นกน้อยไม่กลัวกิ่งหัก

20170607_BirdNofear

ไม่ใช่เพราะว่ามันมั่นใจในกิ่งไม้ แต่เพราะมันมั่นใจในปีกตนเอง

A bird sitting on a tree is never afraid of the branch breaking, because her trust is not on the branch but on its wings.
-Unknown

อาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ เคยพูดไว้ว่า เมื่อเรามีเมตตาให้ผู้อื่นบ่อยๆ สิ่งหนึ่งที่จะหายไปคือความกลัว

คนขี้ขลาดจะโกงบ้านโกงเมืองเพราะเขากลัวว่าจะมีเงินไม่พอใช้ และคนขี้ขลาดจะแซงคิวเพราะกลัวว่าต้องรอนานหรือกลัวว่าจะไม่ได้ของ

เมื่อใดก็ตามที่เรามีเมตตา เราจึงเลิกกลัวคนอื่น และเลิกกลัวอนาคต

พระท่านว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เมื่อเราเชื่อใจว่าเราพึ่งพาตนเองได้ ก็ไม่มีเหตุให้ต้องกลัวอีกต่อไป

แม้ว่าบริษัทจะเลย์ออฟ เราก็รู้ว่าเดี๋ยวก็ต้องหางานใหม่หรือหาช่องทางทำมาหากินได้

แม้ว่าคนๆ นั้นจะทิ้งเราไป เราก็รู้ว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือโอกาสในการเริ่มใหม่ให้ดียิ่งกว่าเดิม

และแม้ว่าเราจะล้มป่วยหรือประสบเหตุไม่คาดฝัน แต่ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ เวลาก็จะเยียวยาได้แน่นอน

นกไม่กลัวกิ่งหัก เพราะมันเชื่อมั่นในปีกของตนเอง

ถ้าอยากเป็นมนุษย์ที่ไม่ขี้ขลาด ก็ต้องหา “ปีกของตัวเอง” ให้เจอไวๆ นะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด

20170601_watchyourwords

อยู่กับคนอื่นให้ระวังปาก

Take care of your thoughts when you are alone, and take care of your words when you are with people.
-Unknown

ถ้าทำสองอย่างนี้ได้ ผมว่าปัญหาชีวิตเราจะลดลงไปไม่น้อย

เพราะมนุษย์เรามีระบบทำลายตัวเองด้วยความคิด

ความคิดเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เจริญก้าวหน้ากว่าสิ่งมีชีวิตใดบนโลกใบนี้

แต่ความคิดก็เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทำร้ายตัวเองได้มากกว่าสัตว์ชนิดใดบนโลกใบนี้เหมือนกัน

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราตกอยู่ในอารมณ์น้อยใจ/เสียใจ/ร้อนใจ ระบบทำลายตัวเองจะเริ่มทำงานทันที

การฝึกสติจึงมีประโยชน์มาก เพราะมันจะทำให้เรารู้เท่าทันความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ และเพียงแค่รู้ทัน ความคิดอกุศลนั้นก็จะดับไปให้ดู

ถ้าสติช่วยให้เราระวังความคิด ศีลก็เป็นตัวช่วยให้เราระวังปากเวลาอยู่กับคนอื่น

ศีลข้อ 4 ที่ว่าด้วยการไม่โกหกนั้น จริงๆ แล้วยังหมายรวมไปถึงการไม่เบียดเบียนผู้อื่นทางวาจาอีกด้วย

การพูดจาเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ พูดจาส่อเสียด หรือพูดนินทาคนนั้นคนนี้ (ต่อให้สิ่งที่พูดเป็นความจริง) ก็ถือเป็นการเบียดเบียนคนอื่นทางวาจาทั้งนั้น

การฝึกสติกับการถือศีลจึงไม่ใช่เรื่องของคนคร่ำเคร่งศาสนา แต่เป็นเทคนิคสำคัญสำหรับคนที่อยากมีปัญหากับตัวเองและมีปัญหากับชาวโลกให้น้อยที่สุดครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

อย่ารอให้มีเวลามากกว่านี้

20170605_moretime

เพราะเราไม่มีทางมีเวลามากไปกว่านี้แล้ว

หนึ่งในคำพูดติดปากของคนเราก็คือ “ไว้มีเวลาแล้วค่อยทำ” หรือ “ไว้รอมีเวลาก่อน”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ๆ อย่างการเริ่มโปรเจ็คอะไรที่เราอยากทำมานาน หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนัดทานข้าวกับคนที่เรารัก

