หญ้าเขาไม่ได้เขียวกว่า

20150501_GrassIsNotGreener

When do you know your life has changed? The moment you realize that grass is not greener even on the other side. And that’s exactly when you start watering grass on your side.

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าชีวิตได้เปลี่ยนไปแล้ว? ตอนที่คุณตระหนักว่าสนามหญ้าบ้านข้างๆ ก็ไม่ได้สวยไปกว่าของคุณ แล้วคุณก็เริ่มรดน้ำให้กับสนามหญ้าของคุณเอง

– Nikhil Deshmukh on Quora.com

—–

ฝรั่งมีคำพูดที่ว่า The grass is always greener on the other side of the fence หมายถึงว่า เราจะรู้สึกว่าสนามหญ้าบ้านข้างๆ (ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของกำแพง) นั้นจะสีเขียวสดกว่าสนามหญ้าบ้านเราเสมอ ก็เลยอดไม่ได้ที่อยากจะอิจฉาบ้านข้างๆ

ถ้าแปลเป็นสำนวนไทยก็คงประมาณ”คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า”

การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นนี่เป็นเหตุแห่งความทุกข์ใจอันตับต้นๆ ของคนเราเลยนะครับ

สมมติเราเงินเดือน 40,000 และเจ้านายเดินมาบอกว่าจะขึ้นเงินเดือนให้เราเป็น 50,000 เราคงจะดีใจสุดๆ

แต่ความดีใจจะหายไปเกือบหมดเลย ถ้ารู้ว่าเพื่อนที่เงินเดือนสี่หมื่นเหมือนกันเขาได้ขึ้นเป็น 60,000

แทนที่จะมีความสุขที่เงินเดือนเพิ่มขึ้นมาตั้งหมื่นนึง กลายเป็นเราทุกข์เพราะเราขึ้นน้อยกว่าคนอื่นหมื่นนึง

นี่คือเหตุผลที่เราไม่ควรคุยเรื่องเงินเดือนกับเพื่อน เพราะมันมีแต่จะนำความทุกข์มาให้ถ้าเราได้น้อยกว่าเพื่อน หรือไม่ก็ทำให้เพื่อนอิจฉาเราถ้าเราได้มากกว่าเพื่อน มีแต่เสียกับเสีย

—–

ตามความเชื่อของชาวพุทธ ตราบใดที่ยังไม่ได้บรรลุธรรม ทุกคนย่อมเป็นทุกข์กันทั้งนั้น

คนจนก็ทุกข์แบบคนจน อันนี้เข้าใจได้ไม่ยาก

แต่คนรวยที่เห็นหน้าชื่นตาบานในทีวีหรือนิตยสารก็มีความทุกข์ในแบบคนรวยเช่นกัน

เผลอๆ จะทุกข์บ่อยและทุกข์หนักกว่าคนจนด้วยซ้ำ

เพราะคนจนทางเลือกมีไม่มากนัก ความคาดหวังก็เลยไม่มาก เมื่อคาดหวังน้อยก็เลยไม่ค่อยผิดหวัง

ขณะที่คนรวยมีทางเลือกเยอะ ความความคาดหวังว่าโลกจะต้องตอบสนองความต้องการของเขาย่อมเยอะเป็นเงาตามตัว เมื่อความคาดหวังสูง ก็ย่อมมีโอกาสผิดหวังสูง

และถึงแม้จะ “สมหวัง” บ่อยๆ ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี เพราะยิ่งสมหวังก็ยิ่งเป็นการป้อนอาหารให้กิเลสจนเติบใหญ่และดูแลได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

คนจนมีข้อดีอยู่อย่างคือ “ไม่มีอะไรจะเสีย”

ขณะที่คนรวย “มีอะไรจะเสีย” เยอะมาก นี่คือเหตุผลที่ความทุกข์ของคนรวยมักมีน้ำหนักมากกว่าความทุกข์ของคนจน

—–

ไม่ว่าจะรวยจะจน จะฉลาดหรือหัวทึบ จะสวยหรือหน้าตาธรรมดา ทุกคนก็มีปัญหาของตัวเอง

แทนที่จะไปคิดบั่นทอนว่าทำไมไม่เป็นเหมือนเขาซักที เอาเวลามาดูแลกาย-ใจให้แข็งแรง แล้วทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดจะดีกว่ามั้ย

ปัญหาเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเอง

20150409_NoProblems

Ultimately… there are no problems. Only situations – to be dealt with now, or to be left alone and accepted as part of the ‘isness’ of the present moment until they change or can be dealt with. Problems are man-made, and need time to survive. They cannot survive in the actuality of Now.

