Sapiens ตอนที่ 3 – ยุคแห่งการล่าสัตว์เก็บพืชผล

20161225_sapiens3

อ่าน Sapiens ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2

ทำไมเราถึงชอบกินของหวานและอาหารที่มีไขมัน?

ทำไมการรักเดียวใจเดียวจึงเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน?

ทำไมสัตว์ตัวใหญ่ๆ อย่างแมมมอธ เสือเขี้ยวดาบหรือจิงโจ้ยักษ์สูง 2 เมตรถึงสูญพันธุ์ไปหมด?

เราะมาหาคำตอบกันในตอนนี้ครับ

Homo Sapiens อย่างพวกเราอยู่กันมาสามยุคสามสมัย

เราใช้ชีวิตแบบพนักงานโรงงานหรือพนักงานออฟฟิศมา 200 ปี หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ก่อนหน้านั้น เราใช้ชีวิตแบบชาวไร่ชาวนาอยู่ถึง 12,000 ปี

และก่อนหน้านั้น เราใช้ชีวิตแบบ “นักล่า-เก็บพืชผล” อยู่ถึง 60,000 ปี

ช่วงเวลาหลายหมื่นปีที่เราใช้ชีวิตแบบ Hunter-Gatherers หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า foragers (ผู้ออกหาอาหาร) นั้น มีผลอย่างมากต่อการหล่อหลอมสัญชาติญาณของเราในปัจจุบัน เราจึงควรกลับไปทำความเข้าใจวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนกลุ่มนี้และ “รอยเท้า” ที่เขาได้ทิ้งเอาไว้

ความท้าทายอย่างหนึ่งของการศึกษาวิถีของชาว foragers ก็คือ นอกจากเครื่องไม้เครื่องมือและเศษกระดูกแล้ว พวกเขาไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้เราศึกษาเลย เพราะสมัยนั้นยังไม่มีภาษาเขียน นักมานุษยวิทยาจึงถกเถียงกันโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานและการอนุมานเอาเสียส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงควรฟังหูไว้หูนะครับ


เหตุผลที่เราโปรดปรานของหวาน

เมื่อครั้งที่บรรรพบุรุษของเราเป็น forager นั้น ผู้ชายจะร้บหน้าที่ “ออกล่า” ส่วนผู้หญิงจะรับหน้าที่ “เก็บของป่า”

สมัยนั้นยังไม่มีตู้เย็น อะไรก็ตามที่ล่าหรือเก็บมาได้จึงต้องใช้หรือกินให้หมดภายในวันสองวัน ไม่มีการเก็บอาหารเป็นเสบียงเอาไว้ เมื่ออาหารละแวกนั้นหมดก็ต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อไปเริ่มต้นใหม่

ในทุ่งสะวันนาที่เราเคยอาศัยอยู่ อาหารหวานที่มีพลังงานสูงนั้นหายากมาก และอาหารหวานชนิดเดียวที่คนสมัยนั้นจะหากินได้ก็คือผลไม้สุก ดังนั้นหากผู้หญิงคนหนึ่งเดินไปเจอผลไม้สุกงอมออกอยู่เต็มต้น สิ่งที่ดีที่สุดที่เธอจะทำได้ก็คือเด็ดมันมากินให้มากที่สุด ก่อนที่ฝูงลิงบาบูนจะมาเจอและขนผลไม้กลับรังไปจนหมด

สัญชาติญาณของการกินของหวานและอาหารที่มีไขมันอย่างมูมมามนี่เอง ที่ส่งผลให้มนุษย์ในปัจจุบันหลงใหลและมักอดใจไม่ไหวเมื่อเจออาหารประเภทนี้


รวมกันเราอยู่

นักมานุษวิทยาเชื่อว่า เหล่า foragers นั้นอยู่กันเป็นชุมชนเล็กๆ ไม่มีความเป็นส่วนตัว ไม่มีทรัพย์สินส่วนบุคคล และแม้กระทั่งลูกก็ไม่ใช่ลูกของใครคนใดคนหนึ่ง!

ผู้หญิงคนหนึ่งจะหลับนอนกับผู้ชายหลายคนในเผ่า ด้วยความเชื่อที่ว่าลูกจะได้ส่วนดีจากพ่อแต่ละคนมา พ่อคนหนึ่งอาจจะเป็นนักล่าที่เก่งที่สุด อีกคนหนึ่งอาจจะเป็นนักเล่าเรื่องที่สนุกที่สุด ส่วนอีกคนอาจจะเป็นนักรบที่องอาจที่สุด เด็กที่ออกมาจึงเป็น “ลูกของทุกคน” ในเผ่า (ชนเผ่าบารีในเวเนซูเอล่าก็ยังใช้ระบบ “พ่อหลายคน” นี้อยู่)

นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่โลกสมัยนี้อัตราการหย่าร้างสูงขึ้นทุกที เพราะเราอยู่กันเป็น “ครอบครัวใหญ่” มาหลายหมื่นปี เพิ่งจะมาใช้ระบบครอบครัวเล็กและความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียวมาเมื่อไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พันปีมานี้เอง

(อ่านถึงตรงนี้ผมหวังว่าหลายๆ คนจะไม่ใช้ข้อมูลนี้เป็นข้ออ้างในการนอกใจนะครับ เพราะอย่างที่เตือนไว้ข้างต้นว่านี่เป็นเพียงสมมติฐาน แถมนักมานุษวิทยาอีกกลุ่มหนึ่งก็ออกมาค้านแนวคิดนี้ โดยชี้ประเด็นว่า การที่สังคมในปัจจุบันซึ่งอยู่ต่างสถานที่ ต่างวัฒนธรรมล้วนมีความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียว ก็เป็นหลักฐานที่บ่งบอกอยู่แล้วว่ามนุษย์เรานั้นเหมาะกับสังคมแบบนี้)


