เคล็ดลับอายุยืนของชาวโอกินาว่า

20160802_Okinawa

David Buettner นักเขียนชาวอเมริกันแห่งนิตยสาร National Geographic เคยตั้งคำถามว่า อะไรบ้างที่จะช่วยให้คนเรามีอายุยืนยาว

ไม่ใช่อายุยืนอย่างเดียว แต่ต้องยืนแบบมีสุขภาพดีด้วย

เดวิดและทีมงานเนชันแนลจีโอกราฟฟิค จึงสอดส่องคนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก เพื่อหาหมู่บ้านหรือเมืองที่มีประชากรอายุเกิน 100 ปีในสัดส่วนที่มากกว่าปกติ (เขาเรียกพื้นที่เหล่านี้ว่า Blue Zones)

หนึ่งในบลูโซนที่ทีมงานค้นพบ คือเกาะโอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ห่างจากโตเกียวลงมาทางใต้ประมาณ 1200 กิโลเมตร

ที่โอกินาว่า:

– คนอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่าคนอเมริกัน 7 ปี
– มีสัดส่วนคนอายุเกิน 100 มากกว่าอเมริกา 5 เท่า
– มีสัดส่วนคนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมเป็น 1/5 ของชาวอเมริกัน
– มีคนเป็นโรคหัวใจเพียง 1/6 ของชาวอเมริกัน

อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ชาวโอกินาว่าอายุยืนและแข็งแรงขนาดนี้

ทีมงานเนชันแนลจีโอกราฟฟิคค้นพบ 3 ปัจจัยหลักด้วยกันครับ

1. อาหารที่กิน
2. กิจกรรมที่ทำ
3. ความสัมพันธ์ที่มี

มาเจาะทีละข้อนะครับ

1.อาหารที่กิน
ชาวโอกินาว่ากินอาหารที่มาจากพืชเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นผักหรือถั่วนานาชนิด ชาวโอกินาว่ายังกินเต้าหู้มากกว่าชาวอเมริกันถึง 8 เท่า

ที่สำคัญไม่แพ้อาหารคือวิธีการกิน ชาวโอกินาว่าจะใช้จานที่ค่อนข้างเล็ก (และอาจเล็กมากเมื่อเทียบกับชาวอเมริกัน!) เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองกินเยอะเกินไป (prevents from overeating) นอกจากนั้นชาวโอกินาว่ายังทำตามคำสอนของขงจื๊อที่บอกว่า Hara Hachi Bu ซึ่งแปลว่ากินให้อิ่มเพียง 80%

2. กิจกรรมที่ทำ
ชาวอเมริกัน (หรือจะว่าไปแล้วสังคมคนเมืองทั้งหมดรวมถึงในไทยด้วย) จะแบ่งชีวิตในวัยผู้ใหญ่ออกเป็นสองวัย คือวัยทำงานกับวัยเกษียณ

แต่คำว่าเกษียณหรือ retire นั้น ไม่มีอยู่ในภาษาของชาวโอกินาว่า*

หลักการที่ชาวโอกินาว่าใช้ในการดำรงชีวิตคือคำว่า “Ikigai” อิคิไก ซึ่งแปลคร่าวๆ ได้ว่า “เหตุผลที่เราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า” – the reason for which you wake up in the morning

เดวิดบอกว่าในชีวิตคนเรานั้น มีสองปีที่อันตรายที่สุด

ปีแรกคือปีที่เราเกิด (เพราะเราอาจเสียชีวิตตอนคลอดได้)

อีกปีหนึ่งคือปีที่เราเกษียณ (เพราะนั่นอาจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เราสูญเสียความหมายของการมีชีวิตอยู่)

เดวิดยกตัวอย่าง Ikigai ของชาวโอกินาว่าขึ้นมาสามตัวอย่าง

Ikigai ของชายอายุ 102 ปีคนหนึ่งคือการฝึกฝนและถ่ายทอดศิลปะป้องกันตัว (martial art)

Ikigai ของชาวประมงอายุ 100 ปี คือการออกทะเลหาปลามาให้ครอบครัวสัปดาห์ละสามครั้ง

Ikigai ของหญิงอายุ 102 ปีคือช่วยการดูแลโหลนของเธอซึ่งอายุแค่ 6 เดือน

เดวิดยังบอกอีกว่าคนอายุยืนที่อยู่ในแถบ Blue Zone ทั่วโลกนั้น จะมีกิจกรรมที่ต้องออกแรง (physical activity) เป็นประจำทุกวัน เช่นการเดินป่า ตัดไม้ ทำสวน ฯลฯ

