สิ่งแรกที่ควรทำตอนตื่นนอน คือหาใจตัวเองให้เจอ

อันนี้ไม่ได้พูดในเชิงตามหาความฝันหรือตอบคำถามว่าตัวเองต้องการอะไรนะครับ

แต่เป็นการทำความรู้จักกับความรู้เนื้อรู้ตัวตั้งแต่นาทีแรกที่เรารู้สึกตัวตอนเช้า

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช เคยได้แนะนำเอาไว้:

“จิตที่มีสมาธิ ถ้าพวกเราไม่มี เราไปสังเกตตอนที่เราตื่นนอน ตอนที่ตื่นนอนยังไม่ได้ทันคิดเรื่องงาน ตรงนั้นล่ะพอจะมีสมาธิอยู่บ้าง ฉะนั้นเวลาตื่นนอนเป็นเวลาสำคัญ เป็นนาทีทองของชีวิตเรา ตื่นนอนขึ้นมา อย่านอนบิดขี้เกียจ ฟุ้งซ่านอะไรไปเรื่อยๆ ตื่นนอนก็ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว รู้สึกกายรู้สึกใจไป จิตมันจะมีสมาธิขึ้นมา”

ใครไม่เคย อยากให้ลอง เมื่อเราตื่นให้ลองสังเกตตัวเองว่ารู้สึกอย่างไร สุข เศร้า เฉยๆ กังวล ตื่นเต้น พลังงานเป็นบวกหรือเป็นลบ ร่างกายเราแต่ละส่วนเป็นอย่างไรบ้าง

ลองดูว่าสิ่งที่เราเรียกว่า “ใจ” ของตัวเองนั้นอยู่ตรงไหน มันคือที่ที่ความรู้สึกและศูนย์กลางของเราดำรงอยู่ ลองดูเล่นๆ ไม่มีคำตอบถูกผิด

เมื่อนอนดูความรู้เนื้อรู้ตัวได้สักครู่ จึงค่อยลุกขึ้นมาทำกิจวัตรและภารกิจประจำวันของเรา

หากเราหาใจให้เจอทุกเช้าจนเป็นนิสัย ใจเราจะนิ่งขึ้น ไม่กระเพื่อมไปกับสิ่งเร้าต่างๆ ที่ไหลเข้ามาตลอดทั้งวันครับ

ความสุขไม่ได้รออยู่ข้างหน้า

ความสุขที่รออยู่ตอนที่เราบรรลุเป้าหมายนั้น เป็นความสุขที่เกิดจากการหลั่งของโดพามีน ซึ่งมีอายุสั้นนิดเดียว ผ่านไป 2-3 วันความสุขนั้นก็หมดไปแล้ว

ดังนั้น ใครที่ตั้งความหวังว่าจะยอมทนทุกข์วันนี้เพื่อความสุขในวันข้างหน้า ก็มีความเสี่ยงว่าอาจจะผิดหวัง

หนึ่ง เพราะเราอาจไปไม่ถึงเป้าหมายก็ได้

สอง เพราะแม้จะบรรลุเป้าหมาย ความสุขก็เพียงชั่วคราว และเราจะรู้สึกว่างเปล่าเหมือนเดิม

เหมือนที่ Mark Manson เคยบอกเอาไว้ว่า วิธีการทำลายความฝันที่ดีที่สุด คือการทำให้มันเป็นจริง – the best way to destroy a dream is to make it come true.