ชีวิตที่น่าอิจฉา

จะว่าไป ชาว foragers นั้นมีวิถีชีวิตที่น่าอิจฉากว่าคนสมัยนี้ในบางแง่มุมด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่างหญิงชาวจีนที่มีฐานะยากจนในสมัยนี้ ชีวิตของเธอจะมีอะไรมากไปกว่าการตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อไปนั่งทำงานอยู่ในโรงงานนรกเป็นเวลา 10-12 ชั่วโมง ก่อนจะกลับมาบ้านเพื่อทำอาหาร ล้างจาน ซักผ้าและล้มตัวลงนอนด้วยความเหน็ดเหนื่อย ก่อนจะต้องตื่นมาเจอวันเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อ 30,000 ปีที่แล้ว หญิงชาวจีนจะได้ออกจากแคมป์ไปพร้อมเพื่อนสาวหลายคนเพื่อเสาะหาผลหมากรากไม้ เก็บเห็ด ขุดมัน จับกบ หรือบางครั้งก็วิ่งหนีเสือ ตอนบ่ายๆ ก็กลับมาถึงแคมป์เพื่อทำอาหารกินกัน จากนั้นเธอก็จะมีเวลาเหลือเฟือที่จะมานั่งเมาธ์มอยและเล่นกับลูก

นอกจากวิถีชีวิตที่จะชิลล์กว่าแล้ว foragers ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกหลายอย่าง

สมองใหญ่กว่า – ใหญ่กว่าคนเราสมัยนี้ด้วยซ้ำ เพราะพวก foragers นั้นต้องทำอะไรเอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาวุธ จุดไฟ ทำอาหาร ล่าสัตว์ คัดผลไม้ที่ไม่มีพิษ ฯลฯ ทำให้เหล่า foragers ได้ใช้สมองแทบจะทุกส่วน ในขณะที่คนสมัยใหม่อย่างเราๆ ทำอะไรเองแทบไม่เป็นเลย เน้นแต่ใช้เงินซื้ออย่างเดียว

สุขภาพแข็งแรงกว่า – ด้วยความที่ต้องออกล่าทุกวัน แต่ละวันก็ได้เหยื่อต่างกันไป คนกลุ่มนี้จึงได้กินอาหารที่หลากหลายได้รับโปรตีนและวิตามินมากกว่า ขณะที่คนรุ่นหลังๆ ที่เป็นชาวไร่ชาวนามักจะได้กินแต่ข้าวหรือแป้งชนิดใดชนิดหนึ่งทุกวันติดต่อกันหลายปีหรือแม้กระทั่งทั้งชีวิต

ไม่มีโรคระบาด – โรคระบาดนั้นมักจะเริ่มมาจากสัตว์เลี้ยงก่อน แต่คนยุคนั้นยังไม่ได้เริ่มเลี้ยงสัตว์ (ยกเว้นหมา) แถมเมื่อมีการย้ายถิ่นฐานตลอดเวลาจนไม่มีการสต๊อกอาหาร จึงไม่มีหนูหรือสัตว์พาหะอื่นๆ มาก่อกวนหรือแพร่เชื้อได้

ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ – เพราะไม่มีใครมีทรัพย์สินส่วนตัว จึงไม่มีการแก่งแย่งกัน ไม่มีการรบกับเผ่าอื่นเพื่อปล้นสะดมภ์ เพราะไม่มีอะไรให้ปล้น “ทรัพย์สิน” ที่สำคัญที่สุดที่คนๆ หนึ่งจะมีได้คือความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในเผ่า

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักมานุษวิทยาได้ตั้งชื่อสังคม foragers นี้ว่าเป็น “The Original Affluent Society” – สังคมมั่งมีแบบดั้งเดิม



ยึดครองออสเตรเลียและอเมริกา

แม้รุ่นพี่อย่าง Neanderthals และ Homo erectus จะอาศัยอยู่ในทวีปยุโรปและเอเชียมาตั้งแต่ 2 ล้านปีก่อนหน้า แต่รุ่นพี่ทั้งสองยังไม่เคยไปถึงทวีปออสเตรเลียหรือทวีปอเมริกาเลย

มนุษย์เซเปี้ยนเดินทางไปถึงออสเตรเลียได้ด้วยการเดินเรือเมื่อ 45,000 ปีที่แล้ว โดยอาจจะเริ่มจาการต่อเรือและออกหาปลาอยู่ตามหมู่เกาะนับร้อยนับพันของอินโดนีเซียและก่อนจะจับพลัดจับผลูไปลงเอยที่ชายฝั่งตะวันตกของทวีปออสเตรเลีย

ส่วนทวีปอเมริกานั้น เหล่าเซเปี้ยนส์ไปถึงด้วยวิธีเดินเท้า เพราะสมัยนั้นระดับน้ำทะเลนั้นอยู่ในระดับต่ำเสียจนเกิดแผ่นดินที่เชื่อมระหว่างไซบีเรีย (รัสเซีย) และอลาสก้า (อเมริกา) เหตุผลที่ Homo สายพันธุ์อื่นๆ ไม่เคยไปถึงอเมริกาก็เพราะว่าไซบีเรียนั้นหนาวเกินไป แต่เซเปี้ยนส์นั้นฉลาดพอที่จะถักทอเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าหนาๆ ที่จะรองรับสภาพอากาศอันทารุณได้ จึงออกล่าสัตว์ใหญ่ที่มีสารอาหารเยอะอย่างแมมมอธและกวางเรนเดียร์ไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เดินทางมาถึงอลาสก้าเมื่อประมาณ 14,000 ปีที่แล้ว

การเดินไปทางไปถึงทวีปออสเตรเลียโดยเหล่า Homo Sapiens ถือเป็นการเดินทางที่มีนัยทางประวัติศาสตร์พอๆ กับการค้นพบทวีปอเมริกาของโคลัมบัส และการพิชิตดวงจันทร์ของยานอพอลโล 11

เหตุผลที่เหตุการณ์นี้สำคัญมาก ก็เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

ในทวีปแอฟริกา ยุโรป หรือเอเชียนั้น เหล่า Homo ล้วนวิวัฒนาการมาพร้อมๆ กับสัตว์ชนิดอื่นๆ ร่วม 2 ล้านปี จึงรู้ทางหนีทีไล่กันดี แต่สัตว์ที่อยู่ในออสเตรเลียหรืออเมริกานั้นไม่เคยเจอเผ่าพันธุ์มนุษย์เลย มันจึงไม่มีสัญชาตญาณหรือทักษะใดๆ ที่จะต่อกร หรือหลีกเลี่ยง สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ หน้าตาคล้ายลิงที่เดินสองขานี้

ออสเตรเลียเคยเป็นที่อยู่ของสัตว์ยักษ์จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นจิงโจ้สูง 2 เมตร, สิงโตที่มีกระเป๋าหน้าท้อง (marsupial lion), หมีโคอาล่าไซส์จัมโบ้ นกบินไม่ได้ที่ตัวใหญ่กว่านกกระจอกเทศสองเท่า และตัววอมแบทหนัก 2 ตัน

