บ้านตัวอย่างไม่มีราวตากผ้า

20170528_cloth

สองสัปดาห์ที่แล้วผมไปงานแต่งงานของเพื่อนสนิทที่ปราณบุรีมาครับ

เพื่อนจองบ้านพักเอาไว้ให้ ในโครงการน่าจะมีซัก 10 หลังได้ บ้านหลังที่ผมไปนอนมี 4 ห้องนอน มีห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ แถมยังมีสระว่ายน้ำอยู่กลางบ้าน เป็นคฤหาสน์ย่อมๆ เลยก็ว่าได้

แต่มีหลังหนึ่งที่แตกต่างไปจากหลังอื่น เพราะเหมือนเป็นหลังที่มีคนอยู่ประจำ แถมหน้าบ้านยังขึ้นป้ายขายด้วย

ป้ายขายบ้านคือสิ่งแรกที่เห็น ส่วนสิ่งที่สองที่ผมเห็นคือราวตากผ้าที่ตั้งอยู่ในลานจอดรถ

การมีราวตากผ้าที่เต็มไปด้วยผ้าที่ซักแล้วทำให้ความเป็นคฤหาสน์ดูดร็อปลงไปทันที


เวลาเราจะซื้อคอนโดหรือซื้อบ้านซักหลัง สิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้คือการเดินชมห้องตัวอย่างหรือบ้านตัวอย่าง ซึ่งก็แต่งซะสวยมากจนอดคิดไม่ได้ว่าขอซื้อหลังนี้เลยได้มั้ย

แต่บ้านตัวอย่างไม่มีราวตากผ้า

ไม่มีถังแก๊ส

ไม่มีถังขยะสีดำที่รอทิ้ง

และไม่มีอะไรหลายๆ อย่างที่เราจะได้เจอเวลาย้ายเข้ามาอยู่จริง


เวลาเราคบหากับแฟน ต่างฝ่ายต่างก็พยายามหันส่วนที่ดีที่สุดให้อีกฝ่ายเห็น เลือกชุดมาอย่างดี ใส่น้ำหอมมาอย่างฟุ้ง พูดจาอย่างไพเราะ

ต่อเมื่อเราแต่งงานกันแล้วเท่านั้น เราถึงจะเห็น “ราวตากผ้า” ของชีวิตคู่ เช่นนิสัยไม่ดีที่ติดตัวมาแต่เด็ก ปัญหาเรื่องหนี้สิน รวมไปถึงการต้องมานั่งเปลี่ยนผ้าอ้อมที่เต็มไปด้วย !#@? ของลูกน้อย

เวลาสัมภาษณ์งานก็เช่นกัน ต่างฝ่ายต่างก็เอา “บ้านตัวอย่าง” ออกมาโชว์ ไม่ว่าจะเป็นเรซูเม่ของผู้สมัคร หรือวิสัยทัศน์ขององค์กร เราไม่มีทางรู้เลยว่าหัวหน้าคนที่สัมภาษณ์เราจะทำตัวยังไงเวลาที่เราทำงานไม่ถูกใจเขา และคนที่สัมภาษณ์เราก็มีโอกาสรู้น้อยมากว่าเรามีอะไรซ่อนอยู่ ต่อเมื่อได้เข้ามาทำงานจริงๆ กันซักพักแล้วเท่านั้น ถึงจะได้รู้ว่าหลายๆ อย่างมันไม่ได้เหมือนที่คิด


แล้วผมมีข้อแนะนำอะไรบ้าง? เอาจริงๆ ผมก็พยายามขบคิดหัวข้อนี้มาตั้งแต่ที่เห็นบ้านหลังนั้นแล้ว จนเวลาผ่านมาสองสัปดาห์ก็ยังไม่ได้มีคำตอบที่ดีนัก แต่เท่าที่คิดได้ก็คือ

