การเพิ่ม Headcount อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป

Wiseman Group บริษัทด้าน talent development ในซิลิคอนแวลลีย์ เคยทำการสำรวจพนักงาน 120 คนจากหลากหลายประเทศ หลากหลายภาคธุรกิจ ว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่พวกเขาจำเป็นต้องมีเพื่อที่จะทำให้งานสำเร็จ

ผลปรากฏว่า มี 6 ปัจจัยที่คะแนนสูงพอๆ กัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในภาคธุรกิจไหน

  1. การเข้าถึงข้อมูล
  2. Actions ของผู้บริหาร
  3. การให้ฟีดแบ็คและการโค้ชชิ่ง
  4. การได้เข้าร่วมการประชุมที่จำเป็นและการได้พูดคุยกับคนสำคัญในองค์กร (access to key meetings & key people)
  5. เวลา
  6. ความช่วยเหลือในการสร้างความน่าเชื่อถือ

แต่มี 2 ปัจจัยที่รั้งท้ายในทุกประเทศและในทุกภาคธุรกิจ นั่นก็คือ

  1. Budget
  2. Headcount

แม้กลุ่มตัวอย่างจะค่อนข้างเล็ก แต่อย่างน้อยมันก็เป็นข่าวดีขององค์กรที่มีเงินถุงเงินถังไม่มากนัก เพราะ 6 ข้อแรกนั้นไม่ต้องใช้เงิน แต่ต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน ใช้ความเคารพ และใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ Impact Players by Liz Wiseman

คุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับคุณภาพของนิสัยใจคอ

แน่นอนว่าการมีรายได้ที่เพียงพอ และมีสุขภาพที่แข็งแรงนั้นเป็นพื้นฐานของชีวิตที่ดี

แต่หลังจากนั้นแล้ว สิ่งที่จะกำหนดว่าชีวิตเราดีหรือร้าย ไม่ใช่เงินในกระเป๋า แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เรามีกับคนรอบข้าง และความสัมพันธ์ที่เรามีกับเสียงในหัวของตัวเอง

แม้จะได้ทำงานบริษัทใหญ่โต แต่ถ้าเล่นเกมการเมืองกับคนไปทั่ว ชีวิตการทำงานคงเหมือนอยู่ในสนามรบตลอดเวลา ต้องมาคอยระแวงว่าจะโดนจัดการเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

แม้จะมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่ถ้ายังอยากได้มากกว่านี้ ใจและกายก็ดิ้นรนไม่สิ้นสุด จนอาจทำร้ายคนข้างๆ และคนข้างล่าง

เพราะน้อยคนนักที่จะเห็นสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น พวกเราเกือบทุกคนเห็นสิ่งต่างๆ อย่างที่เราเป็นทั้งนั้น

เมื่อเราถูกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็บอกว่ามันถูก เมื่อเราไม่พอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็บอกว่ามันผิด

แต่ทุกสิ่งในโลกนั้นมันกลางๆ ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก มีแต่ใจเราเท่านั้นที่เข้าไปตัดสิน

หากแก้ข้างนอกมาเยอะแล้วแต่ยังว้าวุ่นเหมือนเดิม ก็ลองหันกลับมาแก้ข้างในดูบ้าง

เพราะคุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับคุณภาพนิสัยใจคอของเรามากกว่าสิ่งอื่นใดครับ

เมื่อการเป็นนายของตัวเองไม่ได้หอมหวานเท่าแต่ก่อน

เมื่อการเป็นนายของตัวเองไม่ได้หอมหวานเท่าแต่ก่อน

ประมาณปี 2013-2017 คือช่วงที่กระแสการลาออกจากงานประจำนั้นมาแรงมาก มีหนังสือหลายเล่มออกมาเขียนเชียร์ว่าการได้เป็นนายของตัวเองนั้นดีกว่าอย่างไร

จะว่าไป หนังสือเล่มแรกของผมที่ชื่อว่า “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2017 ก็เกิดขึ้นเพราะอยากจะทวนกระแสนี้

ผ่านมา 5 ปี มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย วันนี้เลยอยากจะมาแชร์มุมมอง เผื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังคิดอยากลาออกจากงานประจำไปเป็นนายของตัวเอง ซึ่งในที่นี้อาจจะหมายถึงการรับงานฟรีแลนซ์เป็นหลักนะครับ

.

