จุดอ่อนของ Marshmallow Test

หลายคนคงเคยได้ยินการทดสอบจิตใจด้วยมาร์ชเมลโล่ ที่ทำขึ้นในปี 1972 โดยนักจิตวิทยานาม Watler Mischel และทีมงานแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

การทดลองก็ง่ายๆ คือให้เด็กรุ่นเตรียมอนุบาลนั่งอยู่ตามลำพังกับขนมมาร์ชเมลโล่ โดยเลือกได้ว่าจะกินมันทันที หรือถ้ายอมอดทนรอ 15 นาที พี่ๆ นักทดลองก็จะเอามาร์ชเมลโล่มาเพิ่มให้อีก 1 ชิ้น

จากการทดลองพบว่า มีเด็กๆ 1 ใน 3 ที่รอจนครบ 15 นาที หลังจากผ่านไปประมาณ 20 ปี Mischel ก็กลับมาติดตามผลของเด็กๆ กลุ่มนี้ แล้วก็พบว่าเด็กที่อดทนรอได้มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง รับมือกับความเครียดได้ดี และสอบได้คะแนน SAT ได้สูงกว่าเด็กอีกกลุ่มที่รอไม่ได้

ข้อสรุปของ Marshmellow Test ก็คือ คนที่มี willpower และสามารถ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” (delayed gratification) จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า

งานวิจัยนี้โด่งดังและถูกนำมาเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่วันนี้อยากมาเล่าอีกมุมหนึ่งที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนครับ

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2018 ของ Tyler Watts, Greg Duncan และ Haonan Quan ระบุว่างานวิจัยของ Mischel นั้นทดลองกับเด็กเนอสเซอรี่เพียง 90 คนเท่านั้น และทุกคนล้วนมาจากโรงเรียน Bing ที่อยู่ในแคมปัสของสแตนฟอร์ด

ในการทดลองครั้งใหม่ Watts และเพื่อนๆ จึงได้ทำการทดลองนี้อีกครั้งกับเด็ก 900 คน และเมคชัวร์ว่าเด็กๆ เหล่านี้มาจากพื้นเพที่หลากหลาย รวมถึงเด็กที่มีฐานะทางบ้านไม่ได้ดีมากนักด้วย

ผลที่ได้จากการทดลองก็คือ มันไม่ได้เกี่ยวกับ willpower แต่เกี่ยวกับ money

เด็กที่ฐานะยากจนกว่านั้นมีแนวโน้มสูงที่จะกินมาร์ชเมลโล่ทันที เพราะประสบการณ์สอนให้เด็กกลุ่มนี้รู้ว่าพรุ่งนี้อาจไม่มีข้าวกิน และคำสัญญาของผู้ใหญ่บางคนนั้นเชื่อถือไม่ได้

ในขณะที่สำหรับเด็กที่มีฐานะดีกว่านั้นมันตรงกันข้าม เพราะเขาคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้ ที่บ้านของเด็กเหล่านี้อาหารไม่เคยขาดแคลน และผู้ใหญ่ก็เป็นคนรักษาคำพูด

ในการทดลองของ Watts จึงได้ข้อสรุปว่า ถ้าอยากให้เด็กๆ ประสบความสำเร็จ การสอนเขาเรื่องอดเปรี้ยวไว้กินหวานอาจไม่สำคัญเท่ากับการดูแลให้พวกเขามีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ What’s Your Problem by Thomas Wedell-Wedellsborg

สุขสำราญกับการเป็นฝ่ายผิด

Adam Grant ผู้เขียนหนังสืออย่าง Think Again, Originals, และ Give and Take มีกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เขาชอบทำกับครอบครัวช่วงทานอาหารมื้อค่ำ

กิจกรรมนั้นมีชื่อว่า myth-busting discussion หรือการสนทนาเพื่อล้มล้างความเชื่อที่ผิดๆ

โดยมันเริ่มต้นมาจากการที่ Grant ชวนลูกๆ คุยว่า วันนี้ได้เรียนรู้อะไรจากที่โรงเรียนมาบ้าง และบางเรื่องที่ลูกๆ เล่าให้ฟัง ก็แตกต่างจากสิ่งที่เขาเคยรู้มา

เช่นเรื่องที่พลูโตไม่ใช่ดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลเป็นต้น

“…So it became sort of an occasional tradition for us to say ‘OK – who’s going to bring a myth or a fun surprising fact to the table.’ And what I want to do in these conversations is I want our kids to experience the joy of being wrong.”

