อย่างมงายกับตรรกะ

20180412_logic

“A mind all logic is like a knife all blade. It makes the hand bleed that uses it.”

“คนที่ใช้แต่ตรรกะก็เหมือนมีดที่ไร้ด้ามจับ ใครใช้ย่อมโดนมีดบาด”

-Rabindranath Tagore (รพินทรนาถ ฐากูร)

จุดอ่อนอย่างหนึ่งของผู้ชาย คือการใช้ตรรกะจนเคยตัว

พอผู้หญิงรู้สึกไม่ดีขึ้นมาด้วยเหตุผลที่(เราคิดว่า)ไม่เข้าท่า ผู้ชายจึงไม่ค่อยเข้าใจ

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว อารมณ์ก็เป็นเหตุผลอย่างหนึ่ง เพียงแต่เป็นเหตุผลที่ไม่ใช่หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองเท่านั้นเอง

ผมจึงต้องเตือนตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าอย่างมงายกับตรรกะ

งมงายในความหมายที่ว่าเรามักยึดมันเป็นสรณะในการแก้ทุกปัญหา-ทุกสถานการณ์

ใช้ตรรกะเพื่อจะหาว่าอะไรถูก-อะไรผิด

หรือหนักกว่านั้นคือใช้มันเพื่อระบุว่าใครถูก-ใครผิด

แต่ในความสัมพันธ์ ความผิด-ถูกมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น

เราอาจจะถูกเชิงตรรกะก็จริง แต่ถ้าผิดในเชิงความรู้สึก ความสัมพันธ์ย่อมสั่นคลอน

ในเมื่อความสัมพันธ์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยตรรกะแต่เพียงอย่างเดียว เหตุใดเราจึงเรียกร้องที่จะใช้แต่ตรรกะในการแก้ปัญหาความสัมพันธ์?

วางตรรกะลงบ้าง หยุดหาทางออก ฟังให้มากขึ้น ยอมรับให้มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเข้าใจก็ได้

เหมือนที่ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยให้พรคู่บ่าวสาวว่า เวลาทะเลาะกัน ขอให้ใช้เหตุผลให้น้อยๆ แต่ใช้ความรักให้เยอะๆ

ความสัมพันธ์จะได้มั่นคงและยืนยาวครับ


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

สิ่งที่เราทำวันนี้

20180411_tomorrows

อาจเปลี่ยนทุกวันพรุ่งนี้ของชีวิต

“What you do today can change all the tomorrow’s of your life.”
-Zig Ziglar

อนาคตของคนเรามีมากมายไม่จำกัด

แค่ออกจากบ้านห่างกันแค่ 5 นาที ผู้คนและรถราที่เราเห็นบนท้องถนนก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว

แค่วันนี้เราทำงานชิ้นนี้เสร็จ พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องกังวลกับงานชิ้นนี้อีกต่อไปแล้ว

แค่ระงับอารมณ์ไม่พูดจาตอบโต้ ปัญหาที่จะงอกตามมาก็หายไปแล้ว

แค่ข้ามถนนไม่ดูรถ เราอาจไม่ได้เดินข้ามถนนอีกแล้วก็ได้

พรุ่งนี้คือผลของวันนี้ และมะรืนคือผลของพรุ่งนี้ เชื่อมต่อเรื่อยไปเป็นอนันต์

ดำรงสติไว้ให้มั่น เพราะทุกสิ่งที่เราทำเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเราได้เสมอ

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ข้อมูลมากมายก็ตัดสินใจได้เท่าเดิม

20180410_toomuchinfo

ในปี 1974 Paul Slovic ที่เป็นนักจิตวิทยาระดับโลกได้ทำการทดลองเพื่อจะดูว่าข้อมูลที่มากขึ้นมีผลต่อการตัดสินใจเพียงใด

สโลวิคนัดหมายเซียนพนันม้า 8 คน เพื่อให้แต่ละคนแทงว่าม้าตัวไหนจะเข้าวิน

โดยแต่ละรอบจะมีม้าเข้าแข่ง 10 ตัว และจะมีการแทงทั้งหมด 4 รอบ โดยที่ไม่มีม้าซ้ำกันเลย