เมื่อการ Work from Home กลายเป็นเรื่องปกติ

ข้อดีสำคัญที่สุดประการหนึ่งของงานฟรีแลนซ์ คือไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อฝ่ารถติด ไม่ต้องตอกบัตร ไม่ต้องใส่ยูนิฟอร์ม

แต่การมาของโควิด ทำให้คนทำงานประจำต้อง WFH เป็นเวลายาวนาน และแม้จะมีวัคซีนแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ที่องค์กรส่วนใหญ่จะใช้นโยบาย Hybrid workplace คือเข้าออฟฟิศแค่บางวัน หรือบางที่ก็ไม่ต้องเข้าเลย

ดังนั้น “ข้อได้เปรียบ” ของการเป็นฟรีแลนซ์ในมิตินี้จึงแทบจะหมดไปเป็นที่เรียบร้อย

.

สงครามราคา

ผมเองไม่ได้อยู่ในวงการฟรีแลนซ์อย่างการรับจ้างถ่ายภาพหรือทำรูปกราฟิก แต่สัญญาณที่พอจะจับได้ก็คือค่าชิ้นงานเหล่านี้ราคาคงที่มาหลายปีแล้ว ในขณะที่ค่าครองชีพก็ขึ้นเอาๆ

มีน้องคนหนึ่งกลับไปเปิดสตูดิโอถ่ายรูปที่บ้านเกิด แต่ปรากฎว่าไม่นานก็ต้องปิดตัวลง เพราะคู่แข่งพร้อมตัดราคา รับงานถ่ายรูปพรีเวดดิ้งราคาแค่หลักพัน

ผมว่าคนไทยเราถูก train ให้ “หาของถูกที่สุดในตลาด” เวลาเราซื้อของออนไลน์ สินค้าหนึ่งรุ่นมีคนขายหลายสิบเจ้า เราก็จะดูเจ้าที่ราคาถูกก่อน แล้วค่อยดูว่าเขาขายมาแล้วกี่ชิ้นและมีรีวิวเป็นอย่างไรบ้าง

คนไทยในฐานะลูกค้าก็เลยเคยตัวกับการหา “ของดีราคาถูก” ซึ่งบางทีมันก็ลามไปถึงธุรกิจบริการด้วย

แต่การขายของ (products) กับการขายบริการ (service) นั้นมีข้อแตกต่างที่สำคัญคือ variable cost

คนที่จำเป็นต้องขายของราคาถูกนั้น ก็จะยอมได้กำไรต่อชิ้นน้อยลง และเน้นขายปริมาณให้มากขึ้น

ขายของ 1 ชิ้นอาจใช้เวลาแพ็คของ 5 นาที ส่งของ 30 นาที รวมเป็น 35 นาที

ขายของ 10 ชิ้นใช้เวลาแพ็คของ 50 นาที ส่งของ 40 นาที รวมเป็น 90 นาที

ขาย 10 ชิ้น รายได้มากขึ้น 10 เท่า แต่ใช้เวลามากขึ้นไม่ถึง 3 เท่า

แต่งานขายฝีมืออย่างงานถ่ายรูปหรือทำกราฟิกนั้น ถ้าอยากได้รายได้มากขึ้น 10 เท่า ก็มักต้องใช้เวลามากขึ้น 10 เท่าเช่นกัน

สงครามตัดราคาเพื่อหาของดีราคาถูกในธุรกิจบริการจึงเป็นเกมที่ทุกคนจะพ่ายแพ้ (race to the bottom) เพราะคนตั้งใจทำงานคุณภาพดีก็อยู่ไม่ได้ ส่วนลูกค้าก็จะเจอของถูกแต่ไม่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

.

