ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่คาดล่ะ?

20190124_planb

ปี 1994 เป็นปีที่ผมขึ้นม.3 ที่เตรียมพัฒน์ และเป็นปีที่รู้ตัวว่าผมต้องไปเรียนต่อนิวซีแลนด์

เตรียมพัฒน์เปิดเทอมเดือนพฤษภาคม แต่ผมจะยังไม่ไปนิวซีแลนด์จนกว่าจะถึงเดือนกันยายน ดังนั้นผมจึงยังใช้เวลาช่วงม.3 เทอม 1 อยู่ที่เตรียมพัฒน์ไปก่อน แล้วก็ยังตั้งใจเรียนไม่ต่างกับตอน ม.1-ม.2

เพื่อนผมคนหนึ่งชื่อ “อาทิตย์” มาถามผมว่า ทำไมรู้ว่าจะไปเรียนนิวซีแลนด์แล้วยังตั้งใจเรียนอยู่อีก ถ้าเป็นเขาเขาจะเที่ยวเล่นให้มากกว่านี้

ผมจำไม่ได้แล้วว่าตอบไปยังไง แต่เดาว่าน่าจะมีอยู่สองเหตุผล

หนึ่ง คือผมมีภาพตัวเองในหัวว่าเป็นเด็กเรียนดี ถ้าเทอมนี้ผมเรียนแย่ขึ้นมาอาจจะทำให้ภาพนั้นสั่นคลอน

สอง สมมติว่าเกิดเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ที่ทำให้แผนการไปนิวซีแลนด์มันต้องล่มลง อย่างน้อยผมก็ยังเรียนต่อที่เตรียมพัฒน์ได้

ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน

เพื่อนที่เราเคยโยนงานให้ อาจกลายมาเป็นหัวหน้าของเราในอนาคตก็ได้

คนที่เราแซงคิวตอนขึ้นรถไฟฟ้า อาจเป็นคนที่เราต้องขายงานให้ก็ได้

ธุรกิจที่กำลังรุ่งเรืองอาจโดน disrupt จนไปต่อไม่เป็นก็ได้

เราจึงควรถามเผื่อไว้เสมอว่า ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่เราหวังไว้ เรามีแผนสองหรือยัง

เมื่อใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท แม้ผลลัพธ์จะผิดคาดก็คงไม่เดือดร้อนเกินไปนัก

ทิ้งงานไว้หน้าบ้าน

20190122_work

ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ผมทดลองเปลี่ยนพฤติกรรมสองอย่าง

หนึ่ง เมื่อถึงบ้าน ผมจะเสียบมือถือชาร์จทิ้งไว้นอกห้องนอน

สอง เมื่อเข้าห้องนอนแล้ว ก็ไม่กลับออกมานั่งทำงานอีก

แต่ก่อน ถ้าเอามือถือเข้าไปในห้องนอน ผมอดไม่ได้ที่จะเล่นมือถือ ทั้งๆ ที่ลูกก็รอเล่นกับเรามาทั้งวัน และพอลูกหลับแล้ว บ่อยครั้งที่ผมจะเดินออกมาหยิบแล็ปท็อปออกจากเป้แล้วนั่งทำงานอีกนิดหน่อย ซึ่งบางทีก็เลยเถิดจนดึกดื่น ทำให้วันถัดมาไม่ค่อยสดชื่นเท่าไหร่

พอมาเดี๋ยวนี้ เมื่อเอามือถือไว้นอกห้องและทิ้งคอมไว้ในเป้ ก็รู้สึกว่าจัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น

ถามว่าเสียโอกาสที่จะทำงานให้เสร็จมากขึ้นมั้ย ก็คงมีบ้าง แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าที่เราทำงานหนักๆ กันอยู่ นี่สุดท้ายแล้วเราทำไปเพื่อใคร

ถ้าไม่รู้จักขีดเส้นให้ตัวเอง งานและสิ่งเร้าก็จะคอยล้ำเส้นเราอยู่เรื่อยๆ จนเราหลงลืมสิ่งสำคัญที่แท้จริงครับ

อย่าหวังว่าแฟนจะไม่งอแง

20190122_relationship

อย่าหวังว่าแม่จะไม่น้อยใจ

อย่าหวังว่าลูกจะไม่ดื้อ

อย่าหวังว่าเพื่อนร่วมงานจะช่วยเหลือ

อย่าหวังว่าหัวหน้าจะเข้าอกเข้าใจ

อย่าหวังว่าลูกน้องจะได้ดั่งใจเราทุกอย่าง

ถ้ามองว่า “ความสัมพันธ์” คือคนสองคนที่พันผูกกันด้วย “สายสัมพันธ์”

บางทีสายนั้นก็หย่อน บางทีสายมันก็ตึง เมื่อไหร่ที่ตึงมันก็ย่อมเกิดการฉุดกระชากลากถูให้มีแผลถลอกบ้างเป็นธรรมดา

การเห็นไม่ตรงกันหรือการทะเลาะกันจึงเป็นเรื่องปกติของทุกความสัมพันธ์

เราจึงไม่ควรคาดหวังความสัมพันธ์ที่ราบรื่นไร้การสะดุด

แต่เราควรวาดหวังว่าเมื่อเจออาการสะดุดนั้นแล้ว เราเรียนรู้อีกฝ่ายและเรียนรู้ตัวเองมากขึ้นแค่ไหน