ถ้าใช้วิธีเดาสุ่ม เซียนพนันมีโอกาสถูกเพียง 10% (ม้า 1 ตัวใน 10 ตัวที่เข้าวิน)

สโลวิคเพิ่มความน่าจะเป็นในการแทงถูก ด้วยการให้ข้อมูลเพิ่มเติม

โดยรอบแรก เซียนพนันแต่ละคนจะขอข้อมูลใดๆ ก็ได้เกี่ยวกับม้าที่แข่งในรอบนั้นจำนวน 5 ชิ้น (เช่นเวลาที่เร็วที่สุดที่ม้าแต่ละตัวเคยทำได้ ประสบการณ์ของจ๊อกกี้แต่ละคน ฯลฯ)

รอบที่สอง เซียนพนันสามารถขอข้อมูลได้ 10 ชิ้น

รอบที่สาม ขอข้อมูลได้ 20 ชิ้น

และรอบสุดท้าย ขอข้อมูลได้ 40 ชิ้น

ก่อนการแข่งแต่ละรอบ สโลวิคถามเซียนพนันด้วยว่ามีความมั่นใจแค่ไหนว่าจะทายถูก

รอบแรก เซียนพนันมีความมั่นใจ 19%

รอบที่สองและรอบที่สาม เซียนพนันก็มีความมั่นใจมากขึ้นอีก เพราะมีข้อมูลมากขึ้น

ส่วนรอบสุดท้าย ที่ได้ข้อมูลคนละ 40 ชิ้น เซียนพนันมีความมั่นใจถึง 34% ว่าจะทายถูก

แล้วผลลัพธ์เป็นเช่นไร?

รอบแรก เซียนพนันทายถูก 17%

รอบที่สอง เซียนพนันทายถูก 17%

รอบที่สาม เซียนพนันทายถูก 17%

รอบสุดท้าย เซียนพนันก็ยังทายถูกแค่ 17%*

การได้ข้อมูลมากขึ้น ไม่ได้เพิ่มโอกาสในการทายถูกให้กับเซียนพนันเลย

สิ่งเดียวที่แตกต่าง คือความมั่นใจว่าจะทายถูก คือเพิ่มขึ้นจาก 19% เป็น 34%

Slovic ได้ข้อสรุปว่า ข้อมูลนั้นมีประโยชน์สำหรับัการตัดสินใจก็จริง แต่เมื่อเลยจุดๆ หนึ่งไปแล้ว มันมีแต่จะทำให้เราเชื่อในสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้วหนักแน่นยิ่งขึ้น (confirmation bias) ข้อมูลอะไรที่ขัดไปจากความเชื่อที่เรามี เราก็จะโยนทิ้งหรือไม่สนใจ ดังนั้นมันจึงไม่ได้เพิ่มโอกาสที่เราจะตัดสินใจถูกได้เลย

สิ่งเดียวที่มันทำคือทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้เรากล้าเสี่ยงมากขึ้น จนสุดท้ายก็สูญเสียมากขึ้นนั่นเอง

การทดลองนี้สอนให้รู้ว่าข้อมูลต่างๆ ก็มีข้อจำกัดของมัน เพื่อที่เราจะได้ไม่มั่นใจกับการตัดสินใจของเราจนเกินเหตุ

ในทางกลับกัน ถ้าจะลงมือทำอะไรซักอย่าง ก็ไม่จำเป็นต้องมีข้อมูลครบทุกอย่างก็ได้ เพราะถึงมีมากเกินไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี มีแต่จะทำให้เราเสียเวลาและเสียโอกาสมากขึ้นเท่านั้นเอง

—–
ขอบคุณเนื้อหาจาก Tribe of Mentors Short Life Advice from the Best in the World by Timothy Ferriss

* ผมไม่แน่ใจว่าตัวเลข 17% มาอย่างไรเหมือนกัน เพราะถ้านักพนันมี 8 คน ค่าการคำนวณควรจะเป็น 1/8 = 12.5% หรือ 2/8 = 25%

ถ้าเราเป็นม้าแข่ง

20180409_racehorse

ม้าตัวนี้จะเข้าวินรึเปล่า?