การเป็นตัวท็อปในวงการ

บางคนอาจบอกว่า ถ้าผลงานของเราดีจนติดตลาด ลูกค้าบอกต่อหรือกลับมาซื้อซ้ำ เราก็ไม่จำเป็นต้องลงไปแข่งในสงครามราคา

เราสามารถ “จับตลาดบน” ที่ลูกค้าพร้อมจะจ่ายเพื่อให้ได้งานคุณภาพ

แต่การจะได้เป็นตัว “ตัวท็อปในตลาด” ที่สามารถตั้งราคาได้ตามใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

กราฟิกดีไซเนอร์ตัวท็อปในวงการอาจจะมีซัก 100 คน แต่เมืองไทยน่าจะมีกราฟิกดีไซเนอร์อย่างน้อย 5,000 คน ดังนั้นคุณต้องเป็น Top 2% หรือ 1 ใน 50 ถึงจะทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ

เมื่อเทียบกับการทำงานประจำ คนที่จะมีอนาคตในหน้าที่การงานที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็น Top 2% ก็ได้ แค่เป็น Top 20% หรือ 1 ใน 5 ก็ถือว่าเป็น “ตัวท็อปในทีม” ที่มีโอกาสเติบโตที่ดีมากๆ แล้ว

.

กำแพง 24 ชั่วโมง

ถ้าเราอยู่ในธุรกิจบริการ การเป็นตัวท็อปในวงการก็เป็นทุกขลาภอย่างหนึ่ง คืออาจมีลูกค้าอยากใช้บริการของเราเยอะ แต่มนุษย์นั้นมีขีดจำกัด ต่อให้ขยันแค่ไหนก็ทำงานได้ไม่เกินวันละสิบกว่าชั่วโมง

สิ่งที่จะตามมาคือทำงานแบบไม่ได้หลับไม่ได้นอน ได้เงินเยอะก็จริงแต่สุขภาพก็เสียไปไม่ใช่น้อย

วิธีแก้อย่างหนึ่งคือจ้างทีมงาน แต่ถ้าลูกค้ายังต้องการให้เราเป็นผู้เล่นตัวหลัก เราก็หลุดไม่พ้นกับดักนี้อยู่ดี

.

ต่อให้เป็นตัวท็อปก็ใช่ว่าจะปลอดภัย

ลองถามตัวท็อปถ่ายรูป pre-wedding ดูก็ได้ว่าสองปีที่ผ่านมาโควิดทำรายได้หดหายไปแค่ไหน และยิ่งถ้าเป็นทีมใหญ่ มีลูกน้องเยอะ การจัดการเรื่องพวกนี้น่าจะเครียดกว่าการเป็นพนักงานกินเงินเดือนเสียอีก

.

เรื่องราวของคนเรียนไม่จบแต่ประสบความสำเร็จนั้นมี suvivorship bias

เรื่องที่ฟังกันจนเบื่อ คือคนอย่างบิล เกตส์ สตีฟ จ๊อบส์ หรือมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก นั้นเรียนไม่จบแต่ก็ประสบความสำเร็จได้

เราจึงมักจะลืมความจริงที่ว่า คนที่เรียนไม่จบแล้วไม่ประสบความสำเร็จนั้นมีเยอะกว่าเป็นพันเท่า เพียงแต่พวกเราไม่เคยได้ยินเรื่องราวของพวกเขาเลย

คนที่ทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จจนโด่งดังและเกิดเป็นเรื่องราวบันดาลใจนั้นอาจจะมีแค่ 1% ส่วนอีก 99% อาจจะสำเร็จแค่กลางๆ หรือล้มเลิกไปนานแล้ว และคนเหล่านี้ก็ไม่เคยมีใครไปทำข่าวหรือถอดรหัสความล้มเหลวของพวกเขาเช่นกัน

.