3. ความสัมพันธ์ที่มี
เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว โดยเฉลี่ยคนอเมริกันจะมีเพื่อนสนิท 3 คน แต่ปัจจุบันเหลือแค่คนครึ่ง

ขณะที่ในสังคมของชาวโอกินาว่านั้น ทุกคนจะมี “โมไอ” (Moai) ตั้งแต่เด็ก และแม้ว่ากลุ่มนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวพันกันทางสายเลือด แต่ก็จะดูแลกันราวกับคนในครอบครัวไปจนแก่เฒ่า

ถ้าใครคนใดคนหนึ่งได้โชคลาภก็ต้องเอามาแบ่งปันกับเพื่อนในกลุ่ม ถ้าใครเจอปัญหาอะไรคนในกลุ่มก็ต้องพร้อมลงไปช่วยเหลือ

หนึ่งในโมไอที่เดวิดไปสัมภาษณ์มีสมาชิก 5 คน อยู่ในกลุ่มเดียวกันมา 97 ปี และอายุเฉลี่ยของสมาชิกคือ 102 ปี


โดยสรุป เคล็ดลับอายุยืนของชาวโอกินาว่าก็คือ

– Hara Hachi Bu กินให้อิ่มเพียง 80% โดยเน้นอาหารที่มาจากพืชผัก
– Ikigai หาคำตอบให้ได้ว่า แต่ละวันเราตื่นขึ้นมาเพื่ออะไร และให้เวลากับกิจกรรมที่เติมเต็มความหมายนั้น
– Moai มีเพื่อนสนิทหรือคนที่เราจะไว้ใจได้เวลาที่เราตกทุกข์ได้ยาก

สำหรับตัวผมเอง ข้อหนึ่งกับข้อสองน่าจะพอทำได้ด้วยตนเอง ส่วนข้อสามอาจจะต้องปรับปรุงหน่อยเพราะใช้ชีวิตแบบคนเมืองมาซะจนเคย

ขอตัวไปทดสอบเคล็ดลับเหล่านี้ก่อน

อีก 70 ปีจะมารายงานผลครับ!


ป.ล. หลังจากศึกษา Blue Zones มาทั่วโลกเดวิดสรุปปัจจัยอายุยืนไว้ทั้งหมด 9 ข้อ อันได้แก่ เคลื่อนไหวอยู่เสมอ-ใช้ชีวิตแบบมีจุดหมาย-รู้จักผ่อนคลาย-กินอิ่ม 80%-กินผักเป็นหลัก-ดื่มไวน์นิดหน่อย-เข้ากลุ่มกิจกรรมทางศาสนา-ครอบครัวต้องมาก่อน-มีกัลยาณมิตร


* ผมเชื่อว่าคำว่า “เกษียณ’ น่าจะมีอยู่ในภาษาญี่ปุ่น แต่ในที่นี้เดวิดเขาอาจจะหมายถึงภาษาท้องถิ่นของชาวโอกินาว่าที่ไม่มีคำๆ นี้หรือคอนเซ็ปต์นี้


ขอบคุณข้อมูลจาก TED: How to live to be 100+ by David Buettner

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ถึงหีบห่อจะไม่สวยงาม

20160801_gift

แต่ข้างในก็ยังเป็นของขวัญอยู่ดี

ทุกๆ สิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา เราสามารถมองว่าเป็นของขวัญได้ทั้งหมด

การมองเรื่องดีๆ ให้เป็นของขวัญนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

แต่เราจะมองเรื่องแย่ๆ ให้เป็นของขวัญได้อย่างไร?

