กับคนอื่นให้ใช้เหตุผล กับคนใกล้ตัวให้ใช้อารมณ์

(เคล็ดวิชาชีวิตจากพี่เตา บรรยง IMET MAX)

ผมเพิ่งไป outing ที่จันทบุรีกับ IMET MAX รุ่นที่ 5 มาครับ

IMET MAX คือโครงการอุทยานผู้นำที่จัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง มี mentor 12 ท่านจับคู่กับ mentee 36 คนเป็นเวลา 8 เดือน

ผมและเพื่อนอีกสองคนได้ “พี่อ้น” วรรณิภา ภักดีบุตร CEO ของโอสถสภาเป็นเมนทอร์ และได้เขียนถึงไปบ้างแล้ว

การไปเที่ยวรอบนี้ทำให้ได้รู้จักกับ mentor ท่านอื่นๆ โดยเมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้สนทนากับ “พี่เตา” บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

พี่เตาผ่านชีวิตมาเยอะมาก แถมความจำก็ดีมากราวกับสิ่งต่างๆ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

พอเราถามว่าทำไมพี่เตาถึงจำแม่นได้ขนาดนี้ พี่เตาบอกว่าเพราะ “โยนิโสมนสิการ”

“เมื่อเราตั้งใจคิดมาทุกด้าน เราจะไม่ลืม”

ก็เลยขอคัดบางถ้อยคำมาแชร์ไว้ในบทความนี้ เพื่อให้ผู้อ่านค่อยๆ น้อมใจคิดตามและนำไปใช้ต่อให้เกิดประโยชน์นะครับ

วิชาความเสี่ยง

สมัยพี่เตาทำงานด้าน investment banking ใหม่ๆ มีผู้บริหารชาวต่างชาติคนหนึ่งสอนพี่เตาว่า

“No risk, no future, no glory.”

ดังนั้นเราต้องกล้าเสี่ยง โดยมีข้อแม้อยู่สองข้อ

หนึ่ง ความเสี่ยงนั้นต้องเป็น calculated risk

สอง ห้ามแทงหมดตัว

.

วิชาผู้นำ

พี่เตาเรียนจบมาด้วยเกรดเฉลี่ย 2.04

พี่เตาจึงย้ำเสมอว่าเขาไม่ใช่คนเก่ง แต่เขารู้ว่าใครเก่ง ดังนั้นความสามารถของพี่เตาคือการไปชักชวนคนเก่งให้มาทำงานด้วย

พี่เตาชอบคำสอนหนึ่งในหนังสือ Control Your Destiny or Someone Else Will ที่ว่าด้วยหลักการการทำงานของ Jack Welch อดีต CEO ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง General Electric

“Don’t manage. Lead.”

ถ้าเราคิดจะจัดการหรือปกครอง แปลว่าเรามองเห็นคนอื่นต่ำกว่า

แต่เราออกมานำ เรามองเขากับเราเท่ากัน

พี่เตาเพิ่มเติมว่า 3 ทักษะของการเป็นผู้นำก็คือ

หนึ่ง Conceptual skill เราสามารถมองภาพใหญ่แบบ bird’s-eye view ได้

สอง Technical skills เรามีความรู้มากพอที่จะลงรายละเอียดกับน้องๆ

สาม People skill ซึ่งยากที่สุด

คนที่มี people skill ไม่ใช่คนที่ทำให้ทุกคนชอบเรา

สำหรับพี่เตาคนที่มี people skill คือคนที่สามารถทำให้คนอื่นคิดและทำในแบบที่เราต้องการได้ (get people to think and act what you want)

“ถ้าเขาคิดเหมือนที่เราอยากให้เขาคิดก็ดี แต่ถ้าเขาไม่ได้คิดเหมือนเรา อย่างน้อยต้องโน้มน้าวให้เขาทำสิ่งที่เราอยากให้เขาทำ”

.

วิชาผู้ประกอบการ

Jack Welch บอกว่าผู้นำต้องมี 1P กับ 4E

Passion
Energy
Energize people – respect and empathy เข้าใจเขา
Edge มีความคม กล้าเสี่ยง
Execute – สามารถ make things happen ได้

ส่วนพี่เตาบอกว่าเจ้าของธุรกิจต้องมี 5 ใจ

ใจรัก
ใจสู้
ใจถึง
ใจกว้าง
ใจสูง

“ความรู้ทุกอย่างนั้นมีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดเอง ถ้าเราเห็นใครทำแล้วดี และเรายังไม่มองเห็นผลเสีย พรุ่งนี้เราก็ลองทำแบบเขา และทำให้ดีกว่า”

.

วิชาอุอากะสะ

พี่เตาบอกว่าถ้าเราศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า เราจะพบความมหัศจรรย์มากมาย

ยกตัวอย่าง ทิฏฐธัมมิกัตถะ ซึ่งเป็นหลักธรรมในพุทธศาสนาที่บางคนเรียกว่า “หัวใจเศรษฐี”

  1. อุฏฐานสัมปทา เลี้ยงชีพด้วยการหมั่นประกอบการงาน
  2. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาโภคทรัพย์
  3. กัลยาณมิตตตา คบคนดี ไม่คบคนชั่ว
  4. สมชีวิตา อยู่อย่างพอเพียง รู้ทางเจริญทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์

พี่เตาทักว่าคำสอนนี้คล้ายคลึงกับสามเหลี่ยมของมาสโลว์มาก

  1. Physiology
  2. Security
  3. Love & Belonging
  4. Esteem
  5. Self-actualization

ซึ่ง self-actualization ในทางศาสนาพุทธก็คือนิพพานนั่นเอง

พี่เตาไม่เชื่อว่ามาสโลว์จะลอกไอเดียจากพระพุทธเจ้า แต่เชื่อว่าอะไรที่มันเป็นสัจธรรมสุดท้ายแล้วก็จะได้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกัน

.

วิชาการเงิน

สำหรับพี่เตา เงินคืออำนาจซื้อ แต่สำหรับบางคน เงินคือเครื่องมือวัดความสำเร็จ

สำหรับบางคน เงินคือ security หรือความมั่นคง

สำหรับพี่เตา security ที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพและความสัมพันธ์

.

วิชาเชื่อใจ

การสร้างความเชื่อใจมีสามขั้นตอน

  1. Connection รู้จัก
  2. Relation สัมพันธ์
  3. Trust เชื่อใจ

พี่เตายังบอกอีกว่าความเชื่อใจนั้นต้องดูด้วยว่าเชื่อใจเพราะอะไร

  1. จริงใจ – integrity
  2. จริงจัง – commitment
  3. ตัวจริง

พี่เตาจะบอกลูกค้าเสมอว่า “เวลาที่ผมทำ deal ให้คุณ คุณเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตผม”

พี่เตาเล่าถึงวันที่บินไปปารีสเพื่อดูรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก France 98 ที่ฝรั่งเศสปะทะกับบราซิล

ปรากฎว่าลูกค้าของพี่เตาโทรมาแจ้งว่ามีเรื่องสำคัญมาก ต้องการให้พี่เตาไปคุยด้วย

พี่เตาตัดสินใจเอาตั๋วรอบชิงให้คนอื่น แล้วบินกลับไทยวันนั้นเลย

แม้พี่เตาจะอดดูฟุตบอลโลกนัดชิงในปีนั้น แต่สิ่งที่พี่เตาได้กลับมาก็มากพอที่จะดูฟุตบอลโลกรอบชิงอีกกี่ครั้งก็ได้ในชีวิต

วิชาครอบครัว

ผมถามว่า เมื่อเราต้องทำงานหนัก ต้องออกไปเจอคนมากมาย หลายครั้งกลับบ้านค่ำมืดดึกดื่น ทำอย่างไรให้ภรรยาไม่รู้สึกว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องตัวเองมากกว่าเรื่องครอบครัว

