เพราะมันยากเราเลยไม่กล้า

20180407_dare

หรือเพราะเราไม่กล้ามันเลยยาก

“It is not because things are difficult that we do not dare, it is because we do not dare that things are difficult.”
–Seneca

สมมติว่า to do list วันนี้ของเรามีงานอยู่ 10 ชิ้น

มันจะมีงานอยู่อย่างน้อย 2-3 อย่าง ที่อยู่ในลิสต์ของเรามาซักพักหนึ่งแล้ว

อาจจะเป็นงานที่ต้องมีบทสนทนาที่กระอักกระอ่วน หรืองานที่ต้องใช้ทักษะที่เราไม่ถนัด เราก็เลยผัดวันประกันพรุ่งมันเรื่อยมา

ซึ่งการทำอย่างนี้ส่งผลเสียหลายอย่าง

หนึ่ง คือทำให้งานนั้นล่าช้า ทำให้คนต้องมารอเรา ทำให้งานชิ้นนั้นมันยากขึ้น

สอง กว่าผลงานจะออกมา คุณค่าของมันอาจลดทอนลงไปเพราะล่วงเลยเวลาของมันมาพอสมควรแล้ว

สาม ซึ่งผมมองว่าสำคัญที่สุด คืองานชิ้นนั้นได้กลายเป็นหนี้ในใจเราทุกวัน ถ้าวันนี้เราไม่ทำ พรุ่งนี้มันก็จะโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง อีกครัั้ง และอีกครั้ง ความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำงานชิ้นนี้ซักทีมันจึงเป็นดดอกเบี้ยทบต้นที่ค่อยๆ สะสมและบั่นทอนจิตใจเราไปทุกวัน

ดังนั้น ถ้ามีสิ่งใดที่ค้างคามานาน ก็ควรสะสางให้เรียบร้อย บอกตัวเองว่า จริงๆ แล้วมันไม่ได้ยากขนาดนั้นหรอก หรือถ้ามันยากจริงๆ ก็ควรขอความช่วยเหลือ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องใช้ความกล้าทั้งคู่

“It is not because things are difficult that we do not dare, it is because we do not dare that things are difficult.”

อาศัยความกล้าซักนิด แล้วชีวิตจะง่ายขึ้นครับ

—–

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.00-12.50 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้นะครับ!

นิทานผู้ชายขนน้ำ

20180406_water

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง มีชายหนุ่ม 2 คนชื่อ “ปาโปล”และ “บรูโน่” ชายหนุ่มทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันและอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ทั้งคู่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม และใฝ่ฝันจะมีชีวิตที่พร้อมสมบูรณ์

พวกเขามักคุยกันถึงความฝันของแต่ละคนอยู่เสมอ และทั้งคู่ก็เฝ้ามองหาโอกาสที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่จะช่วยให้ความฝันเป็นจริง

วันหนึ่งโอกาสนั้นก็มาถึง ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านคนหนึ่ง ต้องการนำน้ำจากแหล่งน้ำบนภูเขามาขายให้กับคนในหมู่บ้าน และว่าจ้างให้ทั้งคู่ในการตักน้ำจากแหล่งน้ำหาบลงมาใส่ยัง “แทงก์” เก็บน้ำ โดยค่าจ้างที่พวกเขาจะได้รับขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่เขาขนลงมา

ทุกๆ วันตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทั้งคู่ต้องทำงานอย่างหนัก ในการหาบน้ำไป-กลับเที่ยวแล้วเที่ยวเล่าอยู่อย่างนั้น เพื่อแลกกับค่าจ้างในแต่ละวัน

บรูโน่ซึ่งเป็นคนร่างกายกำยำ รู้สึกพอใจกับงานที่เขาทำ เมื่อเทียบกับค่าจ้างที่ได้รับ จนทำให้เขาแน่ใจว่าความฝันของเขากำลังจะกลายเป็นจริง