ในความเป็นจริงแล้วในโลกนี้ไม่มี “ปัญหา” มีแต่ “สถานการณ์” ที่เราต้องรับมือในตอนนี้หรือปล่อยให้มันเป็นไปจนกว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนหรือจนกว่าเราจะทำอะไรกับมันได้ ปัญหาคือสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา และต้องมีเงื่อน “เวลา” มาเกี่ยวข้อง แต่ปัญหาจะไม่มีทางผุดขึ้นได้เลยในสภาวะแห่งความเป็น “เดี๋ยวนี้”

-Eckhart Tolle (เอ็กค์ฮาร์ท โทลเล)

—–

สมมติว่ามีป่าแห่งหนึ่งที่ไม่มีคนหรือสัตว์อยู่เลย และอยู่ๆ ต้นไม้ก็ล้มลง ถามว่ามันจะมีเสียงหรือไม่? (If a tree falls in the forest and no one is there, does it still make a sound?)

บางคนก็ตอบว่ามี เพราะต้นไม้ล้มมันก็ต้องเกิดเสียงอยู่แล้ว แม้ว่าจะมีใครได้ยินมันหรือไม่ก็ตาม

บางคนก็ตอบว่าไม่มี เพราะเวลาต้นไม้ล้ม สิ่งที่เกิดคือ “คลื่น” ที่เคลื่อนที่ไปในอากาศ สิ่งที่เราเรียกว่า “เสียง” นั้นจำเป็นต้องใช้อวัยวะอย่าง “หู” มา “รองรับ” เพื่อที่จะแปลคลื่นนั้นให้เป็นเสียง ดังนั้น ถ้าไม่มีอวัยวะอย่าง “หู” ของคนหรือสัตว์  “เสียง” ย่อมไม่มี

forests-231066_1280

—–

คุณเอ็กค์ฮาร์ท บอกว่า ปัญหาคือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น

มาลองคิดดูผมว่ามันก็จริง

เมื่อวานนี้ฝนตกหนักมาก รถติดกระจาย คนมาทำงานสายกันครึ่งออฟฟิศ

แต่ถ้ากรุงเทพไม่มีคนอยู่เลย ฝนตกหนักจะเป็น “ปัญหา” รึเปล่า?

หรือเหตุการณ์อื่นๆ ที่เราถือเป็น “ภัยพิบัติ” อย่าง แผ่นดินไหว สึนามิ พายุเฮอริเคน หิมะถล่ม

เรื่องเหล่านี้ก็เป็นเพียงเหตุการณ์ปกติทางธรรมชาติ แต่มันกลายเป็น “ปัญหา” เพราะมี “มนุษย์” อย่างพวกเรา “รองรับ”

เหมือน “หู” ที่มารองรับ “คลื่น” จนเกิดเป็น “เสียง” นั่นเอง

—–

เวลาเรานอนไม่หลับ เราจะกระสับกระส่าย ทุรนทุราย

เพราะอะไร?

เราไม่ได้ทุรนทุรายเพราะนอนไม่หลับ แต่เราทุรนทุรายเพราะความคิดว่า

1. พรุ่งนี้เราจะง่วงไปทั้งวันแน่ๆ
2. พรุ่งนี้หน้าเราจะโทรม
3. พรุ่งนี้จะทำงานได้ไม่เต็มที่

เราทุรนทุราย ไม่ใช่เพราะ “สถานการณ์” ใน “ปัจจุบัน” (นอนไม่หลับ) แต่เพราะเราคิดถึง “ปัญหา” ที่จะเกิดขึ้นใน “อนาคต” ต่างหาก

แทนที่จะทุรนทุราย ทางเลือกที่ดีกว่าอาจจะเป็นการเริ่มต้นยอมรับว่า นอนไม่หลับก็ช่างมันสิ ดูซิว่าจะตื่นไปได้ซักกี่น้ำ

ดีซะอีก ไม่ง่วงอย่างนี้ สามารถทำอะไรได้เยอะแยะ แถมเงียบๆ อย่างนี้ไม่มีคนมารบกวนด้วย อยากอ่านหนังสือก็อ่าน หรืออยากจะนั่งคิดการใหญ่ก็ทำได้

shi-cricket-397935_1280

—–

ลองถามตัวคุณเองว่า ตอนนี้คุณมี “ปัญหา” อะไรบ้าง

แล้วถามตัวเองว่าปัญหาที่ว่านั้น มันคือสิ่งที่เกิดไปแล้ว หรือเป็นสิ่งที่เรากังวลว่ากำลังจะเกิดใช่มั้ย?

ถามตัวเองใหม่อีกครั้งว่า ณ วินาทีนี้ (ไม่ใช่พรุ่งนี้ ชั่วโมงหน้า หรือห้านาทีข้างหน้า ผมหมายถึง ณ วินาทีนี้เลย) คุณมีปัญหาอะไรจริงๆ หรือ?

ความน่าจะเป็นก็คือ ขณะที่คุณกำลังอ่านบทความนี้ โลกยังคงหมุน คุณยังคงหายใจ ร่างกายยังทำงานปกติ ไม่มีใครมาทำอะไรคุณ

ชีวิตในปัจจุบันขณะ  คือชีวิตที่ปราศจากปัญหา

ปัญหาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราคิดถึง “อดีต” หรือ “อนาคต” เท่านั้น

แต่ถ้าเราอยู่กับ “ปัจจุบัน” ได้จริงๆ เราจะมีแต่สถานการณ์ที่มันเป็นไป ที่เราอาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องก็ได้

clock-407101_1280

สถานการณ์ที่เราเข้าไปข้องเกี่ยวก็มีอยู่สองชนิด คือสถานการณ์ที่เราทำอะไรได้ กับสถานการณ์ที่เราทำอะไรไม่ได้

สำหรับสถานการณ์ที่เราทำอะไรได้ เรามีสองทางเลือก คือลงมือจัดการกับมันเดี๋ยวนี้ หรือเอาไว้จัดการวันหลัง

ส่วนสถานการณ์ที่เราทำอะไรไม่ได้ เราก็มีสองทางเลือกเช่นกัน

1. ลุ้น กังวล และเคร่งเครียดไปกับมัน
2. วางมันลง และรอเวลาจนกว่าเราจะทำอะไรกับมันได้

พวกเราส่วนใหญ่มักจะทำข้อแรก ซึ่งใช้พลังงานสูง และไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

ทางเลือกที่สองนั้นสร้างสรรค์กว่า คือเรารู้ตัวว่าเครียดไปก็เท่านั้น รอให้เรามีความพร้อมที่จะจัดการแล้วค่อยมาว่ากัน

และไม่แน่ เมื่อเวลาผ่านไป  “ความเป็นปัญหา” ก็อาจจะหมดลงด้วยตัวมันเอง

เพราะไม่มีปัญหาไหนที่จะคงอยู่ตลอดไปครับ

—–

Credits:
Google Books: The Power of Now – A Guide to Spiritual Enlightenment 

The Guardian: If a tree falls in the forest and no one is there, does it still make a sound?

อย่าแบกความหวังจนเกินไป

20150401_RewardForConformity

“The reward for conformity is that everyone likes you except yourself.”
– Rita Mae Brown

“รางวัลของการทำตัวเหมือนคนอื่นๆ คือทุกๆ คนจะชอบคุณยกเว้นตัวคุณเอง”
– ริต้า เม บราวน์

—–

นานแค่ไหนแล้วที่เราใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่นเสมอมา

มีแค่ช่วงสองขวบแรกเท่านั้นที่เราทำอะไรได้ตามใจแต่หลังจากนั้น…

2-6 ปี เราทำตามความคาดหวังของพ่อแม่
6-12 ปี พ่อแม่+อาจารย์
12-17 ปี พ่อแม่+อาจารย์+เพื่อน
17-21 ปี พ่อแม่+อาจารย์+เพื่อน+แฟน
21-25 ปี พ่อแม่+เพื่อน+แฟน+หัวหน้า
25-30 ปี พ่อแม่+เพื่อน+แฟน+หัวหน้า+ลูกน้อง
30-35 ปี พ่อแม่+เพื่อน+แฟน+หัวหน้า+ลูกน้อง+สังคม
35-40 ปี พ่อแม่+เพื่อน+หัวหน้า+ลูกน้อง+สังคม+สามี/ภรรยา
40-60 ปี พ่อแม่+เพื่อน+หัวหน้า+ลูกน้อง+สังคม+สามี/ภรรยา+ลูก
60-80 ปี ?

เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับคนรอบข้าง

แต่ถ้าเรามัวแต่ทำความคาดหวังของคนอื่น จนละทิ้งความต้องการของตัวเองไป วันหนึ่งเมื่อเรามองย้อนกลับมา อาจจะนึกเสียใจก็ได้ว่า “แล้วนี่ชีวิตของใครกัน”

ขอให้ได้ใช้ชีวิตที่ซื่อตรงกับตัวเองนะครับ

เพื่อนที่ฉลาดที่สุด

20150125_FollowYourOwnAdvice

เวลาเพื่อนอกหัก ร้องไห้ฟูมฟายมาหาเรา เราแนะนำอะไรเค้าบ้าง?