ภายในเวลาแค่สองสามพันปีนับจากที่เหล่าเซเปี้ยนส์จอดเรือที่ชายฝั่งของทวีปออสเตรเลีย สัตว์ใหญ่ทั้งหลายเหล่านี้ก็สูญพันธุ์

สรรพสัตว์ในทวีปอเมริกาก็เจอชะตากรรมไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นแมมมอธ เสือเขี้ยวดาบ หนูตัวเท่าหมี สิงโตยักษ์ หรืออูฐอเมริกา (อเมริกาก็มีอูฐด้วย!) ต่างก็สูญพันธุ์ไปภายในเวลาไม่กี่พันปีหลังจากที่มนุษย์เข้ามายึดครองทวีปนี้

สัตว์ใหญ่ (ที่มีน้ำหนักเกิน 50 กิโลกรัม) มักจะโดนกระทบมากที่สุด เพราะมันไม่มีสัญชาติญาณในการระวังตัวจากมนุษย์ อีกสาเหตุหนึ่งก็คือสัตว์กลุ่มนี้มักมีลูกคราวละไม่กี่ตัวและใช้เวลาตั้งครรภ์นาน ทำให้อัตราการเกิดไม่เพียงพอจะชดเชยกับอัตราที่มันถูกฆ่าจากนักล่าสายพันธุ์ใหม่

เมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว มีสัตว์ใหญ่อยู่ทั่วโลกประมาณ 200 สายพันธุ์ แต่เมื่อหนึ่งหมื่นปีที่แล้ว โลกใบนี้ก็เหลือสัตว์ใหญ่เพียง 100 สายพันธุ์เท่านั้น

พวกเราเหล่า Homo Sapiens จึงเป็นภัยคุกคามทางธรรมชาติที่ใหญ่หลวงที่สุดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ในตอนหน้า เราจะเข้าสู่ยุคแห่งการทำเกษตรกรรม (Agricultural Revolution) ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อ 12,000 ปีที่แล้ว และได้ชื่อว่าเป็น “การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” – History’s Biggest Fraud กันครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก

20161218_sapiens2

สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 นี่คือบทความที่ผมสรุปจากหนังสือ Sapiens: A Brief History of Humankind โดยตั้งใจว่าจะทยอยเขียนสัปดาห์ละหนึ่งครั้งครับ

มาเริ่มตอนที่ 2 กันเลยดีกว่า


การปฏิวัติสำคัญของมนุษยชาติ (Homo Sapiens)

70,000 ปีก่อน – Cognitive Revolution การปฏิวัติด้านกระบวนการคิด

12,000 ปีก่อน – Agricultural Revolution การปฏิวัติเกษตรกรรม

500 ปีก่อน – Scientific Revolution การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์

200 ปีก่อน – Industrial Revolution การปฏิวัติอุตสาหกรรม


ความพิเศษของภาษามนุษย์

เมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว เผ่าพันธุ์ Homo Sapiens เริ่มออกเดินทางจากแอฟริกาตะวันออก ไปยังทวีปยุโรปและเอเชียซึ่งมีนีแอนเดอธาลและโฮโมอิเร็คตัสอาศัยอยู่ก่อนแล้ว

และช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง ที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเกิด Cognitive Revolution ในมันสมองของมนุษย์เซเปี้ยน

ไม่มีใครตอบได้ว่า Cognitive Revolution เกิดเพราะอะไร รู้แต่เพียงว่าช่วง 70,000 ถึง 30,000 ปีที่แล้ว คือช่วงที่มนุษย์คิดค้นเรือ ตะเกียงน้ำมัน ธนู ลูกศร และเข็มเย็บผ้า รวมถึงก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

สิ่งหนึ่งที่ Cognitive Revolution มอบให้ ก็คือความสามารถในการใช้ภาษาของมนุษย์

จริงๆ แล้วภาษาไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะสัตว์อื่นๆ ก็สามารถสื่อสารกันด้วยภาษาง่ายๆ ได้ เช่นผึ้งหรือมดก็มีการสื่อสารที่จะบอกว่าแหล่งอาหารอยู่ตรงไหน

และมนุษย์ก็ไม่ใช่เผ่าพันธุ์แรกที่มีภาษาแบบที่ใช้เสียง (vocal language) เพราะลิงก็มีภาษาของมัน เสียงร้องแบบหนึ่งจะหมายความว่า “ระวังเหยี่ยว!” ส่วนเสียงร้องอีกแบบหนึ่งจะแปลว่า “ระวังสิงโต!”

นักวิทยาศาสตร์เคยอัดเสียงร้องทั้งสองแบบ แล้วเอาไปเปิดให้ลิงฝูงหนึ่งฟัง พอลิงได้ฟังเสียงแรก มันจะมองขึ้นท้องฟ้าด้วยความกลัว พอเปิดเสียงที่สอง มันจะกรูไปปีนขึ้นต้นไม้

แล้วภาษามนุษย์ยอดเยี่ยมกว่าภาษาของสัตว์อื่นยังไง?

หนึ่ง – ภาษาของเรานั้นยืดหยุ่นมาก เราสามารถใช้เสียงไม่กี่เสียงมาผสมกันเพื่อสร้างคำ ประโยค และความหมายได้อย่างไม่จำกัด

ในขณะที่ลิงเตือนพูดได้แค่ “ระวังสิงโต!” แต่มนุษย์เราสามารถเล่าได้ว่า “เมื่อเช้านี้ ตรงแถวๆ ริมแม่น้ำ มีสิงโตตัวหนึ่งกำลังไล่ตามฝูงวัวกระทิงอยู่”

สอง – นอกจากจะพูดถึงสิ่งอื่นได้แล้ว มนุษย์ยังใช้ภาษาเพื่อเอาไว้ซุบซิบนินทากันเองด้วย (gossip)

ฟังดูเป็นเรื่องไร้สาระ แต่จริงๆ แล้วนี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมนุษย์นั้นต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเพื่อล่าอาหารและสืบพันธุ์ ดังนั้นสิงโตอยู่ที่ไหนจึงไม่สำคัญเท่ากับว่า ในเผ่าของเรา ใครเกลียดขี้หน้าใคร ใครกำลังกุ๊กกิ๊กกับใคร ใครเชื่อถือได้ และใครขี้โกหก