แต่วันที่เราจะมีเวลามากขึ้นนั้นไม่มีทางมาถึง

หนึ่ง เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ความรับผิดชอบและภาระจะมีมากยิ่งขึ้น

สอง สิ่งเย้ายวนจิตใจมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลองคิดภาพสมัย 20 ปีก่อนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและเฟซบุ๊ค เทียบกับสมัยนี้เราโดนเทคโนโลยีกินเวลาชีวิตไปเท่าไหร่ และในอนาคตก็มีโอกาสสูงมากที่เทคโนโลยีจะมอบอะไรที่คนจะติดงอมแงมยิ่งกว่ามือถือซะอีก

สาม นับจากวันที่เราเกิด ระเบิดเวลาก็ได้ถูกจุด เวลาของเราจึงเหลือน้อยลงทุกขณะ

พรุ่งนี้เราจึงจะมีเวลาน้อยกว่าวันนี้ 24 ชั่วโมง และมะรืนนี้เราจะมีเวลาเหลือน้อยกว่าวันนี้ 48 ชั่วโมง

ดังนั้น “ตอนนี้” คือห้วงขณะที่เรามีเวลามากกว่าวันใดๆ ในชีวิตของเราแล้ว

แทนที่จะ “รอเวลา” สู้เรามา “จัดเวลา” กันดีกว่า เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย

เพราะสำหรับสิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ นั้น ไม่มีเวลาใดจะเหมาะไปกว่าวันนี้แล้ว


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

วิธีบำบัดโรคขี้อิจฉา

20170603_jealous

วันนี้ผมได้อ่านบล็อกของ Derek Sivers ได้มุมมองที่น่าสนใจเลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

ลองจินตนาการว่าคุณได้เป็นตัวแทนประเทศไปวิ่งแข่งในกีฬาโอลิมปิกส์

คุณเข้าเส้นชัยเป็นที่ 2 ได้ขึ้นไปยืนอยู่บนแท่นเพื่อรับเหรียญเงิน คุณจะรู้สึกอย่างไร?

“ถ้าเราวิ่งเร็วกว่านี้อีกนิดเดียวก็ได้เหรียญทองไปแล้ว”

มันคงเป็นความรู้สึกที่ทั้งเสียใจและเสียดายที่พลาดเหรียญทองไปอย่างฉิวเฉียด

แต่ถ้าคุณได้เหรียญทองแดงล่ะ?

“ถ้าช้ากว่านี้อีกนิดเดียวก็คงไม่ได้มายืนอยู่บนแท่นนี้แล้ว!”

ความสุขนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราโฟกัสไปที่เรื่องใด

ถ้าเรารู้ตัวว่าอิจฉาคนอื่นๆ บ่อยๆ นั่นแสดงว่าเรากำลังคิดแบบนักวิ่งเหรียญเงิน วิธีบรรเทาก็คือหัดคิดแบบนักวิ่งเหรียญทองแดงซะบ้าง

ถ้าเรามีความสุขกับการใช้มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด พอเห็นคนอื่นใช้มือถือรุ่นที่ใหม่กว่าเรา เราก็จะอิจฉาทันที

แต่ถ้าเราพอใจกับมือถือที่คุณภาพดีและราคาสมเหตุสมผล เราก็จะรู้สึกดีเมื่อเทียบกับคนอื่นที่ใช้มือถือคุณภาพต่ำ

ถ้าเราเป็นนักดนตรีที่มีความฝันอยากโด่งดังเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่ความจริงยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก เราก็จะคอยเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ดังกว่าตลอด

แต่ถ้าเราเล่นดนตรีเพื่อดนตรี แค่เราได้หาเลี้ยงชีพจากสิ่งที่ตัวเองรัก เราก็พอใจแล้ว

ถ้าเราเป็นพนักงานบริษัท แล้วเทียบตัวเองกับคนที่เงินเดือนดีกว่า เราก็จะทุกข์ใจ แต่ถ้าเราคิดได้ว่ายังมีอีกหลายคนที่ฝันอยากจะได้มาอยู่ ณ จุดที่เรายืนอยู่ เราก็จะไม่ทุกข์มากนัก

