อย่าคาดคั้นกับสิ่งที่ตัวเองรัก

20180514_beeasyonyourpassion

บทความนี้มีไว้เพื่อเตือนสติคนที่คิดจะลาออกไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบ

เนื้อหามาจากหนังสือ Big Magic ของ Elizabeth Gilbert ผู้โด่งดังมาจากการเขียนหนังสือ Eat Pray Love ที่ถูกฮอลลีวู้ดนำมาสร้างเป็นหนัง

กิลเบิร์ตบอกว่า “ความคิดสร้างสรรค์” (Creativity) นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากอีกโลกหนึ่ง

Creativity ไม่รู้จักหิว Creativity ไม่ต้องไปหาหมอฟัน และ Creativity ไม่รู้จักบิลค่าไฟ

ดังนั้นเราไม่ควรหวังพึ่ง Creativity ให้มาแก้ปัญหาทางโลกให้เรา

ตั้งแต่เธอตัดสินใจจะเป็นนักเขียนตอนอายุ 15 ปี เธอก็ได้สัญญากับตัวเองว่า จะไม่พึ่ง Creativity ให้มาหาเลี้ยงตัวเธอ เธอต่างหากที่จะเป็นคนหาเลี้ยง Creativity เอง

ตอนที่กิลเบิร์ตเขียนหนังสือเล่มแรก เธอทำงานเป็นบ๋อย

ตอนที่เธอเขียนหนังสือเล่มที่สอง เธอทำงานเป็นบ๋อยและเป็นบาร์เทนเดอร์

ตอนที่เธอเขียนหนังสือเล่มที่สาม เธอเป็นทั้งบาร์เทนเดอร์ เป็นทั้งคนดูแลร้านหนังสือ และเป็นทั้งนักข่าว

ตอนที่ Eat Pray Love หนังสือเล่มที่สี่ตีพิมพ์ เธอยังทำงานในตลาดนัดอยู่เลย และเธอบอกว่าถ้า Eat Pray Love ไม่ได้ประสบความสำเร็จระดับนี้ เธอก็คงยังรับจ๊อบอื่นๆ อยู่

ก่อนจะโด่งดังกับ Eat Pray Love เธอไม่เคยหยุดทุกอย่างเพื่อทำงานเขียน ตรงกันข้าม เธอทำงานทุกอย่างที่จำเป็นต้องทำ เพื่อจะได้มีเงินมาจ่ายบิลค่าน้ำค่าไฟ เพื่อที่เธอจะได้มีความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างกับงานเขียนของเธอ ไม่ต้องไปคาดหวังว่างานเขียนจะต้องหารายได้มาจ่ายค่าน้ำค่าไฟให้เธอ

กิลเบิร์ตเล่าว่าเธอเคยเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่ลาออกจากงานประจำมาเพื่อจะมาทำงานสร้างสรรค์ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ คราวนี้เธอเลยมีทั้งปัญหาการเงินและปัญหาทางจิตวิญญาณ

เธอบอกกับกิลเบิร์ตว่า

“ฉันโกรธ Creativity มาก ฉันอุตส่าห์ตัดสินใจเด็ดขาดและทุ่มเททุกอย่างให้มัน แต่สุดท้ายมันก็ทำให้ฉันผิดหวัง”

กิลเบิร์ตบอกว่า จริงๆ แล้ว Creativity ไม่ได้ติดค้างอะไรเราทั้งนั้น บุญแค่ไหนแล้วที่เราได้มีโอกาสร่วมงานกับมัน

—–

ดังนั้น แม้เราจะเชื่อมั่นในศิลปะและความเป็นศิลปินในตัวเราแค่ไหน ก็ควรระวังการตกเข้าไปอยู่ในเส้นทางนี้

1. เบื่องานประจำ
2. ได้อ่านหนังสือปลุกใจ
3. ลาออกจากงาน เพื่อจะได้มีเวลาทำสิ่งที่ตัวเองชอบเต็มที่
4. ค้นพบว่างานที่ตัวเองชอบไม่ก่อให้เกิดรายได้
5. ดัดแปลงงานที่ตัวเองทำเพื่อเอาใจตลาดและมีโอกาสสร้างรายได้
6. แต่รายได้ก็ยังไม่ค่อยพอใช้อยู่ดี แถมงานก็ถูกดัดแปลงเสียจนเราไม่เหลือความภาคภูมิใจในผลงานที่เราสร้าง
7. สุดท้ายจึงเลิกทำสิ่งที่เราชอบไปโดยปริยาย

เป็นโศกนาฎกรรมที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ เพียงแต่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงมัน

ถ้าผมลาออกจากงานเพื่อมาเขียนบล็อกอย่างเดียว ผมคงเลิกเขียนบล็อกไปนานแล้ว เพราะมันไม่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอให้กับครอบครัวแน่ๆ หรือถ้าจะให้พอ ผมก็คงต้องรับโฆษณาและขายของจนกระทั่งไม่สามารถเขียนบล็อกได้แบบที่ผมต้องการได้อีกต่อไป

การลาออกเพื่อมาทำสิ่งที่ตัวเองรักนั้นฟังดูโรแมนติก แต่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก โดยเฉพาะถ้าเรายังไม่มีต้นทุนทางวิชาชีพที่เรียกว่า career capital เพียงพอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ “ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion“)

ไม่ต้องโรแมนติกมากก็ได้ ทำงานที่ไม่เท่บ้างก็ได้ จะได้มีเงินมาตอบโจทย์ทางโลก

และจะได้ไม่ต้องคาดคั้นกับสิ่งที่ตัวเองรักครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Elizabeth Gilbert Page

ทีม People ของผมที่ LINE MAN Wongnai ยังรับคนเข้าทีมอยู่หลายอัตรา ดูตำแหน่งงานได้ที่ careers.lmwn.com/people ครับ

ไอดอลของไอดอล

20180513_idol

เราทุกคนต่างมีไอดอลหรือบุคคลที่เราชื่นชมด้วยกันทั้งนั้น

หนึ่งในคำถามที่ผมมักจะมีอยู่ตลอดก็คือ คนที่เราชื่นชมนั้นเขาชื่นชมใคร

ปลายปีที่แล้ว ใครที่ได้ดูวันที่พี่ตูน “ก้าวคนละก้าว” จนเข้าเส้นชัยที่แม่สาย คงพอจำได้ว่าพี่ป๊อด และวงโมเดิร์นด็อก มาเซอร์ไพรส์ขึ้นเวทีร้องเพลงให้กำลังใจ

พี่ตูนเคยเล่าให้ฟังในหลายวาระว่าพี่ป๊อดเป็นไอดอลเขาตั้งแต่เด็กๆ

มาวันนี้สถานะพี่ตูนน่าจะเป็นนักร้องที่ดังที่สุดในประเทศ และน่าจะดังกว่า พี่ป๊อด ไอดอลของเขาเสียอีก

—–

ปีที่แล้วผมไปเรียนแต่งเพลงกับพี่ตุลย์ อพาร์ตเมนต์คุณป้า

ใครที่ยังไม่รู้จักวงนี้ เขาคือคนแต่งเพลง “ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ” ที่ดา เอนโดรฟิน และ ป๊อป แคลอรีบลาบลา เอามาร้องใหม่จนดังไปทั่วเมือง

อพาร์ตเมนต์คุณป้าออกอัลบั้มเต็มมาแล้ว 4 อัลบั้ม และตอนนี้พี่ตุลย์น่าจะแต่งเพลงมาแล้วร่วมร้อยเพลง (ให้วงตัวเอง ศิลปินคนอื่น และเพลงโฆษณา)

พี่ตุลย์เคยเล่าในหลายวาระ (รวมถึงในคลาสวันนั้นด้วย) ว่าคนที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาแต่งเพลงคือ ปฐมพร ปฐมพร

วันหนึ่งเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เพื่อนพี่ตุลย์ได้ส่งอัลบั้มคู่ที่ชื่อว่า เจ้าหญิงแห่งดอกไม้ เจ้าชายแห่งทะเล ของปฐมพร ปฐมพรมาให้ฟัง พี่ตุลย์กล่าวว่า