สิ่งที่พี่เตาทำคือให้ภรรยาได้มีส่วนร่วม ในความหมายที่ว่า พอมีงานอะไร เจอปัญหาอะไรมา พี่เตาจะเล่าให้ภรรยาฟัง แม้เขาจะรู้เรื่องบ้างหรือไม่รู้เรื่องบ้างก็ไม่เป็นไร

อีกอย่างหนึ่งที่พี่เตาทำคือให้ภรรยารู้จักกับเพื่อนสนิทของพี่เตาทุกคน และพี่เตาก็รู้จักกับเพื่อนสนิทของภรรยาทุกคน เวลาภรรยาไปเจอเพื่อนพี่เตาก็ไปด้วย เวลาพี่เตาไปเจอเพื่อนภรรยาก็ไปด้วย พอเขารู้ว่าเวลาเราไม่อยู่บ้านเราอยู่กับใคร เขาก็จะสบายใจขึ้น

เวลาพี่เตาให้คำแนะนำคนที่จะเริ่มต้นชีวิตคู่ พี่เตามักจะแนะนำว่า

“อย่าคิดที่จะปรับตัวเข้าหากัน ไม่อย่างนั้นเราจะรู้สึกว่าทำไมเราปรับตัวอยู่ฝ่ายเดียว แต่เราควรคิดว่าเรานี่แหละที่จะเป็นฝ่ายปรับตัวเข้าหาเขาเอง”

อีกคำแนะนำก็คือ

“กับคนอื่นให้ใช้เหตุผล กับคนใกล้ตัวให้ใช้อารมณ์ แต่ต้องเป็นอารมณ์ของเขานะ ไม่ใช่อารมณ์ของเรา”

ขอบคุณพี่เตา บรรยง พงษ์พานิช สำหรับเคล็ดวิชาชีวิต

ขอบคุณ IMET MAX อีกครั้งที่จัดสรรให้พวกเราได้มีบทสนทนาอันเปี่ยมไปด้วยปัญญาและความปรารถนาดีครับ

ชีวิตเป็นดั่งสายน้ำ

(เคล็ดวิชาชีวิตจากพี่อ้น IMET MAX ตอนที่ 2)

(อ่านตอนที่ 1 ได้ในบทความ “วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง – เคล็ดวิชาชีวิตจากพี่อ้น IMET MAX ตอนที่ 1″)

ในการพบปะกันครั้งที่สองเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม เราเจอกันที่ร้านศรีตราด ซอยสุขุมวิท 33 ร้านนี้จองยากและคนแน่น ต้องขอบคุณ “พี่แจง” เลขาพี่อ้นที่ช่วยเป็นธุระให้

เมนูในวันนี้ได้แก่ออเดิร์ฟรวม น้ำพริกปูไข่ ปลาเห็ดโคนทอดขมิ้น แกงมัสมั่นไก่ทุเรียน หมูสับปลาเค็มตราด ต่อด้วยของหวานอย่างวุ้นลูกสำรองราดกะทิสด สาคูมะพร้าวอ่อนน้ำตาลอ้อย และข้าวเหนียวเปียกแดงน้ำตาลอ้อย

รอบนี้เราคุยกันลึกขึ้นและนานขึ้น อยู่ด้วยกันเกือบสี่ชั่วโมง

นี่คือเนื้อหาสาระจากบางส่วนที่ผมสามารถนำมาเล่าสู่กันฟังในบล็อกนี้ได้ครับ

.

1. สงบศึกกับตัวเอง

ความเดิมจากตอนที่แล้ว พี่อ้นแนะนำให้พวกเราทำไปลองทำแบบทดสอบ StrengthsFinder รวมถึงให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ชื่อแอนดรูว์ช่วยอธิบายให้เราฟังด้วย ซึ่งทั้งเอ็ม อ้อ และผมก็ได้ทำแบบทดสอบและคุยกับแอนดรูว์มาเรียบร้อย

StrengthsFinder คือแบบทดสอบที่บ่งบอกว่าเราโดดเด่นในด้านใดในธีมทั้งหมด 34 ธีม

Top 5 ของผมได้แก่ Relator, Connectedness, Empathy, Learner และ Responsibility

ส่วน Bottom 5 ของผมได้แก่ Command, Competition, Woo, Restorative, และ Significance

หลักการของ StrengthsFinder ก็คือเราควรใช้จุดแข็งของตัวเองเยอะๆ เพราะมันคือสิ่งที่เราจะทำได้ดีกว่าคนอื่นโดยไม่ต้องออกแรงมากนัก

ส่วนเรื่องที่เราไม่เก่ง เราก็อย่าไปฝืน ถ้าผมไม่ชอบออกคำสั่งหรือแข่งขันกับใคร ผมควรจะหาคนที่เด่นในด้านนี้มาช่วยปิดจุดอ่อนเหล่านี้แทน

“เอ็ม” ที่เป็น mentee กลุ่มเดียวกับผม บอกว่าหลังจากทำ StrengthsFinder แล้วเขาเปลี่ยนวิธีการทำงานไปโดยสิ้นเชิง

เอ็มเป็น CEO ของ Arincare ซึ่งทำ POS ให้ร้านขายยา ซึ่งโดยภาพจำของ CEO ต้องพูดเก่ง สื่อสารคล่อง และ inspire คนเยอะๆ แต่เอ็มรู้สึกว่าที่ผ่านมาเขาต้องฝืนตัวเองมาก พอได้ทำแบบทดสอบถึงเห็นว่าธีม Communication ของเอ็มอยู่เกือบที่สุดท้าย

จุดแข็งของเอ็ม 5 ข้อคือ Deliberative, Learner, Focus, Input, Analytical และมี Relator เป็นอันดับที่ 6

เมื่อรู้ว่าจุดแข็งของตัวเองคือการสร้างความสัมพันธ์ ความไตร่ตรองและการเรียนรู้ เอ็มจึงลองพูดให้น้อยและฟังให้มาก เพียงปรับตรงนี้แค่นิดเดียว ปรากฎว่าเอ็มได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์กับน้องที่ดีขึ้น แต่ความสัมพันธ์ที่มีกับตัวเองก็ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

พี่อ้นบอกว่า เมื่อเรามีอายุ เราจะอยากทำความรู้จักกับตัวเอง แล้วจะพบว่าหลายๆ อย่างเราเปลี่ยนไม่ได้ ความสุขจึงมาจากการยอมรับในสิ่งที่เราเป็น จากการ make peace กับตัวเองว่าเราไม่จำเป็นต้องเก่งไปเสียทุกเรื่อง

“เราสามารถชื่นชมคนอื่นได้ โดยที่ไม่ต้องอยากเป็นเหมือนเขา”

.

2. เส้นที่จะไม่ยอมข้าม

เราถามพี่อ้นว่า อะไรคือคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้พี่อ้นเติบโตในหน้าที่การงานมาจนถึงจุดนี้

พี่อ้นตอบว่าน่าจะเป็นเรื่อง delivery หรือการส่งมอบงานตามที่ตกลงกันไว้

พี่อ้นไม่ใช่คนเอาใจนาย เป็นคนที่มีเส้นค่อนข้างชัดเจนว่าอะไรที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้

พี่อ้นจึงไม่ใช่คนประเภท ‘do whatever it takes’ หรือทำอะไรก็ตามเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดอย่างที่คนอื่นคาดหวัง

พี่อ้นรู้ว่าตัวเองไม่ได้เหมาะกับธุรกิจบางอย่างที่ต้องแข่งขันกันรุนแรง พร้อมที่จะฆ่าคู่แข่งและทำกำไรให้มากที่สุด ถ้าไปอยู่ในธุรกิจประเภทนี้พี่อ้นคิดว่าตัวเองคงทำได้ไม่ดี

อะไรที่เป็นสีเทา อะไรที่ขัดกับหลักการของตนพี่อ้นจึงไม่ยอม compromise โดยเด็ดขาด

“ไม่อยากกลับมาบ้านแล้วเสียใจ” พี่อ้นกล่าว

.

