เด็ดขาดกับเรื่องเล็กน้อย

20180518_trivialstuff

เวลาไปวิ่งจ็อกกิ้ง ถ้าผูกเชือกรองเท้าแบบปกติ เชือกมักจะหลุดอยู่เสมอ วิธีแก้ของผมคือเอาเชือกมาผูกเป็นปมสองรอบจนเป็นเงื่อนตาย แล้วค่อยเอาปลายเชือกสอดไว้ในช่องตรงกลาง

มีวันหนึ่งผมไม่ได้เอาปลายเชือกสอดไว้มิดชิดนัก เวลาวิ่ง ปลายเชือกความยาวประมาณหนึ่งนิ้วก็เลยสะบัดโดนรองเท้าเป็นเสียงแปะ แปะ แปะ ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร แต่พอวิ่งไปได็ซัก 10 นาทีก็ทนรำคาญไม่ไหวจนต้องหยุดวิ่งเพื่อจัดการเก็บปลายเชือกให้เรียบร้อย

It isn’t the mountain ahead that wears you out; it is the grain of sand in your shoe.
-Anonymous

ผมว่าชีวิตคนเราก็มีปลายเชือก หรือ เศษทรายในรองเท้า หรือ loose ends ที่สร้างความรำคาญใจและรบกวนสมาธิอยู่เต็มไปหมด

เช่นอีเมลที่ยังไม่ได้อ่านเป็นร้อยฉบับ

หรือ To Do List ที่เราไม่ได้รีวิวมาหลายสัปดาห์

หรือแท็บหลายสิบแท็บใน Chrome ที่เปิดค้างไว้

หรือโต๊ะทำงานรกๆ

หรือ Desktop ที่เต็มไปด้วยไฟล์ร้อยพ่อพันแม่

เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ โดยตัวมันเองอาจไม่ได้สร้างความเสียหาย เราจึง “เอาไว้ก่อน” โดยลืมคำนึงว่า ถ้าเราต้องเห็นหรือกังวลถึงมันอยู่ทุกวันก็ย่อมทำให้เราเสียพลังงานไปโดยอย่างประโยชน์วันแล้ววันเล่า

สู้กัดฟันดูซักตั้ง ใช้กฎสองนาทีเพื่อจัดการกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ให้สะอาดหมดจด

เอาเศษทรายออกจากรองเท้าและเก็บปลายเชือกให้เรียบร้อย ชีวิตและการทำงานจะได้ราบรื่นยิ่งขึ้นครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรอบบ่ายเพิ่ม วันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

นิทานมากเกินไป

20180517_toomuchlove

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระอาจารย์แก่พรรษารูปหนึ่งได้รับนิมนต์ให้ไปเทศน์ที่โรงเรียนมัธยมทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือน

“พึงระลึกไว้เสมอว่าอะไรที่มากเกินไปนั้นมีอันตราย

ในการต่อสู้ โทสะที่มากเกินไปอาจทำให้เธอประมาทและเสียชีวิตได้

การบูชาความเชื่อบางอย่างมากจนเกินไปอาจทำให้เธอใจแคบและคอยแต่ตัดสินผู้อื่นได้

ความรักที่มีต่อคนอื่นมากจนเกินไป จะทำให้เธอสร้างภาพของคนที่เธอรักขึ้นมา ภาพที่สุดท้ายเธอจะได้พบว่ามันไม่มีอยู่จริง แล้วเธอก็จะโมโหและผิดหวัง รักที่ล้นเกินไม่ต่างอะไรกับการเลียน้ำผึ้งบนใบมีด”

นักเรียนหญิงคนหนึ่งยกมือถามด้วยความสงสัย

“ทำไมนักบวชที่ถือพรหมจรรย์อย่างท่านถึงเข้าใจเรื่องความรักคะ?”

พระอาจารย์ยิ้มแล้วตอบว่า

“ไว้วันหนึ่งอาตมาจะเล่าให้ฟังว่าทำไมอาตมาถึงตัดสินใจบวช”

—–

ขอบคุณนิทานจาก avilpage.com: 4 Delightful Short Zen Stories About Women & Love!