“พอฟังอัลบั้มคู่ของปฐมพรชุดนี้จบลง ผมมีความรู้สึกว่าตัวเองแต่งเพลงได้ มันนึกได้โดยบัดดล แล้วผมก็เข้าห้องน้ำ แล้วก็เอาซาวนด์อะเบาต์ที่อัดเสียงได้ไปอัดเสียงตัวเอง ใช้เทปคาสเสตต์อัด แล้วเพลง ชีวิตเป็นการเดินทาง ก็เป็นเพลงแรกที่หลั่งไหลออกมา”

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ อาจกล่าวได้ว่า พี่ตุลย์ก็ได้แซงหน้าไอดอลของเขาแล้วเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดก็ในเรื่องชื่อเสียงและจำนวนแฟนเพลงที่ติดตามผลงาน

—–

สิ่งที่ผมอยากจะบอกคืออย่างนี้ครับ

ว่าหากเรามีงานสร้างสรรค์ใดๆ ก็ตาม เราควรเผยแพร่มันออกมา

แล้วก็อย่าไปคาดหวังว่ามันจะต้องโด่งดังอะไรมากมาย

เหมือนอย่างบล็อกผมที่เขียนมาสามปีแล้ว มียอดไลค์เพียงสองหมื่นต้นๆ แม้จะไม่ขี้เหร่ แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าโด่งดัง

แต่ผมเชื่อว่าบทความบางตอนของผม อาจจะไปจุดประกายใครหลายๆ คนให้ลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ และคนเหล่านี้อาจจะกลายมาเป็นไอดอล เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนนับหมื่นนับแสนในอนาคตก็ได้

เหมือนอย่างที่พี่ป๊อดเป็นแรงบันดาลใจให้พี่ตูน หรือปฐมพร ปฐมพรจุดประกายให้พี่ตุลย์แต่งเพลง

ใช่ว่าทุกคนจะเป็นไอดอลได้ แต่ทุกคนเป็นไอดอลของไอดอลได้ครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

มนุษย์ชิดขวา

20180512_keepright

คนไทยเราใช้สำนวนว่า “ชิดซ้าย” มาเนิ่นนาน

ผมลองกูเกิ้ลคำว่า “ยังชิดซ้าย” ก็จะได้ข่าวพาดหัวประมาณนี้

“ออเจ้า ยังชิดซ้าย!! แฟนคลับ มโนหนักมาก”

“ลอนดอนยังชิดซ้าย! เจอป้าย “หยุด” พี่ไทยฉบับพกพา”

“ซับไทย:ฮา – นี่แหละ!!!! ขนาด ปู ไปรยา ยังชิดซ้าย”

แล้วผมก็สงสัยว่าทำไมต้อง “ชิดซ้าย” กันด้วย? ทำไมไม่ชิดขวา

แล้วก็เดาเอาเองว่า มันน่าจะเชื่อมโยงกับที่บ้านเราขับรถเลนซ้าย

หากมีรถคันไหนมาแรงกว่า มาเร็วกว่า เราก็ต้องชิดซ้ายเพื่อให้เขาแซงเราไป

—–

เมื่อเช้านี้ผมเพิ่งไปวิ่งที่สวนหลวงร.9 มาครับ

เป็นสวนที่ไม่คุ้นเคยนักทั้งที่อยู่ใกล้บ้าน เพราะแต่ก่อนวิ่งแต่สวนลุมที่อยู่ตรงข้ามออฟฟิศเก่า

ที่สวนหลวงร.9 ทิศทางที่คนส่วนใหญ่วิ่งคือทวนเข็มนาฬิกาเหมือนกับที่สวนลุม ไม่แน่ใจว่ามันเป็นประเพณีไปแล้วรึเปล่าว่าถ้าวิ่งต้องวิ่งทวนเข็มนาฬิกา เวลาเราดูเขาวิ่งแข่งโอลิมปิกเขาก็วิ่งทวนเข็มเช่นกัน และถ้าดูทีวี นักวิ่งจะวิ่งจากฝั่งซ้ายมาเข้าเส้นชัยฝั่งขวามือเสมอ