จะได้ไม่สะดุดซ้ำรอยเดิมครับ

5 เหตุผลที่เราไม่ต้องอ่านข่าวทุกวัน

20190121_news

1.  เพราะมันใช้เวลา
ถ้าเรารู้ตัวว่ายังทำอะไรได้น้อยเกินไป เช่นพักผ่อนน้อยเกินไป ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเวลาให้ครอบครัวหรือตัวเอง การลดเวลาอ่านข่าว จะช่วยให้เรามีเวลามากขึ้นได้

2. เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็เป็นข่าว
ลองเปิดดูหน้าเว็บข่าวดังๆ จะเห็นว่าเรื่องบางเรื่องที่ไม่มีทางเป็นข่าวเมื่อ 10 ปีที่แล้วกลายมาเป็นข่าวได้เฉยเลย ดาราอัปอินสตาแกรมก็เป็นข่าว คนมีชื่อเสียงคอมเม้นท์คนมีชื่อเสียงอีกคนก็เป็นข่าว นักบอลเมืองนอกมีแฟนหน้าตาดีก็เป็นข่าว เพราะพื้นที่ข่าวมีไม่จำกัด แถมทุกเว็บต้องพยายามสร้างยอด views/clicks ให้ได้มากที่สุด เลยใส่อะไรเข้ามามากมาย ข่าวสารรายวันจึงเต็มไปด้วย noise (น้ำ) แต่มี signal (เนื้อ) น้อยมาก

3. อ่านไปก็ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมของเรา
ลองอ่านพาดหัวข่าวดูซัก 5 ข่าว แล้วถามตัวเองว่า หลังจากอ่านข่าวพวกนี้จบแล้ว เราจะตัดสินใจอะไรต่างไปจากเดิมรึเปล่า คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้ก็คือไม่ ดังนั้นข่าวส่วนใหญ่จึงไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับชีวิตแต่ละวันของเราเลย

4. ข่าวที่สำคัญจริงๆ มันจะมาหาเราเอง
ข่าวใหญ่ๆ อย่างมลภาวะในอากาศ ต่อให้ไม่อ่านข่าวเราก็รู้ จะโดยเพื่อนมาบอก หรือโดยการเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนรอบตัวก็ตามแต่ ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะตกข่าวสำคัญๆ

5. อ่านสัปดาห์ละครั้งก็น่าจะเพียงพอแล้ว
อ่านหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ ก็จะได้รู้เรื่องที่ควรรู้ทั้งหมดได้ แถมยังเป็นข่าวที่น่าเชื่อถือ ผ่านการกลั่นกรองและวิเคราะห์มาแล้วระดับนึง ต่างจากข่าวรายวันที่ข้อมูลอาจจะคลาดเคลื่อนหรือยังไม่นิ่ง

แน่นอน บางอาชีพอาจจำเป็นต้องตามข่าวสารการเคลื่อนไหวทุกอย่าง ถ้ามันจำเป็นต่องานของเราจริงๆ ก็คงต้องติดตามข่าวกันต่อไป

แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ ผมเชื่อว่าการอ่านข่าวเป็นสิ่งที่จำเป็นลำดับท้ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสิ่งที่สำคัญกว่านั้นที่เราไม่ได้มีเวลาทำซักทีครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

blockdit: Anontawong’s Musings

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ทุกข์ประดิษฐ์

20190120b

เพราะสมองของคนเราคิดอะไรไปได้ต่างๆ นานา

เชื้อเล็กๆ เพียงเศษผงก็พอแล้วที่จะจุดไฟดวงใหญ่ที่เผาไหม้จิตใจได้

ตัดผมใหม่มาแล้วเราไม่มั่นใจ มาถึงออฟฟิศเจอคนมองหน้าเราหน่อยเดียว เราก็คิดไปเองเลยว่าเค้าต้องเห็นว่าทรงผมเราตลกแน่ๆ แล้วเราก็เสียเซลฟ์ไปทั้งวัน

โทร.ไปหาแฟน แฟนไม่รับสาย ก็คิดเป็นตุเป็นตะว่าแฟนต้องแอบมีกิ๊กและความสัมพันธ์ของเราครั้งนี้กำลังจะจบลงในไม่ช้า

เขียนบล็อกหนึ่งตอน มีคนบอกว่าชอบ 100 คน แต่มี 1 คนมาบอกว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นผิดพลาด เราก็หงุดหงิดหมกมุ่นกับหนึ่งคนนั้นได้ทั้งวัน บทสนทนาในจิตนาการผุดขึ้นมาอย่างชัดเจนว่าเราจะเถียงเขากลับยังไง เขาจะตอบกลับมายังไง แล้วเราจะเอาชนะเขาได้ยังไง

ยิ่งปรุงแต่งยิ่งเมามัน ยิ่งเมามันยิ่งร้อนรน หาความสุขความสงบในจิตใจไม่ได้เลย

ถ้าโชคดีมีสติมากพอ เราอาจจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทุกข์ที่เขาให้เรามานั้นนิดเดียว เขาแค่เป็นประกายไฟเล็กๆ แต่หลังจากนั้นเราเองต่างหากที่เป็นคนใส่เชื้อเพลิงและกระพือไฟให้ลุกลามใหญ่โต

“The pain is real but the cause is invented.”
-Seth Godin

ลองสำรวจทุกข์ทั้งหลายในใจเรา แล้วจะพบว่าเกือบร้อยทั้งร้อยเป็นทุกข์ประดิษฐ์ครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

blockdit: Anontawong’s Musings

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt