ทำไมนักบอลชอบประท้วงกรรมการ

20190910

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมนักบอลชอบเถียงกรรมการจังเลย

คนหนึ่งที่เถียงกรรมการบ่อยจนติดตาคือ Roy Keane

รอย คีนคือกัปตันของแมนยูในยุค 90’s ที่คว้าแชมป์เป็นว่าเล่นภายใต้การคุมทีมของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

คีนเป็นที่เล่นบอลดุดันและอารมณ์ร้อนอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่คีนจะเถียงกรรมการทุกครั้งที่กรรมการเป่าไม่ถูกใจ

ผมดูคีนเถียงแล้วก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า จะเถียงไปทำไม ถึงเถียงให้ตายกรรมการก็ไม่กลับคำตัดสินอยู่ดี

จนมาวันนึงผมจึงถึงบางอ้อ

ว่าการที่คีนเถียง ไม่ใช่เพื่อให้กรรมการกลับคำตัดสิน

แต่เพื่อให้กรรมการมีความลังเลในการเป่าครั้งต่อไป

ช่วงท้ายเกม ในจังหวะ 50:50 ที่กรรมการอาจจะเป่าให้ข้างไหนได้ประโยชน์ก็ได้ หลายครั้งกรรมการเลือกจะเป่าให้แมนยูได้ฟรีคิกหรือได้จุดโทษ

ซึ่งผมเชื่อว่า หนึ่งในแรงผลักดัน / แรงกดดัน ก็คือการประท้วงของคีนหลายครั้งตลอดทั้งเกม

10 ครั้งที่คีนประท้วงก่อนหน้านั้นไม่ได้มีผลอะไร แต่กลับมามีผลในช่วงชี้เป็นชี้ตาย

นิทานเรื่องนี้สอนว่าอะไร?

มันสอนว่า บางทีเราก็ต้อง speak up หรือพูดในสิ่งที่เราคิดบ้าง แม้มันจะไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่จะทำให้ “กรรมการ” ยั้งคิดมากขึ้นในการตัดสินใจครั้งต่อไป

กรรมการที่ว่านี้อาจเป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือคนในครอบครัวก็ได้

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ถ้ามันต้องฝืนมากๆ มันก็อาจจะไม่ใช่

20190909b

ถ้าชอบใครซักคนแล้วเราต้องเป็นฝ่ายปรับตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยที่อีกฝ่ายไม่คิดจะปรับตัวเข้าหา

ถ้าทำงานแล้วเราต้องทำสิ่งที่ขัดกับนิสัยของเราตลอดเวลา โดยไม่มีวี่แววว่าธรรมชาติของงานนี้หรือวัฒนธรรมขององค์กรนี้จะเปลี่ยนไป

ถ้าต้องเล่นกีฬาที่เราไม่ได้สนุกไปกับมัน แต่ถ่ายรูปออกมาสวยและเป็นกีฬาที่กำลังอินเทรนด์

บางทีก็ต้องหยุดถามตัวเองว่า เราต้องการทำสิ่งนี้จริงๆ รึเปล่า เราพร้อมจะฝืนตัวเองไปถึงเมื่อไหร่ และเราจะฝืนตัวเองไปเพื่ออะไร

กีฬาที่ถูกจริตมีได้มากกว่าหนึ่ง งานที่เหมาะมีได้มากกว่าหนึ่ง คนที่พร้อมเป็นคู่รักมีได้มากกว่าหนึ่ง (แต่ต้องมีทีละหนึ่ง)

ถ้าฝืนมานานและดูท่าทางน่าจะต้องฝืนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป

บางทีมันก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้นะครับ

อยู่ตรงนี้แต่ไม่เคยอยู่ตรงนี้

20190909c

อยู่ที่ทำงานแต่คิดถึงเรื่องที่บ้าน

อยู่ที่บ้านแต่เปิดคอมขึ้นมาทำงาน

อยู่ในห้องประชุมแต่เช็คอีเมล

ช้อนตักข้าวเข้าปากแต่เราอร่อยกับภาพใน IG

อยู่กันพร้อมหน้า แต่สายตาจับจ้องไลน์

เมื่อเราอยู่ตรงนี้ แต่ไม่เคยอยู่ตรงนี้

เหมือนคุยแต่ไม่ได้คุย เหมือนฟังแต่ไม่ได้ฟัง เหมือนกินแต่ไม่ได้กิน

เหมือนจะทำให้ดีทุกอย่าง แต่ทำได้ไม่ดีสักอย่างเดียว

จะใช้เฟซบุ๊คเป็นเครื่องมือ

20190908

หรือจะเป็นเครื่องมือของเฟซบุ๊ค

เมื่อวานนี้ได้มีโอกาสคุยกับ “คุณคม” เจ้าของธุรกิจด้าน IT และหนึ่งในผู้ติดตามบล็อก Anontawong’s Musings