ตอนซื้อบ้าน อย่าลืมคิดเผื่อด้วยว่า บ้านตัวอย่างเขาขาดอะไรอยู่บ้าง และถ้าเอาอุปกรณ์อย่างราวตากผ้า ถังแก๊ส หรือถุงขยะดำมาวาง เราจะวางไว้ตรงไหน

ตอนที่คบหากับแฟน ลองคิดเผื่อด้วยว่า ถึงวันที่เรามีลูกกัน เขาคือคนที่เต็มใจจะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกที่เต็มไปด้วย !#@? รึเปล่า

และเวลาจะสมัครงานที่ไหน การโทร.มาคุยกับคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรนี้อยู่ก่อนแล้วน่าจะเป็นไอเดียที่ดี อย่างน้อยเขาน่าจะให้ข้อมูลเราได้ว่าทีมที่เราจะไปอยู่ด้วยนั้นเหมาะสมกับเราแค่ไหน และมีปัญหาอะไรที่เขาจะไม่มีทางบอกเราในชั่วโมงสัมภาษณ์

โดยสรุปก็คือต้องคอยเตือนตัวเองไม่ให้ฝันหวานไปกับบ้านตัวอย่างจนเกินไป แล้วพยายามคิดให้ออกว่า “ราวตากผ้า” ที่ซ่อนอยู่มีอะไรบ้าง

จะได้แน่ใจว่าเราคิดอย่างรอบคอบแล้วก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการย้ายงาน แต่งงาน หรือซื้อบ้านครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

มาจากไหนไม่สำคัญ

20170527_whereyoucomefrom

ที่สำคัญคือคุณจะไปไหนต่างหาก

“It doesn’t matter where you are coming from. All that matters is where you are going.”
– Brian Tracy

คนเราเกิดมาไม่เท่ากันอยู่แล้ว

คนที่ทำบุญมาดี จึงอาจได้เกิดมาในครอบครัวที่ฐานะดีกว่า มีสมองปราชญ์เปรื่องกว่า มีผิวพรรณหน้าตาที่ดีกว่าคนทั่วไป

แต่คนที่เกิดมาท่ามกลางความยากลำบากก็ใช่ว่าจะเสียเปรียบเสมอไป เพราะเขาจะมีทักษะที่ต่อให้มีเงินมากเท่าไหร่ก็จ้างใครมาสอนไม่ได้ เช่นความอดทนและความสู้ไม่ถอย

เราจึงไม่จำเป็นต้องไปขึ้นชกเวทีเดียวกับคนอื่น ถ้าเขาเป็นเฮฟวี่เวตก็ปล่อยเขา เราตัวเล็กหน่อยก็ไปต่อยรุ่นฟลายเวตก็ได้

ตราบใดที่เราไม่ปล่อยให้กิเลสครอบงำจนเกินไป ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ และคอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ทุกๆ คนย่อมมีโอกาสเป็นแชมป์ในสังเวียนชีวิตนี้ได้ครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

นิทานเคล็ดลับความสำเร็จ

20170523_successsecret

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เหล่าศิษย์ถามอาจารย์เซนว่า “ท่านอาจารย์ ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ?”

อาจารย์เซนตอบว่า “วันนี้พวกเจ้าจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ธรรมดาที่สุด และง่ายดายที่สุด นั่นคือให้ทุกๆ คน แกว่งมือไปข้างหน้าให้ไกลที่สุด จากนั้นแกว่งกลับไปด้านหลังให้ไกลที่สุด” กล่าวจบจึงปฏิบัติให้เหล่าศิษย์ดูเป็นตัวอย่าง 1 รอบ จากนั้นกล่าวต่อไปว่า “นับตั้งแต่วันนี้ พวกเจ้าจงทำเช่นนี้ติดต่อกันวันละ 300 ครั้ง ทุกๆ วัน ทุกคนสามารถทำได้หรือไม่?”

บรรดาศิษย์เซน พากันสงสัย เอ่ยถามว่า “พวกเราต้องทำเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?”