บรูโน่คิดว่าเขาสามารถที่จะขนน้ำได้มากขึ้นหากเขาใช้ถังที่ใหญ่ขึ้น แลกกับค่าจ้างที่จะเพิ่มขึ้น เพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อวัว และซื้อบ้านอย่างที่เขาหวังไว้ได้

ตรงกันข้ามกับ ปาโปล ที่ไม่ได้พอใจในงานที่ตัวเองทำ เพราะทุกวันหลังเลิกงาน เขารู้สึกหมดเรี่ยวแรง

ในที่สุด ปาโปล พบหนทางที่ง่ายกว่าที่จะช่วยให้เขาได้เงินมากขึ้น และมีอิสระไม่ต้องเป็นลูกจ้างอีกต่อไป เมื่อเขาคิดถึง การลำเลียงน้ำลงมาจากภูเขาผ่าน “ท่อส่งน้ำ” เขาตื่นเต้นมากกับความคิดนี้และเริ่มวางแผน พร้อมกับไปชวนบรูโน่ให้สร้างท่อส่งน้ำร่วมกับเขาแต่บรูโน่กลับไม่เห็นด้วย

ปาโปลตัดสินใจลงทุนสร้างท่อส่งน้ำด้วยตัวเอง ถึงแม้รู้ดีว่ามันไม่ได้ง่ายเลย และต้องใช้เวลาหลายปีกว่าท่อส่งน้ำจะเสร็จสมบูรณ์ ทุกๆวันเขาก็ยังคงไปทำงานและยังหาบน้ำเหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อมีเวลาเขาก็จะขุดหิน ขุดดินเพื่อที่จะสร้างท่อส่งน้ำของเขา

ในช่วงแรกแทบจะไม่เห็นอะไรเลยจากผลงานที่เขาทำ บรูโน่และชาวบ้านทั้งหลายพากันเยาะเย้ยปาโปล และล้อปาโปลว่าเป็น “มนุษย์ท่อ”

ระหว่างนั้น บรูโน่มีรายได้เพิ่มเป็นสองเท่า มีชีวิตอย่างที่เขาวาดฝันไว้ แต่เพื่อชดเชยกับการทำงานหนัก บรูโน่ ปลดปล่อยตัวเองโดยการใช้เวลาหลังเลิกงานในร้านขายเหล้า โดยไม่ได้ตระหนักว่า ร่างกายของเขาเริ่มทรุดโทรมจากงานหนัก และการใช้ชีวิตอย่างไม่ระวัง ทำให้เขาเริ่มทำงานได้น้อยลงๆ ซึ่งเป็นผลมาจากร่างกายที่อ่อนล้าและสิ้นแรง

เมื่อก้าวสู่ปีที่สอง ปาโปล สามารถสร้างท่อส่งน้ำสำเร็จ ทำให้เขาได้เงินมากขึ้นจากการขายน้ำให้คนในหมู่บ้าน โดยไม่ต้องเป็นแค่ “ลูกจ้าง” อีกต่อไป และรายได้ของเขาก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายและต่อเนื่อง ตราบเท่าที่น้ำยังคงไหลผ่านท่อส่งน้ำของเขา

—–

ขอบคุณนิทานจาก Manager Online (พ่อรวยสอนลูก) : ตอนที่ 59 : นิทานสอนใจ

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.00-12.50 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้นะครับ!

คืนที่บิล คลินตัน โทร.หาโทนี่ รอบบินส์

20180405_tonyrobbins_billclinton

Tony Robbins ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งใน Performance Coach ที่เก่งที่สุดในโลก มีคนยอมจ่ายค่าตั๋วหลายหมื่นบาทเพื่อเข้าร่วมสัมมนาของโทนี่ และมีผู้บริหารระดับ CEO มากมายที่จ้างโทนี่ไปเป็นโค้ชส่วนตัว

โทนี่เล่าให้ฟังว่า ค่ำคืนหนึ่งเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เขาได้รับโทรศัพท์จากบิล คลินตัน ประธานาธิบดีคนที่ 42 ของอเมริกา

คลินตัน: พรุ่งนี้ในสภาคองเกรสเขาอาจจะลงชื่อถอดถอนผมแล้ว ผมควรทำยังไงดีโทนี่?