สวนหลวงร.9 นั้นใหญ่กว่าและซับซ้อนกว่าสวนลุม มีทางให้วิ่งได้หลายทาง เพื่อให้ไม่หลง เช้านี้ผมเลยบอกตัวเองว่าจะลองวิ่งชิดขวาไปเรื่อยๆ

การวิ่งชิดขวาทำให้ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

หนึ่ง ทางสะดวกกว่า เพราะคนส่วนใหญ่วิ่งชิดซ้าย

สอง ผมวิ่งแซงได้หลายคน และไม่ค่อยโดนใครแซง

สาม ตรงทางโค้ง ถ้าจะวิ่งให้ทันคนวิ่งชิดซ้าย เราต้องออกแรงมากกว่าเขา

สี่ ผมรู้สึกว่าฝั่งขวาร่มเงามันมีน้อยกว่า ตอนวิ่งเลยร้อนเป็นพิเศษ

ห้า ถ้าวิ่งไปเพลินๆ เราจะวิ่งชิดซ้ายโดยไม่รู้ตัว อาจเพราะจิตใต้สำนึกสั่งให้ประหยัดพลังงานและสั่งให้วิ่งเข้าหาร่มเงา

—–

ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือ Homo Finishers ของนิ้วกลม มาได้ครึ่งเล่มแล้ว

หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยมนุษย์พันธุ์พิเศษ – มนุษย์ที่วิ่งเข้าเส้นชัย – มนุษย์ที่เมื่อออกวิ่งแล้วต้องวิ่งเข้าเส้นชัยล่องหนตามที่ตั้งใจไว้

ตอนวิ่งที่สวนหลวงร.9 ผมก็คิดสนุกๆ ว่าเรามีมนุษย์อีกพันธุ์นึง

ผมขอเรียกมนุษย์พันธุ์นี้ว่า “มนุษย์ชิดขวา”

เขาคือมนุษย์ที่วิ่งอยู่ใน “สวนสาธารณะ” เดียวกับเรา แต่วิ่งคนละเลน ด้วยสปีดที่เร็วกว่าเรา จึงวิ่งระยะทางได้มากกว่าในเวลาที่เท่าๆ กัน

มนุษย์ชิดขวาคนแรกที่ผมนึกถึงคือผู้ชายคนหนึ่งที่มาแชร์ประสบการณ์ใน Quora (เสียดายผมหาลิงค์ไม่เจอแล้ว) ว่าเขาเรียนปริญญาตรีด้านดนตรีจบภายใน 2 ปี โดยใช้วิธีไปต่อรองกับอาจารย์ว่าจะไม่เข้าชั้นเรียนแต่ขอสอบให้ผ่านก็พอ โดยคนที่แนะนำเขาให้ใช้วิธีนี้สอนไว้ว่า

“หลักสูตรของมหาวิทยาลัยมันออกแบบมาให้คนที่เรียนอ่อนที่สุดก็ยังจบได้ในสี่ปี ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องไปทำตามระบบที่สร้างขึ้นสำหรับคนที่ช้ากว่าเรา”

มนุษย์ชิดขวาคนที่สองก็คือยอด CEO ของ Wongnai ที่ผมเขียนถึงเมื่อวันพุธ ยอดเคยบอกกับเพื่อน (แต่ผมดันได้ยินด้วย) ว่าตอนที่เรียนจบมาใหม่ๆ และเข้าทำงานที่ Thomson Reuters ในตำแหน่ง support consultant ยอดก็ตั้งใจขยันทำงานโชว์ฝีมือเป็นพิเศษเพื่อจะได้ fast forward หน้าที่การงานของตัวเอง ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ก็เวิร์คเพราะทำงานแค่ไม่ถึงปียอดก็ได้เป็นหัวหน้าทีมที่เด็กที่สุดในองค์กร

มนุษย์ชิดขวาอีกคนหนึ่งที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ก็คือ Elon Musk ที่ขึ้นชื่อว่าทำงานสัปดาห์ละ 80 ชั่วโมงมาเนิ่นนาน และได้สร้างธุรกิจที่ปฏิวัติหรือกำลังจะปฏิวัติความเป็นอยู่ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น Paypal, SpaceX, Tesla, Solarcity, และ Neuralink