สาม – และเป็นข้อที่สำคัญที่สุด – คือภาษาของมนุษย์นั้นสามารถพูดถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงได้ด้วย

มนุษย์ Homo Sapiens เป็นเพียงเผ่าพันธุ์เดียวที่สามารถนึกคิด ถ่ายทอด และเชื่อในสิ่งที่เป็นนามธรรม

สัตว์หรือ Homo เผ่าพันธุ์อื่นพูดอาจพูดคำว่า “ระวังสิงโต!” ได้

แต่มีเพียง Homo Sapiens เท่านั้นที่จะพูดว่า “สิงโตคือจิตวิญญาณผู้ปกป้องเผ่าของเรา”

ความสามารถในการสื่อสารเรื่องที่แต่งขึ้นเอง (fiction) หรือความจริงสมมติ (imagined reality) คือคุณลักษณะพิเศษที่สุดของ Homo Sapiens

สัตว์อื่นๆ ไม่มีความสามารถในการคิดถึงหรือเชื่อเรื่องที่จับต้องไม่ได้

เราไม่มีทางโน้มน้าวให้ลิงตัวไหนเชื่อได้เลยว่า ขอเพียงเจ้าเอากล้วยหอมมาให้เราหนึ่งหวีตอนนี้ แล้วพอเจ้าตายไป เจ้าจะได้ขึ้นสวรรค์ที่เต็มไปด้วยลิงสวยๆ และมีกล้วยนับล้านหวีให้กินตลอดไป

แต่เราพูดสิ่งนี้กับมนุษย์ได้ และมนุษย์นับล้านคนก็พร้อมที่จะเชื่อเสียด้วย

แล้วการที่มนุษย์สามารถสื่อสารและเชื่อ “เรื่องที่แต่งขึ้น” มันทำให้เราครองโลกได้อย่างไร



นิทานปรัมปรา

สังเกตได้ว่า สัตว์ที่อยู่กันเป็นฝูงอย่างลิงนั้น ขนาดของฝูงมักจะไม่ใหญ่นัก เพราะการที่สัตว์กลุ่มหนึ่งจะอยู่ด้วยกันและร่วมมือกันออกหาอาหารได้นั้น สัตว์ทุกตัวในฝูงต้องรู้จักและคุ้นเคยกันพอสมควร ถ้าขนาดของฝูงใหญ่เกินไป ความวุ่นวายจะตามมา และสัตว์กลุ่มหนึ่งก็จะออกจากฝูงเพื่อไปตั้งกลุ่มใหม่

เหล่า Homo Sapiens รุ่นก่อนเก่าอาจจะตั้งกลุ่มได้ใหญ่กว่าลิงนิดหน่อย เพราะเรามีภาษาที่เอาไว้ซุบซิบเพื่อรับรู้ข้อมูลของคนอื่นๆ ในฝูงได้ แต่ขนาดของกลุ่มก็ยังมีขีดจำกัดอยู่ดี โดยตัวเลขที่นักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันก็คือ 150 คน ถ้ากลุ่มขยายขนาดใหญ่กว่านี้จะเริ่มอยู่ด้วยกันลำบากแล้ว (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Dunbar’s Number)

แล้วเหตุใด Homo Sapiens ถึงสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของขนาด 150 คน และสร้างเมือง ประเทศ หรืออาณาจักรที่มีคนนับแสนนับล้านได้?

คำตอบก็คือ Sapiens เราเชื่อใน common myths ครับ

common = โดยทั่วไป หรือ เหมือนๆ กัน

myths = ตำนาน หรือนิทานปรัมปรา

common myths = นิทานที่ทุกคนยึดถือโดยทั่วกัน

ตำนาน เทพเจ้า ศาสนา เงินตรา ล้วนแล้วแต่เป็น common myths

common myths ก่อให้เกิดการร่วมมือกันของคนแปลกหน้าอย่างที่ไม่เคยมีเผ่าพันธุ์ใดทำได้มาก่อน

ชาวแคธอลิกที่ไม่เคยรู้จักกันอาจพร้อมใจบริจาคเงินสร้างโรงพยาบาล เพราะพวกเขาต่างก็เชื่อเรื่องบุตรของพระเจ้าที่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์และยอมสละชีพเพื่อไถ่บาปให้แก่พวกเราทุกคน

ชาวเซอร์เบียสองคนที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนพร้อมจะออกรบและพลีชีพเพื่อธำรงค์ไว้ซึ่ง “แผ่นดินเซอร์เบีย” และ “ชนชาติเซอร์เบีย”

ทนายความสองคนที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนอาจจะร่วมมือกันเพื่อว่าความให้จำเลยที่เขาไม่รู้จัก เพราะพวกเขาต่างเชื่อเรื่อง “ความยุติธรรม” และ “สิทธิมนุษยชน”

แต่ common myths ต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียง “ความจริงสมมติ” ที่มีอยู่แค่ในจินตนาการร่วมของพวกเราเหล่า Homo Sapiens เท่านั้น ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงในทางกายภาพเลย

ความสามารถที่จะเชื่อเรื่องราวที่แต่งขึ้นนี่เอง ที่ทำให้ Homo Sapiens เหนือกว่า Homo ตระกูลอื่นๆ

ถ้าต้องสู้กันแบบตัวต่อตัว Homo Sapien คงไม่อาจสู้กับ Neanderthal ได้ เพราะนีแอนเดอธาลนั้นตัวใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่า

แต่ถ้าต้องปะทะกันเป็นกลุ่ม เผ่าเซเปี้ยนจะเหนือกว่าเผ่านีแอนเดอธาลอยู่หลายขุม เพราะแม้นีแอนเดอธาลอาจจะสื่อสารได้ว่าสิงโตอยู่ที่ไหน แต่นีแอนเดอธาลไม่สามารถเล่าเรื่องราวของจิตวิญญาณของสิงโตที่ปกป้องและคุ้มครองเผ่าของตนได้

ความเชื่อมั่นใน common myths นี่เองทำให้เซเปี้ยนสามารถรวมกลุ่มกันได้ใหญ่กว่า และร่วมแรงร่วมใจกันได้มากกว่าจนอยู่เหนือ Homo สายพันธุ์อื่น


นิทานเปอร์โยต์

บริษัทเปอร์โยต์ เป็นองค์กรสัญชาติฝรั่งเศสที่มีพนักงาน 200,000 คน ผลิตรถปีละกว่า 1 ล้าน 5 แสนคัน

แต่อะไรคือบริษัทเปอร์โยต์?

