นิทานสวัสดีคุณครู

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มเดินไปทักชายชรา

“ครูจำผมได้มั้ยครับ”

“ขอโทษด้วยนะ ครูจำเธอไม่ได้”

“ผมเป็นลูกศิษย์ของครูสมัยประถมครับ”

“ขอบคุณที่เข้ามาทักทายนะ แล้วตอนนี้เธอทำอะไรอยู่เหรอ?”

“ตอนนี้ผมเป็นคุณครูครับ”

“อ้อ ก็เหมือนฉันเลยน่ะสิ”

“ใช่ครับ จริงๆ แล้วผมเลือกอาชีพนี้เพราะครูเลยนะครับ”

“เหรอ…เพราะอะไรล่ะ?”

“ตอนที่ครูเป็นครูประจำชั้นห้องผม มีวันหนึ่งผมเห็นเพื่อนเอากล่องดินสอใหม่มาโรงเรียน ผมอยากได้มาก ตอนพักเที่ยงที่ไม่มีคนอยู่ในห้องผมเลยไปหยิบกล่องดินสอของเพื่อนมาเก็บไว้ในกระเป๋าของผมเอง

พอเพื่อนรู้ตัว ก็เลยไปฟ้องคุณครู ครูเลยประกาศว่าใครเอาไปให้เอามาคืนเดี๋ยวนี้ แต่ผมก็นั่งนิ่งเพราะไม่อยากคืน

ครูก็เลยปิดประตูห้องเรียน และบอกว่าครูจะขอค้นกระเป๋านักเรียนของทุกคน โดยขอให้ทุกคนในห้องหลับตาด้วย

พวกเราก็เลยหลับตา แล้วครูก็เดินค้นกระเป๋าไปทีละโต๊ะ ผมได้แต่กลั้นหายใจตอนที่คุณครูเปิดกระเป๋าของผม…แล้วคุณครูก็เดินค้นกระเป๋าโต๊ะอื่นๆ ไปจนครบทุกโต๊ะก่อนจะเดินกลับไปหน้าชั้นเรียน

จากนั้นคุณครูก็ให้พวกเราทุกคนลืมตา แล้วผมก็เห็นว่าครูเจอกล่องดินสอที่หายไปแล้ว ครูเรียกให้เพื่อนมาเอากล่องดินสอคืน และครูก็สอนหนังสือต่อราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ครูไม่เคยเรียกผมไปคุยเรื่องนี้ ครูไม่เคยประกาศว่าใครเป็นคนขโมย

นั่นเป็นวันที่ผมรู้สึกอับอายมากที่สุดในชีวิต แต่มันก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้วย หากครูไม่ได้ทำอย่างนั้น ผมอาจจะโดนไล่ออก หรืออาจกลายเป็นคนขี้ขโมยไปแล้ว

และแม้ว่าครูจะไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ แต่ครูก็ได้สอนบทเรียนที่ผมไม่มีวันลืม ผมเลยตั้งใจว่าถ้าโตขึ้นผมอยากจะเป็นให้ได้อย่างครูบ้าง

ครูยังจำเหตุการณ์นั้นได้มั้ยครับ?”

ชายชรายิ้มและตอบว่า

“จำได้สิ จำได้ด้วยว่าเป็นกล่องดินสอสีแดงลายยอดมนุษย์ แต่ครูจำไม่ได้หรอกว่าใครขโมย เพราะครูก็หลับตาเหมือนกัน”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Richard Strachan’s post in The Greatest Stories Ever Told

ถ้าอยากตัดสินใจผิดพลาด ให้ถามความเห็นของทุกคน

“If you want to make the wrong decision, ask everyone.”
-Naval Ravikant

ในการทำงาน แนวคิดหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ คือการฟังความเห็นของทุกคนและหาจุดตรงกลาง (compromise) ที่ทุกคนจะพอใจและสบายใจ

แนวคิดนี้มีข้อดีเพียงข้อเดียว คือมันทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้นำที่เป็นประชาธิปไตย

แต่ข้อเสียนั้นมีมากกว่าข้อดีพอสมควร

หนึ่ง มันทำให้การตัดสินใจล่าช้า ในยุคที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแบบนี้ สิ่งที่ถูกวันนี้ เดือนหน้ามันอาจจะผิดแล้วก็ได้