ถ้าอดเปรียบเทียบกับคนอื่นไม่ได้

20180517_compare

อย่างน้อยก็อย่าลืมเทียบทั้งสองด้าน

ถ้าเราชอบเทียบกับคนที่เด่นกว่าแล้วรู้สึกต่ำต้อยหรืออิจฉา ก็ให้คิดว่าเรามีอะไรดีๆ ที่คนคนนั้นไม่มีบ้าง

เช่นเขาอาจจะรวยกว่า หน้าที่การงานดีกว่า แต่เราอาจผอมกว่า สุขภาพดีกว่า แฟนใจดีกว่าก็ได้

ถ้าเราชอบเทียบกับคนที่ด้อยกว่าเราแล้วเผลอไปดูถูกเขาบ่อยๆ ก็ให้ระลึกว่าเขาอาจเครียดน้อยกว่า ครอบครัวใกล้ชิดกันมากกว่า หรือมีชีวิตยืนยาวกว่าเราก็ได้

คนเรานั้นชอบเปรียบเทียบอยู่แล้ว แต่อย่าให้การเปรียบเทียบนั้นทำให้เราหมองหม่นหรือทะนงตนจนเกินเลยครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 & 9 เปิดรับสมัครแล้วครับ รอบเช้าและรอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (รอบเช้าเหลืออีก 3 ที่ รอบบ่ายเหลืออีก 12 ที่)

5 นาทีสุดท้าย

20180516_lastfive

ผมเป็นแฟนทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด โดยเฉพาะในยุคที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คุมทีม

สมัยนั้นเรามีคติประจำใจเลยว่า ตราบใดที่กรรมการยังไม่เป่านกหวีด เกมนี้ก็ยังไม่จบ ด้วยความที่นักเตะไม่เคยยอมแพ้ แมนยูฯ จึงยิงประตูชัยในช่วงท้ายเกมได้เสมอ

โดยแมทช์ที่น่าจะอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน คือเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกรอบไฟนอลระหว่างแมนยูกับบาเยิร์นมิวนิคในปี 1999

แมนยูนั้นคว้ามแชมป์พรีเมียร์ลีกและเอฟเอคัพมาเรียบร้อยแล้ว หากชนะเกมนี้ก็จะได้ Treble หรือสามแชมป์ในฤดูกาลเดียวกัน ซึ่งแมนยูไม่เคยทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์ร้อยกว่าปีของสโมสร

ในวันนั้นบาเยิร์นมิวนิคขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 6 และคุมเกมได้ดีตลอด (สมัยนั้นบาเยิร์นมิวนิคซึ่งมีโลธ่าร์ มัทเธอุสบัญชาการ ขึ้นชื่อว่าเป็นทีมที่เกมรับเหนียวแน่นสุดๆ)

แมนยูตามอยู่ 1-0 จน ตั้งแต่นาทีที่ 6 จนหมดเวลา 90 นาที กรรมการชูป้ายทดเวลา 3 นาที มัทเธอุสถูกเปลี่ยนตัวออกเพื่อไปพักเตรียมขึ้นรับถ้วย และช่างฝีมือเริ่มสลักชื่อทีมบาเยิร์นมิวนิคงบนถ้วยรางวัลแล้ว

แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อตัวสำรองอย่างเทดดี้ เชอริงแฮม ยิงตีเสมอในนาทีที่ 91 และ โอเล่ กุนนาร์ โซชา ตัวสำรองอีกคนก็ยิงประตูชัยในนาทีที่ 93 ทำให้แมนยูคว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก และได้สามแชมป์ประวัติศาสตร์มาครอง

—–

ตอนผมเล่นฟุตบอลให้กับทีมประจำเมืองและทีมมหาลัย โค้ชจะบอกเสมอว่าช่วง 5 นาทีแรกกับ 5 นาทีสุดท้ายเป็นช่วงที่อันตรายที่สุด

ใน 5 นาทีแรก เรายังตื่นสนาม ยังไม่ได้สัมผัสบอล ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเสียประตูได้ง่าย

ส่วน 5 นาทีสุดท้ายคือช่วงที่เราล้าเต็มที่แล้ว รอฟังเสียงนกหวีดอย่างใจจดใจจ่อจนไม่มีสมาธิอยู่กับเกม

ดังนั้นโค้ชจะตะโกนจากข้างสนามว่าให้เราตั้งสติให้มั่นในช่วง 5 นาทีแรก กับ 5 นาทีสุดท้ายไว้เสมอ อย่าไปทำอะไรผลีผลาม

—–

เหตุที่ทำให้ผมคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะหนังสือ 3 เล่มที่ผมอ่านล่าสุดครับ

เป็นหนังสือของนักเขียนที่มีชื่อเสียงถึง 3 ท่าน งานเขียนของแต่ละท่านน่าจะขายไปได้แล้วอย่างน้อยๆ 50,000 เล่ม

สิ่งที่ผมพบทั้งสามเล่มคือตัวสะกดผิดหรือพิมพ์ตกหล่น ซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่ในช่วงหน้าท้ายๆ ของหนังสือ

ที่สำคัญ หนังสือแต่ละเล่มหนาเกิน 200 หน้า แต่ผมเจอจุดผิดพลาดแค่จุดเดียวเท่านั้น

ผมเลยสันนิษฐานว่า ฝ่ายพิสูจน์อักษรอาจเห็นว่าใกล้จะจบเล่มแล้ว ล้าเต็มทีแล้ว เตรียมฉลองชัยชนะแล้ว เฝ้ารอเสียงนกหวีดอย่างใจจดใจจ่อจนอาจเสียสมาธิไป