3. แพ้บ้างก็ได้

หนึ่งในกลุ่มพวกเราปรึกษาพี่อ้นเรื่อง career path ว่าจะเอาอย่างไรต่อ ถ้าจะลองไปทำในสิ่งที่ตัวเองไม่มีประสบการณ์หรือไม่แน่ใจว่าจะชอบหรือเปล่า ก็เกรงว่าจะทำได้ไม่ดี

พี่อ้นบอกว่า โปรไฟล์อย่างพี่อ้นนี่น่าจะเป็นคนสุดท้ายที่ได้เป็น CEO (ใน StrengthsFinder ธีม significance และ command ของพี่อ้นอยู่รั้งท้าย)

“ถ้าพี่เป็น CEO ได้ ทำไมพวกคุณจะเป็นไม่ได้”

พี่อ้นบอกว่าบางทีเราก็ต้องกล้ากระโดดไปหาสิ่งที่เราไม่รู้จักหรือไม่แน่ใจ

พวกเราก็ถามต่อว่า แล้วถ้ามันไม่เวิร์คล่ะ?

“So what?” พี่อ้นตอบ

ก่อนจะตัดสินใจมาทำงานที่โอสถสภา พี่อ้นเผื่อใจไว้เหมือนกันว่าอาจไม่ประสบความสำเร็จเพราะมันต่างกับ Unilever มาก แต่ก็คิดว่าถ้าล้มเหลวก็ไม่เป็นไร ก็แค่พักสัก 3-4 เดือนแล้วค่อยหางานใหม่

หากเราคิดเผื่อไปเลยว่าถ้า next step มันไม่เวิร์คแล้วเราจะทำอะไรต่อ เราก็จะมีความกลัวน้อยลง

พี่อ้นบอกว่าเกมชีวิตมันมีวิธีเล่นอยู่สองแบบ คือ Play To Win กับ Play Not To Lose

ถ้าเรา Play Not To Lose แล้วบอกตัวเองว่า “แพ้ไม่ได้” เราจะเครียด เราจะกลัว เราจะระวังตัวมากจนเกินไป

แต่ถ้าเราคิดว่า “แพ้แล้ว so what?” ตัวเราจะเบา เราจะมีความคิดสร้างสรรค์และมีพลังงานที่ดีกว่า และเราจะกล้า Play To Win

.

4. วิธีรับมือแม่

หนึ่งในกลุ่มพวกเราขอคำปรึกษาพี่อ้น ว่าเวลาคุยกับแม่แล้วมักจะหงุดหงิด เพราะแม่เป็นคนมีไอเดียเยอะ ชอบโทรมาหาแล้วถามว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้น-ไม่ทำอย่างนี้ ซึ่งบางเรื่องก็เคยบอกไปแล้วแต่แม่ก็ยังพูดซ้ำเรื่องเดิม แถมบางคำพูดที่ออกมาจากปากแม่ก็ทำให้ไม่สบายใจ จนบางครั้งรู้สึกไม่อยากรับสายแม่

พี่อ้นถามกลับว่า รู้สึกอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กหรือไม่ เจ้าตัวตอบว่าไม่ เพิ่งจะมาเป็นช่วง 8-9 ปีที่ผ่านมา

พี่อ้นก็เลยเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้ฟัง ว่าแม่พี่อ้นวัย 92 ปีก็ชอบโทรมาบ่นเหมือนกัน เช่นแม่ครัวที่บ้านทำกับข้าวเค็มไป หรือใช้จานชามไม่เข้าชุด พอพี่อ้นบอกว่าจะซื้อให้ใหม่ แม่ก็ไม่เอาเพราะสิ้นเปลือง

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไร พอพี่อ้นเสนอทางออก แม่พี่อ้นมักจะเถียงกลับเสมอ จนลูกสาวพี่อ้นยังเปรยว่า “คุณยายนี่บางทีก็ย้อนแย้งเนอะ”

พี่อ้นต้องใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าใจว่าจริงๆ แล้วแม่ไม่ได้ต้องการทางออก แม่โทรมาหาพี่อ้นเพราะคิดถึงเฉยๆ

แถมคนอายุขนาดนี้แล้วมันมีเรื่องเหลือให้คุยไม่มาก จึงมักคุยได้แค่เรื่องเดิมๆ หรือพูดอะไรไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่คิดอะไร แต่บังเอิญคำบางคำดันมากระทบใจและเราเก็บมาคิดมาก

“อย่ามองเขาเหมือนที่เรามองตัวเอง” พี่อ้นบอก

พี่อ้นแนะนำว่า ในฐานะลูก เรามีหน้าที่แค่รับฟังและไม่ต้องแนะนำอะไร แค่แม่ได้คุยจนหายคิดถึงเขาก็จะแฮปปี้แล้ววางสายไปเอง

.

5. ชีวิตเป็นดั่งสายน้ำ

เราถามพี่อ้นว่า พี่อ้นนับถือใครเป็นครูหรือเป็นไอดอลบ้าง

พี่อ้นนึกอยู่นาน ก่อนจะตอบว่าไม่ได้มีใครที่ยึดเป็นบุคคลต้นแบบ แต่จะนับถือเป็นเรื่องๆ ไป เช่นหัวหน้าคนนี้เก่งเรื่องนี้ หัวหน้าอีกคนก็เด่นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนพ่อพี่อ้นก็เป็นคนปลูกฝังเรื่อง core values ต่างๆ เช่นการไม่เอาเปรียบใครและการมีวินัยทางการเงิน

ส่วนอีกคนที่พี่อ้นนับถือก็คือคุณยาย

คุณยายเป็นคนเลี้ยงพี่อ้นมาตั้งแต่เด็ก พี่อ้นจึงผูกพันกับคุณยายมาก

คุณยายของพี่อ้นเพิ่งเสียไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว สิริอายุรวม 108 ปี นั่นหมายความว่าคุณยายเกิดสมัยปลายรัชกาลที่ 5 – ต้นรัชกาลที่ 6!

คุณยายชอบเล่าความหลังครั้งเก่าให้พี่อ้นฟัง ว่าเคยทำธุรกิจล่องเรือไปขายของถึงสุราษฎร์ธานี ตอนนั้นมีเรือสองลำ แต่ปรากฎว่าเกิดเหตุทำให้เรือล่มทั้งคู่จนต้องเลิกทำธุรกิจนี้ไป จากนั้นจึงเริ่มทำงานรับเหมาก่อสร้าง

สมัยนั้นยังไม่มีธนาคาร เงินที่ได้มาก็จึงเก็บไว้ในบ้านทั้งหมด แต่ปรากฎว่าบ้านไฟไหม้ ต้องเริ่มทุกอย่างจากศูนย์อีกครั้ง

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณตาของพี่อ้นก็ถูกทหารญี่ปุ่นจับเข้าค่ายกักกัน คุณยายต้องไปลอบพาตัวหนีออกมา

ชีวิตคุณยายฟันฝ่าวิกฤติมาหลายครั้ง แต่ก็ยังอยู่มาได้ถึง 108 ปี คุณยายจึงสอนพี่อ้นเสมอว่า

“ชีวิตเป็นดั่งสายน้ำ มันจะหาทางไปต่อได้เสมอ”


Reflection

การทำ StrenghsFinder ช่วยให้เรารู้ว่าเรามีจุดอ่อนอะไร และเราก็ไม่ต้องไปพยายามพัฒนาจุดอ่อนนั้น เพราะเราเปลี่ยนมันไม่ได้

ฟังดูเหมือนการถอดใจ หรือดูขัดกับหลักการ Growth Mindset ที่สอนว่าคนเรานั้นพัฒนาได้เสมอ แต่ผมคิดว่าแท้จริงแล้วสองเรื่องนี้ไม่ได้ขัดกัน เราเพียงแค่ยอมแพ้ในบางเรื่อง เพื่อเอาแรงและเวลาที่เรามีอย่างจำกัดไปลงทุนกับสิ่งที่เราทำได้ดีอยู่แล้ว เพื่อจะสร้างคุณประโยชน์ได้มากกว่า

ตัวละครหนึ่งในการ์ตูนเรื่อง One Piece ก็เคยกล่าวไว้ว่า “การยอมรับข้อจำกัดของตัวเอง คือสัญญาณหนึ่งของการเติบโต”

เนื่องจากพี่อ้นมีเส้นที่ค่อนข้างชัดเจนว่าอะไรที่พี่อ้นพร้อมทำ และอะไรที่พี่อ้นจะไม่ยอมทำ พี่อ้นจึงรู้ตัวว่าไม่เหมาะกับธุรกิจบางประเภท ถ้าได้ไปทำก็คงทำได้ไม่ดี ผมเองก็เคยผ่านประสบการณ์ที่ย้ายสายธุรกิจโดยไม่ได้ศึกษาก่อน สุดท้ายก็ไม่ผ่านช่วงทดลองงาน จนได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าคนเก่งที่อยู่ผิดที่ก็กลายเป็นคนไม่เก่งได้เหมือนกัน

ได้ฟังเรื่องที่พี่อ้นเล่าถึงคุณแม่แล้ว ก็ทำให้ผมนึกถึงภรรยาของตัวเอง – ด้วยความเป็นผู้ชาย และด้วยความที่เรียนวิศวะมา เวลาภรรยามาปรึกษาผมจึงมีแนวโน้มที่จะหาต้นเหตุและหาทางแก้ไข

มีครั้งหนึ่งที่ผมเข้าสู่ problem solving mode เร็วเกินไป ภรรยาก็เลยต้องเตือนสติว่า “รุตม์…เราไม่ได้ต้องการหนังสือ How To เราแค่ต้องการคนรับฟังและอยู่ข้างเราบ้างเท่านั้นเอง”

ผมมีความเชื่อว่ามนุษย์นั้นปรับตัวเก่งกว่าที่เราคิด ต่อให้เจอวิกฤติอะไร หากเรายังครองสติเอาไว้เราก็จะผ่านมันไปได้ เช่นเดียวกับที่เราเคยผ่านมันมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

ยอมรับในข้อจำกัดของตน ใช้จุดแข็งสร้างคุณค่าที่ไม่เหมือนใครเพื่อจะได้ Play to Win – แต่ถ้าแพ้ก็แค่ยักไหล่

แล้วชีวิตย่อมมีทางไปเหมือนสายน้ำทุกสายบนโลกใบนี้ครับ

อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง

ใครที่อายุเกิน 40 น่าจะเคยเล่นเกม Contra บนเครื่อง Famicom

เกมคอนทรามีสูตรที่กดแล้วสามารถเพิ่มชีวิตจาก 3 เป็น 30 ชีวิตได้

สูตรที่ว่าก็คือ “ขึ้น ขึ้น ลง ลง ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา B A Select Start”

ถ้าเรากดสูตรติด เกมคอนทราจะเล่นง่ายขึ้นเยอะ


บทความวันนี้เป็นการรวบยอดเนื้อหาบางส่วนจากสองตอนล่าสุด:- “คิดแบบซีเนียร์แล้วจะได้เป็นซีเนียร์” กับ “วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง (เคล็ดวิชาชีวิตจากพี่อ้น IMET MAX ตอนที่ 1)

สำหรับคนที่อยากเป็นซีเนียร์ หรืออยากเติบโตในหน้าที่การงาน ทางหนึ่งที่ใช้แล้วได้ผล คือเราต้องทำเกินหน้าที่

มันคือการทำให้สูงกว่า Job Level และเงินเดือนที่เราได้รับในปัจจุบัน

เมื่อเราเป็นจูเนียร์ แต่คิดและทำแบบซีเนียร์ โอกาสก้าวหน้าย่อมเปิดกว้าง

แถมหลักการนี้ยังใช้ได้กับพนักงานทุกระดับ ถ้าเราเป็น Team Leader แต่สามารถคิดและทำ one level above ได้ เราก็มีโอกาสขึ้นเป็น Manager

สิ่งที่ต้องพึงระวัง คือการทำงานแบบ one level below คือเป็นซีเนียร์แล้วแต่ยังคิดและทำแบบจูเนียร์

เมื่อคิดและทำต่ำกว่าเงินเดือน นอกจากไม่ก้าวหน้าแล้วยังมีความเสี่ยง

เพราะเมื่อคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงพัดมา คนกลุ่มนี้มีโอกาส “ปลิว” สูงมาก


หนึ่งในบทเรียนที่ผมได้จากการทำ mentoring กับพี่อ้นในโครงการ IMET MAX ก็คือ “Live one level below what you can afford.” – จงใช้ชีวิตให้ต่ำกว่าฐานะ

เมื่อเรา live one level below เราจะมีความสุขเพราะรู้สึกว่ามีเงินพอใช้ตลอด

สมัยนี้เงินไหลออกจากกระเป๋าง่ายดายกว่าเดิม แม้ไม่คิดจะซื้ออะไรเพิ่มแต่ฟีดโซเชียลก็เหมือนรู้ใจและคอยส่งอะไรมายั่วกิเลสตลอด เพื่อนๆ ในโซเชียลก็ชีวิตดี๊ดีจนเราอดเปรียบเทียบไม่ได้ เมื่อความอยากบังเกิดแค่กระดิกนิ้วไม่กี่ครั้งเงินก็หลุดลอยไป

เมื่อสภาพแวดล้อมเป็นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะใช้เงินเกินตัว

ถ้าเราไม่ออกแบบชีวิตให้ดี เราจะเผลอ live one level above อย่างง่ายดาย และเราจะทุกข์ใจกับปัญหาการเงินไปตลอด

Morgan Housel เคยเขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่า

“Saving is the gap between your ego and your income.”

เงินเก็บของเราคือช่องว่างระหว่างรายรับและอัตตา


เมื่อรวมสองเรื่องเข้าด้วยกัน จึงได้สูตรในการใช้ชีวิต

“อยู่ให้ต่ำกว่าฐานะทางการเงิน ทำให้สูงกว่าฐานะทางการงาน”

เรียกย่อๆ ว่า “อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง”

เมื่อก้าวเข้าสู่วงจรนี้ รายได้ของเราจะวิ่งไปเร็วกว่ารายจ่าย ช่องว่างระหว่างอัตตากับรายรับจะขยายและกลายเป็นเงินเก็บที่พอกพูน เราจะไม่ค่อยเครียดเรื่องเงินเพราะมีพอใช้ตลอดเวลา และเราจะก้าวสู่อนาคตที่มีอิสรภาพอย่างมั่นคง

“อยู่ให้ต่ำ ทำให้สูง”

สั้นกว่าสูตรคอนทรา แต่กดยากกว่าหลายเท่า

แต่ถ้ากดติด เกมชีวิตจะเล่นง่ายขึ้นเยอะเลยนะครับ

วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง (เคล็ดวิชาชีวิตจากพี่อ้น IMET MAX ตอนที่ 1)

ตามที่เคยได้เล่าลงในบล็อกนี้ว่าผมได้รับโอกาสเข้าร่วมโครงการ IMET MAX ครั้งที่ 5

IMET MAX เป็น mentoring program ที่มุ่งหมายจะสร้าง “อุทยานผู้นำ” โดยแต่ละรุ่นจะมี mentor 12 ท่าน และ mentee 36 คน

Mentee จะได้รับการจัดเป็นกลุ่มละ 3 คน ผมได้อยู่กลุ่มเดียวกับ “อ้อ” ผู้บริหารของ SCB Digital Banking และ “เอ็ม” ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ ARINCARE 