โทนี่คิดในใจว่า เรื่องใหญ่ระดับนี้ ทำไมไม่โทร.มาถามให้เร็วกว่านี้(ฟระ)

โทนี่: ถามผิดคำถามครับท่านประธานาธิบดี

คลินตัน: ??

โทนี่: ท่านไม่ควรถามว่า “ควรจะทำยังไง” แต่ควรจะถามว่า “ท่านต้องการอะไร”? มากกว่า ท่านต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าท่านต้องการผลลัพธ์อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ต้องการจะได้ความเคารพเชื่อมั่นกลับคืนมารึเปล่า ท่านต้องการจะเล่นการเมืองต่อรึเปล่า เมื่อคำตอบตรงนี้ของท่านชัด ท่านก็จะรู้เองว่าควรต้องทำยังไง

คลินตัน: จริงด้วยโทนี่ ขอบคุณมากๆ เลยนะ

แล้วประธานาธิบดีก็วางหูไป

โทนี่ย้ำว่า How ไม่สำคัญ

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ How คือ What

และสำคัญกว่า What ก็คือ Why

เขาเลยมีเทคนิคง่ายๆ ที่เรียกว่า RPM

R = Results อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการ (What)

P = Purpose ทำไปเพื่ออะไร (Why?)

M = Massive Action Plan ต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์นั้น (How?)

โทนี่ใช้เทคนิคที่ชื่อว่า RPM มาหลายสิบปีแล้ว ทั้งกับตัวเขาเอง คนที่เขาโค้ช และพนักงานกว่า 2000 คนในบริษัทของเขา

ดังนั้น เมื่อเจอโจทย์ยากๆ ในชีวิต แทนที่จะคิดค้นหาทางออก (how) เราควรถามตัวเองก่อนว่าเราอยากให้ผลลัพธ์ออกมาหน้าตาแบบไหน และทำไมเราถึงต้องการสิ่งนั้น

เมื่อภาพปลายทางชัดเจน และเหตุผลเราแข็งแรงพอ ก็คงไม่ยากเย็นเกินไปที่จะหาหนทางให้เจอครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The James Altucher Show: 326 – Tony Robbins: [Anniversary Episode]: How to Be Fulfilled: Just Start Asking Yourself These 2 Questions

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ!

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.00-12.50 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้นะครับ!

โน้มน้าวคนด้วยการตั้งคำถาม

20180404_motivationalinterview

ผมเพิ่งได้ฟัง Dan Pink (คนเขียนหนังสือ Drive และ When) พูดถึงเทคนิคที่ชื่อว่า Motivational Interviewing

หรือการโน้มน้าวคนด้วยการตั้งคำถาม

สมมติเรามีลูกสาววัยรุ่นที่ไม่ยอมเก็บห้องให้เรียบร้อย

โดย common sense เราก็จะเคี่ยวเข็ญด้วยวิธีให้เหตุผลต่างๆ นาๆ ว่าทำไมเธอจึงควรเก็บห้อง การทำให้ห้องรกนั้นมันทำให้เราหงุดหงิดแค่ไหน ฯลฯ แต่ลูกก็อาจจะยังไม่กระดิกอยู่ดี

ทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจคือลองใช้วิธีตั้งคำถามแบบนี้

แม่: คะแนนความพร้อมในการเก็บห้องของลูก เต็ม 10 ให้เท่าไหร่? (On the scale of 1-10, how ready are you to clean up the room?)