สิ่งแรกที่เราควรทำ คือโยนกล่องและกระดาษห่อทิ้งออกไป

เรื่องราวแย่ๆ ก็เหมือนหีบห่อที่บูดเบี้ยวไม่ชวนมอง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่บึ้งตึง คำพูดที่ไม่เข้าหู หรือการกระทำที่ไม่เข้าตา

แต่ถ้าเราสามารถมองทะลุหีบห่อลงไปได้ จะพบว่าข้างในนั้นคือของขวัญที่เราอาจใช้ประโยชน์ได้

ตัวอย่างที่ 1:
หีบห่อ: เขาดูถูกเรา ชอบพูดจาเยาะเย้ยถากถางเราเสมอ
ของขวัญ: เขากำลังประเมินเราต่ำไป ถ้าแข่งกันเรามีสิทธิ์สูงมากที่จะชนะเพราะว่าเขาประมาท

ตัวอย่างที่ 2:
หีบห่อ: เพื่อนร่วมงานไม่ขยัน ทำงานตัวเองไม่ค่อยเสร็จตามที่รับปากไว้
ของขวัญ: เวลาที่เราทำงานเสร็จและทำงานดี เราจะโดดเด่นขึ้นมาทันที

ตัวอย่างที่ 3:
หีบห่อ: เขาไม่มั่นใจในความสามารถของเราเพราะว่าเราประสบการณ์ไม่พอหรือเรียนมาไม่ตรงสาย
ของขวัญ: เมื่อความคาดหวังต่ำ การทำให้ได้ตามความคาดหวังหรือเกินคาดหวังก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งขึ้น

จากนี้ไป ขอให้จำไว้ว่า ทุกๆ เรื่องที่คนรอบข้างหรือโชคชะตาหยิบยื่นให้นั้นอาจมีของดีอยู่ข้างใน

เราอาจจะตกใจกับหีบห่อที่หน้าตาไม่สวยงาม

แต่ถ้าเราไม่เดินหนีหรือโยนมันทิ้งไปเสียก่อน

ลองแกะออกมา แล้วพิจารณาดูดีๆ ว่า “เราจะใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างไร”

แล้วทุกเรื่องในชีวิตจะกลายเป็นของขวัญครับ


ขอบคุณไอเดียจากหนังสือ The Obstacle is The Way by Ryan Holiday

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

กฎ 20 ไมล์

20160731_20miles

ในปีค.ศ.1911 สองนักสำรวจชาวนอร์เวย์และอังกฤษแข่งกันว่า ใครจะสามารถพิชิตขั้วโลกใต้ได้เป็นคนแรก

นักสำรวจชาวนอร์เวย์ชื่อโรอัลด์ อมุนด์เซน (Roald Amundsen)

ส่วนนักสำรวจชาวอังกฤษนั้นชื่อโรเบิร์ต ฟอลคอน สก๊อต (Robert Falcon Scott)

ทั้งสองคนอายุพอๆ กัน มีประสบการณ์พอๆ กัน ออกเดินทางในเวลาไล่เลี่ยกัน แถมในช่วงสองเดือนแรกหลังจากออกเดินทาง ทั้งสองคณะยังเจอวันที่อากาศแย่พอๆ กันด้วย (อ้างอิงจากสมุดบันทึกที่ทั้งสองคนเขียนเอาไว้)

ในวันที่ 14 ธันวาคม 1911 คณะของอมุนด์เซนได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่พิชิตขั้วโลกใต้

ผ่านไปอีก 35 วัน กว่าคณะของสก๊อตจะเดินทางมาถึง และได้เห็นภาพอันน่าเจ็บปวด คือธงชาตินอร์เวย์ที่ปักอยู่ก่อนแล้ว

(อย่าลืมว่าในยุคนั้นยังไม่มีเครื่องมือสื่อสารใดๆ ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงไม่มีทางรู้ว่าแต่ละคณะเดินทางถึงไหนกันแล้วจนกว่าจะมาถึงขั้วโลกใต้และเห็นว่ามีธงปักอยู่หรือไม่)

คณะของอมุนเซนด์นั้นเดินทางกลับไปยัง Framheim ซึ่งเป็น Basecamp และประกาศให้โลกรับรู้ถึงความสำเร็จในวันที่ 25 มกราคม 1912

แต่คณะของสก๊อตไม่มีใครเหลือรอดกลับมาแม้แต่คนเดียว ทุกคนเสียชีวิตระหว่างทางอันเนื่องมาจากสภาพอากาศที่เลวร้าย

อะไรคือความแตกต่างของคณะของอมุนเซนด์ชาวนอร์เวย์และคณะของสก๊อตชาวอังกฤษ?