โอกาสในการพัฒนาตัวเอง

ถ้าเราไม่ใช่คนที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศเป็นทุนเดิม การที่เราจะผลักดันตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตราบใดที่เรายังต้องวิ่งหางาน วิ่งหาเงิน เวลาที่จะเอามา craft ฝีมือหรือผลงานของตัวเองก็ย่อมมีไม่มาก

ยิ่งถ้าเจอลูกค้าที่ไม่มีรสนิยม หรือเน้นของราคาถูก ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่เราจะย่ำอยู่กับที่ หรือสร้างผลงานที่เราเองก็ไม่ได้ภูมิใจ

ในขณะที่ถ้าเราทำงานประจำ แล้วได้เจอคนเก่งๆ เช่นหัวหน้าหรือรุ่นพี่ที่สอนเราหรือเป็นแบบอย่างที่ดี เราจะโดนผลักดันให้เก่งขึ้นไปโดยปริยาย ต่อให้ตัวตนของเราจะไม่ใช่คนขยันหรือฉลาดอะไรนักก็ตาม

.

อิสระทางเวลาต้องแลกมาด้วยการไม่มีสังคม

อีกหนึ่งข้อดีของการเป็นนายตัวเอง คือเราจะทำงานเมื่อไหร่ก็ได้ เราสามารถหยุดในวันที่คนอื่นเขาไม่ได้หยุดกัน เวลาไปเที่ยวก็ไม่ต้องไปแย่งกันกินแย่งกันใช้กับใคร

ซึ่งมันก็มีข้อดีของมันประมาณหนึ่ง แต่ถ้าเพื่อนส่วนใหญ่ของเราเป็นพนักงานประจำ เราว่างแต่พวกเขาไม่ว่าง เราก็จะต้องเดินห้างหรือกินข้าวคนเดียว ซึ่งมันก็เป็นวิถีชีวิตที่ค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวอยู่เหมือนกัน

ขณะที่คนทำงานประจำนั้น แม้ต้องแย่งกันกินแย่งกันใช้กับคนอื่นบ้าง แต่วิถี WFH และ food delivery service ก็ลดความเข้มข้นตรงนี้ไปเยอะ เอาเข้าจริงแล้วคนทำงานประจำที่ WFH นานๆ นั้นน่าจะอยากออกไป “แย่งกันกินแย่งกันใช้” บ้างด้วยซ้ำ เพราะการทำงานคนเดียวมันเฉา โชคดีที่อย่างน้อยช่วงนี้ก็กลับมาเจอกันที่ออฟฟิศ หรือนัดกันไปทำงานตามร้านกาแฟได้

การได้เดินห้างวันธรรมดาคือความสะดวก แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะเติมเต็มมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม

.

แม้จะหลุดพ้นจากเจ้านายงี่เง่า ก็ยังหนีไม่พ้นลูกค้างี่เง่า

การเป็นนายของตัวเอง คือการไม่ต้องมาทนกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหัวหน้างี่เง่า

แต่คนงี่เง่านั้นมีอยู่ทุกหนแห่ง ต่อให้เป็นเจ้าของธุรกิจหรือเป็นฟรีแลนซ์ เวลาเจอลูกค้างี่เง่าก็ปวดหัวไม่แพ้กัน เผลอๆ ปวดหัวกว่าด้วยซ้ำ

เจอเจ้านายงี่เง่า แต่ถ้าองค์กรไม่งี่เง่า ก็ยังได้เงินเดือนตรงเวลา

เจอลูกค้างี่เง่า บางทีได้เงินช้า หรือได้น้อยกว่าที่คุยกันไว้

.