ลูก: 2 คะแนนค่ะแม่

แม่: ทำไมไม่ให้คะแนนต่ำกว่านี้ล่ะ? (Why didn’t you pick a lower number)

คราวนี้ลูกก็ต้องอธิบายแล้วว่าทำไมไม่ได้ให้ 1 คะแนน

ลูก: อืม…จะว่าไปหนูก็โตแล้ว จริงๆ ก็น่าจะดูแลห้องได้ดีกว่านี้ และถ้าห้องเป็นระเบียบก็อาจจะหาของเจอง่ายขึ้น ไม่ต้องรีบทุกเช้าที่ต้องไปโรงเรียน ฯลฯ

วิธีถามแบบนี้ จะทำให้ลูกพูดเหตุผลออกมาเองว่าทำไมเขาควรจะเก็บห้อง โดยที่เราไม่ต้องพยายามสอนเขาซักนิดเดียว และเมื่อเขาได้ยินเหตุผลของตัวเอง เขาก็มีแนวโน้มที่จะลงมือเก็บห้องมากขึ้น

แต่ถ้าลูกตอบมาตั้งแต่แรกว่าให้คะแนนแค่ 1 หรือ 0 ล่ะ?

เราสามารถถามลูกได้ว่า

แม่: มีอะไรที่แม่พอจะช่วยได้เพื่อให้คะแนนเพิ่มขึ้นมาเป็น 2 มั้ย?

ลูก: อืม ถ้าแม่ช่วยหนูเก็บด้วยหนูก็อาจมีกำลังใจมากขึ้นนะคะ

สิ่งสำคัญที่แดน พิงค์บอกก็คือ วิธีการโน้มน้าวจิตใจคนที่ดี ไม่ได้เกิดจากการเอาความเห็นของเราไปใส่ในหัวของเขา แต่เป็นการตั้งคำถามและจัดสรรบริบทเพื่อให้คนๆ นั้นมองเห็นเหตุผลที่จะทำสิ่งนั้นเพื่อตัวเขาเอง

ตัวอย่างนี้อาจเป็นเรื่องแม่กับลูก แต่แดนบอกว่าเทคนิค Motivational Interviewing นี้อาจนำมาใช้ได้หลายบริบทเช่นกับลูกน้อง กับเพื่อน หรือกับลูกค้า

ผมเองยังไม่เคยได้ทดลองใช้อย่างจริงจัง มีความกังวลอยู่เหมือนกันว่ามันดูฝืนๆ ไปรึเปล่า แต่ถ้าใครสามารถนำเทคนิคนี้ไปปรับเรื่องคำพูดจนสามารถใช้งานได้กับคนไทยจริงๆ ก็อย่าลืมมาบอกกันบ้างนะครับ

—–

ชอบคุณข้อมูลจาก Big Think: How to Persuade Others with the Right Questions: Jedi Mind Tricks from Daniel H. Pink 

เสาร์ที่ 7 เมษายนนี้ เวลา 12.15-13.00 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้ครับ

ถ้าเราไม่กลัวเราจะทำอะไร?

20180402_notafraid

What would you do if you weren’t afraid?
-Adepero

มีหลายเรื่องที่เราไม่ได้ทำ หรือไม่คิดที่จะทำเพราะเรากำลังกลัวอะไรบางอย่าง

กลัวโดนเจ้านายด่า

กลัวเหนื่อยกว่าเดิม

กลัวจะพลาด

กลัวถูกปฏิเสธ

กลัวเสียฟอร์ม

และอีกสารพัดความกลัวที่เรามี ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตััว

ทั้งๆ ที่หากเรื่องที่เรากลัวเกิดขึ้นจริงก็คงไม่ตายหรอก แค่แสบๆ คันๆ

สิ่งใดที่เรากลัว สิ่งใดที่มีแรงต้าน แรงต้านนั้นคือสัญญาณบอกว่านั่นคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ

What would you do if you weren’t afraid?

ถ้าไม่กลัวเราจะทำอะไร?

แล้วก็ทำเลย