Sapiens ตอนที่ 18 – ครอบครัวล่มสลาย

20170423_sapiens18

ถ้าเอาคนทั้งโลกมาชั่งน้ำหนักรวมกัน พวกเราจะหนักประมาณ 300 ล้านตัน

ถ้าเอาสัตว์เลี้ยงและสัตว์ในฟาร์มทั้งโลกมาชั่งรวมกัน พวกมันจะหนัก 700 ล้านตัน

แต่ถ้าเอาสัตว์ป่าทั่วโลกมาชั่งรวมกัน จะหนักเพียง 100 ล้านตันเท่านั้น

ทั่วโลกมียีราฟอยู่ 80,000 ตัว แต่มีวัวถึง 1.5 พันล้านตัว

มีหมาป่า 200,000 ตัว แต่มีหมา 400 ล้านตัว

มีลิงชิมแปนซี 250,000 ตัว เทียบกับมนุษย์ 7 พันล้านคน

มนุษย์ได้ขึ้นมาครองโลกอย่างแท้จริง

ในบทที่แล้วเราพูดถึงความสามารถของมนุษย์ที่จะสรรหาวัตถุดิบและแหล่งพลังงานใหม่ๆ แต่สิ่งหนึ่งเราหลีกเลี่ยงไม่ได้คือความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติที่มนุษย์ได้ก่อขึ้นไปทั่วหัวระแหง

เราชอบพูดกันว่ามนุษย์นั้นทำลายธรรมชาติ แต่จริงๆ แล้วธรรมชาติไม่อาจถูกทำลายได้ มันแค่เปลี่ยนไปเท่านั้นเอง

เมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว มีอุกกาบาตตกมายังโลกและทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็เป็นการเปิดทางให้สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อย่าง Homo Sapiens ขึ้นมาลืมตาอ้าปากได้

ในวันนี้มนุษย์อาจจะกำลังทำให้สัตว์ป่าจำนวนมากสูญพันธุ์ รวมถึงเผ่าพันธุ์ของตัวเองด้วย แต่สัตว์ตระกูลอื่นๆ อย่างหนูกับแมลงสาบก็ยังอยู่ดีมีสุข หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้น ก็เชื่อได้เลยว่าหนูจำนวนมากจะคลานออกมาจากซากปรักหักพังและขยายเผ่าพันธุ์ได้อยู่ดี

ใครจะรู้ อีก 65 ล้านปีต่อจากนี้ หนูอาจจะครองโลก และบรรดาหนูอัจฉริยะเหล่านั้นอาจรู้สึกขอบคุณที่เกิดสงครามนิวเคลียร์ เหมือนกับที่มนุษย์รู้สึกขอบคุณที่อุกกาบาตชนโลกและล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์ให้พวกเรา

—– นาฬิกาตรงเวลาเรือนแรก —–

ก่อนจะเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมนั้น มนุษย์ไม่เคยต้องสนใจเรื่องเวลา เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือสภาพอากาศและแสงแดด

สมัยก่อนช่างทำรองเท้าหนึ่งคนจะทำทุกส่วนของรองเท้า ดังนั้น หากช่างทำรองเท้าคนหนึ่งนอนตื่นสาย ก็ไม่มีผลกระทบอะไรกับช่างทำรองเท้าคนอื่น

แต่เมื่อการผลิตรองเท้าถูกเปลี่ยนไปอยู่ในโรงงาน แต่ละคนจะรับหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งในสายพานการผลิต หากมีพนักงานคนไหนมาสาย ย่อมหมายถึงการผลิตที่หยุดชะงัก

การมีตารางเวลาจึงสำคัญมาก ทุกคนต้องเข้างานพร้อมกัน กินข้าวเที่ยงพร้อมกัน (แม้จะยังไม่หิว) และเก็บของกลับบ้านเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งหมดเวลาโดยไม่สนว่างานจะเสร็จหรือไม่

การปฏิวัติอุตสาหกรรมจึงทำให้ตารางเวลาและสายพานการผลิตเป็นตัวกำหนดกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์ ไม่ช้าไม่นาน โรงเรียน โรงพยาบาล และรัฐบาลก็เริ่มมีตารางเวลากับเขาบ้าง แม้กระทั่งสถานที่ที่ไม่มีสายพานการผลิตอย่างผับก็ยังต้องให้ความสำคัญกับตารางเวลา เพราะถ้าโรงงานปิดตอน 5 โมงเย็น ผับก็ควรจะเปิดตอน 5 โมง 5 นาทีเป็นอย่างช้า

สมัยก่อนนั้นยังไม่มีเวลามาตรฐานของประเทศ แต่ละเมืองจึงมีเวลาเป็นของตัวเอง ถ้าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรงในลอนดอน ที่ลิเวอร์พูลอาจจะเป็นเวลาเที่ยงยี่สิบ แต่ในเมื่อสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีวิทยุ ไม่มีโทรทัศน์ และไม่มีรถไฟ เวลาที่ต่างกันจึงไม่ได้เป็นปัญหาอะไร

ในปี 1830 ขบวนรถไฟพาณิชย์เที่ยวแรกเริ่มให้บริการระหว่างแมนเชสเตอร์กับลิเวอร์พูล อีก 10 ปีต่อมาตารางเวลารถไฟฉบับแรกก็ถูกตีพิมพ์ และเวลาของแต่ละเมืองที่ไม่ตรงกันจึงเริ่มสร้างปัญหา ในปี 1847 บริษัทรถไฟต่างๆ จึงตกลงกันว่าตารางเวลาการเดินรถทั้งหมดจะอิงกับหอดูดาวกรีนิช (Greenwich Observatory) ในปี 1880 รัฐบาลอังกฤษจึงตัดสินใจบังคับให้ตารางต่างๆ ทั้งหมดอ้างอิงกับเวลากรีนิช นี่เป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศท้้งประเทศเลือกใช้เวลามาตรฐาน

—– ครอบครัวล่มสลาย —–
นอกจากการใช้เวลาสากลแล้ว อีกผลกระทบหนึ่งจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมคือการลดบทบาทครอบครัวและชุมชน และเพิ่มบทบาทให้กับรัฐและตลาด

เป็นเวลานับหลายแสนปีที่มนุษย์และบรรพบุรุษอยู่กันเป็นชุมชนเล็กๆ แม้การมาถึงของ Cognitive Revolution หรือ Agricultural Revolution ก็ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมนี้เปลี่ยนไป เพราะถึงหมู่บ้านจะใหญ่ขึ้นจนเป็นเมืองหรืออาณาจักร แต่มนุษย์ก็ยังเหนียวแน่นกับญาติพี่น้องที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขอยู่ดี

แต่ภายในเวลาเพียง 200 ปี การปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแบบนี้ไปตลอดกาล

ในสมัยก่อน ครอบครัวของคุณจะดูแลคุณในทุกภาคส่วนของชีวิต ทั้งสวัสดิการ การศึกษา แหล่งเงินทุน ประกันภัย หรือแม้กระทั่งดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

หากใครคนหนึ่งป่วย ครอบครัวจะคอยช่วยป้อนน้ำป้อนข้าว ถ้าใครแก่ชรา ลูกหลานก็จะดูแล หากใครอยากสร้างบ้าน ครอบครัวก็จะช่วยกันออกแรง ถ้าใครอยากทำธุรกิจ ครอบครัวก็จะช่วยหาเงินมาสนับสนุน ถ้าใครจะแต่งงาน ครอบครัวจะช่วยเลือกคู่ให้ ถ้าใครมีปัญหากับเพื่อนบ้าน ครอบครัวจะเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย แต่ถ้าปัญหาใดๆ ใหญ่เกินกว่าที่ครอบครัวจะรับมือได้ ชุมชนก็จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือด้วยอีกแรง

พระราชาและรัฐของแต่ละเมืองนั้นมีบทบาทเป็นเพียง Godfather ของเมืองนั้นๆ หน้าที่หลักของท่านคือการปกป้องคุ้มครองพสกนิกรไม่ให้คนเมืองอื่นมารังแก

แต่รัฐไม่ได้ถูกคาดหวังให้ทำอะไรมากกว่านี้ เพราะการเกษตรสมัยก่อนไม่ได้มีผลผลิตมากมาย ส่วยและภาษีที่รัฐเก็บได้จึงเพียงพอแค่เลี้ยงกองทัพและคนแค่หยิบมือ ไม่อาจนำไปจ้างข้าราชการ ตำรวจ หรือนักสังคมสงเคราะห์ได้ ครอบครัวและชุมชนจึงต้องดูแลกันเอง

ในสมัยจักรวรรดิออตโตมัน รัฐจะปล่อยให้แต่ละบ้านสะสางความยุติธรรมกันเอาเอง ถ้าคนอีกตระกูลหนึ่งมาฆ่าพี่ชายของผม ผมก็สามารถกลับไปฆ่าคนของตระกูลนั้นเพื่อเป็นการล้างแค้นได้โดยรัฐจะไม่เข้ามาขัดขวาง ตราบใดที่ความขัดแย้งนี้ไม่ลุกลามใหญ่โตจนเกินไป

ในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) จะมีระบบที่เรียกว่าเป๋าเจี่ย (baojia) ครอบครัว 10 ครอบครัวจะรวมตัวกันเป็น 1 เจี่ย และ 10 เจี่ย คือ 1 เป๋า ถ้าใครคนใดในเป๋าทำผิด สมาชิกอื่นๆ ในเป๋านั้น (โดยเฉพาะสมาชิกอาวุโส) ก็อาจโดนลงโทษไปด้วย และสมาชิกอาวุโสเหล่านี้ก็มีหน้าที่ประเมินว่าในเป๋าของตัวเองมีรายได้เท่าไหร่เพื่อเก็บภาษีในจำนวนที่เหมาะสมนำส่งรัฐ ระบบนี้มีประโยชน์อย่างมากเพราะรัฐไม่จำเป็นต้องเปลืองตังค์จ้างเจ้าหน้าที่รัฐมาคอยสังเกตการณ์และเก็บส่วยเลย

ข้อเสียอย่างหนึ่งของวิถีชีวิตแบบนี้ก็คือ หากใครสูญเสียครอบครัวหรือถูกขับออกจากครอบครัวก็จะเหมือนคนไร้แขนขา กลายเป็นคนไม่มีบ้าน ไม่มีงานทำ ไม่มีใครกล้ารับเข้าทำงาน ไม่มีใครให้ยืมเงิน ไม่มีใครดูแลยามป่วยไข้ คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้จึงต้องเร่งหาครอบครัวใหม่โดยเร็ว

แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้มีเงินทุนในตลาดมากขึ้น เมื่อเกิดการเติบโต รัฐก็เก็บภาษีได้มากขึ้น และเพียงพอที่จะนำมาจ้างเจ้าหน้าที่รัฐ รัฐจึงเริ่มใช้อำนาจที่ตัวเองมีในการลดทอนสายสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนลง การแก้แค้นกันระหว่างครอบครัวจึงถูกแทนที่ด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจและศาลสถิตยุติธรรม ธุรกิจครอบครัวจึงถูกแทนที่ด้วยโรงงานอุตสาหกรรมและแรงขับเคลื่อนของตลาด

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำลายสายสัมพันธ์ในครอบครัวลงก็คือทัศนติที่เปลี่ยนไป

รัฐและตลาดจะบอกกับคนรุ่นใหม่ว่า “คุณคือปัจเจกชน นี่คือชีวิตของคุณคนเดียว ดังนั้นอยากแต่งงานกับใครก็จงแต่งโดยไม่ต้องขออนุญาตครอบครัว อยากทำงานอะไรก็จงทำแม้ว่าครอบครัวจะไม่สนับสนุน อยากอยู่ที่ไหนก็จงอยู่ไป แม้ว่านั่นจะหมายความว่าคุณจะไม่ได้เจอหน้าครอบครัวทุกวัน คุณไม่จำเป็นต้องพึ่งพาครอบครัวเหมือนแต่ก่อนแล้ว จากนี้เราจะดูแลคุณเอง ทั้งอาหาร ที่พัก การศึกษา สุขภาพ สวัสดิการ และการจ้างงาน”