เป็นมนุษย์ชิดขวาใช่ว่าจะเหมาะกับทุกคน เพราะมันทั้งเหนื่อยกว่า ร้อนกว่าและต้องใช้สติและความตั้งใจอย่างมากเพราะสมอง ร่างกาย และกิเลสพร้อมจะพาเราชิดซ้ายเสมอ และผมเองก็ไม่ปรารถนาจะเห็นใครทำงาน 80 ชั่วโมงอย่างอีลอน มัสก์

แต่ถ้าคุณเป็น “มนุษย์ชิดซ้าย” ที่ปล่อยให้คนอื่นแซงมานาน บางทีคุณอาจอยากเปลี่ยนตัวเองเป็นมนุษย์ชิดขวาดูบ้าง แม้เพียงชั่วคราวก็ยังดี

แล้วคุณอาจจะค้นพบทางที่สะดวกกว่าเดิม สนุกกว่าเดิม และไปได้เร็วกว่าเดิมครับ

นิทานเหรียญเสี่ยงทาย

20180511_fortunecoin

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในประเทศญี่ปุ่นยุคเอะโดะ แม่ทัพท่านหนึ่งตัดสินใจเคลื่อนพลเพื่อเข้าทำศึกสงครามครั้งสำคัญ แม้ว่าท่านแม่ทัพจะมั่นใจว่าจะชนะการศึกครั้งนี้ แต่จำนวนไพร่พลที่น้อยกว่าข้าศึกก็ทำให้เหล่าทหารรู้สึกกังวลใจ

เมื่อเคลื่อนทัพผ่านศาลเจ้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ท่านแม่ทัพจึงให้นายทหารทุกคนทำความเคารพและสวดมนต์ขอพร ก่อนที่ท่านแม่ทัพจะหยิบเหรียญขึ้นมาและกล่าวกับทุกคนว่า

“เราจะเสี่ยงเหรียญนี้เพื่อดูว่าโชคชะตาฟ้าดินต้องการให้ศึกนี้จบเช่นใด หากออกหัวกองทัพเราจะชนะ แต่หากออกก้อยเราจะพ่ายแพ้”

นายทหารทุกคนจับจ้องไปที่เหรียญที่โดนดีดขึ้นไปกลางอากาศก่อนจะตกลงมาออกหัว

เสียงเฮดังสนั่น เหล่าทหารหาญเคลื่อนทัพไปด้วยความฮึกเหิม และใช้เวลาเพียงไม่นานก็ปราบศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าลงได้

หลังจบศึกและเคลื่อนทัพกลับ กองทัพหยุดทำความเคารพที่ศาลเจ้าเดิม พลโทของกองทัพหันมาเปรยกับท่านแม่ทัพเบาๆ ว่า

“ไม่มีใครเอาชนะโชคชะตาได้จริงๆ ครับท่านแม่ทัพ”

“คงจะจริงอย่างที่เจ้าว่า” ท่านแม่ทัพกล่าว ก่อนจะหยิบเหรียญที่มีหัวทั้งสองด้านให้ดู

—–

ขอบคุณนิทานจาก Balace by Buddha Groove:  Zen Story: Heads or Tails

100 ต่อ 1

20180509_100to1

100 คนนั่งนิ่ง
1 คนยกมือ

100 คนเล่นมือถือ
1 คนอ่านหนังสือ

100 คนพูด
1 คนเงียบ

100 คนเงียบ
1 คนพูด

100 คนเสพ
1 คนสร้าง

100 คนซื้อ
1 คนขาย

100 คนเอาแต่คิด
1 คนลงมือทำ

100 คนทำแล้วล้มเลิก
1 คนทำจนสำเร็จ

100 คนสนใจเรื่องชาวบ้าน
1 คนสนใจเรื่องตัวเอง

ทำเหมือนคนส่วนมาก ก็จะได้ผลเหมือนคนส่วนมาก

ทำเหมือนคนส่วนน้อย ก็จะได้ผลเหมือนคนส่วนน้อยครับ

—–

ดัดแปลงมาจาก Quora: Hector Quintanilla’s answer to What does the 1% do with their time compared to the 99%?