อย่ากระนั้นเลย เมื่อวานนี้ที่ผมเขียนบล็อกซึ่งค่อนข้างยาว ก็พิมพ์ผิดตรงย่อหน้าสุดท้ายเหมือนกัน

ดังนั้น ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องงาน หรือเรื่องใช้ชีวิต ให้ระวังช่วง 5 นาทีสุดท้ายไว้ให้ดี

แม้ความเสียหายคงไม่เท่าที่บาเยิร์นมิวนิคเจอ แต่ถ้าทำดีมาตลอดแล้วมาพลาดช่วงท้ายมันก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกันนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia: Winners: Photo by Seán Murray Cropped and retouched by Danyele – Winners

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนเช้าวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (เหลืออีก 2 ที่ – ถ้าคนสมัครเกิน จะเปิดรอบบ่ายเพิ่ม)

เราพูดคุยกันด้วยหัวใจแบบไหน

20180515_transactionalanalysis

เคยสงสัยมั้ยครับ ว่าทำไมคนบางคนถึงคุยกันได้ยาว ในขณะที่บางคนคุยได้แค่สองสามประโยคก็ไปต่อไม่ได้แล้ว

มิหนำซ้ำ คนที่ควรจะคุยกับเราได้ยาว (เช่นแฟน) ในบางอารมณ์ก็มีต่อกับเราไม่ติดเหมือนกัน

Eric Berne จิตแพทย์ชาวแคเนเดี้ยน ได้พยายามอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยการสร้างทฤษฎีที่ชื่อว่า Transactional Analysis ขึ้นมา

เขาบอกว่า เวลาเราสื่อสารกับผู้อื่น เราสามารถสวมหัวใจได้สามแบบ (ego states)

Parent Ego State: หัวใจพ่อแม่

Adult Ego State: หัวใจผู้ใหญ่

Child Ego State: หัวใจเด็ก

ผมขอเรียกสั้นๆ ว่า P, A และ C แล้วกัน

เมื่อเราทำตัวแบบ P เราจะสวมวิญญาณ “ขุ่นแม่” ที่อยากจะดูแลเทคแคร์คน แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบสั่งสอนหรือเทศนาคนอื่นด้วย

เมื่อเราทำตัวแบบ A หรือสวมวิญญาณผู้ใหญ่ เราจะคุยกับคนอื่นด้วยเหตุด้วยผล ไม่ค่อยมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

เมื่อเราทำตัวแบบ C หรือสวมวิญญาณเด็ก เราจะมีความสนุก ความขี้เล่น ความสร้างสรรค์ แต่ก็สามารถจะงอแง งอนตุ๊บป่อง โต้เถียง หรือประชดประชันได้

เบิร์น (Berne) บอกว่า บทสนทนาจะเกิดขึ้นได้สามแบบ คือ Complimentary, Crossed และ Ulterior (อ่านว่าอัลเทอริเอ้อ) – สอดคล้อง, กากบาท, และมีวาระซ่อนเร้น

ถ้าคู่สนทนาสวมบทบาทที่สอดคล้องกัน (Complimentary) ก็จะคุยกันได้ยาว

เช่น เวลาแม่คุยกับลูก แม่ก็สวมบท P ส่วนลูกก็สวมบท C ต่างฝ่ายต่างสวมบทบาทที่เหมาะสมกับตัวเอง การสนทนาก็จะดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ

หรือแม้กระทั่งในที่ทำงาน หัวหน้าก็สามารถสวมบท P และให้ลูกน้องสวมบท C ก็ได้

หัวหน้า: เป็นอะไรรึเปล่าเจน หน้าตาดูไม่ค่อยสดใสเลย มีอะไรให้พี่ช่วยมั้ย

ลูกน้อง: ช่วงนี้หนักมากพี่ อยากจะร้องไห้ ขอหลังไมค์ได้มั้ย?

2018-05-15 08_22_33-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

ในที่นี้ หัวหน้าจะสวมบทเป็นผู้พิทักษ์ดูแล ส่วนลูกน้องที่ชื่อเจนก็ยอมแสดงความอ่อนแอและร้องข้อความช่วยเหลือไม่ต่างกับเด็กที่ต้องการให้แม่มาโอ๋

ยังมีโอกาสเกิดบทสนทนาแบบ Complimentary ได้อีก เช่นเราเป็น A เขาก็เป็น A

หัวหน้า: ช่วงนี้งานหนักนิดนึงนะ มีอะไรติดขัดก็มาคุยกันได้
ลูกน้อง: ขอบคุณครับพี่ ช่วงนี้ต้องกัดฟันหน่อย พอจบเดือนก็น่าจะโอเคแล้ว