คุณคมบอกว่าไม่ได้เล่นเฟซบุ๊คบนมือถือมาร่วมเดือนแล้ว โดยหนึ่งในตัวผลักดันให้เลิกเล่นคือบทความของผม

สำหรับคนเขียนบล็อก จะมีอะไรน่ายินดีไปกว่าการได้รับรู้ว่าข้อเขียนของเราสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมได้

ตัวผมเองก็เล่นเฟซบุ๊คน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งคือผมล็อกเอาท์จากแอป Facebook บนมือถือแทบจะถาวร ส่วนบน desktop ก็ใช้ Chrome Extension ชื่อ Kill News Feed ที่ทำให้เราไม่เห็นเรื่องราวของใครในหน้า Home แต่ยังรับเมสเสจและ notifications ได้ตามปกติ

สื่ออย่างหนังสือพิมพ์เขาไม่ได้ขายข่าว สิ่งที่เขาขายจริงๆ คือ “คนอ่านข่าว” หรือ eyeballs ที่เขาขายให้กับสปอนเซอร์ที่มาลงโฆษณา

สื่ออย่าง Facebook ก็ไม่ได้ขายเนื้อหาหรือขาย features ใดๆ สิ่งที่เฟซบุ๊คขายจริงๆ คือ “users อย่างเราๆ” ให้กับคนที่ต้องการมาลงโฆษณา

ดังนั้น ผู้ใช้เฟซบุ๊คจึงไม่ใช่ “ลูกค้า” แต่เป็น “ผลิตภัณฑ์”

You are not the customer. You are the product.

หากเราใช้เฟซบุ๊คกันอย่างไม่บันยะบันยัง เราก็จะเป็น product ชั้นดีที่ทำเงินให้เฟซบุ๊คได้อย่างมหาศาล (เว็บลงทุนศาสตร์บอกว่าปีที่แล้วเฟซบุ๊คมีกำไรขั้นต้น 80% และกำไรสุทธิ 40%)

แต่ถ้าเราใช้เฟซบุ๊คอย่างมีสติ ใช้มันเป็นเครื่องมือในการ stay in touch กับคนที่เราแคร์ รวมถึงใช้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ผลงานของเรา มันก็จะเป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยมได้เช่นกัน

จะใช้เฟซบุ๊คเป็นเครื่องมือ หรือจะเป็นเครื่องมือของเฟซบุ๊ค เลือกกันให้ดีนะครับ

—–

ป.ล. ถ้าอยากลดการใช้เฟซบุ๊คแต่ยังอยากอ่าน Anontawong’s Musings อยู่ ก็สามารถติดตามได้ทางช่องทางต่อไปนี้นะครับ

LINE: bit.ly/tgimline

Blockdit: blockdit.com/anontawong

Twitter: twitter.com/anontawong

Email: เข้า anontawong.com จากหน้าจอคอม ด้านขวาจะมีช่องให้กรอกอีเมลครับ

นิทานคิดเลขเร็ว

20190830

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในห้องสัมภาษณ์งาน ณ บริษัทแห่งหนึ่ง

“เล่าจุดแข็งของคุณให้ผมฟังหน่อย”

“ผมคิดเลขเร็วมากครับ”

“เหรอ สแควร์รูท 700 ได้เท่าไหร่?”

“4 ครับ”

“ไม่ได้ใกล้เคียงเลยนะ”

“แต่ก็เร็วใช่มั้ยล่ะครับ”

—–

Interviewer: Tell me about your qualifications.

Candidate: I’m very quick at math.

Interviewer: What’s the square root of 700?

Candidate: 4.

Interviewer: That’s not even close.

Candidate: Yeah, but it was quick.

—–

ขอบคุณนิทานจาก Jermeiah Lowin’s tweet