สรรพากรและศาลจึงปฏิบัติกับเราเป็นปัจเจกชน และไม่ได้คาดหวังให้เราถูกลงโทษหรือถูกเก็บภาษีแทนคนในครอบครัวอีกต่อไป

—– ชุมชนในจินตนาการ —–

ชุมชนในจินตนาการหรือ Imagined Communities นั้นมีมานานแล้ว ในแผ่นดินจีนสมัยก่อน พสกนิกรนับล้านต่างเชื่อว่าทุกคนต่างอยู่ในครอบครัวเดียวกันโดยมีองค์จักรพรรดิเป็นพ่อของแผ่นดิน คนมุสลิมก็เชื่อว่ามุสลิมทั้งผองเป็นพี่น้องกัน แต่ความเชื่อเหล่านี้ก็ยังมีบทบาทเป็นรองเมื่อเทียบกับความเป็นกลุ่มก้อนในชุมชนที่ตัวเองอาศัยอยู่

ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา ชุมชนในจินตนาการที่มีบทบาทมากที่สุดคือ คือรัฐชาติ (nation state) และ กลุ่มผู้บริโภค (consumer tribe)

รัฐชาตินั้นอาจมีมานานแล้วก็จริง แต่คนสมัยก่อนไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นชาติขนาดนั้นเพราะครอบครัวมีบทบาทในชีวิตมากกว่าเยอะ รัฐชาติที่เรารู้จักส่วนใหญ่ในปัจจุบันเพิ่งจะเกิดขึ้นหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมมานี่เอง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในตะวันออกกลาง ที่ประเทศซีเรีย เลบานอน จอร์แดนและอิรักนั้นเกิดจากการขีดเส้นแบ่งอาณาเขตเอาเองของพวกฑูตฝรั่งเศสและอังกฤษซึ่งไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของพื้นที่เลย ในปี 1918 ฑูตเหล่านี้ตัดสินใจเองว่าคนในเคอร์ดิสถาน แบกแดด และ บาซราจะถูกเรียกว่าชาวอิรัก ส่วนคนอีกพื้นที่นึงจะถูกเรียกว่าชาวซีเรีย

อีกหนึ่งชุมชนในจินตนาการนั้นคือ Consumer Tribe ที่อ้างอิงจากสิ่งที่เราเสพหรือบริโภคร่วมกัน เราจึงเรียกตัวเองว่าแฟนคลับของมาดอนน่า หรือกองเชียร์แมนยู เราทุกคนมองว่าตัวเองเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านี้เพราะเราซื้อของหรือบริการจากแหล่งเดียวกัน

—– สันติภาพอันยืนยง —–
พวกเราส่วนใหญ่อาจยังไม่สำเหนียกว่ายุคที่เราอยู่ตอนนี้มีความสงบสุขแค่ไหน

ในปี 2002 มีคนตาย 57 ล้านคน คนที่ตายในสงครามหรือการฆาตกรรมมี 741,000 แต่คนที่ฆ่าตัวตายมีถึง 873,000 คน ดังนั้นในโลกยุคใหม่คุณมีโอกาสจะตายจากน้ำมือตนเองมากกว่าน้ำมือคนอื่นเสียอีก

ยุโรปในช่วงยุคกลาง (ศตวรรษ 5-15) 20-40 คนในประชากร 100,000 คนจะตายเพราะความรุนแรงที่มนุษย์ก่อขึ้น แต่ปัจจุบันตัวเลขนี้เหลือเพียง 1 ใน 100,000 คนเท่านั้น

เหตุผลหลักที่ความรุนแรงที่ลดลงนั้นเกิดจากความเข้มแข็งของรัฐที่มีกำลังตำรวจในการบังคับใช้กฎหมายและดูแลบ้านเมืองให้สงบสุข

อีกเหตุผลหนึ่งที่ความรุนแรงระดับนานาชาติลดลงก็คือการสิ้นสุดของยุคล่าอาณานิคม เมื่อ 70 ปีที่แล้วอังกฤษปกครองพื้นที่ถึง 1/4 ของโลก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอังกฤษได้ถอนตัวออกจากประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมโดยมีการเสียเลือดเสียเนื้อน้อยมาก

การถอนตัวของจักรวรรดิฝรั่งเศสมีความรุนแรงมากกว่า และคนนับแสนคนในเวียดนามและอัลจีเรียต้องสังเวยชีวิตในช่วงถ่ายเทอำนาจ แต่หลังจากฝรั่งเศสคืนอำนาจอธิปไตยเสร็จเรียบร้อย ประเทศเหล่านี้ก็อยู่กันอย่างสงบสุข

สหภาพโซเวียตก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการคืนอำนาจให้กับผู้คนในพื้นที่โดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ ทั้งๆ ที่รัฐมีกำลังทหารและอาวุธร้ายแรงอยู่มากมาย แต่ก็ไม่เคยคิดนำมันมาใช้ทำร้ายประชาชน ในวันที่ผู้มีอำนาจเห็นแล้วว่าการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ไม่เวิร์ค พวกเขาก็พร้อมลงจากอำนาจโดยดุษณีย์

—– ระเบิดนิวเคลียร์สันติภาพ —–
นับตั้งแต่ปี 1945 เป็นต้นมา ไม่เคยมีประเทศใดถูกยึดครองหรือล่มสลายอีกเลย แม้จะยังมีสงครามและมีคนตายในสงครามไปนับล้านคน แต่สงครามไม่ใช่เรื่องปกติอีกต่อไป

สันติภาพไม่ใช่แค่เพียงสภาวะที่ไร้สงคราม แต่เป็นสภาวะที่สงครามยากที่จะเกิดขึ้นด้วย (implausibility of war) ก่อนปี 1900 มีกฎแห่งป่าดงดิบ (Law of the Jungle) ที่กล่าวไว้ว่า หากมีรัฐสองรัฐที่อยู่ติดกัน มันจะมีสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งที่จะทำให้สองประเทศนี้สู้รบกันภายใน 1 ปีข้างหน้าได้ ยุโรปในยุคนั้นจึงมีโอกาสเกิดสงครามได้ตลอดเวลา กองทัพ นักการเมือง และประชาชนต่างก็เตรียมพร้อมสำหรับการมาถึงของสงครามอยู่เสมอ

แต่ในสมัยนี้ โอกาสที่ประเทศที่มีชายแดนติดกันจะประกาศสงครามนั้นเป็นไปได้ยากมาก เราจะนึกไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรที่จะทำให้เยอรมันนียกกองทัพรุกรานฝรั่งเศส หรือทำให้ประเทศจีนประกาศศึกกับญี่ปุ่น

มีเหตุผลสามสี่ข้อที่ทำให้โลกสงบสุขอย่างทุกวันนี้

อย่างแรกคือระเบิดนิวเคลียร์ จริงๆ แล้วนายโรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์และทีมงานที่สร้างระเบิดนิวเคลียร์นั้นควรจะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาได้สร้างเทคโนโลยีที่ทำให้การเอาชนะกันด้วยอาวุธกลายมาเป็นการฆ่าตัวตายหมู่ (collective suicide) ประเทศมหาอำนาจล้วนแล้วแต่มีอาวุธนิวเคลียร์ การยิงระเบิดนิวเคลียร์ใส่กันย่อมนำไปสู่การสูญเสียมากเกินไป ทุกๆ ฝ่ายจึงต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

เหตุผลที่สองก็คือการทำสงครามนั้นไม่ได้ “สร้างกำไร” เหมือนเก่า ในสมัยก่อนประเทศหนึ่งจะรุกรานอีกประเทศหนึ่งเพราะต้องการนำทรัพยากรธรรมชาติของประเทศนั้นมาสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง แต่สมัยนี้ความมั่งคั่งไม่ได้อยู่ในทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป

ยกตัวอย่างแคลิฟอร์เนีย ที่เคยสร้างเนื้อสร้างตัวจากการเป็นเหมืองทอง แต่ในสมัยนี้กลับกำลังอู้ฟู่จากซิลิคอนและเซลลูลอยด์ – Silicon Valley และ Celluloid ในฮอลลีวู้ด ถ้าวันนี้จีนตัดสินใจส่งกองทัพนับแสนไปรุกรานแคลิฟอร์เนีย จีนย่อมกลับบ้านมือเปล่า ไม่มีเหมืองซิลิคอนอยู่ในแคลิฟอร์เนีย เพราะ “ขุมทอง” ที่แท้จริงอยู่ในหัวของโปรแกรมเมอร์ของกูเกิ้ลและผู้กำกับฮอลลีวู้ด ซึ่งคนเหล่านี้คงขึ้นเครื่องบินไปอยู่ที่อื่นก่อนที่กองทัพจีนจะมาถึงเสียอีก

สังเกตได้ว่าสงครามระดับประเทศที่ยังเกิดขึ้นในยุคนี้มักจะเกิดในดินแดนที่ความมั่งคั่งยังขึ้นอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่นตอนที่อิรักรุกรานคูเวตเพื่อครอบครองแหล่งน้ำมันเป็นต้น

เหตุผลข้อที่สามคือ ในขณะที่สงครามสร้างกำไรน้อยลง ความสงบสุขนั้นกลับสร้างกำไรได้มากขึ้น เมื่อทุนนิยมเฟื่องฟู การขนส่งและระบบลอจิสติกส์ได้พัฒนาขึ้นมาในระดับที่ทำให้การนำเข้า-ส่งออกสินค้ากลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศคู่ค้าย่อมส่งผลดีกว่าการทะเลาะกัน ตราบใดที่จีนและอเมริกายังเป็นมิตรต่อกัน จีนย่อมได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าไปอเมริกาและลงทุนในวอลสตรีทมากกว่าการไปยึดแคลิฟอร์เนียเป็นไหนๆ

เหตุผลข้อสุดท้ายก็คือความเชื่อของผู้นำที่เปลี่ยนไป ในยุคก่อนเก่า ไม่ว่าจะเป็นขุนนางในราชวงศ์ฮั่นหรือนักบวชในอาณาจักรแอซเทคต่างก็มองว่าสงครามเป็นเรื่องดี ส่วนหากจะมีใครมองว่าสงครามเป็นเรื่องไม่ดีก็จะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์กับตัวเองให้มากที่สุด

แต่ยุคนี้เป็นยุคแรกในประวัติศาสตร์ที่เหล่าผู้นำประเทศเกือบทั้งหมดมีความเห็นตรงกันว่าสงครามเป็นเรื่องเลวร้ายและหลีกเลี่ยงได้

นี่คือยุคที่ทุกประเทศต้องพึ่งพากันและกัน จึงไม่มีประเทศไหนทำอะไรตามอำเภอใจได้ เมื่อโลกได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันจนกลายเป็นจักรวรรดิโลก สันติภาพโลกจึงอาจเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เช่นกัน

แต่สันติภาพจะคงอยู่อย่างนี้ได้นานเท่าใด? มนุษยชาติอาจกำลังยืนอยู่หน้าประตูสองบาน บานหนึ่งพาเราไปสวรรค์ และอีกบานหนึ่งพาเราไปนรก

ยังไม่มีใครตอบได้ว่า สุดท้ายแล้วเราจะเลือกเปิดประตูบานไหน


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า
Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก
Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม
Sapiens ตอนที่ 17 – จานอลูมิเนียมของนโปเลียน

Sapiens ตอนที่ 17 – จานอลูมิเนียมของนโปเลียน

20170417_sapiens17

เมื่อ 500 ปีที่แล้วเกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ ทำให้มนุษย์เชื่อว่าความรู้ใหม่ๆ จะสามารถนำไปสร้างเทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้ การปฏิวัติครั้งนี้มาพร้อมกับการล่าอาณานิคมและระบอบทุนนิยมที่ขับเคลื่อนให้โลกพัฒนาในเชิงวัตถุอย่างก้าวกระโดด

มาตอนนี้เราจะพูดถึงอีกการปฏิวัติหนึ่ง นั่นคือ Industrial Revolution หรือการปฏิวัติอุตสาหรรมที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว


แล้วแต่พระอาทิตย์
มนุษย์นั้นรู้จักการใช้พลังงานจากหลากหลายแหล่งมานานมากแล้ว เช่นเผาไม้เพื่อเอาความร้อนมาต้มน้ำ หรือใช้พลังลมในการแล่นเรือ

แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ไม่เคยทำเป็นคือการแปรรูปพลังงาน มนุษย์ไม่รู้วิธีการเปลี่ยนพลังงานความร้อนไปทำให้อย่างอื่นเคลื่อนไหวได้ และไม่รู้ว่าจะนำพลังงานที่ได้จากลมมาเปลี่ยนเป็นความร้อนได้อย่างไร

วิธีแปรรูปพลังงานอย่างเดียวที่มนุษย์รู้จักคือการเปลี่ยนอาหารที่กินเข้าไปให้กลายเป็นกำลังของกล้ามเนื้อ โดยพลังงานที่อยู่ในอาหารก็คือพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่พืชสังเคราะห์มาเก็บไว้ก่อนที่มนุษย์หรือสัตว์อื่นๆ จะนำไปทาน

ดังนั้นในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์จึงถูกกำกับด้วยวงจรสองอย่าง ได้แก่วงจรการออกดอกออกผลของพืชและวงจรการหมุนรอบดวงอาทิตย์ของโลก

ในฤดูหนาวที่แดดไม่ค่อยมี พืชพันธุ์ไม่ออกดอกออกผล ชาวนาก็เก็บเกี่ยวได้เพียงเล็กน้อย ส่วยและภาษีจึงต่ำ ทหารไม่มีเสบียง และพระราชาแคว้นต่างๆ จึงเก็บตัวอยู่แต่ในวัง

ในฤดูที่พระอาทิตย์ร้อนแรง ผลหมากรากไม้เต็มทุ่งให้ชาวนาได้เก็บเกี่ยว รัฐเก็บส่วยได้มาก ทหารมีกำลังวังชาและเริ่มลับดาบ พระราชาจึงนัดประชุมกับเหล่าอำมาตย์เพื่อวางแผนเปิดศึกกับต่างเมือง


ความลับที่อยู่ในครัว

จริงๆ แล้วควรจะมีแม่บ้านซักคนคิดออกนานแล้วว่าพลังงานความร้อนสามารถนำมาเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ที่ทำให้สิ่งของเคลื่อนไหวได้ เพราะมนุษย์เราต้มน้ำมาหลายปีดีดัก และเวลาน้ำเดือดเราก็จะได้ยินเสียงฝากากระทบกับหม้อ แต่กลับไม่มีใครเอะใจคิดจะนำมันไปประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่น

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 18 ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว เมืองจึงมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รัฐจำเป็นต้องถางป่าเพื่อสร้างแหล่งที่อยู่อาศัย เมื่อป่าหายไปอังกฤษจึงเหลือไม้ให้ใช้เป็นฟืนน้อยลงทุกที อังกฤษจึงเริ่มหันมาเผาถ่านหิน (coal) แทน

แต่เหมืองถ่านหินส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นหนองน้ำ ถ่านหินชั้นลึกๆ จึงเข้าถึงได้ยากเพราะมีน้ำท่วมปิดอยู่ และปัญหานี้เองที่กระตุ้นให้คนคิดค้น “เครื่องจักรไอน้ำ” (steam engine) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพระเอกของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

เครื่องจักรไอน้ำมีวิธีการทำงานง่ายๆ คือคุณเผาเชื้อเพลิงอะไรบางอย่าง และนำความร้อนที่ได้นั้นมาต้มน้ำ เมื่อน้ำเดือดก็จะเกิดไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมาจนไปดันลูกสูบให้ขยับ

นี่คือครั้งแรกที่มนุษย์สามารถแปรรูป “ความร้อน” ให้กลายเป็น “การเคลื่อนไหว” ได้

เครื่องจักรไอน้ำถูกใช้เพื่อนำมาวิดน้ำออกจากเหมืองถ่านหินอยู่นับสิบปี ก่อนที่คนอังกฤษจะลองเอามันไปปรับใช้กับเครื่องทอผ้า จนทำให้อังกฤษก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสิ่งทอของโลก

ในปี 1825 วิศวกรชาวอังกฤษลองใช้เครื่องจักรไอน้ำขับเคลื่อนรถไฟที่ขนถ่านหินเต็มขบวน และทำให้มันวิ่งไปตามรางเหล็กได้ถึง 20 กิโลเมตร อีกเพียง 5 ปีต่อมารถไฟเชิงพาณิชย์ขบวนแรกของโลกก็เปิดให้บริการระหว่างเมืองแมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูล ในชั่วเวลาเพียงสองทศวรรษอังกฤษก็มีทางรถไฟยาวนับหมื่นกิโลเมตร

จากนั้นมามนุษย์ก็หลงใหลการการแปรรูปพลังงานด้วยวิธีอื่นๆ

ก่อนปี 1900 น้ำมันถูกใช้เพียงเอาไว้เคลือบหลังคาหรือเป็นสารหล่อลื่นในเพลาล้อ แต่เมื่อมนุษย์คิดค้นเครื่องยนต์สันดาปภายในได้ (internal combustion engine) น้ำมันก็กลายมาเป็นขุมทรัพย์ที่ทุกประเทศต่างอยากมีไว้ในครอบครองขนาดที่ยอมทำสงครามเข่นฆ่ากัน

พลังงานไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ของพลังงานน้องใหม่มาแรง เมื่อ 200 ปีที่แล้วไฟฟ้าถูกใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์และเอาไว้เล่นมายากลบ้านๆ เท่านั้น แต่แล้วนักวิทยาศาสตร์ก็ได้พัฒนามันจนไฟฟ้ากลายมาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตจนกลายเป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้ไปแล้ว


มหาสมุทรแห่งพลังงาน
มีคนเคยทำนายไว้นานแล้วว่า หากมนุษย์ใช้พลังงานอย่างสุรุ่ยสุร่าย พลังงานจะหมดโลก แต่ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา เมื่อใดก็ตามที่แหล่งพลังงานหนึ่งทำท่าจะขาดแคลน มนุษย์ก็จะค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้เรามีพลังงานใช้มากกว่าเดิมเสียอีก

เราจึงได้เรียนรู้ว่าพลังงานนั้นมีมากมายไม่จำกัด สิ่งที่จำกัดคือความรู้ของเราในการนำพลังงานนั้นมาใช้ต่างหาก

พลังงานที่อยู่ในเชื้อเพลิงปิโตรเลียมนั้นถือว่าจิ๊บจ๊อยมากเมื่อเทียบกับพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่โลกได้รับมาฟรีๆ ปีละ 3,776,800 exajoules

1 joule คือพลังงานที่เราใช้ในการยกแอปเปิ้ลให้สูงขึ้น 1 เมตร

1 exajoules = 1 ตามด้วยศูนย์ 18 ตัว

ในพลังงานเกือบสี่ล้านเอ๊กซาจูลส์ที่มาจากแสงอาทิตย์นี้ ต้นไม้ทั่วโลกจะสังเคราะห์แสงและดูดซับพลังงานไว้ได้ประมาณ 3,000 exajoules

และพลังงานที่คนทั้งโลกใช้ต่อปีคือ 500 exajoules หรือเท่ากับพลังงานที่แสงอาทิตย์ส่งมายังโลกภายในเวลา 90 นาทีเท่านั้น

เรายังถูกรายล้อมด้วยพลังงานอื่นๆ อีก เช่นพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานแรงโน้มถ่วง (ที่เห็นได้ชัดๆ คือน้ำขึ้นน้ำลงอันเกิดจากแรงโน้มถ่วงที่ดวงจันทร์มีต่อโลก)

มนุษย์เราจึงถูกรายล้อมด้วยมหาสมุทรแห่งพลังงาน เหลือเพียงแต่ว่าเราจะค้นพบวิธีดึงพลังงานเหล่านั้นมาใช้ได้รึเปล่า


จานอลูมิเนียมของนโปเลียน 
ประโยชน์อีกข้อที่มนุษย์ได้จากการแปรรูปพลังงาน คือมันได้ช่วยให้เราคิดค้นสสารใหม่ๆ เช่นพลาสติก หรือค้นพบธาตุใหม่ๆ อย่างซิลิคอนหรืออลูมิเนียม

อลูมิเนียมถูกค้นพบในช่วงปี 1820 แต่การสกัดอลูมิเนียมออกมาในสมัยนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เป็นเวลาหลายทศวรรษที่อลูมิเนียมมีราคาแพงยิ่งกว่าทอง ช่วงปี 1860 จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 (คนละองค์กับองค์ที่ดังที่สุด) จะจัดเตรียมจานชามอลูมิเนียมให้เฉพาะแขกซุเปอร์วีไอพีเท่านั้น ส่วนแขกที่สำคัญรองลงมาจะได้กินจากจานทองคำเท่านั้น!

ถ้าคุณลองหยิบกระปุกครีมกันแดดหรือครีมทามือขึ้นมาดูฉลาก คุณจะเห็นว่าส่วนผสมมีแต่ชื่อประหลาดๆ ทั้งนั้น เกือบทั้งหมดของส่วนผสมเหล่านี้เพิ่งถูกคิดค้นในช่วง 200 ปีที่ผ่านมานี้เอง


ปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่สอง
เวลาได้ยินคำว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม เรามักจะนึกถึงภาพโรงงานที่มีแต่ปล่องควันดำเต็มไปหมด แต่ผู้เขียนบอกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น โดยเนื้อแท้แล้วคือการปฏิวัติเกษตรกรรมครั้งที่ 2 นั่นเอง

เมื่อมนุษย์คิดค้นเครื่องจักรไอน้ำได้ ผลิตภาพ (productivity) ของมนุษย์ก็พุ่งทะยาน งานที่เคยต้องใช้แรงงานคนก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร ปุ๋ยเคมีถูกคิดค้นเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ตู้เย็นและยานพาหนะทำให้สามารถเก็บอาหารได้ยาวนานและส่งอาหารออกไปยังประเทศต่างๆ ได้ทั่วโลก

ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่แนวคิดมนุษย์นิยมเริ่มเฟื่องฟู (humanist religions – แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม และการยกให้ประโยชน์ของมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญกว่าสิ่งใด) สัตว์ที่อยู่ในฟาร์มจึงถูกลดค่าจากสิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจและเจ็บปวดได้ให้กลายเป็นเพียง “ผลิตภัณฑ์”

ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมฟาร์มไข่ ลูกไก่ที่เพิ่งฟักออกมาจะถูกส่งไปตามสายพาน ลูกไก่ตัวเมียจะถูกคัดเก็บไว้ ลูกไก่ตัวผู้หรือลูกไก่ที่ไม่สมประกอบจะถูกคัดออกส่งไปห้องรมแก๊ส เสร็จแล้วจึงถูกส่งลงเครื่องบด ในแต่ละปีลูกไก่ตัวผู้นับร้อยล้านตัวจะถูกฆ่าในรูปแบบนี้

ในตอนที่แล้วเราพูดถึงการค้าทาสแอฟริกันที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะว่าคนยุโรปเหยียดคนผิวสี มันเป็นเพียงกลไกของตลาด

อุตสาหกรรมอาหารก็เช่นกัน สัตว์ในฟาร์มจำนวนมากโดนสังหารไม่ใช่เพราะว่ามนุษย์เกลียดชังสัตว์เหล่านี้ มันเป็นเพียงผลลัพธ์ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและทุนนิยมเท่านั้นเอง

คนดำและลูกไก่ไม่ได้ถูกทารุณเพราะความชิงชังแต่เพราะความชินชา



ยุคแห่งการช็อปปิ้ง

สองร้อยปีที่ผ่านมา ผลผลิตของมนุษย์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่หากจะให้สภาวะนี้คงอยู่ได้ การซื้อและการบริโภคก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

และนี่คือที่มาของลัทธิบริโภคนิยมเหรือ Consumerism นั่นเอง

นี่เป็นเรื่องที่ขัดกับหลักการสมัยก่อนที่พร่ำสอนให้คนรู้จักมัธยัสถ์และอดออม ยิ่งถ้าเราเป็นชนชั้นล่างด้วยแล้ว การบริโภคอะไรตามใจกิเลสถือเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะการใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายนั้นเป็นเรื่องของชนชั้นสูงเท่านั้น

แต่เมื่อยุคบริโภคนิยมเฟื่องฟู ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ทุกคนถูกแนะนำว่าเราจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อเราจับจ่ายใช้สอย ชีวิตคุณจะดีขึ้นถ้าคุณซื้อผลิตภัณฑ์ตัวนี้ คุณจะฟินสุดๆ ถ้าคุณได้กินอาหารจานนี้

ทุกอย่างจึงกลับด้านจากสมัยก่อน ในอเมริกาคนจนกลายเป็นคนที่มีปัญหาโรคอ้วนมากกว่าคนรวยเพราะได้กินแต่อาหารขยะราคาถูก พอเป็นโรคอ้วนแล้วก็ต้องไปซื้ออาหารหรือยาลดความอ้วนอีก (นายทุนได้เงินสองเด้งเลย) เม็ดเงินที่คนอเมริกันใช้ไปกับการซื้อผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนนั้นมีขนาดใหญ่พอที่จะซื้ออาหารแจกคนอดอยากได้ทั่วโลกเลยทีเดียว

ส่วนคนที่รวยจริงๆ แทนที่จะใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายเหมือนสมัยก่อน กลับเอาเงินที่มีอยู่ไปลงทุนเพื่อให้งอกเงยตามตำราของทุนนิยม

ทุนนิยมและบริโภคนิยมนั้นจึงเป็นเหมือนหัวและก้อยของเหรียญเดียวกันที่มีบทบัญญัติเพียงสองประการ

บัญญัติของคนรวยก็คือ “ลงทุน!”

ส่วนบัญญัติของคนจนก็คือ “ซื้อ!”

ถ้ามองทุนนิยมและลัทธิบริโภคนิยมเป็นศาสนา ก็ถือได้ว่ามันประสบความสำเร็จมากยิ่งกว่าศาสนาหลักๆ ของโลกเสียอีก

ศาสนาแต่ก่อนเก่าสอนว่าสวรรค์นั้นรออยู่ แต่เราต้องมีความเมตตา มีความอดทน มีความเสียสละ และระงับกิเลสให้ได้ แต่นี่เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง ชาวพุทธส่วนใหญ่จึงไม่ได้เจริญรอยตามพระพุทธเจ้า และชาวคริสต์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามพระเยซู

ทุนนิยมและบริโภคนิยมจึงนับเป็นศาสนาแรกที่ผู้คนทำตามความคาดหวังของระบอบอย่างเคร่งครัด โลกนี้จะเป็นดั่งสรวงสวรรค์หากคนรวยยังไม่คิดจะหยุดรวยและคนส่วนใหญ่ยังใช้เงินซื้อความสุขอยู่ร่ำไป


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า
Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก
Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม

Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม

20170409_capitalism

นายอนันต์ตัดสินใจเปิดธนาคารแห่งใหม่

นายเอนกทำอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เพิ่งได้เงินจากลูกค้ามาเป็นเงินสด 1 ล้านบาท จึงตัดสินใจเอาเงินมาเปิดบัญชีออมทรัพย์กับธนาคารของนายอนันต์

นางอนงค์อยากจะเปิดร้านเบเกอรี่ จึงไปจ้างนายเอนกมาทำร้าน แต่นางอนงค์ไม่มีเงินทุน จึงไปกู้ธนาคารของนายอนันต์มา 1 ล้านบาท

เมื่อถึงเวลาต้องจ่ายเงิน นางอนงค์จึงเขียนเช็คสั่งจ่ายนายเอนก 1 ล้านบาท นายเอนกนำเช็คนั้นมาฝากที่ธนาคารของนายอนันต์อีกครั้ง

ตอนนี้ตัวเลขในบัญชีเงินฝากของนายเอนกมีเงิน 2 ล้านบาทแล้ว

แต่เงินสดที่อยู่ในธนาคารของนายอนันต์มีเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น

ยังไม่พอ เมื่อก่อสร้างร้านเบเกอรี่ไปซักพักงบก็บานปลาย นายเอนกบอกนางอนงค์ว่าต้องใช้งบเพิ่มอีก 1 ล้านบาท นางอนงค์จึงยอมกัดฟันกู้ธนาคารของนายอนันต์เพิ่มอีก 1 ล้านบาทมาจ่ายให้นายเอนก ซึ่งนายเอนกก็เอาไปเข้าบัญชีตามเคย

ตอนนี้นายเอนกมี “เงินในบัญชี” 3 ล้านบาท แต่ “เงินสด” ที่อยู่ในธนาคารของนายอนันต์ก็ยังคงมีเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น

เงิน 2 ล้านบาทงอกมาจากไหน? ร้านเบเกอรี่ของนางอนงค์ยังไม่เปิดเลยด้วยซ้ำ


นิยามทุนนิยม

ในโลกของทุนนิยม คำที่เป็นคีย์เวิร์ดคือ “การเจริญเติบโต” (growth)

ทุนนิยมเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพที่จะสร้างความเจริญเติบโตไปได้เรื่อยๆ

เงินส่วนต่าง 2 ล้านบาทนั้น แสดงถึงความเชื่อมั่นของธนาคารว่าเบเกอรี่ของนางอนงค์จะสามารถสร้างรายได้มากกว่า 2 ล้านบาทในอนาคต

การที่นางอนงค์ “นำเงินจากอนาคตมาใช้ในตอนนี้” ก็คือการขอสินเชื่อ (credit) จากธนาคารนั่นเอง

ในอเมริกา กฎหมายอนุญาตให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อได้เป็นมูลค่าเท่ากับ 10 เท่าของเงินสดที่ธนาคารถืออยู่

นั่นหมายความว่าถ้านายอนันต์เปิดธนาคารในอเมริกา นายอนันต์จะปล่อยกู้ได้ถึง 10 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ตัวเองมีเงินสดอยู่ในเซฟแค่ 1 ล้านบาทเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่ทำไมธนาคารถึงกลัวนักกลัวหนาเวลาคนแห่ไปถอนเงินสด เพราะถ้าทุกคนถอนหมดบัญชีจริงๆ ธนาคารจะไม่มีทางมีเงินจ่ายพอแน่นอน

จริงๆ สิ่งที่เรียกว่า “สินเชื่อ” นั้นมีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยชาวสุเมเรียนด้วยซ้ำ แต่สินเชื่อในสมัยก่อนนั้นมีมูลค่าเล็กน้อยมากและมีระยะเวลาให้ยืมเพียงสั้นๆ

เหตุผลหลักที่ไม่มีใครปล่อยสินเชื่อเยอะๆ หรือนานๆ ก็เพราะว่า ก่อนปี 1500 นั้นคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะไม่โตไปกว่านี้แล้ว

พูดง่ายๆ ก็คือคนมองว่าเศรษฐกิจนี้เป็นพายแค่ชิ้นเดียวที่ต้องแบ่งกันทุกคน ถ้ามีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย ถ้านางอนงค์เปิดร้านเบเกอรี่ขึ้นมาแล้วขายดี แสดงว่าร้านเบเกอรี่อีกร้านหนึ่งต้องสูญเสียรายได้หรือลูกค้า ทุกอย่างคือ zero-sum game

คนสมัยเก่าจึงไม่เชื่อเรื่องการเจริญเติบโต ถ้าชนชั้นสูงมีเงินเหลือกินเหลือใช้ เขาก็จะเอาไปบริจาคหรือไม่ก็จะใช้มันไปอย่างสุรุ่ยสุร่ายกับเสื้อผ้าสุดหรูหรือการจัดงานเลี้ยงเต้นรำ ไม่มีใครคิดจะเอาเงินไปลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยแต่อย่างใด

แต่ทัศนคติของมนุษย์ก็เปลี่ยนไปพร้อมกับการมาถึงของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์

การคิดค้นเครื่องมือใหม่ๆ อย่างเครื่องจักรไอน้ำ หรือการค้นพบดินแดนใหม่ๆ อย่างทวีปอเมริกา ทำให้ชาวยุโรปเริ่มเชื่อว่าพายชิ้นนี้สามารถใหญ่ขึ้นได้ (the pie is getting bigger) การที่ร้านเบเกอรี่ของนางอนงค์ขายดีไม่จำเป็นต้องทำให้ร้านเบเกอรี่อื่นๆ ยอดขายตก

ในปี 1776 นายอดัม สมิธ (Adam Smith) ได้เขียนหนังสือ The Wealth of Nations ที่กลายมาเป็นคัมภีร์ขึ้นหิ้งของนักเศรษฐศาสตร์

ในบทที่ 8 สมิธ บอกว่า หากเจ้าของธุรกิจมีกำไรเหลือ เขาก็จะนำกำไรนั้นมาซื้อเครื่องจักรและจ้างคนเพิ่มเพื่อจะทำกำไรให้มากขึ้นอีก ซึ่งก็จะทำให้เขาสามารถซื้อเครื่องจักรและจ้างคนได้มากกว่าเดิม ดังนั้นความมั่งคั่งของคนหนึ่งคนจึงหมายถึงความมั่งคั่งและรุ่งเรืองของสังคม

ฟังดูเป็นประโยคที่ธรรมดามากสำหรับพวกเรา แต่ในสมัยนั้นนี่ถือเป็นการปฏิวัติทางความคิดของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นครั้งแรกที่มีคนออกมาบอกว่าการตอบสนองความโลภของคนคนหนึ่งจะช่วยให้สังคมดีขึ้นได้ (เจ้าของธุรกิจมีเงินมากขึ้น แต่คนจำนวนมากก็จะมีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน)


เบอร์หนึ่งในยุโรป

ในปี 1484 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ของโปรตุเกสและเสนอแผนว่าจะล่องเรือไปทางตะวันตกเพื่อค้นหาเส้นทางการค้าสายใหม่กับชาติเอเชีย โปรเจ็คนี้มีความเสี่ยงสูงมากเพราะต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อซื้อเรือ จ้างคนและซื้อเสบียง และสุดท้ายอาจจะกลับมามือเปล่าก็ได้ กษัตริย์ของโปรตุเกสจึงตอบปฏิเสธไป

แต่โคลัมบัสก็ไม่ยอมแพ้ เที่ยว pitch งานของเขากับผู้มีเงินทุนในอิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ แต่ก็คว้าน้ำเหลว จนสุดท้ายเขาก็ขายโปรเจ็คนี้ให้กับกษัตริย์ Ferdinand และราชินี Isabella แห่งสเปนได้สำเร็จ (ตอนนั้นสเปนเพิ่งรวมประเทศ)

การค้นพบทวีปอเมริกาในคราวนั้นสร้างรายได้ให้กับสเปนมหาศาลจนสเปนกลายมาเป็นชาติมหาอำนาจของยุโรปในศตวรรษที่ 16

แต่ในศตวรรษที่ 17 สเปนก็เสียแชมป์ให้กับประเทศเล็กๆ อย่างฮอลแลนด์ โดยเหตุผลหลักคือฮอลแลนด์มีระบบการเงินที่มั่นคงกว่าและมีกระบวนการยุติธรรมที่แข็งแกร่งกว่าสเปน (ซึ่งทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับกษัตริย์และราชวงศ์) เงินของนักลงทุนจึงไหลไปที่อัมสเตอร์ดัมและทำให้พ่อค้าชาวฮอลแลนด์สามารถส่งเรือไปขนสินค้าจากอเมริกาและเอเชียกลับมาขายได้มากมาย จะบอกว่าจักรวรรดิดัทช์นั้นถูกสร้างโดยพ่อค้าก็คงไม่ผิดนัก

ช่วงปลายศตวรรษที่ 17 การแพ้สงครามนอกประเทศของฮอลแลนด์หลายต่อหลายครั้งทำให้ฮอลแลนด์เสียบัลลังก์เบอร์ 1 ของยุโรปไป ในปี 1664 ฮอลแลนด์ต้องเสียเมืองริมฝั่งแม่น้ำฮัดสันในทวีปอเมริกาที่ชื่อว่า New Amsterdam ให้กับอังกฤษ ชื่อของเมืองจึงถูกเปลี่ยนเป็น New York ตั้งแต่นั้นมา

ในช่วงนั้นประเทศที่แข่งขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของยุโรปคือฝรั่งเศสกับอังกฤษ ฝรั่งเศสนั้นได้เปรียบอังกฤษในหลายๆ ด้านเพราะมีประชากรมากกว่าและมีกองทัพที่ใหญ่กว่า แต่แล้วฝรั่งเศสก็สะดุดขาตัวเองจากเหตุการณ์อื้อฉาวที่มีชื่อว่าฟองสบู่มิสซิสซิปปี (Mississippi Bubble)

ตอนนั้นบริษัทชื่อมิสซิสซิปปีซึ่งก่อตั้งในฝรั่งเศสและมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับชนชั้นสูงต้องการจะยึดครองดินแดนหนึ่งในรัฐมิสซิสซิปปีเพื่อตั้งเมืองใหม่ชื่อ New Orleans บริษัทจึงระดมทุนด้วยการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในกรุงปารีส

จริงๆ ที่ดินในนิวออร์ลีนส์แทบไม่มีอะไรเลยนอกจากหนองบึงและจระเข้ แต่ทางบริษัทก็ได้ปล่อยข่าวลือว่านี่คือดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยโอกาสมากมาย ชนชั้นกลางและเหล่าเศรษฐีใหม่ต่างก็ตื่นเต้นกับข่าวนี้จึงเข้าไปซื้อหุ้นจนราคาพุ่งจาก 500 เป็น 10,000 เหรียญต่อหุ้นในเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน แต่พอตลาดเริ่มรู้ตัวว่าราคาสูงเกินจริง คนก็เริ่มเทขาย ราคาจึงตกลงมาอย่างน่าใจหาย รัฐบาลพยายามเข้ามาช่วยอุ้มด้วยการเข้าไปช้อนหุ้นจนเงินหมดคลัง รัฐมนตรีคลังจึงสั่งให้พิมพ์ธนบัตรเพิ่มเพื่อมาซื้อหุ้นอีก การทำอย่างนี้ทำให้เศรษฐกิจทั้งหมดของฝรั่งเศสอยู่ในฟองสบู่ แถมยังไม่สามารถแก้วิกฤติได้ด้วยเพราะหุ้นของมิสซิสซิปปีตกจาก 10,000 มาเป็น 1,000 เหรียญก่อนที่จะไม่มูลค่าเหลือเลย รัฐบาลฝรั่งเศสจึงถังแตกและมีเพียงกระดาษหุ้นที่ไร้ค่า นี่คือวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษนี้

ความผิดพลาดคราวนั้นทำให้ประเทศอื่นๆ ไม่กล้าให้ฝรั่งเศสยืมเงิน หรือถึงให้ยืมก็เก็บดอกเบี้ยสูงมาก ทุนส่วนใหญ่จึงไหลไปอยู่กับประเทศอังกฤษแทน อังกฤษใช้สถาบันการเงินที่แข็งแกร่งในการสนับสนุนการยึดครองดินแดนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาเหนือหรืออินเดีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการยึดครองโดยบริษัท หาใช่โดยรัฐบาล (บริษัทยักษ์ใหญ่ในสมัยนั้นจะขนทหารรับจ้างไปด้วยเวลาต้องการไปยึดเมืองในอเมริกาหรือเอเชีย)


ตลาดเสรี

คนที่สนับสนุนตลาดเสรีมักจะมองว่ารัฐบาลควรจะเข้ามาแทรกแซงตลาดทุนให้น้อยที่สุด เพราะรัฐบาลมักออกนโยบายที่ทำให้ตลาดไม่มีประสิทธิภาพ เช่นเก็บภาษีแพงๆ เพื่อนำมาเป็นสวัสดิการสำหรับคนตกงาน (ซึ่งทำให้ฐานเสียงของรัฐบาลดีขึ้นแต่คนกลุ่มหนึ่งก็จะรับเงินโดยที่ไม่ได้สร้างผลผลิตอะไร) สู้เอาเงินที่จะเก็บภาษีมาไว้กับนายทุนดีกว่า เพราะนายทุนจะเอาเงินนั้นไปเปิดโรงงานและจ้างคนเพิ่มซึ่งย่อมจะทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้น

แต่การปล่อยให้ตลาดทำงานอย่างเสรีนั้นดีจริงหรือ? เพราะทรัพยากรที่สำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจคือ “ความเชื่อมั่น” ซึ่งความเชื่อมั่นอาจถูกสั่นคลอนได้ตลอดจากการต้มตุ๋นหลอกลวง จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะปกป้องระบบเศรษฐกิจด้วยการออกกฎหมายและและตรวจสอบไม่ให้เสือสิงห์กระทิงแรดทั้งหลายเข้ามาเอารัดเอาเปรียบ เมื่อใดก็ตามที่รัฐทำหน้าที่นี้บกพร่อง ความเชื่อมั่นก็จะหดหายและเศรษฐกิจก็จะโกลาหลเหมือนอย่างตอนที่เกิดฟองสบู่มิสซิสซิปปี หรือวิกฤติ subprime ในอเมริกาในปี 2007

ยังมีอีกเหตุผลสำคัญที่เราไม่ควรปล่อยให้ตลาดเสรีทำงานอย่างอิสระ

ก่อนการมาถึงของทุนนิยม “น้ำตาล” เป็นอาหารที่หายากมากในยุโรป มันจะถูกนำเข้าจากตะวันออกกลางในราคาที่แพงลิบลิ่วเพื่อนำมาใช้เป็น “วัตถุดิบลับ” ในการทำอาหารจานพิเศษสำหรับชนชั้นสูง

แต่หลังจากทวีปอเมริกาถูกค้นพบ หนึ่งในธุรกิจที่เฟื่องฟูที่สุดคือการทำไร่อ้อย คนยุโรปจึงเข้าถึงน้ำตาลได้ในราคาที่ถูกลงมาก ต้นศตวรรษที่ 17 ไม่มีชาวอังกฤษคนไหนบริโภคน้ำตาลเลย แต่ในศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษบริโภคน้ำตาลถึงปีละ 8 กิโลกรัม

น้ำตาลนั้นมาจากต้นอ้อย แต่การทำไร่อ้อยนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากทำ เพราะต้องตากแดดแถมยังมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคมาเลเรียอีกด้วย หากจะยอมจ่ายเงินจ้างใครมาย่อมจะทำให้ต้นทุนสูงเกินไป

พ่อค้าหัวใสก็เลยพบทางออกด้วยการใช้แรงงานทาส

ในช่วงศตวรรษที่ 16-19 ชาวแอฟริกาถึง 10 ล้านคนถูกขายไปเป็นแรงงานทาสในอเมริกา โดย 70% ของคนเหล่านั้นถูกส่งมาทำงานในไร่อ้อย เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าทาสเหล่านี้มีชีวิตที่แย่แค่ไหน ต้องถูกกดขี่ข่มเหงราวกับเขาไม่ใช่มนุษย์เพียงเพื่อให้คนยุโรปได้จิบชากาแฟที่ใส่น้ำตาล

การขายแรงงานทาสนี้ไม่ได้ถูกจัดระเบียบโดยรัฐบาลประเทศไหนเลย มันเป็นเรื่องทางการค้าล้วนๆ บริษัทค้าทาสมากมายขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในกรุงลอนดอน ปารีส และอัมเสตอร์ดัม เพื่อนำเงินไปซื้อเรือ หาลูกเรือและทหาร จากนั้นจึงแล่นเรือไปซื้อทาสในแอฟริกา นำทาสไปขายให้กับเจ้าของสวนอ้อยในอเมริกา นำเงินนั้นไปซื้อน้ำตาล เมล็ดกาแฟ โกโก้ ยาสูบ แล้วนำกลับมาขายทำกำไรในยุโรปก่อนจะออกเรือใหม่อีกครั้ง ธุรกิจค้าทาสเป็นธุรกิจที่ทำกำไรดี และผู้ถือหุ้นบริษัทเหล่านี้จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 6%

นาซีและสงครามครูเสดฆ่าคนไปมากมายเพราะความเกลียดชัง แต่ทุนนิยมนั้นฆ่าคนไปมากมายเพราะความโลภและความเมินเฉย การค้าทาสไม่ได้เกิดจากการเหยียดสีผิวหรือความรังเกียจคนแอฟริกา จริงๆ แล้วเจ้าของไร่อ้อยแทบไม่เคยเจอทาสเหล่านี้ด้วยซ้ำเพราะเจ้าของไร่อ้อยส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยอยู่ในไร่อ้อย สิ่งเดียวที่เขาสนใจก็คือตัวเลขในบัญชีกำไรขาดทุน ส่วนผู้ถือหุ้นบริษัทค้าทาสก็เป็นชนชั้นกลางคล้ายๆ กับเราที่เป็นคนจิตใจดี ทำงานสุจริต ชอบฟังเพลง แถมยังใจบุญสุนทานอีกด้วย

นี่คือเหตุผลที่เราไม่ควรปล่อยให้ตลาดทำงานได้อย่างเสรีเกินไป เพราะตลาดไม่มีชีวิตจิตใจ สิ่งเดียวที่สำคัญสำหรับมันคือกำไรและ “การเติบโต” โดยไม่สนว่าระหว่างทางจะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนมากมายขนาดไหน


แล้วจะเอายังไง?

แม้ระบอบทุนนิยมจะมีข้อเสียมากมาย แต่ผู้สนับสนุนทุนนิยมก็มักจะให้เหตุผลแก้ต่างสองข้อ

ข้อแรกคือ สำหรับสังคมยุคโมเดิร์นมันยังเป็นระบอบเดียวที่เวิร์ค มนุษย์เคยทดลองอีกระบอบหนึ่งคือคอมมิวนิสต์ แต่มันก็สร้างความเสียหายมากเสียจนไม่มีใครอยากกลับไปใช้ระบอบนั้นอีก เราจึงไม่เหลือทางเลือกอื่นใดนอกจากเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุนนิยมให้เป็น

อีกข้อก็คือ ขอให้รออีกนิดนึง พายชิ้นนี้กำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และแม้มันจะไม่สามารถทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันได้ แต่คนก็เชื่อว่าวันหนึ่งพายชิ้นนี้จะใหญ่พอที่จะตอบโจทย์ขั้นพื้นฐานสำหรับมนุษย์ทุกคน

ซึ่งจะว่าไปคำชี้แจงนี้ก็พอฟังขึ้นอยู่ อย่างน้อยก็ในเชิงปริมาณ เพราะเมื่อเทียบกับ 100 ปีที่แล้ว อายุขัยเฉลี่ยของเราเพิ่มขึ้น อัตราการตายของเด็กก็ลดลง ปริมาณอาหารที่เราบริโภคต่อหัวก็เยอะขึ้นแม้ว่าประชากรโลกจะสูงขึ้นมาหลายเท่าตัวก็ตาม

แต่เศรษฐกิจของเราจะโตไปได้นานแค่ไหน? เพราะพายทุกชิ้นจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบและพลังงาน มีผู้ทำนายว่าอีกไม่ช้ามนุษย์ก็จะใช้ทรัพยากรจนหมดโลก แล้วถึงวันนั้นเราจะอยู่กันอย่างไร?


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า
Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก

Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก

20170402_sapiens15

ก่อนปี 1500 กลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน หรือโปรตุเกสนั้นเป็นเพียง “พื้นที่ห่างไกลความเจริญ” ในแถบเมดิเตอเรเนียนเท่านั้น

ยุโรปเพิ่งจะเริ่มมีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้นในช่วงปี 1500-1750 เมื่อพวกเขาออกทะเลและพิชิต “โลกใหม่” อย่างอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แต่ถึงกระนั้นยุโรปก็ยังถือว่าจิ๊บจ๊อยมากเมื่อเทียบกับประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชีย ในปี 1775 ขนาดเศรษฐกิจของของอินเดียกับจีนสองประเทศรวมกันก็คิดเป็น 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลกแล้ว

ศูนย์กลางทางอำนาจเพิ่งจะถูกปรับเปลี่ยนในช่วงปี 1750-1850 หลังจากที่ยุโรปพิชิตประเทศในเอเชียครั้งแล้วครั้งเล่า พอถึงปี 1900 ยุโรปก็ได้ครอบครองพื้นที่เกือบทั้งโลก ขนาดเศรษฐกิจของยุโรปและสหรัฐรวมกันมีมูลค่าเท่ากับ 50% ของเศรษฐกิจโลก ขณะที่จีนนั้นมีมูลค่าเพียง 5% เท่านั้น

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ยุโรปผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำโลกในเวลาแค่ 100 ปี?


เมื่อยอมรับว่าไม่รู้

ในสองตอนที่ผ่านมาผมได้พูดถึงการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ในยุโรป ซึ่งเริ่มจากทัศนคติที่ว่า “เรายังไม่ได้รู้ทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องรู้”

วิธีคิดแบบนี้สำคัญมาก เพราะก่อนหน้านี้มนุษย์ต่างเชื่อว่าพวกเขารู้ทุกอย่างที่จำเป็นต้องรู้แล้วผ่านคำสอนของพระบรมศาสดาทั้งหลาย

แต่เมื่อมนุษย์ยอมรับได้ว่าตัวเองไม่รู้ จึงพร้อมออกเดินทางเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่ๆ และความรู้นั้นก็ถูกนำมาแปรรูปเป็นเทคโนโลยีและเครื่องมือที่นำมาซึ่งอำนาจที่มากมายยิ่งขึ้น


แผนที่อันว่างเปล่า

มนุษย์นั้นชอบเขียน “แผนที่โลก” มาแต่ไหนแต่ไร แม้ว่าตัวเองไม่เคยได้ออกไปสำรวจดินแดนอื่นๆ มาก่อน

คนในแอฟริกา เอเชีย และยุโรป ไม่เคยรู้ถึงการมีอยู่ของทวีปอเมริกา ส่วนคนในอเมริกาก็ไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของแอฟริกา เอเชีย และยุโรป แต่แผนที่โลกสมัยนั้นก็ถูกเขียนขึ้นราวกับว่าทวีปที่เขาไม่รู้จักนี้ไม่มีอยู่ หรือไม่พื้นที่เหล่านั้นก็จะเต็มไปด้วยภาพสัตว์ประหลาด “แผนที่โลก” สมัยเก่าจึงไม่มีพื้นที่ว่างเผื่อไว้สำหรับดินแดนที่ยังไม่ถูกค้นพบเลย

แต่ในศตวรรษที่ 15 และ 16 คนยุโรปเริ่มวาดแผนที่โลกโดย “เว้นพื้นที่ว่าง” เอาไว้เยอะมาก ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคนยุโรปยอมรับแล้วว่าพวกเขายังไม่รู้อะไรอีกมาก และยังมีดินแดนอีกมากมายที่พวกเขาอาจยังไม่เคยไปถึง


ค้นพบทวีปอเมริกา

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 1492 เมื่อเรือพินต้า (Pinta) ของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christoper Columbus) ได้แล่นออกจากสเปนและล่องเรือมาทางทิศตะวันตกด้วยจุดประสงค์ที่จะหาเส้นทางใหม่สู่ญี่ปุ่น (ก่อนหน้านั้นคงแล่นไปทางทิศตะวันออกตลอด) โดยโคลัมบัสคำนวณว่าระยะทางจากสเปนไปญี่ปุ่นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7,000 ไมล์

ความเป็นจริงก็คือญี่ปุ่นอยู่ห่างจากสเปนถึง 20,000 ไมล์ และระหว่างทางจากสเปนไปญี่ปุ่นนั้นมีทวีปขนาดใหญ่คั่นกลางอยู่!

ณ เวลาตี 2 ของ วันที่ 12 ตุลาคม ปี 1492 Juan Rodriguez Bermejo ซึ่งอยู่บนเสากระโดงเรือพินต้าตะโกนเสียงดังว่า “แผ่นดิน แผ่นดิน!” (Land! Land!)

โคลัมบัส (ซึ่งคิดว่าแผนที่ในมือเขานั้นมีข้อมูลเรื่องทวีปต่างๆ ในโลกครบถ้วนแล้ว) เชื่อว่าพวกเขาได้เดินทางมาถึงชายฝั่งตะวันออกของหมู่เกาะ East Indies (หมู่เกาะของอินโดนีเซีย) โคลัมบัสจึงเรียกคนที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ว่า Indians

โคลัมบัสไม่เคยยอมรับว่าเขาได้ค้นพบทวีปใหม่ตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต เพราะสำหรับคนในยุคนั้น ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีทวีปอีกทวีปหนึ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้จัก เพราะในคัมภีร์ไบเบิลรวมถึงนักปราชญ์ทุกคนก่อนหน้านี้ก็พูดถึงแต่แอฟริกา ยุโรป และเอเชียเท่านั้น ใครเล่าจะเชื่อว่าคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์จะตกหล่นทวีปไปทั้งทวีปได้!

คนแรกที่เชื่อว่านี่คือทวีปใหม่จริงๆ คือนักเดินทะเลชาวอิตาเลียนนาม Amerigo Vespucci ที่ได้เดินทางไปแผ่นดินใหม่นี้หลายครั้งในปี 1492-1504 และได้เขียนถึงการเดินทางครั้งนี้ว่าแผ่นดินที่โคลัมบัสค้นพบนั้นไม่ใช่ชายฝั่งตะวันออกของประเทศในเอเชีย แต่เป็นทวีปใหม่ที่ไม่เคยมีการบันทึกในไบเบิล

ในปี 1507 นักวาดแผนที่ชื่อ Martin Waldseemuller ก็ได้ตีพิมพ์แผนที่โลกฉบับใหม่ที่เพิ่มทวีปใหม่นี้เข้าไป และด้วยความเข้าใจผิดว่านาย Amerigo เป็นคนค้นพบทวีปนี้ เขาจึงตั้งชื่อทวีปนี้ว่าอเมริกาเป็นเกียรติแก่นายอเมริโก แผนที่ใหม่นี้ป๊อปูล่าร์มากและถูกนักวาดแผนที่อื่นๆ ก๊อปปี้ไปใช้ ทวีปใหม่นี้จึงถูกจารึกชื่อว่าเป็นอเมริกาไปโดยปริยาย


หรือยุโรปจะเก่งกว่าเอเชีย?

ทำไมยุโรปถึงค้นพบทวีปอเมริกาก่อนจีน ทั้งๆ ที่จีนก็มีความรู้ด้านการเดินทะเลดีพอๆ กับคนยุโรปหรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ

ราว 80 ปีก่อนโคลัมบัสจะค้นพบอเมริกา เจิ้งเหอ (Zheng He) ผู้บัญชาการทหารเรือจีนในยุคราชวงศ์หมิง ได้นำพาเรือ 300 ลำและลูกเรือถึง 30,000 คนออกท่องทะลไปถึงดินแดนอย่างอินโดนีเซีย ศรีลังกา ทะเลแดง และแอฟริกาตะวันออก

กองเรือของเจิ้งเหอนั้นใหญ่กว่าของโคลัมบัสมาก เพราะโคลัมบัสมีเรือแค่ 3 ลำและลูกเรือ 120 คนเท่านั้นเอง

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างเจิ้งเหอกับโคลัมบัสก็คือ เจิ้งเหอไม่ได้ไปเยือนดินแดนเหล่านั้นเพื่อรุกรานหรือนำมาเป็นดินแดนอาณานิคมแต่อย่างใด และเมื่อจีนเปลี่ยนแผ่นดินในปี 1430 การออกเดินทางของเจิ้งเหอก็จบลงด้วย ข้อมูลต่างๆ สูญหาย และไม่เคยมีกองเรือที่ใหญ่ขนาดนี้ออกจากน่านน้ำของจีนอีกเลย

ดังนั้น การที่ยุโรปค้นพบอเมริกาก่อนเมืองจีนนั้น ไม่ใช่เพราะคนยุโรปเก่งกว่าหรือมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า แต่เป็นเพราะค่านิยมและความเชื่อที่ต่างกันต่างหากที่ทำให้ชาวจีนไม่เคยคิดออกล่าอาณานิคมในแดนไกล


เร่งเครื่องพัฒนา

การค้นพบทวีปอเมริกาถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ เพราะนอกจากมันจะสอนให้ชาวยุโรปรู้ว่าควรจะให้น้ำหนักกับหลักฐานปัจจุบันมากกว่าความรู้ในอดีตแล้ว มันยังบังคับให้ชาวยุโรปต้องเร่งศึกษา ค้นคว้าและพัฒนาโดยเร็ว เพราะหากพวกเขาต้องการจะยึดครองดินแดนใหม่ที่เรียกว่าอเมริกานี้ ก็ย่อมต้องศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลเชิงชีววิทยาและนิเวศน์วิทยาของโลกใหม่นี้ให้ได้มากที่สุด ความรู้ที่มีอยู่ในพระคัมภีร์นั้นไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว

ในศตวรรษที่ 15 และ 16 ชาวยุโรปออกท่องไปทั่วโลกและล่าอาณานิคมมาได้มากมาย และที่สำคัญยังได้สร้างเครือข่ายทางการค้าที่เชื่อมโลกผู้คนทั้งโลกไว้ด้วยกัน การล่าอาณานิคมอย่างหิวกระหายได้นำพาผู้คนและประวัติศาสตร์ที่เคยอยู่อย่างเอกเทศให้มาอยู่ในประวัติศาสตร์เล่มเดียวกัน


สเปนบุกอเมริกาใต้

ภายใน 20 ปีหลังการค้นพบทวีปอเมริกา สเปนได้เข้ายึดครองหมู่เกาะแคริบเบียนและบังคับให้คนท้องถิ่นเป็นทาสเกือบหมด คนพื้นเมืองเหล่านี้ล้มตายจากการถูกใช้งานอย่างทารุณและจากโรคที่พวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกันที่แฝงมากับลูกเรือชาวสเปน

เมื่อยึดหมู่เกาะแคริบเบียนได้เสร็จสรรพแล้ว อาณาจักแอซเท็กก็เป็นเหยื่อรายต่อไป (Aztec – ปัจจุบันคือเม็กซิโก) เมื่อนายเฮอร์นัน คอร์เทส (Hernán Cortés) และพรรคพวก 550 คน จอดเรือริมหาดในเมือง Vera Cruz ในปี 1519 และประกาศกับชาวพื้นเมืองว่า “เราถูกกษัตริย์สเปนส่งมา เรามาโดยสันติ โปรดพาเราไปพบผู้นำของท่าน” (คอร์เทสโกหกหน้าด้านๆ เพราะกษัตริย์สเปนไม่เคยรู้จักคอร์เทส พวกเขาเดินทางมากันเองต่างหาก)

เมื่อได้พบและพูดคุยกับจักรพรรดิมอนเตซูม่า (Emperor Montezuma) คอร์เทสก็ออกคำสั่งให้ลูกทีมสังหารองค์รักษ์ของจักรพรรดิและจับมอนเตซูม่าเอาไว้เป็นตัวประกัน เป็นระยะเวลาหลายเดือนที่มอนเตซูม่ายังคงทำหน้าที่เป็นผู้นำของแอซเท็กโดยมีคอร์เทสชักใยอยู่เบื้องหลัง ระหว่างนั้นคอร์เทสก็ได้ส่งลูกเรือให้เข้าไปแทรกซึมกับชาวนครแอ๊ซเท็กเพื่อทำความคุ้นเคยกับคนในพื้นที่

แต่แล้ว “อำมาตย์” กลุ่มหนึ่งก็ตัดสินใจปฏิวัติ ตั้งจักรพรรดิองค์ใหม่ และอัปเปหิคอร์เทสและมอนเตซูม่าออกจากเมืองหลวง

เรื่องมาไคลแมกซ์เมื่อคอร์เทสได้เข้าไปชักชวนชาวบ้านที่ลูกเรือเคยสร้างสัมพันธ์เอาไว้ให้มาร่วมมือกับคอร์เทสเพื่อทำการปฏิวัติซ้อน ชาวบ้านนับหมื่นให้ความร่วมมือและช่วยให้คอร์เทสกลับมายึดเมืองหลวงได้อีกครั้งโดยเบ็ดเสร็จ กว่าชาวบ้านจะรู้ตัวว่าถูกหลอกใช้ก็สายไปเสียแล้ว

อีก 10 ปีต่อมา ชายชื่อปิซาโร่ก็เดินทางถึงอาณาจักรอินคาในอเมริกาใต้ (เปรูในปัจจุบัน) และใช้วิธีแบบเดียวกับคอร์เทสเป๊ะๆ แถมคราวนี้มีลูกเรือไปด้วยเพียง 168 คนเท่านั้น! ปิซาโร่อ้างว่าพระราชาแห่งสเปนได้ส่งเขามา เรามาอย่างสันติ และขอเข้าพบผู้นำอาณาจักรอินคา แล้วปิซาโร่ก็ลักพาตัวผู้นำไป ทำให้เมืองระส่ำระสาย และการยึดอาณาจักรอินคาได้สำเร็จ

ภายในเวลาเพียง 100 ปีหลังการมาเยือนของคอร์เทสและปิซาโร่ ชาวพื้นเมืองในทวีปอเมริกาล้มตายไปราว 90% โดยมีสาเหตุหลักมาจากโรคที่ชาวสเปนนำมาจากยุโรป (และเป็นโรคที่คนท้องถิ่นไม่มีภูมิคุ้มกัน) ส่วนคนที่เหลืออยู่ก็ถูกกดขี่ข่มเหงอย่างทารุณ


การเมืองและวิทยาศาสตร์

ในยุคล่าอาณานิคมนี้ การเมืองและวิทยาศาสตร์ผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก ทุกกองทัพที่ถูกส่งไปพิชิตดินแดนอันไกลโพ้นมักจะมีนักวิทยาศาสตร์ติดไปด้วยเสมอ

ยกตัวอย่างเช่นตอนที่นโปเลียนบุกอียิปต์ในปี 1798 ก็มีนักวิชาการถึง 165 คนเข้าร่วมไปกับกองทัพด้วย

หรือในปี 1831 กองทัพเรือของอังกฤษถูกส่งไปสำรวจพื้นที่ชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ หมู่เกาะฟอล์คแลนด์ และหมู่เกาะกาลาปากอส เหตุผลหลักก็เพื่อที่จะเข้าใจภูมิศาสตร์ของพื้นที่เหล่านี้เพื่อเพิ่มความได้เปรียบด้านการทหาร

กัปตันเรือซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์มือสมัครเล่นคิดว่าน่าจะดีถ้าได้นักธรณีวิทยาไปด้วยซักคน นักธรณีวิทยาคนแล้วคนเล่าปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการเดินทางครั้งนี้ จนกระทั่งกัปตันได้มาเจอเด็กอายุ 22 ปีที่เพิ่งจบจากเคมบริดจ์ที่ชื่อว่าชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) และเมื่อดาร์วินได้รับคำเชิญก็ตัดสินใจขึ้นเรือโดยไม่ลังเล

ตลอดการสำรวจกัปตันเรือใช้เวลาไปกับการวาดแผนที่ทางการทหาร ส่วนดาร์วินเองก็ใช้เวลาไปกับการเก็บข้อมูลและคิดวิเคราะห์จนออกมาเป็นทฤษฏีวิวัฒนาการอันเลื่องลือ


ภาระของคนขาว

การค้นคว้าเพื่อค้นพบนั้นกลายมาเป็นอุดมการณ์ใหม่ที่ชาวยุโรปยึดถือและใช้ในการสร้างความชอบธรรมในการออกเดินทางไปยังดินแดนใหม่ๆ

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ความรู้ใหม่ที่ได้จากการสำรวจและค้นพบนั้น สามารถสร้างประโยชน์และ “ความก้าวหน้า” ให้กับคนในพื้นที่ที่ถูกยึดครองด้วย ไม่ว่าจะเป็นยารักษาโรค การศึกษา หรือทางรถไฟ

นักล่าอาณานิคมจึงบอกตัวเองว่า สิ่งที่พวกเขาทำไม่ใช่การเอารัดเอาเปรียบ แต่เป็นงานการกุศลที่ช่วยให้พวกล้าหลังมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

Rudyard Kipling เคยแต่งกลอน “ภาระของคนขาว” (White Man’s burden) เอาไว้ว่า

Take up the White Man’s burden,
Send forth the best ye breed
Go bind your sons to exile,
to serve your captives’ need;
To wait in heavy harness,
On fluttered folk and wild—
Your new-caught, sullen peoples,
Half-devil and half-child.

จงแบกรับภาระของคนขาว
ด้วยคนที่ดีที่สุดของเผ่าพันธุ์เรา
จงส่งลูกชายไปต่างแดน
เพื่อดูแลเหล่าเชลย
ล่ามด้วยบังเหียนอันหนักอึ้ง
ไม่เชื่องและวุ่นวาย
เหล่าเชลยผู้บึ้งตึง
ครึ่งเด็กครึ่งมารร้าย

แน่นอนว่ากลอนนี้เขียนขึ้นเพื่อยกการกระทำของคนขาวให้ดูสูงส่งเกินจริง

ในปี 1764 อังกฤษเข้ายึดเมืองเบงกาลในอินเดีย ผู้ปกครองกลุ่มใหม่ไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่าทำให้ตัวเองร่ำรวยขึ้น พวกเขาใช้นโยบายเศรษฐกิจอันนำไปสู่การอดอาหารครั้งใหญ่ในเบงกาล (The Great Bengal Famine) ที่กินเวลาถึง 4 ปีและทำให้ชาวเบงกาลล้มตายถึง 1 ใน 3 หรือประมาณ 10 ล้านคน

ยุคแห่งการล่าอาณานิคมนั้นมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เราจะวางให้ชาวยุโรปเป็นผู้ร้ายก็ได้เพราะพวกเขาสังหารและสร้างความสูญเสียให้กับคนท้องถิ่นอย่างเหลือแสน หรือจะมองชาวยุโรปเป็นพระเอกก็ได้เพราะพวกเขาได้วางระบบสาธารณูปโภคและรากฐานทางการศึกษาที่คนรุ่นหลังยังได้รับประโยชน์จนถึงทุกวันนี้

ประวัติศาสตร์นั้นซับซ้อนเกินกว่าจะชี้ว่าใครคือพระเอกหรือผู้ร้าย

ในตอนหน้าเราจะมาพูดถึงจิ๊กซอว์อีกหนึ่งตัวที่ขับเคลื่อนการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และการล่าอาณานิคม

จิ๊กซอว์สำคัญตัวนี้มีชื่อว่าทุนนิยม


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า

Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า

20170325_sapiens14

ก่อนจะเกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์เมื่อ 500 ปีที่แล้ว มนุษย์ไม่ได้เชื่อว่าโลกจะสามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้ เพราะพวกเขารู้สึกว่า “ยุคทอง” ได้ผ่านพ้นไปแล้ว การยึดมั่นและปฏิบัติตามความรู้จากบรรพชนเป็นทางเดียวที่จะกล้บไปมี “ชีวิตดีๆ” ได้

เราอาจปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้นได้เล็กน้อย แต่ไม่มีใครเชื่อว่าเราจะแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานไปได้มากกว่านี้ ถ้าศาสดาผู้รู้ความจริงของสรรพสิ่งอย่างท่านมูฮัมหมัด ขงจื๊อ พระพุทธเจ้า หรือพระเยซู ยังไม่สามารถขจัดโรคระบาด ความอดอยาก ความยากจน และสงครามได้แล้ว มนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ จะไปมีปัญญาแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร

แต่เมื่อมนุษย์ยอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้ทุกอย่าง และเริ่มเชื่อว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์จะมอบพลังและอำนาจให้ ผู้คนจึงมองว่าความก้าวหน้าอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ หลังจากวิทยาศาสตร์เริ่มแก้ปัญหาให้เห็นทีละข้อ มนุษย์ก็มีความเชื่อมั่นว่า ความยากจน ความเจ็บไข้ ความหิวโหย สงคราม ความชรา และความตายไม่ใช่โชคชะตาที่มนุษยชาติมิอาจหลีกเลี่ยง ที่มันยังเป็นปัญหาเพราะพวกเรายังขากความรู้ต่างหาก

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือฟ้าผ่าที่มนุษย์เคยเชื่อว่ามันคือการฟาดค้อนของพระเจ้าเพื่อลงโทษคนบาป แต่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เบนจามิน แฟรงคลิน ก็ได้ทำการทดลองด้วยการปล่อยว่าวให้บินอยู่ท่ามกลางฝนเพื่อจะพิสูจน์ว่าฟ้าผ่านั้นแท้จริงแล้วเป็นเพียงกระแสไฟรูปแบบหนึ่ง และเมื่อเสร็จการทดลองนี้ แฟรงคลินก็ได้สร้างสายล่อฟ้าที่ “ปลดอาวุธของพระเจ้า” ได้สำเร็จ

ในประวัติศาตร์ที่ผ่านมา ทุพภิกขภัย (famine) หรือการขาดอาหารจนคนจำนวนมากล้มตายนั้นเป็นเรื่องปกติมาก แต่ในปัจจุบันทุพภิกขภัยนั้นลดระดับความรุนแรงไปมาก ครั้งใดก็ตามที่เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ องค์กรนานาชาติและประชาชนทั่วโลกก็พร้อมจะส่งความช่วยเหลือไปให้ และแม้จะยังมีอีกหลายประเทศที่ประชาชนยังขาดสารอาหาร แต่ก็แทบไม่มีประเทศใดที่คนอดอาหารจนล้มตายอีกแล้ว อันที่จริงประชาชนในหลายประเทศมีความเสี่ยงที่จะตายจากโรคอ้วนมากกว่าด้วยซ้ำ

โปรเจ็คกิลกาเมช (Gilgamesh Project)

มหากาพย์กิลกาเมช เป็นหนึ่งในงานวรรณกรรมประเภทนิยายที่เก่าแก่ที่สุดในโลกของชาวสุเมเรียนเกี่ยวกับวีรบุรุษในตำนานที่ชื่อว่า “กิลกาเมช” ซึ่งออกตามหาหนทางที่จะทำให้มนุษย์เป็นอมตะ เขาออกค้นหาไปสุดขอบจักรวาล ต้องต่อสู้กับสิงโตและมนุษย์แมงป่อง ลงไปยมโลกและได้พบกับเทพอุตนาพิชทิม (Utnapishtim) ปราชญ์ผู้รอดจากน้ำท่วมโลก แต่สุดท้ายแล้วกิลกาเมชก็กลับบ้านมือเปล่าเพราะไม่สามารถหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองเป็นอมตะได้ กิลกาเมชจึงยอมรับว่าเมื่อพระเจ้าสร้างมนุษย์และมอบชีวิตให้ พระเจ้าก็ได้มอบความตายให้ด้วย มนุษย์จึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้ได้

ในบรรดาปัญหาทั้งหมดที่มนุษยชาติประสบ ปัญหาที่สำคัญและน่าสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นความตาย หลายศาสนาที่เรารู้จักบอกว่าความตายเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ และบางศาสนาก็ยังให้คำมั่นด้วยว่าถ้าเชื่อมั่นในพระเจ้าเราก็จะมีชีวิตหลังความตายที่ดี ลองคิดภาพว่าถ้ามนุษย์ไม่ตาย ศาสนาเหล่านี้จะอยู่กันอย่างไร ผู้มีปัญญาในยุคก่อนจึงใช้เวลาและความคิดไปกับการหาความหมายให้ความตาย ไม่ใช่เพื่อจะหลุดรอดจากมัน

แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์แล้ว ความตายไม่ใช่โชคชะตาที่ต้องยอมจำนน แต่เป็นเพียงปัญหาเชิงเทคนิคเท่านั้น คนเราตายไม่ใช่เพราะพระเจ้ากำหนดมา แต่เกิดจากความล้มเหลวทางเทคนิค (technical failures) เช่นหัวใจวาย มะเร็ง หรือการติดเชื้อ

ถ้าหัวใจเต้นผิดปกติ เราก็สามารถฝัง pacemaker หรือผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ ถ้าเซลล์มะเร็งเริ่มขยายตัว เราก็แค่ฆ่ามันด้วยยาและการฉายแสง ถ้าแบคทีเรียอาละวาด เราก็กำจัดมันด้วยยาปฏิชีวนะ

แม้ว่าเราจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาทางเทคนิคได้ทั้งหมด แต่คนที่ฉลาดที่สุดในยุคนี้ก็ยังคงวิจัยค้นคว้ากันต่อไป พวกเขาไม่มานั่งหาความหมายให้ความตายอีกแล้ว แต่ใช้เวลาและกำลังที่มีในการทำความเข้าใจระบบต่างๆ ในร่างกายที่นำไปสู่การเจ็บป่วยและความตาย และคิดค้นวิธีการรักษาใหม่ๆ รวมถึงทำอวัยวะเทียมเพื่อยืดอายุให้กับมนุษย์และแม้กระทั่งเอาชนะความตายให้ได้ในอนาคต

รุกคืบความตาย
แม้การเอาชนะความตายจะดูเหมือนความฝันที่ยังห่างไกล แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ของเราก็เดินทางมาไกลมากเมื่อเทียบกับไม่กี่ร้อยปีที่แล้ว

ในปี 1199 กษัตริย์อังกฤษนามริชาร์ดใจสิงห์ (King Richard the Lionheart) ถูกธนูยิงที่หัวไหล่ซ้าย ถ้ามองจากสายตาคนสมัยนี้ก็จะรู้สึกว่าเป็นอาการบาดเจ็บที่ไม่ร้ายแรงนัก แต่ในปี 1199 ที่ยังไม่มียาปฏิชีวนะและคนยังไม่รู้วิธีการฆ่าเชื้อ แผลของริชาร์ดจึงติดเชื้อและหัวไหล่ก็กลายเป็นเนื้อตายเน่า (gangrene) วิธีเดียวที่จะหยุดการลุกลามของเนื้อตายเน่าในสมัยนั้นคือการตัดแขน ซึ่งก็ทำไม่ได้เพราะแผลเกิดตรงหัวไหล่พอดี ไม่มีใครช่วยริชาร์ดใจสิงห์ได้ และท่านก็เสด็จสวรรคตในอีกสองสัปดาห์ถัดมา

ส่วนยาชาหรือยาสลบเพิ่งจะถูกนำมาใช้งานเมื่อประมาณ 150 ปีที่แล้วนี้เอง ก่อนหน้านั้นหากทหารคนไหนได้รับบาดเจ็บที่แขนหรือขาก็จะถูกทหารอีกสี่คนช่วยกันรั้งตัวเอาไว้ในขณะที่หมอตัดแขนนั้นทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อตายเน่านั้นลุกลาม ช่างไม้และคนชำแหละเนื้อสัตว์มักจะถูกเกณฑ์ทหารให้ไปประจำอยู่ในหน่วยแพทย์เพราะการผ่าตัดสมัยนั้นอาศัยเพียงความรู้ในการใช้มีดและเลื่อยก็เพียงพอแล้ว

แต่วิวัฒนาการทางการแพทย์ในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมาทำให้โลกเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ ยาใหม่ๆ และวิธีการผ่าตัดที่ก้าวหน้าทำให้เรารับมือกับความเจ็บปวดและอาการบาดเจ็บได้ดียิ่งกว่ายุคใดๆ อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์เพิ่มจาก 25 ปีเป็น 67 สำหรับประชากรโลก ส่วนในประเทศที่เจริญแล้วอายุเฉลี่ยจะอยู่ที่ 80 ปี

ความตายถูกวิทยาศาสตร์รุกคืบมากที่สุดในเรื่องการตายในวัยเยาว์ (child mortality)

ก่อนจะเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 เกือบ 1 ใน 3 ของเด็กที่เกิดมาไม่ได้อยู่จนถึงวัยผู้ใหญ่

ลองมาดูประวัติการให้กำเนิดของบุตรของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 1 (1237-1307) และพระราชินีเอเลนอร์ (1241-1290) กัน  (ผมขออนุญาตไม่ใช้ราชาศัพท์นะครับ)

1. ลูกสาว (ยังไม่ได้ตั้งชื่อ) เกิดในปี 1255 เสียชีวิตตอนคลอด
2. ลูกสาวชื่อแคทเธอรีน เสียชีวิตตอนอายุ 1 ขวบ
3. ลูกสาวชื่อโจน เสียชีวิตตอนอายุ 6 เดือน
4. ลูกชาวชื่อจอห์น เสียชีวิตตอน 5 ขวบ
5. ลูกชายชื่อเฮนรี่ เสียชีวิตตอน 6 ขวบ
6. ลูกสาวชื่อเอเลนอร์ เสียชีวิตตอน 29 ปี
7. ลูกสาว (ยังไม่ได้ตั้งชื่อ) เสียชีวิตตอน 5 เดือน
8. ลูกชาวชื่อโจน เสียชีวิตตอนอายุ 35 ปี
9. ลูกชายชื่ออัลฟองโซ เสียชีวิตตอน 10 ขวบ
10. ลูกสาวชื่อมากาเร็ต เสียชีวิตตอนอายุ 58 ปี
11. ลูกสาวชื่อเบอเรนเจเรีย เสียชีวิตตอนอายุ 2 ขวบ
12. ลูกสาว (ยังไม่ได้ตั้งชื่อ) เสียชีวิตหลังคลอดได้ไม่นาน
13. ลูกชาวชื่อโจน เสียชีวิตตอนอายุ 35 ปี
14. ลูกชาย (ยังไม่ได้ตั้งชื่อ) เสียชีวิตหลังคลอดได้ไม่นาน
15. ลูกสาวชื่อเอลิซาเบธ เสียชีวิตตอนอายุ 34 ปี
16. ลูกชายชื่อเอ็ดเวิร์ด

ลูกชายคนสุดท้ายที่ชื่อเอ็ดเวิร์ด เป็นลูกผู้ชายคนเดียวที่รอดพ้นช่วงอันตรายในวัยเด็กมาและเติบโตพอจะขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์เป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 2 ได้

พูดอีกในหนึ่งก็คือราชินีเอเลนอร์ต้องตั้งท้องถึง 16 ครั้งถึงจะให้กำเนิดรัชทายาทให้กับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1!

พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 และพระราชินีเอเลนอร์ล้วนมีพระวรกายแข็งแรง แต่ในบรรดาลูก 16 คนนั้น มีเพียง 6 คนเท่านั้นที่มีพระชนมายุถึง 15 ปี นี่ยังไม่นับลูกอีกหลายคนที่แท้งเสียก่อนคลอดอีกด้วยนะครับ นึกภาพไม่ออกเลยว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่สมัยนั้นต้องพบเจอกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียลูกมากมายแค่ไหน

ตัดภาพมาที่อังกฤษสมัยนี้ ในเด็ก 1000 คน จะมีถึง 993 คนที่อยู่จนได้ฉลองวันเกิด 15 ปี

เมื่อไหร่มนุษย์จะเป็นอมตะ?
แล้วต้องใช้เวลาอีกนานไหมกว่าที่โปรเจ็คกิลกาเมชจะประสบผลสำเร็จ?

เมื่อมองกลับไป 100 ปีและเทียบกับสิ่งที่เรารู้ในตอนนี้ เราก็มีสิทธิ์หวังได้ว่าความสามารถในการเรียนรู้และการคิดค้นจะพาเราไปสู่ปลายทางได้ในเวลาไม่นานนัก

วิศวกรพันธุกรรม (genetic engineer) ได้ค้นพบวิธีที่จะทำให้หนอน Caenorhabditis elegans มีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2 เท่าแล้ว ส่วนจะทำกับมนุษย์ได้หรือไม่นั้นเป็นสิ่งที่ต้องรอดูกันต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญด้าน nanotechnologies ก็กำลังสร้าง nano-robots ที่จะสามารถเข้าไปอยู่ในร่างกายของเราเพื่อเปิดทางเดินเส้นเลือดที่กำลังจะอุดตัน ต่อต้านเซลล์มะเร็ง หรือแม้กระทั่งย้อนกระบวนการชราภาพ (reverse ageing process)

ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่ามนุษย์จะสามารถกลายเป็นคน amortal ได้ภายในปี 2050

มนุษย์ amortal ไม่ใช่ มนุษย์อมตะ (immortal) เพราะมนุษย์ amortal อาจจะยังตายได้จากอุบัติเหตุ แต่จะไม่ตายจากโรคหรือความชราอีกต่อไป

แรงขับเคลื่อนของวิทยาศาสตร์
เวลาเรานึกถึงนักวิทยาศาสตร์ เรามักจะเห็นภาพของชายวัยดึกไว้หนวดเคราที่ยึดมั่นในอุดมการณ์และวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งความลับของธรรมชาติ

แต่เราต้องไม่ลืมว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ศาสตร์ที่อยู่เหนือคนอื่นในด้านศีลธรรมหรืออุดมการณ์เลย เช่นเดียวกับกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์ การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ก็ล้วนแต่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังทางการเมือง เศรษฐกิจและศาสนาเช่นกัน

ที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากในช่วง 500 ปีที่ผ่านมาก็เพราะว่ารัฐบาล ธุรกิจ และองค์กรต่างๆ เต็มใจที่จะให้เงินสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ให้ได้ทำงานวิจัย สมมติกาลิเลโอหรือชาลส์ดาร์วินไม่ได้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ความรู้ที่พวกเขาค้นพบก็น่าจะถูกค้นพบโดยนักวิทยาศาสตร์คนอื่นอยู่ดี แต่ถ้าไม่มีเงินสนับสนุนจากองค์กรต่างๆ นักวิทยาศาสตร์อย่างดาร์วินจะไม่มีทางได้ไปเก็บข้อมูลทั่วโลกเพื่อนำมาสร้างองค์ความรู้ด้านวิวัฒนาการได้อย่างแน่นอน

สาเหตุที่ผู้มีอำนาจให้เงินสนับสนุนการค้นคว้า ก็เพราะว่าพวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นจะยิ่งมาช่วยเพิ่มพูนอำนาจของเขา ยกตัวอย่างเช่นในศตวรรษที่ 16 ที่ผู้มีอำนาจในยุโรปต่างเป็นสปอนเซอร์ให้นักสำรวจเดินทางไปทั่วโลก แต่ไม่มีใครสนใจสปอนเซอร์การวิจัยจิตวิทยาในเด็ก เพราะพวกเขาเชื่อว่าการออกสำรวจดินแดนใหม่จะนำมาซึ่งทรัพยากรและเส้นทางการค้าใหม่ๆ ขณะที่การเข้าใจความคิดของเด็กนั้นไม่เห็นจะมีประโยชน์ตรงไหน

ดังนั้นความเชื่อหรือ ideologies ของผู้ที่มีอำนาจจึงเป็นตัวกำหนดว่านักวิทยาศาสตร์ควรจะศึกษาเรื่องอะไร และในทางกลับกันเมื่อนักวิทยาศาสตร์ได้ความรู้นั้นมาแล้ว ผู้ที่เป็นสปอนเซอร์ก็จะเป็นคนที่ตัดสินใจว่าจะเอาความรู้นั้นไปใช้ในทางไหน

แรงผลักที่สำคัญที่สุดต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์คือจักรวรรดินิยมและทุนนิยม ความเชื่อมโยงกันระหว่างเงินทุน ความรู้ และพลังอำนาจเป็นตัวขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดในรอบ 500 ปีที่ผ่านมา

ตอนหน้าเราจะมาคุยกันครับว่าจักรวรรดินิยมขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์อย่างไรบ้าง


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้