รถเปอร์โยต์ไม่ใช่บริษัท เพราะต่อให้เอารถยี่ห้อเปอร์โยต์ทุกคันมาทุบทิ้ง บริษัทเปอร์โยต์ก็ยังคงอยู่และผลิตรถคันใหม่ออกมาได้

โรงงานก็ไม่ใช่บริษัทเปอร์โยต์ เพราะต่อให้โรงงานทุกที่ถูกทำลาย บริษัทก็ยังกู้เงินมาสร้างโรงงานใหม่ได้

พนักงานก็ไม่ใช่บริษัทเปอร์โยต์ เพราะต่อให้ CEO หรือพนักงานทุกคนตายไป ตัวบริษัทเองก็ยังอยู่และรับพนักงานใหม่ได้

จริงๆ แล้ว วิธีเดียวที่จะทำลายบริษัทเปอร์โยต์ได้ คือต้องให้ศาลฝรั่งเศสประกาศความสิ้นสุดของบริษัทเปอร์โยต์ และเมื่อผู้มีอำนาจจรดปากกาเพื่อเซ็นต์ลายเซ็นต์ตัวเองบนกระดาษหนึ่งแผ่น ความเป็น “บริษัทเปอร์โยต์” ก็สิ้นสุดลง

บริษัทเปอร์โยต์จึงเป็นเพียง “นิทาน” ชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า “บริษัทจำกัด” (Limited Liability Company) ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางความคิดที่ชาญฉลาดที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์เซเปี้ยน

ถ้าผมเกิดในปี ค.ศ.1250 (ก่อนจะมีคอนเซ็ปต์บริษัทจำกัด) และทำธุรกิจผลิตรถเกวียน หากลูกค้าซื้อรถเกวียนไปใช้ได้ครั้งเดียวแล้วพัง ลูกค้าจะต้องมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผม และถ้าผมมีเงินไม่พอ ผมต้องขายบ้านขายทรัพย์สินเพื่อหาเงินมาชดใช้

เมื่อเจ้าของคือบริษัท และบริษัทคือเจ้าของ คนส่วนใหญ่จึงไม่กล้าทำธุรกิจ เพราะถ้าพลาดขึ้นมานั่นหมายความว่าครอบครัวของตัวเองจะซวยไปด้วย

มนุษย์เราจึงร่วมกันจินตนาการสิ่งที่เรียกว่า “บริษัทจำกัด” ขึ้นมา

บริษัทเป็น “นิติบุคคล” (ตัวตนทางกฎหมาย) ที่แยกออกมาจากเจ้าของหรือนักลงทุนโดยสิ้นเชิง

นายอาร์มอง เปอร์โยต์ (Armand Peugeot) คือผู้ก่อตั้งบริษัทเปอร์โยต์

ถ้ารถยนต์เปอร์โยต์พัง ลูกค้าสามารถฟ้องร้องบริษัทเปอร์โยต์ได้ แต่ฟ้องร้องนายเปอร์โยต์ไม่ได้

ถ้าบริษัทเปอร์โยต์กู้เงินจากแบงค์มาแล้วบริษัทเจ๊ง แบงค์ก็ไม่สามารถบังคับให้นายเปอร์โยต์ขายทรัพย์สินของตัวเองได้ เพราะคนที่ติดหนี้แบงค์คือนิติบุคคลที่ชื่อว่าบริษัทเปอร์โยต์ ไม่ใช่นายอาร์มอง เปอร์โยต์

และแม้นายเปอร์โยต์จะตายไปนานแล้ว แต่บริษัทเปอร์โยต์ก็ยังสุขสบายดี

ในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา “บริษัทจำกัด” คือตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และเราก็คุ้นเคยกับมันเสียจนเราลืมไปเลยว่าบริษัทเหล่านี้เป็นเพียง “ความจริงสมมติ” ที่มีตัวตนอยู่แค่ใน “จินตนาการร่วม” ของมนุษย์เท่านั้น


ประกาศอิสรภาพจากพันธุกรรม

นอกจาก Homo Sapiens แล้ว สัตว์ทุกชนิดจะมีพฤติกรรมเหมือนเดิมจนกว่าจะถูกบังคับให้ปรับตัวเพราะความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ที่เราเรียกว่าการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม (genetic mutation)

เมื่อ 2 ล้านปีที่แล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของจนเกิดเผ่าพันธุ์ Homo erectus ขึ้นมา โดยเผ่าพันธุ์นี้เป็นเผ่าพันธุ์ที่คิดค้นเครื่องมือที่ทำจากหิน เราจึงเรียก Homo erectus ว่าคนยุคหิน

แต่เพราะว่าหลังจากนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมใน Homo erectus อีกเลย พวกเขาจึงใช้เครื่องมือหินแบบเดิมอยู่ถึง 2 ล้านปี!

ในขณะที่ Homo Sapiens นั้นสามารถจินตนาการและเชื่อเรื่องที่แต่งขึ้นเองได้ เราจึงเปลี่ยนพฤติกรรมได้โดยไม่ต้องหวังพึ่งการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมอีกต่อไป

เป็นเวลาสองล้านปีที่ Homo erectus ใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกวัน

แต่ในเวลาแค่สามหมื่นปี Homo Sapiens เปลี่ยนแปลงเครื่องมือมาไม่รู้กี่ครั้ง เปลี่ยนการปกครองมาไม่รู้กี่หน

เมื่อสามหมื่นปีก่อน อาวุธที่ดีที่สุดที่เซเปี้ยนคนหนึ่งจะสร้างได้คือธนูและลูกศร

มาสมัยนี้ เราสามารถสร้างอาวุธอย่างระเบิดนิวเคลียร์ ไม่ใช่เพราะว่ามือของเราทำงานได้ดีกว่านายช่างเซเปี้ยนเมื่อสามหมื่นปีก่อน แต่เป็นเพราะว่าเราสามารถร่วมมือกับคนหลายพันคนที่เราไม่เคยเห็นหน้า ไม่ว่าจะเป็นคนขุดแร่ยูเรเนียม นักฟิสิกส์ที่คิดสูตรระเบิด หรือนักการเมืองที่ยกมือในสภาเพื่ออนุมัติการสร้างอาวุธนิวเคลียร์