ถ้าเราเป็นหุ้นตัวหนึ่ง

เราจะกล้าซื้อหุ้นตัวนี้มั้ย?

ถ้าเจ้านายมาเห็นว่าระหว่างวันเราเข้าเว็บอะไรบ้าง เขาจะยังขึ้นเงินเดือนให้เรารึเปล่า?

ถ้าคนที่เราแอบชอบมานานรู้ว่าเราใช้เวลาว่างไปกับอะไรบ้าง เขาจะยังอยากฝากชีวิตไว้กับเรามั้ย?

มองตัวเองด้วยสายตาเดียวกับที่เรามองคนอื่น

แล้วเราน่าจะประเมินได้ว่า ที่เป็นอยู่นี้มันโอเคแล้วรึยังครับ

—-

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์ และร้านหนังสือทั่วไปครับ

บทเรียนแสบๆ คันๆ จาก Steve Jobs

20180408_lesssonsjobs

วันนี้ผมมีบทความจาก Quora ที่เขียนโดย Guy Kawasaki พนักงานรุ่นแรกๆ ของ Apple ที่เคยดูแลการตลาดให้กับเครื่อง Macintosh ครับ

——

วันหนึ่งสตีฟ จ๊อบส์มาที่โต๊ะผมพร้อมกับผู้ชายคนนึงที่ผมไม่เคยเจอ

สตีฟ: คุณคิดยังไงเกี่ยวกับบริษัท Knoware?

ผม: โปรดักท์ของบริษัทนี้นั้นเบสิคและน่าเบื่อมากเลยสตีฟ Knoware นี้ไม่ม่ีอะไรที่ตอบโจทย์ Macintosh แม้แต่น้อย

สตีฟผายมือไปที่ผู้ชายที่มาด้วยกัน

สตีฟ: ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จัก กับ Archie McGill ซีอีโอของ Knoware

ผม: (คิดในใจ) ขอบใจมากสตีฟ

แต่นั่นแหละคือวิธีทดสอบคนของสตีฟ ถ้าผมพูดแต่เรื่องดีๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทนี้ สตีฟคงได้ข้อสรุปว่าผมไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย และนั่นคงเป็นอุปสรรคหรือแม้กระทั่งจุดจบของผมสำหรับการทำงานที่แอปเปิ้ล

ทำงานกับสตีฟไม่ใช่เรื่องง่าย เขาคาดหวังความเป็นเลิศจากคุณ และถ้าคุณทำไม่ได้ คุณก็ไม่ได้ไปต่อ แต่ผมไม่มีวันยอมแลกประสบการณ์การทำงานกับสตีฟกับงานไหนๆ แน่นอน

เหตุการณ์วันนั้นทำให้ผมตระหนักว่า คุณควรจะบอกความจริงและอย่าไปกังวลเรื่องผลที่ตามมาให้มากนัก เพราะว่า

1. การบอกความจริงเป็นบททดสอบจิตใจและความฉลาดของคุณ คุณจำเป็นต้องเข้มแข็งพอที่จะบอกความจริง และต้องฉลาดพอที่จะแยกแยะว่าอะไรจริง-อะไรไม่จริง

2. คนเราปรารถนาที่จะรู้ความจริง การบอกว่าเขาทำได้ดีแล้วเพื่อให้เขาไม่เสียความรู้สึกไม่ได้ช่วยให้เขาดีขึ้นแม้แต่น้อย

3. ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ถ้าคุณตรงไปตรงมาคุณก็ไม่จำเป็นต้องจำว่าคุณเคยพูดอะไรเอาไว้บ้าง

—–

ด้วยวัฒนธรรมของคนไทยเรา เราคงจะไปสุดทางแบบสตีฟ จ๊อบส์ไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุด ก็น่าจะมีจุดกึ่งกลางที่เราสามารถพูดกันตรงๆ โดยยังถนอมน้ำใจอีกฝ่ายไว้ได้นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Guy Kawasaki’s answer to What is your most memorable experience working with Steve Jobs