ไม่ได้แปลว่าคนเราไม่ควรมุ่งสู่ความเป็นเลิศนะครับ

ในบางครั้ง เราก็ต้องคิดแบบนักวิ่งเหรียญเงินเพื่อจะมีแรงฮึดขยันซ้อมให้มากขึ้น

แต่ในเวลาที่เหลือ เราควรจะเห็นคุณค่าในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว

ผมเองก็ยังคิดแบบนักวิ่งเหรียญเงินเป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาที่เห็นบล็อกเกอร์ที่มียอดไลค์ยอดแชร์เยอะๆ

แต่ความคิดนี้ก็จะดับลงเมื่อมีคนมาขอบคุณหรือบอกว่าบทความวันนี้มีประโยชน์มากเลย

เพราะมันได้ช่วยย้ำเตือนว่า ผมเริ่มเขียนบล็อกนี้เพื่ออะไร

—–

(UPDATE 25 Aug 2017: “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะคุนิยะ เอเชียบุุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce)

ขอบคุณเนื้อหาจาก Derek Sivers: Think like a bronze medalist, not silver

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

พรสวรรค์คือความชอบ

20170601_talent

[ถาม]: เท่าที่รู้มาคือคุณเข้าวงการโดยเริ่มจากศูนย์ ไม่รู้จักใครเลย แล้วตอนนั้น
คิดว่าต้นทุนที่สำคัญของคุณคืออะไร

[ตอบ]:จริงๆ ผมรู้สึกว่ามันเริ่มจากโอกาส เราต้องวิ่งเข้าหาโอกาส บางครั้งจะมานั่งรอโอกาสอย่างเดียวก็ไม่ได้ ตั้งแต่เด็กเลยนะ สมมติถ้าผมฝึกเล่นดนตรี แล้วรอวันหนึ่งให้โปรดิวเซอร์มาเห็น เอานามบัตรมาให้เหมือนอย่างในละครหรือในหนัง สำหรับผมมันช้าไป เพราะก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะมาเห็น เพราะฉะนั้นอยากได้อะไรก็ต้องหามาให้ตัวเอง ถ้ารู้ว่าจะไม่มีใครแต่งเพลงให้ ก็ฝึกแต่งเพลงสิ อยากเล่นกีตาร์เป็น แต่ไม่มีใครสอน ก็ต้องฝึกเล่นเองสิ บางคนเล่นกีตาร์อยู่ดีๆ ก็มีเพื่อนมาชวนไปเล่นที่ร้าน แต่ผมไม่มี ผมก็ต้องเดินไปหาร้านของใครก็ไม่รู้ อย่างตอนที่ไปอยู่ภูเก็ตผมก็ไม่มีเพื่อนสักคน ก็ต้องเสิร์ชหาข้อมูลทุกอย่างเอาเอง สุดท้ายแล้วต้นทุนที่สำคัญมันอาจจะเป็นความชอบที่ผมอยากจะทำ มันพาผมขับเคลื่อนไปข้างหน้า

หลายคน มักจะพูดถึงพรสวรรค์ ผมก็เคยคิดเหมือนกันว่าพรสวรรค์คืออะไร สุดท้ายผมคิดว่าพรสวรรค์ก็คือความชอบนี่แหละ สมมติมีเด็กคนหนึ่งเรียนภาษาอังกฤษเก่งมาก หลายคนก็บอกว่าน้องคนนี้เขามีพรสวรรค์ด้านภาษาอังกฤษ แต่เขาอาจไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วน้องมันแค่ชอบภาษาอังกฤษมาก เจออะไรเป็นภาษาอังกฤษก็หยิบมาอ่าน เพราะเขาชอบไง แต่เราไม่เห็นกระบวนการทำงานของเขา ก็ไปคิดว่าเขามีพรสวรรค์ ไปตัดสินว่าเขาคงนั่งเฉยๆ เหมือนเรา แล้วอยู่ๆ ก็มีพรสวรรค์งอกขึ้นมาเอง แต่จริงๆ แล้วมันเริ่มจากความที่เขาชอบ หรือเห็นเพื่อนเล่นกีตาร์เป็นได้เร็ว เราก็ไปตัดสินเขาอีกว่าเขาคงนั่งอยู่เฉยๆ เหมือนเรา แต่ไม่รู้เลยว่าตอนอยู่บ้านเขาแทบจะไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากเล่นกีตาร์ ถ้าเล่นไม่เก่งก็บ้าแล้ว เพราะฉะนั้นผมยังพิสูจน์ไม่ได้หรอกว่าพรสวรรค์คืออะไร เพราะผมเองก็ไม่ได้เก่งมากหรือเป็นเทพ แต่อยากทำอะไรได้ก็แค่ไปฝึก อยากแต่งเพลงก็ฝึกแต่งเพลง ไม่กล้าบอกหรอกว่าตัวเองแต่งเพลงเก่ง ผมก็เหมือนคุณนี่แหละ ไม่ได้อัจฉริยะอะไรเลย ต้องกลับบ้านไปนั่งใช้เวลาแต่ง เหมือนๆ กัน บางครั้งก็คิดออก บางครั้งก็คิดไม่ออก