Common Myths ที่เชื่อมโยงจินตนาการของมนุษยชาติไว้ด้วยกันจึงเป็นเหมือน “ทางด่วนของวิวัฒนาการ” ที่ทำให้เผ่าพันธุ์ Homo Sapiens พัฒนาอย่างก้าวกระโดดและอยู่เหนือทุกเผ่าพันธุ์บนโลกใบนี้

โปรดติดตามตอนต่อไปในสัปดาห์หน้า


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1

20161210_sapiens1

ในรอบปีที่ผ่านมา หนังสือที่ผมอ่านแล้วคิดว่า “เจ๋งที่สุด” คือหนังสือเรื่อง Sapiens: A Brief History of Humankind ที่เขียนโดย Yuval Noah Harrari ครับ

เป็นหนังสือที่เปิดกะโหลกเรื่องความเป็นมาของมนุษยชาติได้อย่างดียิ่ง และเมื่อวานนี้ผมก็เพิ่งซื้อหนังสือเล่มใหม่จากผู้เขียนคนเดียวกัน Homo Deus: A Brief History of Tomorrow ที่จะบอกว่ามนุษยชาติจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้

ผมก็เลยเกิดความคิดที่จะสรุปหนังสือทั้งสองเล่มเป็น Series ใน Anontawong’s Musings โดยตั้งใจว่าจะลงสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง (หรือแล้วแต่เวลาจะเอื้ออำนวย)

เหตุผลสำคัญเพราะว่าผมเชื่อว่ามันจะมีประโยชน์กับผู้อ่านทุกท่าน ทำให้เรามองเห็นอะไรได้อย่างเข้าใจและเปิดใจมากขึ้น รวมถึงช่วยให้เราเตรียมพร้อม (อย่างน้อยก็ทางใจ) กับสิ่งที่กำลังจะมาถึงด้วย

มาเริ่มกันเลยดีกว่า


เกริ่นนำ

100,000 ปีที่แล้ว มีมนุษย์อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ถึง 6 เผ่าพันธุ์

ในวันนี้มีมนุษย์เพียงเผ่าพันธุ์เดียวที่หลงเหลืออยู่ นั่นคือพวกเราเหล่า Homo Sapiens (Homo = Man, Sapien = Wise, Homo Sapien = Wise Man = ผู้มีปัญญา)

อะไรที่ทำให้เผ่าพันธุ์ที่เคยได้แต่เก็บผลหมากรากไม้และล่าสัตว์เพื่อยังชีพ กลายมาเป็นผู้ครองโลกทั้งใบได้?



การถือกำเนิดของศาสตร์ต่างๆ

Physics เกิดขึ้นเมื่อ 13,000 ล้านปีที่แล้ว ตอนที่บิ๊กแบงได้ให้กำเนิดจักรวาล

Chemistry เกิดขึ้นหลังจากบิ๊กแบงประมาณสามแสนปี เมื่อสสารเริ่มจับตัวเป็นอะตอมและโมเลกุล

Biology เกิดขึ้นเมื่อ 3,800 ล้านปีที่แล้ว เมื่อโลกเริ่มมีสิ่งมีชีวิต (organisms)

History เกิดขึ้นเมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว เมื่อ Homo Sapiens เริ่มออกเดินทางไปทั่วโลกและสร้างอารยธรรมต่างๆ ขึ้นมา


ว่าด้วยเรื่องตระกูล (Genus) และเผ่าพันธุ์ (Species)

สิงโต เสือ เสือดาว และเสือจากัวร์ อยู่ในตระกูลเดียวกันคือ ตระกูล Panthera

นักวิทยาศาสตร์จะตั้งชื่อสัตว์ต่างๆ เป็นภาษาละติน โดยขึ้นต้นด้วย Genus และลงท้ายด้วย Species

เช่นสิงโต จะมีชื่อทางการว่า Panthera Leo ซึ่งหมายถึงสัตว์ตระกูล Panthera เผ่าพันธุ์ Leo

ส่วนมนุษย์เรา ก็อยู่ในตระกูล Homo เผ่าพันธุ์ Sapiens


กำเนิดตระกูล Homo

ต้นตระกูล Homo นั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2.5 ล้านปีที่แล้วที่แอฟริกาตะวันออก  พวกเขาเหล่านั้นมีชื่อว่า Australopitecus ที่แปลว่า Southern Ape

เมื่อประมาณ 2 ล้านปีที่แล้วเหล่า Southern Ape ได้ออกเดินทางจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันออก ไปยังแอฟริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย

เนื่องจากภูมิประเทศและภูมิอากาศที่ต่างกัน วิวัฒนาการของเหล่า Southern Ape จึงแตกต่างกันไป

Southern  Ape ที่ไปอยู่ในยุโรปและเอเชียตะวันตกได้วิวัฒนาการมาเป็น Homo neanderthalensis (Man from the Neander Valley) หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า นีแอนเดอธาล (Neanderthals)

Southern Ape ที่ไปอยู่เอเชียตะวันออก วิวัฒนาการมาเป็น Homo erectus (Upright Man)

พวกที่ไปอยู่ในเกาะจาวาของอินโดนีเซียถูกเรียกว่า Homo soloensis (Man from the Solo Valley)

ส่วนพวกที่ไปอยู่เกาะชื่อ Flores ถูกเรียกว่า Homo floresiensis และเนื่องจากเกาะนี้ขาดแคลนอาหาร พวกเขาจึงเป็นมนุษย์แคระสูงเพียง 1 เมตรและหนักเพียง 25 กิโลกรัม จึงมีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า “ฮอบบิท” ด้วย

ที่แอฟริกาตะวันออกเองก็ยังผลิตมนุษย์พันธุ์ใหม่ออกมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น Homo rudolfensis (Man from Lake Rudolf) Homo ergaster (Working Man) และสุดท้ายก็คือ Homo Sapiens ที่เราตั้งชื่อแบบไม่เกรงใจใครว่าเป็น Wise Man


ต่างกันที่สมอง

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตระกูลอื่นๆ ที่มีน้ำหนัก 60 กิโลกรัมนั้น จะมีขนาดสมอง 200 cc