พนักงานประจำนั้นมี Optionality มากกว่าฟรีแลนซ์

Optionality ถ้าแปลง่ายๆ คือการมีทางเลือก

ถ้าเราเป็นพนักงานประจำและจัดสรรเวลาได้ดี ก็ยังหารายได้เสริมจากการเป็นฟรีแลนซ์ได้

แต่ถ้าเราเป็นฟรีแลนซ์ และอยากหางานประจำเป็นรายได้เสริม เช่นงาน part-time ที่ได้เงินเท่ากันทุกเดือน ดูจะทำได้ยากกว่า

เพราะองค์กรส่วนใหญ่ก็อยากหาคนที่ commit กับเขา ถ้าเราไม่พร้อม commit กับใคร เขาก็ไม่อยาก commit กับเราเช่นกัน

Optinality ในอีกมุมหนึ่งก็คือ ถ้าเราเป็นพนักงานประจำ เราจะลาออกไปเป็นฟรีแลนซ์เมื่อไหร่ก็ได้

แต่ถ้าเราเป็นฟรีแลนซ์มา 4-5 ปี การกลับไปทำงานประจำนั้นยากกว่ามาก เพราะห่างหายจากวงการไปนาน ต้องไปแข่งกับเด็กรุ่นใหม่ที่เก่งกว่าและเรียกเงินเดือนถูกกว่า และถ้าเราได้รับเข้าทำงาน ก็อาจจะได้หัวหน้าที่เด็กกว่าและไม่ได้มีความเป็นผู้ใหญ่มากเท่าไหร่

ทั้งหมดทั้งมวลที่เขียนมา ไม่ใช่เพื่อจะโจมตีงานฟรีแลนซ์ เพียงแต่อยากบอกว่าให้คิดให้รอบด้าน อย่าไปอ่านบทความสร้างแรงบันดาลใจแล้วกระโจนไปโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ

เราควร “เป็นฟรีแลนซ์เมื่อพร้อม” จะได้ไม่ไปเพิ่มคู่แข่งในตลาดให้คนที่เขาอยู่มาก่อนแล้วต้องลำบากกว่าเดิมครับ

—–

Disclaimer: ผู้เขียนเป็นพนักงานประจำในสาย HR ดังนั้นจึงไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจชีวิตและความเป็นไปของ freelance เท่าไหร่นัก นี่จึงเป็นเพียงมุมมองของคนนอก ควรฟังไว้หู หากใครมีมุมมองที่อยากเสริมหรือเห็นแย้ง สามารถใช้พื้นที่ในช่องคอมเม้นท์ได้เต็มที่ครับ

นิทานคุณยายไปแบงค์

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง หญิงชราท่าทางงกๆ เงิ่นๆ เดินเข้าไปที่เคาท์เตอร์ธนาคาร ยื่นบัตรให้และบอกว่า

“ฉันอยากจะถอนเงิน $100 จ๊ะ”

“ถ้าถอนไม่เกิน $100 ยายต้องไปกดตู้ ATM นะคะ”

“…ทำไมล่ะ?”

“ก็มันเป็นกฎของที่นี่อ่ะค่ะ ถ้าไม่มีธุระเพิ่มเติมยายก็ช่วยขยับหน่อยนะคะ มีลูกค้าต่อคิวอีกหลายคน”

หญิงชรานิ่งไปสักครู่ แล้วยื่นการ์ดกลับไปให้เจ้าหน้าที่อีกครั้ง

“งั้นฉันขอถอนเงินทั้งหมดในบัญชี”

เจ้าหน้าที่รับการ์ดมารูดอย่างไม่สบอารมณ์ แต่เมื่อเห็นยอดในบัญชีก็ตกใจ และพูดกับหญิงชราด้วยเสียงสอง

“คุณยายมีเงินในบัญชีเกือบ $700,000 เกรงว่าทางสาขาจะเหลือเงินสดไม่พอ คุณยายเข้ามาทำธุรกรรมพรุ่งนี้ได้มั้ยคะ เดี๋ยวหนูทำนัดให้”

“แล้ววันนี้หนูให้ถอนได้เท่าไหร่”

“ไม่เกิน $10,000 ได้มั้ยคะ”

