นิทานฝนตกไม่เปียกปอน

20170523_rainnowet

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คราหนึ่ง อาจารย์เซนเรียกศิษย์สามคนมาพบ จากนั้นเขียนบทกวีขึ้นบทหนึ่ง ความว่า “พิรุณโปรยปราย สองคนก้าวย่าง ไม่เปียกปอนหนึ่งคน”

จากนั้นจึงเอ่ยถามเหล่าศิษย์ว่า “พวกเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรกับกวีบทนี้ เหตุใดจึง ‘ไม่เปียกปอนหนึ่งคน’ จงลองตอบออกมาดู”

ศิษย์คนแรกกล่าวตอบว่า “สองคนเดินอยู่ท่ามกลางฝน แต่คนหนึ่งไม่เปียกฝน เหตุผลง่ายดายยิ่ง นั่นย่อมเป็นเพราะคนผู้นั้นต้องสวมใส่เสื้อกันฝนอย่างแน่นอน”

อาจารย์เซนไม่มีปฏิกริยาตอบสนองต่อคำตอบนั้น หันไปถามศิษย์คนที่สองว่า “เจ้าเล่า เห็นว่าอย่างไร?”

ศิษย์คนต่อมาตอบว่า “คำตอบแรกย่อมไม่ถูกต้อง เพราะคำตอบที่แท้จริงย่อมไม่ง่ายดายขนาดนั้น สองคนเดินอยู่กลางฝน แต่คนหนึ่งไม่เปียก นี่ช่างผิดปกติอย่างยิ่ง ข้าคิดว่าต้องเป็นเพราะสถานที่ที่ทั้งสองเดินอยู่เป็นเขตที่บรรจบกันระหว่างพื้นที่ที่ฝนตกและพื้นที่ที่ฝนไม่ตก คนหนึ่งเดินอยู่ด้านที่มีฝน ส่วนอีกคนเดินอยู่ด้านที่ฝนไม่ตก จึงไม่เปียกปอน”

อาจารย์เซนได้ฟังคำตอบนี้ เพียงแต่ยิ้มออกมาน้อยๆ พลางเอ่ยถามศิษย์คนสุดท้าย ว่าคิดเห็นอย่างไร

ศิษย์คนที่สามตอบว่า “คำตอบที่ศิษย์พี่ทั้งสองตอบมาทั้งการสวมเสื้อกันฝน และเดินอยู่ในเขตที่บรรจบกันระหว่างพื้นที่ที่ฝนตกและพื้นที่ที่ฝนไม่ตกล้วนเกินความเป็นไปได้ จริงๆแล้วคำตอบนั้นง่ายดายยิ่ง การที่คนหนึ่งไม่เปียกก็เพราะเดินอยู่ใต้ชายคาบ้าน แม้ฝนตก ย่อมไม่เปียก” เขาตอบด้วยความมั่นใจ ทั้งยังยืดอกเฝ้ารอคำชมเชยจากอาจารย์เซน ทว่าอาจารย์เซนกลับเงียบงัน

ชั่วครู่ อาจารย์เซนจึงกล่าวว่า “วันนี้ข้าเรียกพวกเจ้ามา ทั้งยังตั้งปัญหาให้พวกเจ้าตอบ ทว่าไม่มีแม้สักคนที่ตอบคำถามได้ตรงใจข้า พวกเจ้าติดตามข้ามานาน ทุกวันก้มหน้าก้มตาร่ำเรียนพระธรรมคัมภีร์ ทว่ากลับไม่มีความก้าวหน้า พวกเจ้าทราบหรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด?”

ศิษย์ทั้งสามคนต่างมองหน้ากันไปมา พลางส่ายหน้าว่าไม่เข้าใจ

อาจารย์เซนจึงตอบว่า “เหตุที่พวกเจ้าไม่ก้าวหน้า เป็นเพราะพวกเจ้าเพียงยึดติดกับตัวอักษรในตำราเท่านั้น ดังเช่นปัญหาที่ข้าถามในวันนี้ ‘ไม่เปียกปอนหนึ่งคน’ พวกเจ้าได้แต่ยึดติดกับความหมายของข้อความในแง่มุมเดียว จึงไม่อาจค้นพบคำตอบ

แท้จริงแล้วคำกล่าวที่ว่า ‘ไม่เปียกปอนหนึ่งคน’ นั้นย่อมหมายความว่า ‘เปียกปอนทั้งสองคน’ ได้เช่นกัน”


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน : ไม่เปียกปอนหนึ่งคน

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ความหมายของอิสรภาพ

20170601_freedom

อิสรภาพ (น.) คือการไม่ขออะไร ไม่คาดหวังอะไร ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใด

“Freedom (n.): To ask nothing. To expect nothing. To depend on nothing.”
― Ayn Rand, The Fountainhead

—–

ผมเป็นคนไม่ดื่มกาแฟ

อาจเป็นเพราะผมไม่รู้สึกว่ามันอร่อย และรู้สึกว่ามันแพงเกินไป

มีพี่คนหนึ่งต้องดื่มกาแฟเพราะไม่ดื่มแล้วมันจะง่วง เลยถามผมว่าถ้าไม่ดื่มกาแฟแล้วทำงานไหวเหรอ

ผมก็เลยตอบไปว่า ถ้าง่วงก็แปลว่าร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มกาแฟเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สู้ไปแก้ที่ต้นเหตุดีกว่ามั้ย?

การไม่ดื่มกาแฟของผมจึงไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติหรือเสียดายตังค์ แต่เป็นเรื่องความเชื่อส่วนตัวด้วยว่าเราควรพึ่งพาสิ่งนอกกายให้น้อยที่สุด เพราะยิ่งเอาชีวิตและความคาดหวังไปแขวนกับสิ่งภายนอกมากเท่าใด เราจะยิ่งตกเป็นทาสสิ่งๆ นั้นมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าเราต้องดื่มกาแฟแก้ง่วง เราก็จะเป็นทาสของร้านกาแฟ

ถ้าเราอยากซื้อมือถือรุ่นใหม่ ทั้งๆ ที่เครื่องเดิมก็ยังใช้ดีอยู่ เราก็ตกเป็นทาสการตลาด

ถ้าเราต้องให้แฟนส่งข้อความมาจ๊ะจ๋าทุกเช้า พอไม่ส่งเราก็กระวนกระวายหรือกระฟัดกระเฟียด เราก็ได้ตกเป็นทาสของแฟนแล้วเช่นกัน

แน่นอน มีอะไรบางอย่างที่เราต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ เช่นต้องป้อนนมลูก ต้องไปทำงาน ต้องออกกำลังกาย

แต่เรื่องอื่นๆ ที่เราคิดว่า “ต้องทำ” หรือ “ต้องมี” นั้น ถ้าสำรวจดีๆ มันเป็นแค่ความ “ต้องการ” เท่านั้นเอง

—–

ป.ล. บทความนี้ไม่ได้ต่อต้านการดื่มกาแฟนะครับ เพราะผมเชื่อว่าหลายคนดื่มเพราะว่าชอบกลิ่นและรสชาติของมันจริงๆ ผมเองก็ยังเป็นทาสของขนมไร้สาระอยู่ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้หาซื้อง่ายเหมือนกาแฟเท่านั้นเอง

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ข้อเท็จจริงเปลี่ยนความเชื่อไม่ได้

20170531_changemind

วันก่อนผมได้อ่านบล็อกตอนหนึ่งของ Seth Godin (ซึ่งเป็นไอดอลของผมเรื่องการเขียนบล็อก) เห็นว่าดีและเหมาะกับสถานการณ์ในเมืองไทยมาก จึงอยากถอดความมาวางไว้ตรงนี้ครับ

Facts are not the antidote for doubt -ข้อเท็จจริงไม่ใช่ยาถอนพิษความสงสัย

ดื่มน้ำให้มากพอแล้วคุณก็จะหายหิวน้ำแน่นอน

แต่สำหรับคนที่ไม่เชื่อ ต่อให้ถูกรายล้อมด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริงมากมายแค่ไหน ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนใจอยู่ดี