เราเป็น C เขาก็เป็น C

หัวหน้า: ช่วงนี้หนักหน่อยนะมึง ทนๆ ไปก่อนละกัน (พูดด้วยอารมณ์ขัน)
ลูกน้อง: แค่นี้จิ๊บๆ อ่ะหัวหน้า มีหนักกว่านี้อีกมั้ย (ต่อปากต่อคำ)

การสนทนาแบบ C->C และ C<-C นี้มีให้เห็นบ่อยแม้กระทั่งในผู้ใหญ่ เช่นตอนที่หนุ่มและสาวจีบกันใหม่ๆ ตัวเองอย่างงั้น ตัวเองอย่างงี้ ฯลฯ

—–

บทสนทนาจะมาถึงทางตัน หากเราคาดหวังให้เขาสวมบทหนึ่ง แต่คู่สนทนาดันสวมอีกบทหนึ่ง

เช่นเราทำตัวเป็น A และคาดหวังว่าเขาจะเป็น A แต่เขาดันทำตัวเป็น C กับเรา

เรา: ตอนนี้กี่โมงแล้วนะ (A->A)
แฟน: ทำไมต้องมาเร่งกันด้วยเนี่ย! (C->P)

 

2018-05-15 08_22_40-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

 

เราไม่มีนาฬิกาเลยถามเวลาไปซื่อๆ แต่แฟนมองว่าเราไปจุกจิกเขาเหมือนเราเป็นแม่

หรือในบางกรณี คำถามเดียวกัน แต่โดนเหน็บกลับมาอย่างกับเราเป็นลูก เช่น

เรา: ตอนนี้กี่โมงแล้วนะ (A->A)
แฟน: ถามทำไม ยังก็เธอก็สายประจำอยู่แล้ว (P->C)

 

2018-05-15 08_22_44-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

 

พอบทบาทของคู่สนทนาไม่สอดคล้องกัน เลยเกิดเส้นกากบาท หรือเป็นบทสนทนาที่ Crossed นั่นเอง (คำว่า Crossed แปลว่าโกรธได้ด้วย)

—–

อีกบทสนทนาหนึ่งที่น่าสนใจ คือบทสนทนาแบบ Ulterior หรือบทสนทนาแบบมีวาระซ่อนเร้น

นั่นคือเราพูดราวกับว่าคู่สนทนาสวมหัวใจอย่างหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วเรากำลังคาดหวังให้ผู้ฟังสวมหัวใจอีกอย่างหนึ่งแทน

2018-05-15 08_22_49-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

เช่นหัวหน้าพูดกับลูกน้องว่า “งานนี้มันยากมากเลยนะ ผมไม่แน่ใจว่าคุณจะทำได้รึเปล่า”

ฟังดูเหมือนเป็นบทสนทนาแบบ A->A แต่จริงๆ แล้วหัวหน้ากำลังคุยแบบ A->C เพื่อยั่ว “เด็ก” ในตัวลูกน้องให้ฮึดสู้แล้วเถียงว่า “ผมทำได้สิครับ ขอแค่หัวหน้าให้โอกาสผม”

หรืออย่างเช่นในหนังฮอลลีวู้ด พระเอกไปส่งนางเอกที่บ้านตอนดึกดื่น ก่อนจะลงจากรถ นางเอกหันมาถามพระเอกว่า “ขึ้นมาดื่มกาแฟที่ห้องฉันมั้ย?”

บทสนทนาแบบ Ulterior นี้อาจจะดูเหมือนเป็นการไม่ตรงไปตรงมาหรือ หลอกใช้ (manipulate) อยู่บ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่เราพบเห็นอยู่ทุกวัน

—–

เมื่อรู้แล้วว่าคนเราสามารถสวมหัวใจพ่อแม่ หัวใจผู้ใหญ่ และหัวใจเด็กได้ในวาระที่แตกต่างกัน เราก็จะตระหนักได้ว่าตอนนี้บทสนทนาของคุณเป็นแบบใด ใครกำลังสวมบทบาทอะไร

ถ้าบทสนทนามันไปต่อลำบาก เพราะเกิด Crossed เราก็ต้องพยายามดึงคู่สนทนาให้กลับไปอยู่ในโหมดที่จะ complimentary กับเราได้ ไม่ว่าจะด้วยการดึงสติเขา หรือปรับโหมดของตัวเองชั่วคราวเพื่อให้คุยกันต่อรู้เรื่องครับ

2018-05-15 08_23_03-Communicate like a Leader - Mitrphol 20180510 - Google Slides

—–

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก Spam Cast

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัครแล้วครับ เรียนเช้าวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (เหลืออีก 4 ที่ – ถ้าเกินอาจเปิดรอบบ่ายเพิ่ม)