ต้นตระกูล Homo จะมีสมองขนาด 600 cc

ส่วนพวกเราชาว Homo Sapiens มีขนาดสมองถึง 1200-1400 cc (แถมสมองของ Neanderthals ยังใหญ่กว่าพวกเราซะอีก)

สมองขนาดใหญ่นำพาข้อเสียมาหลายข้อ

ข้อแรกคือสมองเป็นอวัยวะที่ใช้พลังงานเยอะมาก แม้ว่ามันจะหนักเพียง 2% ของน้ำหนักร่างกาย แต่มันใช้พลังงานถึง 25% ของร่างกายเวลาที่เราอยู่เฉยๆ (ขณะที่สมองของลิงใช้พลังงานเพียง 8%) เมื่อต้องใช้พลังงานมาก ก็ต้องเสียเวลากับการหาอาหารมากกว่าเดิม และทำให้กล้ามเนื้อของเราอ่อนแอกว่าเดิม (เพราะพลังงานถูกส่งไปเลี้ยงสมองมากกว่ากล้ามเนื้อ)

เมื่อเราเริ่มต้นเดินสองขา (ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Homo) เราก็เริ่มใช้มือทำสิ่งที่สัตว์อื่นๆ ทำไม่ได้ เช่นส่งสัญญาณมือ เขวี้ยงก้อนหิน หรือสร้างอุปกรณ์ต่างๆ

แต่การเดินสองขาก็มีข้อเสีย เพราะมันบังคับให้เอวและสะโพกต้องมีขนาดพอๆ กับลำตัว ซึ่งสำหรับผู้หญิงแล้วนั่นคือขีดจำกัดสำคัญของการให้กำเนิด เพราะเด็กทารกของ Homo Sapiens นั้นมีขนาดสมองและหัวใหญ่กว่าสัตว์อื่นๆ อยู่แล้ว การให้กำเนิดทารก Sapien จึงเป็นเรื่องเสี่ยงตายมากๆ ผู้หญิงที่ให้กำเนิดทารกที่ยังไม่โตเต็มวัยจึงมีโอกาสสูงกว่าที่จะรอดชีวิตและขยายเผ่าพันธุ์ต่อไป

พูดง่ายๆ ก็คือขนาดสมองที่ใหญ่และพื้นที่เชิงกรานที่เล็กบังคับให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องวิวัฒนาการตัวเองให้ “คลอดก่อนกำหนด”

ลูกม้าเกิดมาไม่กี่วันก็เริ่มวิ่งได้แล้ว ลูกแมวเกิดมาไม่กี่สัปดาห์ก็ออกไปหาอาหารเองได้แล้ว แต่ลูกมนุษย์นี่ต้องมีคนดูแลอยู่หลายปีกว่าจะเติบโตพอที่จะใช้ชีวิตได้เองโดยลำพัง

การ “คลอดก่อนกำหนด” ของเผ่าพันธุ์ Homo มีนัยยะอย่างมหาศาลต่อประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

หนึ่งก็คือมันทำให้เรากลายเป็นสัตว์สังคม เพราะแม่เพียงคนเดียวไม่สามารถที่จะเลี้ยงลูกไปและออกหาอาหารพร้อมกันได้ ต้องพึ่งพาคนอื่นๆ ในเผ่าที่จะช่วยดูแลลูกหรือช่วยหาอาหาร (It takes a village to raise a child)

อีกข้อดีอย่างหนึ่งก็คือ ทารกที่คลอดออกมายังเป็น “ผ้าขาว” อยู่มากเมื่อเทียบกับทารกของสัตว์อื่นๆ เราจึงสามารถสอนเขาให้เติบโตมาเป็นคนแบบไหนก็ได้ จะเป็นพุทธหรือคริสต์ก็ได้ จะรักสันติหรือรักสงครามก็ได้ จะทำเพื่อเงินหรือทำเพื่อสังคมก็ได้

แม้ว่าตระกูล Homo จะมีสมองใหญ่กว่าสัตว์อื่น แต่จริงๆ แล้วช่วงแรกๆ มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเท่าไหร่

ตระกูล Homo ถือกำเนิดเมื่อ 2.5 ล้านปีที่แล้ว แต่เป็นเวลากว่า 2 ล้านปีที่สัตว์ตระกูล Homo อยู่ตรงกลางของห่วงโซ่อาหาร คือแค่ล่าสัตว์เล็กๆ และถูกสัตว์ใหญ่ล่า

เพิ่งจะเมื่อ 400,000 ปีที่แล้วนี่เองที่ Homo เริ่มใช้เครื่องมือเพื่อร่วมกันออกล่าสัตว์ใหญ่ และ 100,000 ปีที่แล้ว ที่มนุษย์ “กระโดด” มาอยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร


ต่างกันที่ไฟ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Homo ได้ไต่เต้าขึ้นมาในห่วงโซ่อาหาร ก็คือทักษะในการจุดไฟได้เอง

เมื่อสามแสนปีที่แล้ว Homo erectus หรือ Neanderthals ก็ใช้ไฟเป็นประจำเพื่อให้ความอุ่น ให้แสงสว่าง และเอาไว้ขู่สัตว์ที่จะมาทำร้าย

แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ไฟมอบให้มนุษย์ก็คือการทำอาหารครับ

ไฟทำให้มนุษย์สามารถกินพืชที่กินดิบๆ ไม่ได้เช่นข้าวหรือมันฝรั่ง รวมถึงทำให้เรากินอาหารต่างๆ ได้เร็วขึ้นด้วย (ลิงชิมแปนซีใช้เวลาถึงวันละ 5 ชั่วโมงในการเคี้ยวอาหารดิบ)

การที่เรากินอาหารที่สุกแล้ว ทำให้เรามีฟันที่เล็กลง และลำไส้ที่สั้นลง นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เมื่อลำไส้สั้นลง จึงมีพลังงานไปเลี้ยงสมองมากขึ้นและเป็นเหตุผลที่ทำให้สมองของ Sapiens และ Neanderthals ใหญ่กว่าสัตว์อื่นๆ

ความสามารถในการควบคุมไฟทำให้มนุษย์มีพลังมากขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ผู้หญิงตัวเล็กๆ หนึ่งคนที่ถือคบเพลิงสามารถจุดไฟเผาป่าทั้งป่าได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง


Sapiens เริ่มเคลื่อนไหว

แม้ว่าจะมีสมองขนาดใหญ่และใช้ไฟเป็น แต่เมื่อ 150,000 ปีที่แล้ว ตระกูล Homo ก็ยังเป็นเพียงสัตว์ชนิดหนึ่งบนปฐพีอันกว้างใหญ่ ไม่ได้มีบทบาทสำคัญใดๆ  โดยทั่วทั้งโลกน่าจะมีสิ่งมีชีวิตตระกูล Homo ไม่เกิน 1 ล้านคน

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เมื่อ 150,000 ปีที่แล้วคือช่วงเวลาที่ Homo Sapiens ในแอฟริกาตะวันออกได้วิวัฒนาการมาจนถึงจุดที่เขามีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับเราในปัจจุบัน ถ้าเราจับ Sapien หนึ่งคนในตอนนั้นนั่งไทม์แมชชีนมาสมัยนี้ แล้วให้เขาใส่เสื้อผ้าเหมือนที่เราใส่ ก็จะไม่มีใครระแคะระคายว่าคนๆ นี้มาจากอดีตอันไกลโพ้น

และนักวิทยาศาสตร์ก็เชื่ออีกว่า เมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว Homo Sapiens ได้เริ่มล่องเรือออกจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกไปยังคาบสมุทรอาหรับ และจากตรงนั้นก็ออกเดินทางด้วยเท้าไปทั่วทั้งทวีปยุโรปและเอเชียซึ่งมี Neanderthals และ Homo erectus อาศัยอยู่แล้ว (ถ้าเปิดดูแผนที่โลกจะเห็นภาพชัดขึ้น)

คำถามก็คือ เกิดอะไรขึ้นเมื่อ Sapiens ไปเจอ Neanderthals ในยุโรป และ Homo erectus ในเอเชีย

นักวิทยาศาสตร์มีสองทฤษฎี คือ Interbreeding Theory กับ Replacement Theory

ทฤษฎีแรกก็คือมีการจู๋จี๋ข้ามเผ่าพันธุ์ ซึ่งนั่นหมายความว่าชาวยุโรปในสมัยนี้ไม่มีใครเป็น Pure Homo Sapiens แต่เป็น Homo Sapien+Neanderthal ซึ่งผลการตรวจ DNA ก็แสดงให้เห็นว่าคนยุโรปมี DNA ของ Neanderthal อยู่ประมาณ 1%-2%

ทฤษฎีที่สองหรือ Replacement Theory ก็คือ Sapiens ไม่สนใจที่จะจู๋จี๋กับ Homo สายพันธุ์อื่น แต่ความสามารถที่เหนือกว่าของ Sapiens ทำให้เผ่าพันธุ์ที่มีอยู่ก่อนเก่าค่อยๆ ล้มหายตายจากไป

เช่น Sapiens อาจจะทำเครื่องมือได้ดีกว่า ทำให้ชิงหาอาหารได้เร็วกว่า หรือเวลาต้องปะทะกันก็มีพละกำลังมากกว่า ฝ่ายที่ช้าหรืออ่อนแอกว่าก็เลยอดตายหรือแพ้ในการรบ – เป็น survival of the fittest อย่างแท้จริง

จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม การไปถึงของ Sapiens ในพื้นที่ต่างๆ ทำให้เผ่าพันธุ์ Homo ที่มีอยู่ก่อนเก่าล่มสลาย

Homo Soloensis สูญพันธุ์ไปเมื่อ 50,000 ปีที่แล้ว

Neanderthals & Homo erectus สูญพันธุ์ไปเมื่อประมาณ 30,000 ปีที่แล้ว

หรือเผ่าพันธุ์มนุษย์ฮอบบิทในเกาะ Flores ก็สูญพันธุ์ไปเมื่อ 12,000 ปีที่แล้ว

เหลือไว้เพียงแต่พวกเราเผ่าพันธุ์ Homo Sapiens

ลองคิดภาพเล่นๆ ว่าถ้า Neanderthals หรือ Homo erectus ไม่ได้สูญพันธ์ เหล่า Homo Sapiens อย่างเราจะยังกล้าคิดว่าตัวเองเป็นเผ่าพันธุ์สุดพิเศษกว่าเผ่าพันธ์ุไหนๆ อยู่รึเปล่า

เรื่องราวในไบเบิลหรือในคัมภีร์ศาสนาอื่นๆ จะมีพื้นที่ในสวรรค์ให้แก่ Homo พันธุ์อื่นหรือไม่?

เหล่า Neanderthal จะได้เข้าเป็นทหารให้จักรวรรดิโรมัน และ Homo erectus จะได้ร่วมสู้รบกับแคว้นต่างๆ ในประเทศจีนรึเปล่า?

คำประกาศอิสรภาพของอเมริกาจะเปลี่ยนจาก We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal เป็น  that all members of the genus Homo are created equal รึเปล่า?

อะไรคือ “เคล็ดลับ” ที่ทำให้ Sapiens สามารถเข้าครอบครองพื้นที่ทั่วโลก ทั้งๆ ที่สภาวะอากาศและภูมิประเทศในทวีปต่างๆ ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

อะไรที่ทำให้ Neanderthal ซึ่งแข็งแรงกว่า มีสมองใหญ่กว่า และคุ้นเคยกับภูมิอากาศที่หนาวกว่าไม่สามารถต้านทาน Sapiens ได้?

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้บอกว่า สิ่งที่ทำให้เผ่าพันธุ์ Homo Sapiens ครองโลก เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราจนเราอาจนึกไม่ถึง

สิ่งนั้นคือ “ภาษา” นั่นเอง

โปรดติดตามตอนต่อไปในสัปดาห์หน้า


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

อ่านบทความใหม่ได้ทุกวันที่ facebook.com/anontawongblog
บทความทั้งหมด anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ชวนฟังเพลงภาษาใจ by Anontawong’s Music: http://bit.ly/pasajaiyt

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens 
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – ยุคแห่งการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า
Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก
Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม
Sapiens ตอนที่ 17 – จานอลูมิเนียมของนโปเลียน
Sapiens ตอนที่ 18 – ครอบครัวล่มสลาย
Sapiens ตอนที่ 19 – สุขสมบ่มิสม
Sapiens ตอนที่ 20 – อวสาน Sapiens


(Updated: Jan 2020) [ขายของ] “Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

80507942_579966649467475_5144866110411112448_n

(Updated: June 2018) [ขายของ] หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 วางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ B2S ซีเอ็ด นายอินทร์ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

BookAdvertise