อ้อ เอ็ม และผมได้ “พี่อ้น” เป็นเมนทอร์

พี่อ้น หรือคุณวรรณิภา ภักดีบุตร ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)

พี่อ้นเคยทำงานอยู่ยูนิลีเวอร์มา 30 ปี ก่อนที่จะได้รับการทาบทามมาช่วยนำโอสถสภาเข้าตลาดหุ้น โดยใช้เวลา 2 ปีก็สามารถ IPO ได้สำเร็จ

นัดครั้งแรกของเราเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ร้านฉันท์ แอนด์ ยุพา ซอยสุขุมวิท 12 ทุกคนใส่เสื้อยืดสีขาวโดยไม่ได้นัดหมาย เราสั่งเมนูชื่อไม่คุ้นหูอย่าง “ประทัดลม” “ผัดผักเย็น” และ “ปลาเบญจรส” และคุยกันอย่างออกรสออกชาติ

ใช้เวลาด้วยกันสามชั่วโมงกว่า ได้อะไรมากมายกลับมาคิดต่อ ต้องขอบคุณเอ็มกับอ้อที่ช่วยกันจดโน้ต

พวกเราจะได้เจอกันเดือนละครั้งไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน ผมจึงมีความตั้งใจว่าจะนำบทเรียนบางส่วนที่ได้จากพี่อ้นมาบันทึกไว้ในบล็อกนี้จนถึงสิ้นปีเช่นกันครับ

1.ไม่รู้ (บางทีก็) ดีที่สุด

ตาม career path ของพี่อ้นนั้น สามารถอยู่ที่ยูนิลีเวอร์จนเกษียณได้เลย แต่พี่อ้นก็เลือกที่จะย้ายมาโอสถสภา

ที่ตัดสินใจย้าย เพราะพี่อ้นทำงานบริษัทข้ามชาติมาทั้งชีวิต ก่อนเกษียณเลยอยากลองทำงานองค์กรไทยดูบ้าง

แถมโอสถสภาก็ไม่ใช่องค์กรไทยธรรมดา แต่เป็นองค์กรไทยที่มีอายุถึง 130 ปี โดยมีจุดกำเนิดในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นร้านขายของเบ็ดเตล็ดย่านสำเพ็งชื่อว่า “เต๊กเฮงหยู” (ป้ายร้านเขียนว่า “เต๊กเฮ้งหยุ”)

เมื่อพี่อ้นมาถึง ก็มีเรื่องต้องปรับมากมาย โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปรับทีมและวัฒนธรรมการทำงาน แถมยังมีเดดไลน์จ่อคออยู่คือต้องเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้น

พี่อ้นบอกว่า ถ้าก่อนมาเขารู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง พี่อ้นอาจจะไม่รับงานนี้ก็ได้

บางทีการไม่รู้จึงเป็นเรื่องดีที่สุด เพราะรู้แล้วอาจจะคิดมากจนเราไม่กล้าออกจาก comfort zone

.

2. 10=20

ก่อนจะรับงานที่โอสถสภา พี่อ้นโทรไปหาแม่เพื่อแจ้งข่าว ตอนแรกแม่ทักท้วงว่าจะหาเรื่องให้ตัวเองทำไม เพราะหากพี่อ้นอยู่ต่อที่ยูนิลีเวอร์จนเกษียณ พี่อ้นจะได้รับ package ก้อนใหญ่

แต่ก่อนวางสาย แม่พี่อ้นก็บอกว่า พออายุ 80 จะมีเงิน 10 ล้านหรือ 20 ล้านก็ไม่ต่างกัน สำคัญคือควรจะมีเงินเก็บพอที่จะดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องรบกวนลูกหลาน เลยจากนั้นจะมีเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญแล้ว ถึงมีมากก็ไม่มีปัญญาใช้ ดังนั้นจงเลือกทางเดินที่เราจะไม่เสียดายทีหลัง

.

3. จุดแข็งคานจุดอ่อน

พี่อ้นถามพวกเราว่าเคยทำแบบทดสอบ StrengthsFinder แล้วหรือยัง เอ็มยังไม่เคยทำ ส่วนผมกับอ้อเคยทำแต่ก็นานมาแล้ว

พี่อ้นแนะนำว่าควรทำอีกรอบ และควรมีที่ปรึกษาที่เข้าใจศาสตร์นี้มานั่งอธิบายให้เราฟัง แล้วเราจะเก็บเกี่ยวอะไรได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า

StrengthsFinder เป็นแบบทดสอบที่ออกแบบโดย Gallup ใช้เวลาทำประมาณ 30-45 นาที เพื่อดูว่าใน 34 “ธีม” มีด้านไหนที่เราโดดเด่นที่สุด

ธีมของพี่อ้น 5 ข้อแรกคือ – Arranger, Relator, Developer, Maximizer และ Responsibility

พี่อ้นบอกว่า เราควรรู้จุดแข็งตัวเองเพื่อที่จะได้พัฒนามันไปให้ถึงที่สุด

ข้อดีอีกอย่าง คือเราสามารถใช้จุดแข็งมา “คาน” กับจุดอ่อนของเราได้

ยกตัวอย่างเช่น พี่อ้นเป็นคนคิดเยอะและคิดนาน พี่อ้นเลยเลือกใช้หนึ่งในจุดแข็งของตัวเองคือ Responsibility ด้วยการตั้งเดดไลน์ว่าจะตัดสินใจเรื่องนี้ภายในเมื่อไหร่

แม้จะเป็นคนคิดเยอะ แต่เมื่อมีเส้นตายชัดเจน ความเป็นคนรับผิดชอบของพี่อ้นเลยช่วยให้สามารถตัดจบได้

.

4. เรื่องคนต้องคิดให้จบ

ในช่วง 2 ปีแรกของการทำงานที่โอสถสภา พี่อ้นใช้เวลาเรื่องคนเยอะที่สุด เพราะหากไม่จัดการเรื่องนี้ก็จะไม่สามารถ IPO ได้

ผู้บริหารหลายคนอยู่มาหลายสิบปี บางคนพร้อมจะไปต่อ แต่บางคนก็ไม่

ด้วยความที่พี่อ้นมี Developer เป็นหนึ่งในจุดแข็ง พี่อ้นจึงใช้การโค้ช ซึ่งมีอยู่สองแบบคือ coach in กับ coach out

Coach in คือชวนคุยให้คนคนนี้พร้อมเดินและเติบโตไปกับเรา

Coach out คือชวนคุยให้เขาเห็นว่าเขาน่าจะเหมาะกับที่อื่นมากกว่า

สิ่งสำคัญสำหรับการ coach out คือเราต้องให้เกียรติเขา ทุกบทสนทนาเกิดขึ้นแบบตัวต่อตัว และเมื่อถึงวันที่เขาตัดสินใจที่จะไป เขาควรเดินออกไปอย่างมี dignity

พี่อ้นเน้นว่าการดีลกับคนต้องทำในช่วงเวลาที่เรา “นิ่ง” ที่สุด ถ้าเร่งจะพลาด

ดังนั้น ก่อนการพูดคุย เราควรคิดมาอย่างละเอียด ว่าหากอีกฝ่ายตอบว่าอย่างนี้ เราจะไปอย่างไรต่อ มี mindmap และ decision tree ในหัวอย่างชัดเจน

เรื่องคนต้องคิดให้จบ ถ้ายังคิดไม่จบอย่าเพิ่งคุย

.

5. โมโหคือแพ้

แม้จะเตรียมตัวมาดีเพียงใด การพูดคุยก็ใช่ว่าจะไร้อุปสรรค เพราะบางคนอาจจะมีวิธีคิดที่ไม่เหมือนกับเรา หรือบางคนอาจจะมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวพันด้วยมากเป็นพิเศษ

พี่อ้นบอกว่าสิ่งสำคัญคือห้ามโมโห โมโหคือแพ้

.

6. Live One Level Below

พ่อสอนพี่อ้นตั้งแต่เด็กว่า ถ้าอยากมีชีวิตที่เป็นอิสระ จงอย่าเป็นหนี้ใคร

พี่อ้นจึงเป็นคนไม่มีหนี้ อยากซื้ออะไรก็จะเก็บเงินก่อนเสมอ แม้กระทั่งคอนโดก็ซื้อด้วยเงินสด

พี่อ้นมีลูกสองคน ลูกชายเรียนจบแล้ว ส่วนลูกสาวกำลังเรียนอยู่ปี 4

ตอนแรกลูกชายพี่อ้นเรียนโรงเรียนอินเตอร์ แต่พอเห็นว่าลูกไม่ยอมกินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง บ่นว่าร้อน คุณพ่อจึงตัดสินใจให้ไปเข้าโรงเรียนไทย ให้หัดไปต่อคิวซื้อข้าวในโรงอาหาร

“การเลือกโรงเรียนคือการเลือกไลฟ์สไตล์ให้ลูก” พี่อ้นกล่าว

พี่อ้นเป็นคนไม่ใช้ของแบรนด์เนม ลูกสาวพี่อ้นจึงไม่ติดของแบรนด์เนมเช่นกัน

“Live one level below what you can afford.” แล้วเราจะรู้สึกว่ามีเงินพอใช้ตลอด

คนไม่น้อยชอบทำตรงกันข้าม คือ Live one level above.

.

7. วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง

ผมถามพี่อ้นว่า พวกเรา mentee ทั้งสามคนอยู่ในวัยสี่สิบต้นๆ มีอะไรที่พวกเราควรระวังเป็นพิเศษรึเปล่า

พี่อ้นบอกว่าวัยสี่สิบคือช่วงที่ดี เพราะเรามีประสบการณ์มากพอ ยังมีกำลังวังชา ลูกยังฟังเราอยู่ คนรอบตัวยังไม่เจ็บไม่ตาย นี่คือช่วงชีวิตที่เราสามารถทำอะไรได้อย่างเต็มที่

ในวัยนี้เราจึงควรมีเวลาได้คุยกับตัวเอง ตอบตัวเองให้ได้ว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไร อะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับเรา

พี่อ้นยังบอกอีกว่า แต่ละวันที่เริ่มทำงาน เราควรรู้ว่าภาพใหญ่คืออะไร สิ่งที่เราทำในวันนี้มันจะไปต่อจิ๊กซอว์ตัวไหน

เพราะหากเราทำงานโดยไม่เห็นภาพใหญ่ ชีวิตจะเหนื่อยมาก


Reflections

– ใน StrengthsFinder ธีมที่พี่อ้นได้คะแนนรั้งท้ายคือ Command และ Significance ซึ่งโดยปกติเรามองว่าน่าจะจำเป็นสำหรับ CEO แต่พี่อ้นก็แสดงให้เห็นว่าผู้นำมีได้หลายแบบ ดอกไม้มีได้หลายสี เราสามารถเป็นผู้นำในสไตล์ของเราได้ ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใคร

– “เรื่องคนต้องคิดให้จบ” – ผมทำงานส่วนของ HR เมื่อมองย้อนกลับไป หลายครั้งผมยังเตรียมตัวไม่ดีพอ ไปด้นเอาหน้างานเสียเยอะ เป็นเรื่องที่ต้องปรับปรุงและคิดให้รอบคอบกว่านี้

– “วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง” ผมไม่เคยคิดมุมนี้มาก่อน แต่เมื่อพี่อ้นสะกิดก็เห็นจริงดังว่า อะไรที่อยากทำจึงควรลงมือทำเสียตอนนี้ เมื่อมองย้อนกลับมาจะได้ไม่เสียดายทีหลัง

– ในวันแรกของโครงการ IMET MAX เราได้ “พี่ใหญ่” ซึ่งเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีและอดีต mentor ของ IMET MAX มาแชร์ประสบการณ์ เมื่อมีคนในห้องถามว่า ถ้าตอนนี้พี่ใหญ่อายุเท่าพวกเรา พี่ใหญ่น่าจะกำลังทำอะไรอยู่

พี่ใหญ่ตอบว่า “คงกำลังโลดแล่นในทุกทาง”

วัยสี่สิบกว่าคือนาทีทอง เราจึงควรหาให้เจอว่าอะไรสำคัญ พัฒนาจุดแข็งเพื่อปิดจุดอ่อน แล้วออกไปโลดแล่นในทุกทาง

ขอบคุณ IMET MAX พี่อ้น อ้อ เอ็ม สำหรับบทสนทนาที่เต็มไปด้วยมิตรภาพและความปรารถนาดี

แล้วพบกันใหม่เร็วๆ นี้ครับ


บทความที่เกี่ยวข้อง: 3 วันแรกกับ IMET MAX รุ่นที่ 5

3 วันแรกกับ IMET MAX รุ่นที่ 5

Who are you?

นี่คือหนึ่งคำถามบนสไลด์ที่ทำให้ผมครุ่นคิดตลอด 2 วันที่ผ่านมา

มันไม่ใช่คำถามสัมภาษณ์งาน แต่เป็นคำถามเพื่อให้เราทบทวน ว่าหากเราต้องแนะนำตัวให้ใครฟังโดยมีเวลาไม่เกิน 1 นาที เราจะพูดอะไร

อะไรที่บอกถึงความเป็นเราได้ดีที่สุด อะไรคือ passion ของเรา คนแบบไหนที่จะไปกับเราได้ คนแบบไหนถึงจะเป็นครูของเราได้

มันคือการคิด elevator pitch และมันคือการบ้านที่ผมต้องส่งสิ้นเดือนนี้

ผมเพิ่งกลับมาจาก Mentee Get Together Trip เป็น 2 วัน 1 คืนที่เข้มข้นและคุ้มค่าที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

ผมเป็นหนึ่งใน 36 mentee(s) ที่ได้รับโอกาสเข้าร่วมโครงการ IMET MAX รุ่นที่ 5

IMET = Institute for Management Education for Thailand

MAX = Mentorship Academy for Excellent Leaders

IMET หรือมูลนิธิสถาบันการศึกษาวิชาจัดการแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงกำไรที่ก่อตั้งเมื่อปี 2525

IMET MAX คือโครงการ “อุทยานผู้นำ” ซึ่งเริ่มต้นเมื่อปี 2561 โดยมีความมุ่งหวังจะสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีคุณธรรมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทย

ผมไม่เคยได้ยินชื่อ IMET MAX มาก่อนจนกระทั่ง “แม็กซ์” น้องที่บริษัทและศิษย์เก่า IMET MAX รุ่นที่ 1 มาเล่าให้ผมฟัง

แม็กซ์บอกว่าโครงการนี้ดีตรงที่ไม่มีปาร์ตี้ ไม่มีหลักสูตร และไม่มีค่าหลักสูตร โดย mentee 36 คนจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มละ 3 คนเพื่อจับคู่กับ Mentor 12 ท่านเป็นเวลา 8 เดือน แต่ละกลุ่มจะได้เจอกันประมาณเดือนละครั้งเพื่อพูดคุยและเรียนรู้จากประสบการณ์ของกันและกัน

Mentor ล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงที่แทบไม่มีเวลาว่าง แต่ก็ยังยินดีมาร่วมโครงการนี้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ แถมบางครั้งยังต้องเลี้ยงข้าว mentee ด้วย เป็นการ “ทำให้” ไม่ใช่ “ทำเอา” อย่างแท้จริง

ส่วน Mentee คือผู้นำอายุ 35-45 ปีที่มาจากหลายภาคส่วน – เอกชนไทยและเทศ ธุรกิจครอบครัว สื่อมวลชน สตาร์ตอัพ SME สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ และมูลนิธิ โดยผู้สมัครต้องเขียน essay อธิบายว่าทำไมจึงอยากเข้าร่วมโครงการนี้ และต้องมี mentee รุ่นพี่เขียนจดหมายแนะนำให้ด้วย