ดังนั้น เราต้องอย่าหลงไปกับภาพมิราจ อย่าคิดว่าเมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วเราจะมีความสุขที่ยั่งยืน

สุขที่ยั่งยืน คือสุขที่อยู่ในแต่ละก้าวที่เราเดิน

ความสุขไม่ได้อยู่ในอนาคต แต่อยู่ในปัจจุบัน

เพราะความสุขคือกระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์

ความสุขไม่ได้รออยู่ข้างหน้า แต่ความสุขรออยู่ตรงหน้า

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นมันรึเปล่าเท่านั้นเอง

นิทานเสือโคร่งกับกรงล่องหน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว รัฐบาลอินเดียได้มอบลูกเสือโคร่งขาวให้กับรัฐบาลสหรัฐเพื่อเป็นของขวัญในฐานะประเทศเพื่อนมิตร

รัฐบาลสหรัฐได้นำลูกเสือโคร่งไปไว้ในสวนสัตว์ โดยให้อยู่ในกรงขนาด 4 x 4 เมตรเพื่อให้คนได้เข้ามาเยี่ยมชม

ผ่านไปสองปี เสือโคร่งเติบใหญ่ สวนสัตว์ไม่อยากให้เสืออึดอัด จึงสร้างป่าจำลองขนาด 1 ไร่ขึ้นมา

แต่เมื่อเสือโคร่งถูกปล่อยลงไปในพื้นที่แห่งใหม่ มันกลับเดินไปที่มุมมุมหนึ่ง และเดินไปเดินมาในอาณาเขต 4 x 4 เมตรอย่างที่มันคุ้นเคย และไม่เคยเดินออกไปนอก “กรงล่องหน” จวบจนสิ้นอายุขัย

คนเราบางคนก็เป็นเหมือนเสือโคร่งตัวนี้เช่นกัน


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ Radical Acceptance by Tara Brach

ความกลัวจะลดลงเมื่อเราขยับตัว

เหมือนที่พี่ป๊อด โมเดิร์นด็อกเคยกล่าวไว้ ความกลัวเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง
 
และเรามักจะสร้างตอนที่เรานั่งอยู่กับที่ พอว่างมากไปก็เลยฟุ้งซ่านเพราะจินตนาการของมนุษย์นั้นมโนได้ไม่สิ้นสุด
 
แต่ถ้าเราลุกขึ้นและลงมือทำ เราจะไม่เหลือช่องว่างให้ความฟุ้งซ่านทำงานได้มากนัก เพราะใจเราจะกลับมาอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
 
และการลงมือทำก็เหมือนการเดินขึ้นเขา ตอนแรกที่มองก็เห็นว่าภูเขามันสูงเหลือเกิน ตอนเดินก็เหมือนจะไม่มีอะไร เราก็แค่เดินไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีภูเขาก็อยู่ใต้เท้าเราแล้ว
 
ถ้านั่งเราจะกลัว ถ้าออกเดินเราจะหายกลัวครับ

ความทุกข์ของลูกคนรวย

Blythe Grossberg เป็นผู้เขียนหนังสือ I Left My Homework in the Hamptons: What I Learned Teaching the Children of the One Percent

The One Percent ในที่นี้หมายถึงคนที่รวยระดับ Top 1% ของโลก

Grossberg เล่าถึงชีวิตการเป็นติวเตอร์ให้กับกลุ่มอีลีท (elite) ในย่านแมนฮัตตัน ที่แสดงให้เห็นว่าความร่ำรวยแบบสุดโต่งนั้นมีผลต่อเด็กๆ อย่างไรบ้าง

“เบน” พักอยู่ในโรงแรมห้าดาวและสั่งอาหาร room service ทุกมื้อ

“โอลิเวีย” สะสมรองเท้าผ้าใบแบรนด์หรูที่เคยถูกสวมใส่โดยเหล่าดารา

“ดาโกต้า” ขึ้นเครื่องบินไปกรุงโรมเพื่อจะได้ไม่ต้องเผชิญกับดราม่าที่โรงเรียน

นี่คือความเป็นไปของครอบครัวที่มั่งคั่งที่สุดในนิวยอร์ค ที่ความเป็นเลิศทางวิชาการต้องมาก่อน ความร่ำรวยไม่ได้ช่วยให้ลดความกังวล และพ่อแม่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกได้เข้ามหาวิทยาลัย Ivy League อย่าง Harvard, Yale, และ Princeton

หลังจากได้ติวลูกหลานในครอบครัวเหล่านี้ สิ่งที่ Grossberg ได้ค้นพบมีดังนี้ครับ

  • เด็กๆ มีตารางเวลาที่แน่นราวกับ CEO ที่แต่ละวันเริ่มต้นด้วยการซ้อมตีสควอชตอนตี 5 และจบลงด้วยการติวหนังสือตอนดึกดื่น เพราะการทำกิจกรรมเยอะๆ นั้นจะเป็นแต้มต่อสำหรับการได้รับการพิจารณาเข้ามหาลัยระดับท็อป
  • เด็กหลายคนมีความเครียดและอาการซึมเศร้าจนบางทีต้องหันไปพึ่งยาหรือของมึนเมา
  • พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เพราะไม่คิดว่าจะสามารถ contribute อะไรได้อีก เพราะพ่อแม่เองก็ได้เตรียมทุกอย่างไว้ให้หมดแล้ว
  • พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ให้ความสำคัญกับ “ความสำเร็จ” มาก มากเสียยิ่งกว่าความผูกพันทางใจ (emotional connection) แต่สิ่งที่เด็กต้องการจากพ่อแม่คือ emotional connection ที่พวกเขาแทบไม่เคยได้รับจากพ่อแม่
  • พ่อแม่ของเด็กกลัวว่าชีวิตในวันข้างหน้ามันจะเป็น zero-sum game คือถ้ามีคนได้ประโยชน์ก็จะต้องมีคนเสียประโยชน์ ดังนั้นพ่อแม่จึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกได้อยู่ในฝั่งที่จะได้ประโยชน์

แล้วเราจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้อย่างไร?

สิ่งที่ Grossberg ลองแล้วได้ผล คือให้เด็กกลุ่มนี้ได้ไปพบเจอกับคนที่ “อยู่นอกแวดวง” ให้รู้จักกับชีวิตของคนที่ไม่ได้โชคดีเท่าพวกเขา

เด็กๆ เคยไปอาสาช่วยงานที่ศูนย์เปลี่ยนสัญชาติ (citizenship center) เพื่อช่วยให้คำแนะนำกับคนร้อยพ่อพันแม่ว่าหากอยากจะเปลี่ยนมาใช้สัญชาติอเมริกันจะต้องทำอะไรบ้าง

หลังจากจบงานนั้น เด็กๆ มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เด็กคนหนึ่งที่ได้ที่โหล่ของห้องพบว่าตัวเองเป็นคนที่อธิบายได้ดีและน่าจะเป็นครูได้ ส่วนเด็กอีกคนที่ตอนแรกจะเลิกเรียนภาษาสเปนก็ค้นพบว่าตัวเองพูดสเปนได้คล่อง และช่วยเหลือชาวต่างชาติที่พูดภาษาสเปนได้เป็นอย่างดี


บทความนี้อาจจะดูเหมือนไม่ได้เกี่ยวกับคนไทยหรือผู้อ่าน Anontawong’s Musings เท่าไหร่นัก เพราะพวกเราเองคงไม่ใช่ Top 1%

แต่มีอย่างน้อยสามแง่คิดที่ผมได้จากเรื่องราวนี้

หนึ่ง แม้จะไม่ใช่ Top 1% แต่เราเองก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะให้คุณค่ากับ “ความสำเร็จ” โดยเฉพาะความสำเร็จในหน้าที่การงาน จนไม่ค่อยเหลือแรงและเวลามาสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนที่เรารักมากที่สุด

สอง ลูกของเรานี่ถือว่ามีบุญ ยิ่งปิดเทอมก็มีเวลาว่าง นั่งๆ นอนๆ ไม่ต้องรับแรงกดดันเพื่อบรรลุความฝันของพ่อแม่

และสาม ต่อให้ร่ำรวยแค่ไหน คนเราก็หาเรื่องทุกข์ใจได้อยู่ดีครับ