืนมา และต้องการสร้างจักรวรรดิรัสเซียสำหรับศตวรรษที่ 21

แม้ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าปูตินจะทำอะไรต่อ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือปูตินได้เรียกร้องชาติตะวันตก 3 ข้อด้วยกัน

  1. ห้ามนาโต้รับยูเครนเข้าเป็นสมาชิก
  2. ให้อเมริกาและสมาชิกนาโต้ถอนฐานทัพออกจากยุโรปตะวันออก และถอยกลับไปอยู่ที่เยอรมันเหมือนช่วงก่อนปี 1997
  3. ไม่ให้นาโต้รับสมาชิกเพิ่มไปกว่านี้ และห้ามมีการซ้อมรบในยุโรปตะวันออกหากไม่ได้รับการยินยอมจากรัสเซีย

โอกาสที่อเมริกาและยุโรปจะยอมทำตามข้อเรียกร้องนั้นน้อยมาก และปูตินก็เก๋าเกมพอที่จะรู้อยู่แล้วว่านาโต้คงไม่ยอม

เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าปูตินจะทำอะไรต่อไป แต่หากเราดูยุทธวิธีที่ปูตินใช้อยู่ตอนนี้ ก็ดูจะคล้ายคลึงกับสิ่งที่ปูตินเคยทำไว้กับจอร์เจียเมื่อ 14 ปีที่แล้ว

ในเดือนสิงหาคมปี 2008 รัสเซียส่งกำลังรบเข้าไปในรัฐที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนจากจอร์เจีย คือรัฐอับคาเซียและรัฐเซาท์ออสซีเชีย (Abkhazia & South Ossetia) และรับรองเอกราชของทั้งสองรัฐ

หลังจากนั้นรัสเซียก็ส่งกองกำลังรบทั้งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำเข้าปะทะกับรัฐบาลของจอร์เจีย [อ่านเพิ่มเติมได้ในวิกิพีเดีย – Russo-Georgian War] โดยสงครามกินเวลา 12 วันถึงจะมีการสงบศึก ผลลัพธ์คือทั้งอับคาเซียและเซาท์ออสซีเซียตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย และประชาชน 200,000 คนในจอร์เจียต้องอพยพ

แม้จอร์เจียจะตัดความสัมพันธ์ทางการฑูตกับรัสเซีย แต่ท้ายที่สุดแล้วปูตินได้ประโยชน์จากสงครามครั้งนี้ เพราะจอร์เจียตัดสินใจไม่เข้าร่วมกับนาโต้ และ ณ ช่วงเวลานั้นนาโต้กับชาติตะวันตกก็กำลังวุ่นวายกับเรื่องสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน จึงไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญหรือออกมาประณามสงครามระหว่างรัสเซียกับจอร์เจีย

2014 หรือในอีก 6 ปีถัดมา ปูตินก็ใช้ท่าเดียวกันกับแหลมไครเมีย

และ ณ วันนี้ ในปี 2022 ก็ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้งในโดเนตสค์และลูฮานสค์

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เราทำได้แค่ติดตามตอนต่อไปครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก RealLifeLore: Why Russia is Invading Ukraine

ติดตาม Anontawong’s Musings ได้หลากหลายช่องทางที่ https://linktr.ee/anontawong