ความแตกต่างอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ คณะของอมุนเซนด์นั้นจะเดินทางวันละประมาณ 15-20 ไมล์เสมอ

แม้เวลาเจออากาศดีๆ สามารถเดินทางได้วันละ 30 ไมล์ แต่อมุนเซนด์ก็ยังเลือกที่จะเดินทางไม่เกิน 20 ไมล์อยู่ดี

แต่ในวันที่อากาศเลวร้ายมากๆ อมุนเซนด์ก็ยังออกเดินทาง แม้จะไปได้แค่ 10-15 ไมล์ก็ยังดี

ส่วนสก๊อตนั้นแตกต่าง ในวันที่อากาศแย่ๆ เขาและคณะจะหลบอยู่ในเต๊นท์และเขียนบันทึกแบบเซ็งๆ ว่าวันนี้อากาศไม่เป็นใจเอาเสียเลย

แต่ถ้าวันไหนอากาศดีมาก สก๊อตก็จะบุกตะลุยให้ได้ระยะไกลที่สุดเพื่อชดเชยวันที่ไม่ได้เดินทาง แต่การทำเช่นนั้นส่งผลให้คณะของสก๊อตเหนื่อยล้าเกินไป พอวันไหนที่อากาศแย่ๆ จึงไม่มีแรงใจและแรงกายพอที่จะทำอะไร

และนี่คือที่มาของกฎ 20 ไมล์ที่ผมอยากพูดถึงในวันนี้

ถ้าเราอยากจะประสบความสำเร็จในเรื่องใด เราควรจะสร้างความก้าวหน้าในเรื่องนั้นทุกวัน

ไม่ว่าวันนั้นจะเจอเรื่องร้ายดีอย่างไร ‘สภาพอากาศ’ จะไม่เป็นใจแค่ไหน เราก็ไม่ควรหยุดเคลื่อนที่

และแม้ว่าวันไหนจะเส้นทางสดใสหรือเราจะมีกำลังเต็มพิกัด ก็ต้องระวังไม่หักโหมจนเหนื่อยล้าเกินไปในวันพรุ่งนี้

ผมเองก็เหมือนจะใช้กฎ 20 ไมล์นี้โดยไม่รู้ตัว คือเขียนบล็อกวันละหนึ่งตอนมาปีครึ่งแล้ว และตั้งใจจะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ลองดูนะครับ หาเป้าหมายหนึ่งที่มีคุณค่ากับเรา และเดินตามกฎ 20 ไมล์นี้ทุกวัน

วันหนึ่ง เราอาจพิชิตขั้วโลกใต้ของตัวเองก็ได้


UPDATE: 20 Aug 2017: ต้องขอบคุณกฎ 20 ไมล์ที่ทำให้ผมเดินทางถึง “ขั้วโลกใต้” ได้จริงๆ เพราะ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้ว (ตอนนี้อยู่อันดับ 10 หนังสือขายดีของ SE-ED หมวดจิตวิทยาครับ)

BookAdvertise

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia: Roald Amundsen 

ขอบคุณข้อมูลจาก Jim Collins: Great by Choice

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia: Roald Amundsen and his crew looking at the Norwegian flag at the South Pole, 1911 South Pole

2025: ปีที่เราไม่ต้องมีรถยนต์ส่วนตัว

20160731_nopersonalcars

จั่วหัวข้อซะยิ่งใหญ่ แต่ชื่อหัวข้อจริงๆ ของบทความที่ผมอยากจะเขียนในวันนี้คือ “รัฐบาลฟินแลนด์กำลังวางแผนสร้างระบบขนส่งมวลชนที่จะทำให้ประชาชนในเฮลซิงกิไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ส่วนตัวภายในปี 2025” ซึ่งยาวไปหน่อยเลยขอถือวิสาสะตัดทอนนะครับ

ช่วงนี้โลกตะวันตกกำลังตื่นเต้นกับกระแสรถยนต์ไร้คนขับ – driverless cars – และก็มีคนลงมาเล่นเกมนี้กันเยอะแยะไม่ว่าจะเป็น Tesla Motors, Google หรือแม้กระทั่ง Apple ก็อาจจะร่วมวงด้วย 

และถ้าผมเข้าใจไม่ผิด รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองนั้นจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (ไม่ใช่รถ Hybrid เหมือนที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบัน) ดังนั้นหลายประเทศจึงเริ่มตระเตรียมความพร้อมทางกฎหมายเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเยอรมันนีได้ออกมาประกาศแล้วว่าจะออกกฎหมายกำหนดให้รถยนต์ทุกคันในเยอรมันนีต้องเป็นรถไฟฟ้าภายในปี 2030 (หรือแม้กระทั่งอินเดียก็ได้ออกมาประกาศทำนองเดียวกัน )