– สิงโต นำโชค
a day BULLETIN Issue 380 2-8 November 2015
เรื่อง : วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม, เอกพล บรรลือ
ภาพ : ภาสกร ธวัชธาตรี

—–

วันก่อนที่ผมเขียนเรื่องนาฬิกาแดดที่อยู่ในร่ม เพื่อนคนนึงก็เข้ามาคุยกับผมว่าไม่รู้ว่าพรสวรรค์ของตัวเองคืออะไร

ผมตอบไปว่าจริงๆ เธอน่าจะรู้ตัวเองดีอยู่แล้ว มันคือสิ่งที่เราชอบทำและขยันฝึกจนเราทำได้ดีนี่เอง (เธอชอบเล่นโยคะมาก)

เวลาเราเห็นคนเก่งมากๆ เรามักจะบอกว่าคนนั้นคนนี้มีพรสวรรค์ หรือถ้าเทพขึ้นไปอีกก็จะยกย่องว่าเขาเป็นอัจฉริยะ

แต่แม้กระทั่งอัจฉริยะที่เรายกย่องอย่างไอน์สไตน์ก็เคยพูดว่าเขาไม่ได้ฉลาดอะไรมากมาย เขาแค่พร้อมที่จะขลุกอยู่กับปัญหานานกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

“It’s not that I’m so smart, it’s just that I stay with problems longer.”

เวลาที่เราบอกว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์เหมือนคนอื่น จริงๆ แล้วมันเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อกลบเกลื่อนความเหยาะแหยะหรือความกลัวของเรารึเปล่า?

พรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิดคงจะพอเป็นเรื่องจริงอยู่บ้าง ซึ่งน่าจะใช้ได้กับคนที่เป็นอันดับต้นๆ ของโลกอย่างเมสซี่หรือโรนัลโด

แต่สำหรับคนเก่งอีก 99.9999% สิ่งที่เรียกว่าพรสวรรค์นั้นจริงๆ แล้วอาจเป็นเพียงแค่ความชอบที่มากพอจนเขาลงแรงและฝึกฝนมากกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง

ความสามารถอย่างหนึ่งของผมคือเล่นกีตาร์ได้โดยไม่ต้องดูคอร์ด ขอแค่ร้องได้ก็เล่นได้แล้ว (เฉพาะเพลงไทยนะ) น้องบางคนก็ชอบนึกว่าผมจำคอร์ดแม่น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย

ช่วงปีแรกของการหัดกีตาร์นั้น ผมอยู่นิวซีแลนด์ แถมตอนนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ต จึงไม่สามารถหาหนังสือเพลงหรือหาคอร์ดจากเน็ตมาเล่นได้ มันจึงบังคับให้ผมต้องแกะเพลงที่อยากเล่นไปโดยปริยาย พอแกะเพลงมากเข้าๆ ก็พอจะจับทางคอร์ดออก โดยเฉพาะเพลงไทยที่ทำนองไม่ซับซ้อน ไปๆ มาๆ จึงรู้ได้เลยว่าท่อนต่อไปควรจะเล่นคอร์ดอะไรโดยไม่ต้องใช้ความจำ

การเล่นกีตาร์ได้โดยไม่ต้องดูคอร์ด ดูเผินๆ เป็นพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นแค่ผลของการฝึกฝนเท่านั้นเอง

ดังนั้น สำหรับคนที่จะเริ่มทำอะไรอะไร ลืมคำว่าพรสวรรค์ไปก่อนเลย ลองทำดู แล้วถามตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบ ถ้าชอบก็ให้เวลากับมันมากๆ ฝึกฝนเยอะๆ และสุดท้ายก็จะเหมือนที่พี่สิงโตบอก…คนที่ทำได้อย่างนี้ ถ้าไม่เก่งก็บ้าแล้ว


ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก a day BULLETIN Issue 380 2-8 November 2015

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/