“อย่าคิดมาก”
“ถ้ามันไม่ใช่ มันก็ไม่ใช่รึเปล่าวะ”
“เฮ้ย เจ็บแค่นี้ไม่ตายหรอก เดี๋ยวหาใหม่ได้ดีกว่านี้อีก”
“ดีซะอีก มีเวลาได้อยู่กับตัวเอง”

เป็นคำตอบง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน

แต่ถ้าลองเราอกหักเองสิ  ไอ้คำแนะนำที่เราเคยบอกเพื่อน เราทำได้เองซักกี่ข้อ?

—–

เคยรู้สึกมั้ยครับว่า ปัญหาของคนอื่นง่ายกว่าปัญหาของตัวเอง

เวลาใครมีอะไรมาปรึกษา เราจึงมักจะมีคำแนะนำดีๆ ให้เขาเสมอ

จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า อืม เราเองนี่ก็เป็นคนที่ฉลาดไม่เบานะ

แต่พอเราต้องมาเจอปัญหาคล้ายๆ กันด้วยตัวเอง

เรากลับ “มืดแปดด้าน” หาทางออกไม่เจอ

“เพื่อนอันชาญฉลาด” คนนั้นหายตัวไป ในเวลาที่เราต้องการตัวเขาที่สุด

—–

ผมว่าต้นเหตุการอันตรธานของความฉลาดคือความเป็น “ตัวเรา” ที่เข้ามาพันตู

หากเป็นปัญหา “ของคนอื่น” เราจะมองว่ามันเป็นเรื่องเล็ก ไม่เห็นจะยากอะไร

แต่ถ้ามันเป็นปัญหา “ของเรา” มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที

เสมือนกับว่า IQ ของเราถูกหารสอง สมองหยุดทำงานโดยกะทันหัน

อะไรๆ มันจึงดู “มืดแปดด้าน” ทั้งๆ ที่มีหน้าต่างที่รอให้เราเดินไปเปิดอยู่ไม่รู้ตั้งกี่บาน

—–

ผมว่าถ้าเราเจอปัญหาหนักอก

ขั้นแรกเราต้องหยุดฟูมฟายกับปัญหาให้ได้ซะก่อน

เมื่อหยุดฟูมฟายได้ สติก็จะเกิด

เมื่อสติเกิด ก็จะเห็นว่า “ปัญหา” อยู่ส่วนหนึ่ง และ “ตัวเรา” ก็อยู่ส่วนหนึ่ง

เมื่อเราตั้งหลักได้อย่างนี้แล้ว ก็เพียงแค่คิดว่า

ถ้าเพื่อนเราเจอปัญหาอย่างที่เราประสบอยู่ตอนนี้ เราจะแนะนำเขาอย่างไร

เมื่อนั้น “เพื่อนที่ฉลาดที่สุด” จะปรากฎตัวครับ

Sharing from Quora: บางทีเราก็ทำให้ชีวิตยากเกินไปรึเปล่า

จากคำถามใน Quora นะครับ How can I make a habit of waking up early in the morning?

จะทำยังไงถึงจะนอนตื่นเช้าได้ทุกวัน

หนึ่งในคำตอบที่ได้คะแนนโหวตสูงสุดคือนาฬิการุ่นนี้ครับ

Alarm clock connected to your bank account and to a charity you hate. Every time you press a snooze button money gets deducted from your account. Buy this one. SnuzNLuz | Incredible Things

เป็นนาฬิกาที่เราสามารถใส่ข้อมูลบัตรเครดิตและมูลนิธิที่เราไม่ชอบลงไปได้ ถ้าเรากดปุ่ม Snooze button (เพื่อจะนอนต่ออีกหน่อย) เงินของเราก็จะถูกหักเข้าบัญชีของมูลนิธินั้นๆ ครับ

ผมอ่านครั้งแรกก็อดที่จะ Upvote (คล้าย Like ใน Facebook) ไม่ได้ เพราะวิธีการมันช่าง Genius จริงๆ

แต่พอผ่านไปซักพักก็เริ่มคิดได้ว่า นี่เรากำลังทำเรื่องให้ยากกว่าที่มันควรจะเป็นรึเปล่า?

เพราะถ้าคุณอยากตื่นเช้า คุณก็แค่เข้านอนให้เร็วขึ้นมันก็จบแล้วรึเปล่า?

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้สมองเยอะ

บางทีก็เยอะเกินไป

อาจเป็นเพราะเรา “เพลิดเพลิน” กับการคิดอะไรใหม่ๆ คิดอะไรที่มัน “ฉลาดๆ”

และผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก็เป็นหนึ่งในหลักฐานของการแก้ปัญหาของมนุษย์ที่ยากเกินความจำเป็น

อยากนอนตื่นเช้า ก็แค่เข้านอนให้เร็วขึ้น

มันก็แค่นั้นเอง

ที่มา: Quora: http://qr.ae/3XKW1