การให้ข้อมูลมากขึ้นจึงไม่สามารถหักล้างข้อสงสัยได้

สำหรับคนที่กำลังยืนกอดอก ส่ายหน้า หรี่ตา และปิดหูแล้ว การให้ข้อเท็จจริงกับเขาไม่อาจช่วยโน้มน้าวเขาได้เลย

แต่ความคลางแคลงใจนั้นพ่ายแพ้ต่อประสบการณ์ และประสบการณ์จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเขามีความสมัครใจ

ถ้าหากคนๆ หนึ่งพร้อมใจจะหาคำตอบที่ถูกต้อง พร้อมใจที่จะสำรวจดูว่าอะไรที่เวิร์ค อะไรที่สามารถพิสูจน์ได้ เขาก็จะยอมขบคิด เรียนรู้ และตั้งคำถามด้วยใจที่เปิดกว้าง

ความคลางแคลงมีมูลเหตุมาจากความกลัว และนั่นคือเหตุผลที่ทำไมการเปิดใจที่จะเรียนรู้จึงเป็นเรื่องยากนัก คนส่วนใหญ่ไม่อยากเปลี่ยนความเชื่อ เพราะการยึดมั่นในความเชื่อ (แม้ว่าความเชื่อนั้นจะผิด) นั้นทำให้เขารู้สึก “ปลอดภัย” มันคืออาการอัมพาตทางสมองเมื่อต้องประสบกับสิ่งที่เขาไม่รู้จัก

ดังนั้น ก่อนจะสาดข้อมูลและข้อเท็จจริงใส่กัน เราควรแสวงหาความสมัครใจและความเปิดใจที่จะเรียนรู้ร่วมกันก่อนเสมอ


ขอบคุณข้อมูลจาก Seth’s blog –  Facts are not the antidote for doubt

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

วันที่เราจะจดจำได้

20170531_remember

คือวันที่เราออกจาก Comfort Zone

เมื่อวานนี้ผมได้ฟังพอดคาสท์ Masters of Scale ที่สัมภาษณ์ Brian Chesky เจ้าของ Airbnb

Airbnb (อ่านว่าแอร์บีเอ็นบี) คือเว็บที่ช่วยเปลี่ยนห้องว่างในบ้านของเราให้กลายเป็นเหมือนห้องพักในโรงแรมที่ใครก็สามารถจองเพื่อมานอนพักได้ อารมณ์คล้ายๆ Uber ที่ทำให้รถของเรากลายเป็นรถแท๊กซี่ได้นั่นแหละครับ

ไบรอันบอกว่าตอนนี้ Airbnb พยายามจะไปไกลกว่าการเป็นแค่เว็บจองที่พักแล้ว แต่ต้องการเป็นผู้มอบ “การเดินทางอันตราตรึงใจ” ให้กับผู้มาใช้บริการ

เขาบอกว่าปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนๆ หนึ่งจดจำการเดินทางครั้งนั้นได้ คือมันต้องมอบประสบการณ์บางอย่างที่ทำให้เขาได้ออกจาก comfort zone (พื้นที่แห่งความสบายใจ)

เช่นการได้ลองทานอะไรใหม่ๆ ได้ลองทำอะไรที่มีความเสี่ยงนิดหน่อย หรือการได้คุยกับเพื่อนใหม่ๆ

—–

จำได้มั้ยครับว่าวันนี้เมื่อปีที่แล้วเรากำลังทำอะไรอยู่?