สอง มันไม่ได้ทำให้เราได้ไอเดียที่ดีที่สุด เพราะทุกคนมองเห็นไม่เท่ากัน ความรู้ไม่เท่ากัน เข้าใจเป้าหมายขององค์กรไม่เหมือนกัน เมื่อพยายามหา “ตรงกลาง” ของทุกคน สิ่งที่ได้ออกมาจึงแสนธรรมดาและไม่คุ้มค่ากับแรงและเวลาที่เสียไป

สาม เมื่อเราพยายามจะทำให้ทุกคนพอใจ สิ่งที่ได้คือจะไม่มีใครพอใจเลย

สี่ การที่เราพยายามรับฟังความคิดเห็นของทุกคน จริงๆ แล้วมันอาจถูกขับมาจากความกลัวมากกว่าความกล้า กลัวว่าเราจะดูไม่ดี กลัวว่าจะดูเป็นเผด็จการ

ห้า อย่าลืมว่าเป้าหมายหลักของการทำธุรกิจคือการสร้างประโยชน์และสร้างกำไร ดังนั้นเราต้องเอาประโยชน์ของบริษัทเป็นที่ตั้งเสมอ ถ้าเราเอาอย่างอื่นเป็นที่ตั้ง (เช่นการพยายามทำให้ตัวเองดูดี หรือการพยายามตัดสินใจแบบประชาธิปไตย) ก็อาจจะทำให้เราไปผิดทาง และเป็นการทำร้ายทุกคนในบริษัทไปโดยปริยาย

แล้วจะทำอย่างไร?

ผมเชื่อว่าหน้าที่ของผู้นำคือการตัดสินใจ ซึ่งก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและประสบการณ์ที่เรามี

การหาข้อมูลเป็นเรื่องจำเป็น เราควรจะทำการบ้าน และควรฟังคนที่ควรฟัง แต่ไม่ใช่ฟังทุกคน

จากนั้น เมื่อเราคิดว่ามีข้อมูลเพียงพอแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องแน่ใจ 100% ก็ได้ ก็ผสมผสานกับประสบการณ์ที่แปรรูปไปเป็นสัญชาตญาณ แล้วก็ฟันธง

ถ้าผลออกมาดีก็ให้เครดิตทีม ถ้าผลออกมาไม่ดีก็ยืดอกรับไว้เอง แล้วกลับมาหาให้เจอว่าตัดสินใจพลาดตรงไหน

เมื่อเราปรับปรุง (refine) วิชาตัดสินใจของเราให้แข็งแรงแล้ว สุดท้ายผลงานที่ดีจะคุ้มครองเราเองครับ

5 คมคิด Seneca ตามหลักปรัชญา Stoic

5 คมคิด Seneca ตามหลักปรัชญา Stoic

คนไทยอาจจะไม่คุ้นเคยกับปรัชญาหรือลัทธิ Stoic ซึ่งก่อตั้งโดยเซโน่ (Zeno) แห่งเมืองเอเธนส์ช่วงเวลาไล่เลี่ยกับพุทธกาล

ผมเริ่มเห็นคนพูดถึงสโตอิกบ่อยขึ้น คนที่ชื่ออาจคุ้นหูหน่อยก็คือ Tim Ferriss ผู้เขียน The 4-Hour Work Week และ Ryan Holiday ผู้เขียน The Obstacle is the Way และ Ego is the Enemy

หลักใหญ่ใจความของสโตอิก คือเราต้องรู้จักแยกแยะระหว่างสิ่งที่เราควบคุมได้ กับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เราจะได้ไม่เสียเวลาไปกังวลกับสิ่งที่คุมไม่ได้ และไม่ปล่อยให้พลังงานลบมารบกวนจิตใจ

หนึ่งในนักคิดแนวสโตอิกที่โด่งดังที่สุดคือเซเนก้า (Seneca)

วันนี้เลยขอนำ 5 ประโยคที่เซเนเก้าเคยพูดไว้มาให้ชิมลางกันครับ

1. เราเจ็บปวดจากจินตนาการมากกว่าเจ็บปวดจากความจริง (We suffer more in imagination than in reality)

สองสัปดาห์ที่ผ่านมา การติดตามข่าวทั้งในและนอกประเทศน่าจะทำให้หลายคนไม่ค่อยได้นอน จิตใจร้อนรุ่มเต็มไปด้วยความกังวลและโกรธแค้น

ไม่มีอะไรที่มาทำร้ายเราทางกายภาพเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นแต่ในหัวเราทั้งนั้น

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวที่สามารถทำร้ายตัวเองได้ด้วยความคิด

2. จงข้องเกี่ยวแต่กับคนที่ทำให้เราดีขึ้น (Associate only with people who improve you)

เหมือนที่เขาบอกว่า เราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยมากที่สุด เราจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้เวลากับคนที่ toxic เพราะมันจะทำให้เรากลายเป็นคนที่เราไม่ชอบไปด้วยเช่นกัน

เวลาเลือกที่ทำงาน ก็อย่าดูแค่เงินเดือน แต่ให้ดูหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานด้วยว่านี่คือที่ที่จะทำให้เราเก่งขึ้นหรือไม่

3. ยารักษาความโกรธที่ดีที่สุดคือการทอดเวลา (The greatest remedy for anger is delay)

เหมือนทุกอย่างบนโลกนี้ ความโกรธผ่านมาแล้วก็จะผ่านไป หากใครทำให้หัวร้อน จะอยากพิมพ์เมลต่อว่าก็เชิญได้เต็มที่ แต่อย่าเพิ่งกดส่ง รอกลับมาอ่านดูอีกทีพรุ่งนี้แล้วเราจะรู้สึกว่าอย่าส่งเลยดีกว่า แล้วปัญหาก็จะลดลงไปอีกหนึ่งเรื่อง

4. ให้คุณค่ากับเวลามากกว่าสิ่งของ (Value your time more than your possessions)

เราเอาเวลาไปทำงานเพื่อแลกเงิน และเอาเงินไปซื้อสิ่งของ ยิ่งยุคนี้เราถูกกระตุ้นจากหลายทิศทาง แถมการกดซื้อก็แสนง่ายดาย เราจึงมีของหลายชิ้นที่ซื้อมาแล้วไม่ค่อยได้ใช้ กลายเป็นว่าขาดทุนสองเด้ง เสียทั้งเวลาชีวิตที่เอากลับคืนมาไม่ได้ และเสียทั้งพื้นที่ว่างภายในบ้านซึ่งหายากขึ้นทุกที

5. ความตายไม่ใช่เรื่องของอนาคต เพราะแท้จริงแล้วเรากำลังตายอยู่ทุกวัน (Death is not in the distant future. We are dying every day)

ความจริงที่เราหลีกเลี่ยงมากที่สุดก็คือสักวันเราต้องตาย เราจึงไม่พูดถึงมัน เราจึงทำเป็นลืมๆ ไปซะ แล้วเราก็หันไปสนใจเรื่องอื่นพื่อจะได้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องนี้

แต่หากเราคิดถึงความตายอยู่เนืองๆ เราจะขุ่นเคืองน้อยลง เราจะใช้เวลากับเรื่องไร้สาระให้น้อย แล้วหันมาทำสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขและมีประโยชน์อย่างแท้จริง

ทำงานให้ถูกใจหัวหน้าด้วยการมี Upward Empathy

Empathy แปลว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา

ผมคิดว่า empathy คือทักษะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิตและในการทำงาน

ถ้าเราคิดถึงใจเขาใจเราอยู่เสมอ ปัญหาหลายๆ อย่างจะไม่เกิดขึ้น

และถ้าเราใช้มันให้เกิดประโยชน์ไปอีกขั้น เราอาจจะกลายเป็นคนทำงานที่โดดเด่นได้เลย

เวลาเราถูกสอนให้มี empathy เรามักจะนึกถึงคนที่อยู่ในสถานะที่เท่ากันหรือต่ำกว่า เช่นเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้อง

แต่มันก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า upward empathy คือการใส่ใจคนที่อยู่สูงกว่าเราด้วย

ถ้าใครมาถามว่าที่ทำงานเราหงุดหงิดเรื่องอะไร เรามักจะตอบได้ทันที

แต่ถ้าใครถามว่าหัวหน้าเราหงุดหงิดเรื่องอะไร เราตอบได้มั้ย?

และถ้าถามต่อว่า หัวหน้าของหัวหน้าหงุดหงิดเรื่องอะไร เราตอบได้รึเปล่า?

การมี upward empathy ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้อง zoom out และ zoom up เพื่อจะได้มองเห็นระดับเดียวกับหัวหน้า ว่าอะไรคือเป้าหมายของทีมที่เขาดูแลอยู่

และถ้าเราอยากเข้าใจหัวหน้าของหัวหน้า ก็ต้องยิ่งถอยออกมาอีกให้เข้าใจว่าธุรกิจกำลังเผชิญกับอะไร สภาพตลาดเป็นแบบไหน อะไรที่ทำให้เขานอนไม่หลับ

ถ้าเราเข้าใจสิ่งที่คนที่อยู่สูงขึ้นไปให้ความสำคัญ และเราเองก็นำสิ่งนั้นมาอยู่ในใจของเราด้วย เราก็จะทำงานที่ตอบโจทย์ขององค์กรได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อเราทำสิ่งที่หัวหน้ากำลังสนใจ ข้อดีก็คือเราจะได้รับการสนับสนุนทั้งด้านเวลาและงบประมาณที่เขาจะมีให้กับเรา

แน่นอนว่ามันอาจจะเหนื่อยขึ้น แน่นอนว่ามันอาจอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบ แต่จริงๆ แล้วคนที่จะเติบโตได้ดีในองค์กรที่มีคุณภาพนั้นคือคนที่ทำเกินหน้าที่ของตัวเองอยู่เสมอ

ฝึกให้มี upward empathy แล้วเราจะเป็นคนทำงานที่ได้ใจหัวหน้าครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

ถ้าอยากให้โลกยอมรับเรา เราต้องยอมรับตัวเองให้ได้เสียก่อน

ถ้าอยากให้โลกยอมรับเรา เราต้องยอมรับตัวเองให้ได้เสียก่อน

สิ่งหนึ่งที่ผมเห็น “คนที่ประสบความสำเร็จ” บางคนทำกัน คือโพสต์ความสำเร็จตัวเองลงโซเชียล

ซึ่งในแง่หนึ่ง ก็เป็นเรื่องดีที่เราได้เรียนรู้ความคิดและวิธีการที่ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้

แต่พออ่านไปเยอะๆ เข้า ก็เริ่มมีความรู้สึกว่าเขากำลังแสวงหาการยอมรับอยู่หรือไม่

ที่เราเสพติดโซเชียลมีเดียงอมแงม เพราะมันมอบ instant gratification ด้วยจำนวนไลค์และคอมเมนท์ให้เรา

เมื่อโพสต์แล้วมีคนมาชื่นชม นั่นคือ reward ที่ทำให้เรากลับมาโพสต์อยู่เรื่อยๆ

แต่การมองหา validation มันทำให้เรามีความสุขได้จริงหรือ?

หลายคนคงเคยได้ยินนิทานประมาณนี้:


คุณยายคนหนึ่งอาศัยอยู่กับหลานสาวที่กำลังเรียนอยู่ปี 4

หลานคนนี้ติดเที่ยวกลางคืน ทิ้งให้ยายอยู่บ้านคนเดียวเป็นประจำ

กลางดึกคืนหนึ่ง หลานกลับมาเห็นคุณยายกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าบ้าน

“ยายทำอะไรอยู่คะ?”

“ยายกำลังหาเข็มอยู่”

หลานสาวจึงช่วยยายหาเข็มด้วย แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ

“ยายทำเข็มหล่นตรงไหนนะ หนูจะได้ช่วยหาดีๆ”

“หล่นในห้องนอนน่ะ”

“อ้าว แล้วยายมาหาตรงนี้ทำไม?”

“ยายเห็นว่าตรงนี้มันสว่างดี จะได้หาเจอง่ายๆ”

“ยายตลกอ่ะ ทำเข็มหล่นในห้อง มาหาหน้าบ้าน แล้วมันจะเจอได้ไง?”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ทีหลานทำความสุขหล่นหาย ยังไปตามหาในผับได้ทุกวันเลย”


โซเชียลมีเดียมันสว่างดี เราเลยมามองหาความยอมรับจากตรงนี้บ่อยๆ

แต่จะมีประโยชน์อะไร ถ้าได้รับการยอมรับจากคนนับร้อยพัน ในวันที่เรายังไม่ยอมรับตัวเอง

“When you accept yourself, the whole world accepts you.”
-Lao Tzu

ลองสำรวจให้ดีว่าเรายังขาดอะไร ทำไมเราถึงยังไม่ยอมรับตัวเอง บางทีมันอาจเป็นเพราะความทรงจำวัยเด็กอะไรบางอย่าง หรือบาดแผลที่พ่อแม่เคยทิ้งไว้ให้เรารึเปล่า

เข้าใจและยอมรับตัวเองให้ได้ ถึงวันนั้นเราจะไม่แสวงหาการยอมรับอีกต่อไป

และนั่นคือวันที่โลกจะยอมรับเราอย่างแท้จริงครับ