อาจารย์เซนชี้แจงว่า “หากพวกเจ้าสามารถปฏิบัติได้สำเร็จ อีก 1 ปีให้หลังพวกเจ้าจะทราบถึงหนทางที่นำไปสู่ความสำเร็จ”

เหล่าศิษย์ล้วนคิดตรงกันว่า “เรื่องง่ายๆ เช่นนี้ ใครๆ ก็ย่อมทำได้” จากนั้นจึงเริ่มปฏิบัติ

เวลาผ่านไป 1 เดือน อาจารย์เซนถามเหล่าศิษย์ว่า “การแกว่งแขนที่ข้าให้พวกเจ้าปฏิบัติ มีใครยังทำต่อเนื่องอยู่บ้าง?” ศิษย์เซนส่วนใหญ่ต่างตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า ยังปฏิอยู่ อาจารย์เซนจึงผงกศีรษะด้วยความพอใจ พลางกล่าวว่า “ดีมาก”

เวลาผ่านไปอีกเดือนหนึ่ง อาจารย์เซนเอ่ยถามอีกครั้งว่า “ยังมีกี่คนที่แกว่งแขนอยู่?” ปรากฏว่ามีศิษย์เซนประมาณครึ่งหนึ่งที่ยังคงปฏิบัติอยู่ ส่วนที่เหลือกว่าครึ่ง ล้วนถอดใจล้มเลิกไปแล้ว

เมื่อครบเวลา 1 ปีที่กำหนด อาจารย์เซนจึงได้สอบถามเหล่าศิษย์อีกครั้งว่า “กิจกรรมแกว่งแขนอันแสนง่ายดายนี้ ใครยังคงทำอยู่บ้าง?” ในครั้งนี้ มีศิษย์เพียงผู้เดียวที่ชูมือขึ้นและกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “อาจารย์ ข้ายังทำอยู่”

อาจารย์เซนจึงกล่าวกับศิษย์ทั้งหมดว่า “ข้าเคยบอกพวกเจ้าว่าเมื่อภารกิจนี้สิ้นสุด พวกเจ้าจะทราบถึงหนทางที่นำไปสู่ความสำเร็จ ที่ข้าอยากจะบอกพวกเจ้าก็คือ ในโลกนี้สิ่งที่ทำได้ง่ายดายที่สุดก็มักจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเย็นที่สุด และสิ่งที่ยากเย็นที่สุดก็สามารถจะกระทำได้อย่างง่ายดายเช่นกัน ที่บอกว่ามันง่ายดาย เนื่องเพราะขอเพียงยอมลงมือทำ ใครๆ ก็สามารถทำได้ แต่ที่บอกว่ามันยากเย็นก็เพราะผู้ที่สามารถยืนหยัดกระทำอย่างต่อเนื่องยาวนานนั้นกลับมีไม่มาก


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน : เคล็ดลับความสำเร็จ

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

นาฬิกาแดดที่อยู่ในร่ม

20170525_sundial

Hide not your talents,
they for use were made,
What’s a sundial in the shade?

อย่าซุกซ่อนพรสวรรค์
เพราะมันมีไว้ให้ใช้
นาฬิกาแดดที่อยู่ในร่มจะมีประโยชน์อะไร?

-Benjamin Franklin

ผมรู้สึกมานานานแล้วว่า เราไม่มีทางเดาได้เลยว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเราเขาเก่งเรื่องอะไร

เพื่อนมัธยมคนหนึ่งหน้าตี๋ๆ ผมเกรียนๆ ลุคคุณชายๆ คุณต้องเรียนโรงเรียนเดียวกับเขาเท่านั้นถึงจะรู้ว่าเขาเป็นมือกีตาร์มือวางอันดับต้นๆ ของโรงเรียน

เพื่อนอีกคนเป็นพนักงานบริษัท ตัวผอมๆ หน้าตาซื่อๆ พูดน้อยราวกับกลัวดอกพิกุลจะร่วง แต่ถ้าได้คุยกับเขาจะรู้ว่าพอร์ตหุ้นของเขามีมูลค่าเกิน 10 ล้าน