“ได้ งั้นฉันขอถอน $10,000”

เจ้าหน้าที่จึงทำเรื่องถอนเงิน เดินไปห้องด้านหลัง หยิบปึกธนบัตร $100 หนึ่งร้อยใบเข้าเครื่องนับแล้วยื่นให้หญิงชรา

คุณยายดึงแบงค์จากปึกมาหนึ่งใบเอาใส่กระเป๋า แล้วยื่นปึกธนบัตรที่เหลือคืนให้เจ้าหน้าที่

“ฉันขอฝากเงิน $9,900”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Richard Strachan’s post in The Greatest Stories Ever Told

เจ็บแค่มดกัด

สมัยชั้นประถม ผมเคยต้องไปฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งไม่ใช่ฉีดแค่เข็มเดียว แต่ต้องฉีดถึง 3 เข็ม โดยเว้นช่วงหลายเดือน

ฉีดทุกครั้งก็ร้องไห้ทุกครั้ง ผู้ใหญ่ชอบบอกว่าเจ็บแค่มดกัด หลอกกันชัดๆ เราพยายามมองกำแพงก็แล้ว หลับตาก็แล้ว แต่ก็ยังเจ็บมากๆ อยู่ดี

อาการกลัวเข็มฉีดยาเพิ่งจะมาหายช่วงขึ้นมัธยมต้น เพราะผมเป็นภูมิแพ้ และต้องไปฉีดยาทุกวันเสาร์ที่โรงพยาบาลรามคำแหงกับคุณหมอชื่อสมศักดิ์ ซึ่งมีอารมณ์ขันและมือเบามาก ฉีดเสร็จก็จะโยนเข็มฉีดยาลงถังขยะด้วยท่านักบาสชู้ตสามแต้ม

พอโดนฉีดยาบ่อยเข้าก็เลยเลิกร้องไห้ไปโดยปริยาย

ยิ่งโตมา จึงยิ่งเข้าใจว่า วิธีโดนฉีดยาที่เจ็บน้อยที่สุด คือให้มองเข็มฉีดยา และรับรู้ความรู้สึกตอนที่มันแทงเข้าไปในแขนของเรานี่แหละ

การหลับตาหรือการมองไปที่อื่นจะทำให้เรามโนไปเรื่อย และความเจ็บปวดในจินตนาการนั้นมักจะใหญ่หลวงกว่าความเจ็บปวดที่แท้จริงเสมอ

การกลัวเข็มฉีดยาก็เหมือนกับการกลัวเรื่องอื่นๆ ในชีวิตที่ไม่สมเหตุสมผล

กลัวการพูดในที่สาธารณะ กลัวการเข้าไปคุยกับคนที่เราชอบ กลัวการถูกปฏิเสธ กลัวการขอความช่วยเหลือ กลัวเขียนบทความแล้วไม่ดีอย่างที่หวัง

เมื่อเรากลัวความเจ็บปวดเหล่านี้ เราเลยวิ่งหนีมันเรื่อยมา วันเวลาก็ผ่านเลยไป รอให้เรามองกลับมาด้วยความเสียดาย

บรู๊ซ ลี เคยกล่าวไว้ว่า หากเราเอาแต่กลัวความทุกข์เล็กๆ น้อยๆ ความก้าวหน้าก็เป็นสิ่งที่หวังได้ยาก

“The enemy of development is this pain phobia – the unwillingness to do a tiny bit of suffering.”
-Bruce Lee

ลองถามตัวเองว่าอะไรที่เราหลีกหนีมาเนิ่นนาน เรากลัวอะไร ความเจ็บปวดที่เราจินตนาการเอาไว้มันสอดคล้องกับความจริงรึเปล่า

ลองสบตากับสิ่งที่เรากลัวเหมือนที่เราสบตากับเข็มฉีดยา

แล้วเราอาจจะพบว่าผู้ใหญ่ไม่ได้หลอกเรา

มันเจ็บแค่มดกัดจริงๆ ครับ