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะจำไม่ได้ และคำตอบส่วนใหญ่ก็คือถ้าไม่ใช่วันเสาร์อาทิตย์ก็คงกำลังทำงานอยู่มั้ง

เมื่อชีวิตเป็นแบบเดิมทุกวัน ความทรงจำ 5 วันจึงไม่ต่างอะไรกับความทรงจำ 1 วัน เราถึงรู้สึกว่าเวลาในวัยผู้ใหญ่นั้นผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน

ถ้าตั้งคำถามใหม่ว่า เมื่อนึกถึงปีที่แล้วมีเหตุการณ์อะไรที่คุณประทับใจบ้าง

คงมีน้อยคนที่จะนึกถึงวันที่เราไปทำงาน 9 โมงเช้า เลิกงาน 6 โมงเย็นแล้วกลับบ้าน

คำตอบน่าจะหนีไม่พ้นการได้ไปเที่ยวที่ไหนซักที่ หรือการได้ดูคอนเสิร์ตดีๆ  หรือแม้กระทั่งช่วงเวลาแห่งการอดหลับอดนอนเพื่อผลักดันงานสำคัญให้สำเร็จ

วันที่เราจะจดจำได้ จึงไม่ใช่วันที่เราเข้านอนแต่หัวค่ำ

วันที่เราจะจดจำได้ คือวันที่เราต้องเผชิญกับความยากลำบาก เผชิญกับความกลัว เผชิญกับความไม่แน่นอน และเผชิญกับความไม่แน่ใจในตัวเอง

การออกเดินทาง จึงเป็นเครื่องมือชั้นดีในการสร้างความทรงจำ เพราะมันนำพาเราออกจากความเคยชิน และสร้างสถานการณ์ให้เราต้องเหงื่อตกอยู่เสมอ ยิ่งสถานการณ์เข้มข้นเท่าไหร่ ความทรงจำก็จะยิ่งฝังรากลึกเท่านั้น

แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้เดินทางเพราะข้อจำกัดเช่นเรื่องครอบครัว ก็ยังสามารถ “สร้างวันที่น่าจดจำ” ด้วยการพาตัวเองออกจาก comfort zone แบบง่ายๆ เช่นลองทำงานที่ยากเกินความสามารถ กินอาหารสัญชาติที่ไม่เคยคิดจะกิน หรือหาอะไรใหม่ๆ ทำในวันเสาร์อาทิตย์แทนที่จะไปเดินห้างหรือนอนไถมือถืออยู่บนเตียง

อีกข้อคิดนึงที่ได้จากเรื่องนี้ก็คือ ถ้าเรากำลังประสบกับช่วงเวลาแห่งความยากลำบากก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ

เพราะความยากลำบากในวันนี้จะกลายมาเป็นความทรงจำดีๆ ที่เราจะคิดถึงในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

อย่ากลัวที่จะยอมรับผิด

20170529_admit

เพราะมันหมายความว่าเราฉลาดกว่าเมื่อวาน

“A man should never be ashamed to own that he has been in the wrong, which is but saying in other words that he is wiser today than he was yesterday.”
― Alexander Pope


เชื่อว่าเราทุกคนต่างก็เคยเป็น “โรคไม่ยอมรับผิด” มาแล้ว

แม้ลึกๆ จะรู้อยู่แก่ใจว่าเราพลาดไป หรือเข้าใจผิดไปเอง แต่ก็ยังไม่วายที่จะเถียงข้างๆ คูๆ หรือยกข้ออ้างต่างๆ นาๆ เพื่อจะพาตัวเองให้พ้นจากความผิดนั้น

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วการกระทำแบบนั้นรังแต่จะทำให้อีโก้เราใหญ่ขึ้น และทำให้คนที่เราคุยอยู่ด้วยเชื่อถือเราน้อยลง

บางทีเราจึงควร “บั่นทอนอีโก้” ด้วยการรับผิด ให้มันโดนเสียบ้าง จะได้ไม่พยศหรือทะนงตนเกินไปนัก

การยอมรับว่าเราผิด และตั้งใจจะไม่ทำซ้ำอีก นอกจากจะเป็นทางออกที่ตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว ยังเสียพลัง เสียความรู้สึก และเสียเวลาน้อยที่สุดอีกด้วย

ผิด แต่เป็นคนดีขึ้น ดีกว่าถูก แต่เป็นคนใช้ไม่ได้เหมือนเดิมนะครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/