ส่วนเพื่อนอีกคนจบวิศวะ หน้าตาเหี้ยมพอจะเป็นมือปืนได้ แต่ใครจะรู้ว่าเขาทำอาหารอร่อยมากจนตอนนี้ออกไปเปิดร้านของตัวเองแล้ว

ผมจึงเชื่อว่าแต่ละคน “มีของ” ทั้งนั้น

รวมถึงคุณด้วย

คำถามคือคุณจะนำของที่คุณมีมาสร้างประโยชน์แก่คนในวงกว้างกว่านี้รึเปล่า?

หลายคนไม่กล้า เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่เก่ง หรือไม่ก็กลัวการถูกปฏิเสธหรือถูกเมินเฉย

แต่ในยุคอินเตอร์เน็ตที่ความเก่งของคุณอาจสร้างประโยชน์ให้กับคนได้มหาศาล การเก็บความสามารถไว้กับตัวเองถือเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

ไม่ได้จะเชียร์ให้ทุกคนต้องออกมาเขียนบล็อก เปิดเพจ ทำเฟซบุ๊คไลฟ์นะครับ เพียงแต่อยากเชิญชวนให้ลองนำความสามารถที่เรามีมาสร้างแรงกระเพื่อมให้มากกว่าที่เคย

พรสวรรค์มีไว้ให้สำแดง นาฬิกาแดดต้องกล้าประจันหน้าพระอาทิตย์

เกิดเป็นนาฬิกาแดด ถ้ามัวแต่อยู่ในร่มก็เสียชาติเกิดนะ ว่ามั้ย?

 


 

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เหตุผลที่เราควรรักษาคำพูด

20170524_keepmyword

นิสัยหนึ่งที่ผมอยากปรับปรุงคือการรักษาคำพูด

ธรรมดาผมเองก็เป็นคนที่วางใจได้ระดับหนึ่ง ถ้าผมรับปากเรื่องใหญ่ๆ อะไรไว้ก็มักจะทำออกมาให้ได้ตามนั้น แต่ปัญหาก็คือบางทีก็ทำออกมาได้ช้ากว่าที่คิดไว้ หรืองานบางงานที่ไม่ได้สำคัญหรือเร่งด่วนมากก็จะถูกผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ แม้จะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แต่ผมก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี

ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าการรักษาคำพูดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันเป็นเรื่องการสร้างความน่าเชื่อถือและความเคารพ ถ้าเราพูดแล้วไม่ทำ ความเชื่อมั่นที่คนอื่นมีให้เราก็จะด้อยลงเรื่อยๆ

แต่ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมว่าสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือหากเราไม่รักษาคำพูดบ่อยๆ แม้แต่ตัวเราเองก็จะเลิกเชื่อตัวเองด้วย!

แม้แต่เรื่องเล็กๆ ว่าวันนี้เราจะทำอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเราก็เอาเวลาไปผลาญกับเรื่องอื่น ความเชื่อมั่นในตัวเองในระดับจิตใต้สำนึกก็จะถูกบั่นทอนลงอย่างช้าๆ จนสุดท้ายเราจะกลายเป็นคนที่เลิกเชื่อคำพูดของตัวเองไปโดยปริยาย เพราะพูดอะไรไปแล้วไม่เห็นจะทำเสียที

กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์ถ้ามันถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกันฉันใด คำพูดของคนๆ หนึ่งจะศักดิ์สิทธิ์ก็ต่อเมื่อเขาพูดแล้วทำฉันนั้น

ถ้าคำพูดของเราขาดความศักดิ์สิทธิ์ระดับที่ตัวเองพูดแล้วยังไม่เชื่อ ก็ถึงเวลาต้องปฏิรูปโดยด่วนแล้ว

 


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/