โดยโครงการนี้ถูกขับเคลื่อนโดย Organising Committee ที่มาจากคณะกรรมการ IMET MAX และศิษย์เก่า ทุกคนอาสาเข้ามาทำโดยไม่รับค่าตอบแทนใดๆ

IMET MAX รุ่นที่ 5 ปิดรับสมัครสิ้นเดือนมกราคม ประกาศผลช่วงวันวาเลนไทน์ มี Mentee Orientation วันอาทิตย์ถัดมา ตามด้วย Mentee Get Together Trip ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้

และสิ้นเดือนมีนาคม mentee กลุ่มละ 3 คนจะต้องทำ elevator pitch ต่อหน้า mentor ทั้ง 12 ท่านเพื่อให้ mentor เลือกว่าจะดูแล mentee กลุ่มไหน

Orientation + Get Together Trip รวมแล้ว 3 วัน เป็นเวลาที่สั้นมาก แต่ก็ยาวนานพอให้ผมรู้ตัวว่ากำลังเป็นสักขีพยานของอะไรที่มันเจ๋งสุดๆ อยู่

เลยอยากนำความประทับใจบางส่วนมาเล่าให้ฟัง โดยจะพยายามสปอยให้น้อยที่สุดครับ

[บทความนี้ตั้งใจหลีกเลี่ยงการใช้ชื่อจริงและตำแหน่ง เพราะทุกคนต่างจำเป็นต้อง “ถอดหมวก” เพื่อให้โครงการนี้เกิดประโยชน์สูงสุด]

1.ไอเดียหลักของ IMET MAX

พี่วู้ดดี้ หัวเรี่ยวหัวแรงของโครงการ พูดถึงสุภาษิตจากคัมภีร์ไบเบิลในวันที่ 1:

“Iron sharpens iron, so one person sharpens another.”

เหล็กลับคมด้วยเหล็ก คนลับคมด้วยคน

และพี่วู้ดดี้ก็พูดถึงพุทธสุภาษิตนี้ในวันที่ 3:

“ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา”

คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

โครงการนี้คือการนำพาคนที่มีศักยภาพมาลับคมให้กันและกันเพื่อสร้างคุณค่าให้กับชีวิตและสังคม – Wisdom for Life and Social Values

2.วันนี้ดีกว่าวันพรุ่งนี้ แต่วันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้

ไม่ได้พิมพ์ผิดครับ มันเป็นคำสอนของพี่ใหญ่ ซึ่งเป็น mentor ของรุ่นที่แล้ว และมาแชร์ประสบการณ์ให้เราฟังในวัน Orientation

พี่ใหญ่บอกว่าวันนี้ดีกว่าวันพรุ่งนี้ เพราะอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน เรามีแค่วันนี้เท่านั้น เราจึงต้องทำมันให้ดีที่สุด

แต่วันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ เพราะเราไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง

3.อย่าบ่นว่าเหนื่อย เพราะต่อไปจะไม่มีโอกาสเหนื่อย

สมัยหนุ่มๆ พี่ใหญ่ต้องทำงานเยอะมาก ทั้งประชุมพรรค ประชุมสภา ลงพื้นที่ ทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่เมื่อมองย้อนกลับไปก็ไม่เสียดาย เพราะถ้าให้กลับไปทำแบบนั้นในตอนนี้ก็คงทำไม่ไหวแล้ว

ดังนั้น หากเรายังมีเรี่ยวแรงและกำลังวังชาอยู่ ก็จงทำหน้าที่ต่อไปโดยไม่ปริปากบ่น เพราะประตูแห่งโอกาสที่จะได้เหนื่อยนั้นมันเปิดให้เราแค่ชั่วคราวเท่านั้น

4.ความน่ารักของ Mentor

กว่าจะได้ mentor แต่ละท่านมาร่วมโครงการ IMET MAX ทั้งพี่วู้ดดี้และพี่หมี (ผู้ออกแบบโครงการ) ต้องไปขอเข้าพบกับ mentor แต่ละท่านเพื่ออธิบายว่าโครงการนี้มันสำคัญอย่างไร

พี่หมีบอกว่า การหา mentor นั้นยากเย็นแสนเข็ญ เพราะคนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่มีผลงานระดับประเทศมาแล้ว แถมยังต้องมาดูแล mentee ที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความมั่นใจและมี “ความดื้อ” พอตัว จะหา mentor ที่ไหนที่ “Been there, done that” แต่ยังพร้อมนั่งฟังพวกเราอยู่อีก

แต่ก็มีพี่ๆ ที่ยินดีสละเวลามาเป็น mentor แถมยังต้องเตรียมตัวด้วยการเข้า Mentor Orientation เพื่อการเป็น mentor ที่ดีอีกด้วย

พวกเราเห็นรายชื่อ mentor แล้วมีแต่เทพๆ ทั้งนั้น อดตัวเกร็งไม่ได้ แต่พี่ใหญ่และพี่วู้ดดี้ก็บอกว่าอย่าไปคิดมาก เพราะ mentor เองก็เกร็งเหมือนกัน mentor หลายคนไม่มั่นใจว่าตัวเองจะเอาอะไรมาสอน mentee เพราะยุคของเขากับยุคนี้ก็ต่างกันไม่น้อย

แต่สุดท้ายแล้วมันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า reverse mentoring ที่ mentor ก็ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจาก mentee เช่นกัน เหมือนดาบสองเล่มที่ลับคมให้กันและกันนั่นเอง

5.ค่าความเข้มข้นของคนมีฝีมือ

วันแรกของทริปนั้นมีกิจกรรม ice breaking ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องราวของเพื่อนร่วมรุ่นหลายคน

บางคนบริจาคเลือดมาแล้ว 96 ครั้ง

บางคนลดเงินเดือนตัวเอง 80% เพื่อจะได้ทำงานที่ตัวเองเชื่อ

บางคนกำลังหาที่ทางของตัวเองหลังจากต้องอยู่ในร่มเงาอันยิ่งใหญ่ของคนในครอบครัวมาเนิ่นนาน

บางคนกำลังแก้ปัญหาเรื่องยาเสพติดอย่างยั่งยืน

บางคนกำลังแก้ปัญหาราคาข้าวให้ชาวนา

บางคนกำลังช่วยร่างกฎหมาย

บางคนเคยพบประสบการณ์เฉียดตายและตระหนักว่าเราไม่สามารถเอาอะไรติดตัวไปได้ สิ่งสำคัญคือเราจะทิ้งอะไรไว้ต่างหาก

ในวันสุดท้ายที่ได้ฟังแต่ละคนขึ้นมาซ้อม elevator pitch ผมก็ระลึกได้ว่าโลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ และผมโชคดีแค่ไหนที่ได้มาอยู่ในกลุ่มคนที่มี talent density ระดับนี้

Talent density เป็นคำที่ Reed Hastings ใช้ในหนังสือ No Rules Rules ที่บอกว่าหากองค์กรให้ความสำคัญกับการรวมคนเก่งและนิสัยดีเอาไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนา สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องไปกะเกณฑ์อะไรนัก

6.เลขมงคล

ในวันที่ 3 พี่เพ็ชร เจ้าของคำถาม Who are you? ทักขึ้นมาว่า เมื่อรวมรุ่นที่ 5 แล้ว เราจะมี mentee ทั้งสิ้น 168 คน (รุ่นแรก 24 คน รุ่นที่เหลือรุ่นละ 36 คน)

ซึ่ง 168 หรือ “ฮก ลก ซิ่ว” เป็นเลขมงคลตามตำราจีน

มันทำให้ผมนึกถึงเลขอีกตัวหนึ่งที่พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมาเคยมาพูดไว้ที่ WeShare

“ผมจึงพยายามกำลังสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ว่า ช่วยมีความมั่นใจและสร้างอนาคต เดินทางต่อไปเถอะ แม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก คนรุ่นผมฝ่าฟันกันมาเยอะ ล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ สำเร็จบ้างก็มี ผลงานไม่ได้มากมายนัก แต่ประเทศนี้จะเดินทางต่อไปสู่อนาคตท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ความยากลำบากขนาดนี้ได้ ไม่มีใครที่จะฟันฝ่าไปได้นอกจากคนรุ่นใหม่ที่จะร่วมมือร่วมใจกันเพื่อที่จะฟันฝ่าไปให้ได้

คนรุ่นใหม่คือบริษัทเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมา คือ Wongnai และอื่นๆ อีก 500 บริษัท นี่ผมใช้คำเปรียบเปรย ห้าร้อยไม่ได้หมายถึงตัวเลข 500 นะ ห้าร้อยมาจากทหารพระเจ้าตาก ทหารเสือที่ฟันฝ่าและสร้างธนบุรีให้ประเทศไทยเดินต่อไปได้

วันนี้เราต้องการ 500 ธุรกิจต้องการ 500 ชีวิต ต้องการ 500 ผู้มีวิสัยทัศน์เพื่อที่จะสร้างอนาคตให้มันเดินต่อไปได้ ไม่งั้นเราจะอยู่อย่างไร เราจะส่งมอบอนาคตแบบไหนให้กับสังคมไทย คนรุ่นเก่าต้องเข้าใจว่าประเทศมันต้องสร้างด้วยคนรุ่นใหม่ หน้าที่ของคนรุ่นเก่าคือให้ทรัพยากร ให้เวลา ให้ปัญญา ให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่ที่จะสร้างอนาคตให้กับประเทศนี้ในทุกๆ ภาคส่วน เศรษฐกิจ สังคม การเงิน วัฒนธรรม ศิลปะ ต้องให้เขาสร้าง ต้องเปิดโอกาส อย่ากดสังคมนี้ไว้อีกต่อไป มันเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว

[ถาม]: คราวนี้จะทำยังไงดี ในเมื่อคนรุ่นเก่าเขาไม่เห็นความจำเป็นต้องหลีกทาง ต้องเปิดพื้นที่ให้กับคนตัวเล็กๆ 500 คน

เรื่องแบบนี้ตอบง่ายที่สุดและสั้นที่สุด ท่านท่องไว้หนึ่งคำ 3 ครั้ง disruption, disruption, disruption

สวดมนต์ไว้ disruption, disruption, disruption

คุณไม่มีทางไปร้องขออำนาจหรือความเปลี่ยนแปลงจากคนที่หวงอำนาจและไม่อยากเปลี่ยนแปลง คุณขอสิ่งที่เขาไม่อยากให้มากที่สุดได้อย่างไร สิ่งที่คนรุ่นเก่าหวงมากที่สุดก็คืออำนาจ สิ่งที่คนรุ่นเก่ากลัวมากที่สุดคือความเปลี่ยนแปลง คืออยากจะรักษาอำนาจและไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะการเปลี่ยนแปลงคือการสูญเสียอำนาจในทุกๆ มิติ

ฉะนั้นสิ่งเดียวที่คุณจะทำได้คือการ disruption สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ โดยไม่ต้องร้องขออำนาจ เมื่อคุณ disruption ไปทีละจุด ทีละจุด ทีละจุด 500 จุดหรือมากกว่าไปเรื่อยๆ สังคมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเอง

อย่าร้องขอ อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลง แต่จงเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ตัวเองอยากเป็นด้วยตัวของคุณเอง แล้วใช้พลังของการ disruption สร้างมันขึ้นมาทุกจุดในสังคม แล้วสังคมจะเปลี่ยน อยากทำงานธุรกิจสร้างธุรกิจ อยากทำงานวัฒนธรรมสร้างวัฒนธรรมใหม่ อยากทำงานสังคมสร้างสังคม อยากทำงานการเมืองสร้างการเมือง อยากเขียนหนังสือเขียนหนังสือ อยากทำอะไรทำ ใช้พลังแห่งความเชื่อมั่น disrupt มันไปทีละส่วน แล้วสังคมจะเปลี่ยนแปลงจากความเปลี่ยนแปลงมวลรวมของปัจเจกชนขึ้นมาได้”

7.ปัญญาที่หายไป

พี่หมี ผู้ออกแบบหลักสูตรถามพวกเราว่า ปัญญามาจากไหน?

หนึ่ง Study & Learn นั่นคือการเรียนกับครูและอ่านจากหนังสือ

สอง Development & Practice ก็คือการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ

แต่ยังมีขุมทรัพย์ปัญญาอีกหนึ่งแห่งที่เรามักละเลย นั่นก็คือ

สาม Reflection & Thought Out มันคือการคิดทบทวนตัวเองอย่างละเอียดและใคร่ครวญ

พี่หมีบอกว่า ในทางพุทธ ข้อแรกคือสุตมยปัญญา ข้อที่สองคือภาวนามยปัญญา ส่วนข้อสุดท้ายคือจินตามยปัญญา

จินตามยปัญญานี่เองที่เราไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์เท่าไหร่ เพราะเราไม่เคยนั่งลงและคุยกับตัวเองอย่างจริงจัง

มันทำให้นึกถึงอีกคำพูดหนึ่งของพี่ภิญโญที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือ “ครู่สนทนา” และเว็บ The Cloud:

“ความกล้าหาญสูงสุดของมนุษยชาติคือคุณต้องกล้าตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับตัวเอง แล้วก็ต้องกล้าตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับสังคม เพราะว่าถ้าคุณไม่ตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับตัวเอง คุณจะไปไม่ถึงแก่นของตัวเองว่าความกลัวของคุณคืออะไร ความต้องการสูงสุดของคุณคืออะไร ความมุ่งมาดปรารถนาสูงสุดของคุณคืออะไร

ถ้าคุณไม่กล้าตั้งคำถามที่ลึกที่สุดไปที่ตัวเอง คุณจะไปต่อไม่ได้ เพราะคุณยังไม่รู้จักตัวเอง คุณไม่กล้าเผชิญหน้ากับตัวเอง แล้วคุณก็จะอยู่ในคำถามกลางๆ เช่น กูจะย้ายงานดีมั้ย กูจะอยู่บริษัทนี้หรือบริษัทนั้น คำถามมันกลางมาก มันไม่ได้ไปถึงแก่นที่ลึกที่สุดว่าตกลงกูเกิดมาเพื่ออะไร อะไรคือสิ่งสำคัญสูงสุดของชีวิตกู กูทำอะไรได้ดีที่สุดในชีวิต ถ้ากูจะตายในวันรุ่งขึ้นกูจะทำอะไรฝากไว้ในโลกนี้ ซึ่งคุณภาพของคำถามต่างกัน คุณภาพของคำตอบก็ต่างกัน”

ความท้าทายของผมในปีนี้ ก็คือการตั้งคำถามที่ยากที่สุดกับตัวเอง หาให้เจอว่าเราคือใคร จุดแข็งของเราคืออะไร เราต้องการทิ้งอะไรเอาไว้บ้าง

Who are you?

Who are you?

Who are you?

นี่คือบทสวดมนต์ที่ผมต้องท่องให้ขึ้นใจก่อนจะขึ้นไปแนะนำตัวต่อหน้า mentor ทั้ง 12 ท่านในอีก 3 สัปดาห์

ขอบคุณ IMET MAX ที่กระตุกและกระตุ้นให้ผมตั้งคำถามสำคัญ และจัดสรรให้พวกเราได้มาพบเจอเพื่อลับคมและบ่มปัญญาทั้งสามระดับเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทีละจุดทีละจุดจนครบ 36 จุด 168 จุด และ 500 จุด

Everything is connected และคนตัวเล็กๆ สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศชาติได้

โปรดติดตามตอนต่อไปครับ