แต่ประเทศฟินแลนด์ไปไกลกว่านั้น เพราะรัฐบาลกำลังวางแผนที่จะบูรณาการระบบขนส่งที่จะใช้ประโยชน์จากรถไฟฟ้าไร้คนขับ ร่วมกับระบบการจัดการที่ดีเพื่อทำให้การเดินทางในเฮลซิงกิซึ่งเป็นเมืองหลวงของฟินแลนด์นั้นง่ายดายเสียจนการมีรถส่วนตัวไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป

รัฐบาลฟินแลนด์เคยทดลองใช้ระบบ minibus on demand ที่เรียกว่า Kutsuplus

มินิบัสยี่ห้อนี้มีทั้งหมด 15 คัน แต่ละคันจุได้ 12 คน และไม่มีคันไหนที่มีเส้นทางวิ่งตายตัว

เราแค่เข้าเว็บไซต์ของ Kutsuplus ผ่านมือถือ บอกว่าเราอยู่ตรงไหน และอยากจะไปที่ไหน ระบบก็จะทำการคำนวณให้ว่าในบรรดารถ Kutsuplus ทั้งหมด คันไหนเหมาะจะแวะมารับเราที่สุด

ค่าโดยสายของ Kutsuplus นั้นจะแพงกว่าค่าโดยสารรถบัสปกติ แต่ก็ยังถูกกว่าแท๊กซี่ไม่น้อย

ระบบ Kutsuplus นั้นทำการทดลองวิ่งอยู่เกือบสามปี ก่อนที่จะตัดสินใจปิดตัวลงในวันที่ 31 ธ.ค.2558 โดยรัฐบาลอ้างว่าค่าใช้จ่ายสูงเกินไป เพราะว่าจำนวนรถน้อย ทำให้ตอบสนองเส้นทางได้น้อย จึงทำให้ผู้โดยสารแต่ละเที่ยวน้อย (เช่นมีคนนั่งแค่ 3 คนเป็นต้น)

แม้จะไม่สามารถยืนระยะได้ แต่ผลตอบรับจากคนที่เคยใช้งานร่วม 21,000 คนนั้นดีมาก จึงเชื่อว่าถ้ารัฐบาลดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนจนมียานพาหนะสไตล์ Kutsuplus ออกมาเป็นหลักร้อยหรือหลักพัน ก็จะทำให้วิ่งได้หลายเส้นทาง มีผู้โดยสารได้เต็มคันรถมากขึ้น ทำให้มีรายได้เพียงพอที่จะเป็นธุรกิจที่มีกำไรได้

วิสัยทัศน์ของรัฐบาลฟินแลนด์ก็คือจะเชื่อมโยงการเดินทางทุกรูปแบบให้อยู่ในระบบเดียวกัน คุณแค่มีแอพมือถือตัวเดียว ก็จะสามารถวางแผนการเดินทางและจ่ายค่าเดินทางทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรถบัส รถไฟ รถแท๊กซี่ จักรยาน ฯลฯ โดยแอพนี้จะวางแผนโดยใช้ข้อมูลการจราจรในปัจจุบัน (realtime traffic data) รวมถึงพยากรณ์อากาศ เพื่อคำนวณว่าเส้นทางไหนจะไปถึงเร็วที่สุด ถูกที่สุด หรือเปียกฝนน้อยที่สุด!

ทุกวันนี้เวลาเราใช้มือถือเราก็จะมีเลือกแพ็คเกจว่าจะเอาแบบไหน เช่นโทร.เยอะเล่นเน็ตน้อย หรือโทร.น้อยเล่นเน็ตเยอะ

ฟินแลนด์ก็จะใช้หลักการนี้กับการขนส่งมวลชนเช่นกัน โดยอาจจะให้ผู้ประกอบการแต่ละเจ้าเสนอ ‘mobility packages’ (mobility = การเคลื่อนที่หรือการเดินทางนั่นเอง) และเราก็จะสามารถเลือกได้ว่าจะเลือกซื้อ mobility packages จากเจ้าไหน และจะซื้อแบบเหมาจ่ายรายเดือนหรือจ่ายตามจริง

รัฐบาลฟินแลนด์เชื่อว่า ค่านิยมของคนในประเทศตัวเองกำลังเปลี่ยนไป เมื่อคนยุคนี้โตมาใน sharing economy ด้วยธุรกิจอย่าง Uber หรือ AirBnb ประชาชนอาจจะเริ่มมองไม่เห็นประโยชน์ของการมีรถยนต์ส่วนตัวที่ใช้เวลาส่วนใหญ่จอดอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน (อย่าลืมนะครับว่าถึงตอนนั้นรถยนต์ส่วนใหญ่จะขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง) ดังนั้นถ้าทางรัฐสามารถจัดระบบขนส่งที่จะพาคนจากจุดหนึ่งไปถึงจุดหนึ่งอย่างง่ายดาย ประชาชนในเมืองเฮลซิงกิก็ไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ส่วนตัวอีกต่อไป

มีคนบางคนออกมาท้วงติงว่า คนฟินแลนด์นั้นมีวัฒนธรรมอยู่อย่างหนึ่งคือการไปเที่ยวบ้านพักตากอากาศช่วงฤดูร้อน และการเดินทางไปต่างจังหวัดของฟินแลนด์นั้นก็ยังจำเป็นต้องมีรถยนต์ขับไปอยู่ดี แต่นั่นในทางกลับกัน ก็เป็นไปได้ว่ามีผู้ประกอบการมากมายที่พร้อมให้บริการเช่ารถในช่วง high season นี้

เป็นเรื่องน่าสนใจมากครับว่า ถ้ารัฐบาลฟินแลนด์ทำได้จริง มันจะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไปอย่างไรบ้าง

และที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือมันจะเปลี่ยนค่านิยมของการ “ใช้รถเป็นเครื่องประดับ” ไปอย่างไรบ้าง

อีกไม่นานเกินรอครับ


ป.ล. ผมอ่านเจอเรื่องนี้ครั้งแรกจากเว็บไทยชื่อ autospinn.com หัวข้อ ฟินแลนด์วางแผนยกเลิกรถส่วนบุคคลทุกชนิดภายในปี 2025 น่าเสียดายที่เว็บไม่ได้ระบุแหล่งที่มาของข่าว แต่ผมเดาว่าต้นทางน่าจะมาจากเว็บ carscoops.com หัวข้อ Finland Wants People To Stop Driving In Helsinki By 2025 ครับ


ขอบคุณภาพจาก Wikipedia: Skytran (ภาพอาจจะไม่สอดคล้องกับเนื้อหาแต่ที่หยิบมาใช้ได้เพราะไม่ต้องกลัวผิดลิขสิทธิ์ครับ)

ขอบคุณข้อมูลจาก
Tech Insider: Here are all the companies racing to put driverless cars on the road by 2020

Co.Exist: Helsinki Wants To Eliminate The Need For Car Ownership By 2025 

ZDNet: Death of the car: The tech behind Helsinki’s ambitious plan to kill off private vehicles 

Electrek:
India is aiming for all cars to be electric as soon as 2030
All new cars mandated to be electric in Germany by 2030

Citiscope: Why Helsinki’s innovative on-demand bus service failed


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สุขเพราะเข้าใจ

20160730_happy

Q: ก่อนหน้านี้เราได้ดู TED Talk ในตอนที่เกี่ยวกับพระโดยเฉพาะ ซึ่งมีคนรวบรวมไว้ทั้งหมด 10 กว่าตอนที่ว่าด้วยเรื่องของ Buddhism Lifestyle เราพบว่ามีถึง 6 ใน 10 รูปที่มักจะพูดเรื่องความสุข เลยอยากถามว่าความสุขสำคัญอย่างไร ทำไมต้องหยิบเรื่องนี้มาพูด

A: เพราะมนุษย์ทุกข์ไงครับ แล้วความสุขเชิงพุทธนี่ ถ้าดูดีๆ พระพุทธเจ้าพูดถึงคำว่าพ้นทุกข์ ไม่ได้พูดถึงคำว่าสุข แต่ทีนี้พอพ้นจากทุกข์แล้ว บางทีเราก็เรียกง่ายๆ ว่าเป็นความสุข แต่ที่จริงคือ ทำยังไงให้ไม่ทุกข์มากกว่า ความสุขของคนพุทธก็คือความไม่ทุกข์ มีก็ไม่ทุกข์ ไม่มีก็ไม่ทุกข์ ความไม่ทุกข์คือความเข้าใจว่าชีวิตมันเป็นอย่างนั้นเองเท่านั้นแหละ แต่สังเกตดูดีๆ คนเป็นพระจะไม่ได้สุขแบบตื่นเต้นเร้าใจ ชาวพุทธไม่สุขแบบนั้น ส่วนเรื่องคำว่าความสุข หลวงพี่คิดว่าเพราะคนมักจะใช้คำตรงกันข้าม พอไม่ทุกข์ก็เลยกลายเป็นสุข แต่สุขของโลกคือสุขแบบดี๊ด๊า ซึ่งเป็นคนละความหมายกับสุขแบบพุทธที่ไม่ได้หมายถึงสุขแบบได้ดั่งใจ แต่เป็นสุขจากความเข้าใจ เพราะการได้ดั่งใจไม่ใช่เรื่องสำคัญ เราเคารพเหตุผลมากกว่า ดังนั้นถ้าหลวงพี่ไม่อ่านหนังสือก็จะสอบไม่ได้ หลวงพี่ก็ไม่จำเป็นต้องทุกข์ เพราะหลวงพี่ไม่ได้อ่านไง

– พระจิตร์ ตัณฑเสถียร
a day BULLETIN issue 418, 25-31 Jul 2016
สัมภาษณ์ วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม
ถ่ายภาพ ภาสกร ธวัชธาตรี


คนเราน่าจะแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกคือคนที่วิ่งเข้าหาความสุข

สุขในแบบ “ดี๊ด๊า” ตามที่พระจิตร์ท่านว่าไว้

แต่กว่าจะมีความสุขสไตล์นี้ได้ก็อาจต้องผ่านหลายขั้นตอนเหมือนกัน

ต้องทำงาน เพื่อจะได้มีเงินไปซื้อสินค้าหรือบริการที่ทำให้เราสุขแบบดี๊ด๊า

นอกจากมีเงินซื้อของแล้ว ก็อยากมีเงินเหลือด้วย เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉินหรือเจ็บป่วย เพราะไม่อย่างนั้นก็จะทุกข์แบบตรอมตรม

เมื่ออยากมีเงินทั้งสำหรับซื้อความสุขดีด๊าในปัจจุบันและป้องกันความทุกข์ตรอมตรมในอนาคต พวกเราส่วนใหญ่ก็เลยต้องเหนื่อยหน่อย

ในขณะที่คนกลุ่มที่สอง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า กำลังแสวงหาความสุขอีกแบบนึง

สุขแบบจืดๆ ไม่หวือหวา

สุขเพียงเพราะว่าไม่ทุกข์

“ข้อเสีย” ของความสุขแบบนี้ก็คือมันอาจจะทำให้ชีวิตไม่มีรสชาติ

แต่ข้อดีก็คือมันเป็นความสุขที่ไม่ต้องใช้เงินเป็นทางผ่าน

แถมเป็นสุขได้ทั้งขาขึ้นและขาลง

รุ่งเรืองก็ไม่ดี๊ด๊า ตกยากก็ไม่ตรอมตรม

เพราะคนที่สุขแบบนี้ได้ เขาไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจ ซึ่งเป็นเรื่องภายนอกที่ควบคุมได้ยาก

แต่สุขได้เพราะว่าเข้าใจ ซึ่งเป็นโลกภายในที่ควบคุมได้ง่ายกว่า

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็เข้าใจ

เข้าใจทั้งโลก เข้าใจทั้งตัวเอง

พอเข้าใจก็ไม่ทุกข์

พอไม่ทุกข์ก็เป็นสุข

ผมว่าผู้อ่าน Anontawong’s Musings เกือบทั้งหมดก็เป็นสมาชิกของทั้งสองกลุ่มนั่นแหละ

คือยังอยากสุขแบบดี๊ด๊าอยู่ แต่ก็ไม่ละเลยที่จะเรียนรู้วิธีการมีความสุขแบบจืดๆ แต่ยั่งยืนกว่า

คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วครับว่า จะบาลานซ์ความสุขสองอย่างนี้ยังไงให้ตรงจริตเรามากที่สุด


ขอบคุณเนื้อหาและภาพจาก a day BULLETIN issue 418, 25-31 Jul 2016

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com