Experience the joy of being wrong – ผมชอบประโยคนี้จัง

Grant อยากให้ลูกๆ รู้สึกดีกับการได้รู้ตัวว่าเขาเคยเข้าใจอะไรผิดมาโดยตลอด เพราะนั่นแสดงว่าวันนี้พวกเขาได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้ว

ผมเชื่อว่านี่คือวิธีการเลี้ยงลูกให้มี growth mindset วิธีหนึ่ง

จะว่าไปมันก็เป็นการเลี้ยงตัวเองให้มี growth mindset ด้วยเช่นกัน เพราะยิ่งเราอายุมากเท่าไหร่ เรามักจะยิ่งมีความยึดมั่นถือมั่นในชุดความจริงที่เรามีมากขึ้นเท่านั้น การถกเถียงหลายต่อหลายครั้งจึงเป็นการปกป้องตัวตนมากกว่าเป็นการค้นหาความจริง

ฝึกตัวเองให้สุขสำราญกับการเป็นฝ่ายผิดเสียบ้าง

จะได้ไม่กลายเป็นไดโนเสาร์ก่อนวัยอันควรครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Knowledge Project: Adam Grant | Why You Should Rethink A Lot More Than You Do https://youtu.be/ctkWiO6VcsE?t=4072

ความเป็นห่วงที่มีต่อลูก

วันก่อนผมไปทานข้าวกับคนในทีม มีน้องคนหนึ่งตั้งคำถามว่าเป็นห่วงลูกเรื่องอะไรบ้าง

ผมตอบไปว่าห่วงเรื่องสุขภาพ อยากให้เป็นเด็กที่แข็งแรง และห่วงเรื่องผู้ชายที่จะเข้ามาจีบ (จริงๆ ลูกสาวผมก็อายุแค่ 6 ขวบแต่ผมเตรียมไว้หนวดไปเรียบร้อยแล้ว)

จริงๆ มีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมห่วงแต่ไม่ได้เล่าให้น้องฟังในคืนนั้น

ผมห่วงว่าลูกจะสบายเกินไป


ตระกูลแวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt)เคยเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา

คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิลต์ ร่ำรวยจากการเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมทางรถไฟและการขนส่งทางเรือ

ในปี 1877 คอร์เนเลียสมีทรัพย์สินราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าทรัพย์สินของกระทรวงการคลังของสหรัฐในขณะนั้นเสียอีก

แต่ในเวลาเพียง 50 ปีหลังจากคอร์เนเลียสจากไป ก็ไม่มีใครในตระกูลแวนเดอร์บิลต์ที่ติดอยู่ในรายชื่อคนที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกาอีกต่อไป

ทายาทหลายคนเป็นเพลย์บอย ไม่ต้องทำงาน และหมดเงินไปกับการบริจาคและการสร้างคฤหาสน์หรูหราที่ไม่มีคนไปอยู่

ทายาทคนหนึ่งในตระกูลแวนเดอร์บิลต์เคยกล่าวไว้ว่า

“ทรัพย์สมบัติที่รับสืบทอดมาเป็นอุปสรรคขัดขวางความสุข…มันทำให้ฉันไม่มีอะไรให้คาดหวัง ไม่มีอะไรให้แสวงหาหรือมุ่งมั่นทำให้มันเกิดขึ้น”


เราเคยได้ยินมานานว่า ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่อยู่ได้ไม่เกิน 3 รุ่น รุ่นแรกสร้าง รุ่นสองรักษา รุ่นสามทำเสียของ

ในมุมกลับกัน ชาติที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเยอรมันนีและญี่ปุ่น กลับกอบกู้ตัวเองและมุ่งมั่นพัฒนาประเทศจนมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 3 และ 4 ของโลก เป็นรองเพียงอเมริกาและจีนเท่านั้น


มีคำพูดประโยคหนึ่งที่ผมชอบและคิดว่าเป็นความจริงอย่างมาก

“Hard times create strong men. Strong men create good times. Good times create weak men. And, weak men create hard times.”

― G. Michael Hopf, Those Who Remain

ช่วงเวลาที่ยากลำบากจะสร้างคนที่เข้มแข็ง
คนที่เข้มแข็งจะสร้างช่วงเวลาที่รุ่งเรือง
ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองจะสร้างคนอ่อนแอ
คนอ่อนแอจะสร้างช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ในฐานะพ่อแม่ยุคนี้ การจะมีลูกทั้งทีต้องคิดหนัก เพราะมันตามมาด้วยต้นทุนมหาศาล เมื่อตัดสินใจจะมีทั้งทีเราก็เลยอยากดูแลลูกให้ดี เขาอยากกินอะไรก็ได้กิน เขาอยากลองอะไรก็ได้ลอง

แต่บางทีผมก็กลัวว่าสายพิณจะหย่อนเกินไปได้เหมือนกัน

อยากให้เขาได้ลำบากบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าผมกับแฟนจะใจแข็งพอหรือเปล่า แต่ถ้าเราไม่ใจแข็งตอนนี้ เราก็อาจจะทำให้ลูกอ่อนแอโดยไม่ได้ตั้งใจได้เช่นกันครับ

สิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะทำให้ลูกได้

ตอนที่ฉันยังเด็ก โรงเรียนจะคืนสมุดพกมาให้เราทุก 6 สัปดาห์

พวกเราทั้งสี่คนจะเอาสมุดพกไปให้แม่ เพราะพ่อนั้นออกไปรีดนมวัวอยู่

สมุดพกของพี่น้องของฉันทั้งสามคนนั้นดูดีมาก มีแต่เกรด A เต็มไปหมด นานๆ จะมี B โผล่มาสักที แต่มีพี่สาวคนนึงที่ได้ A ทุกวิชาตลอดช่วงชีวิตการเป็นนักเรียน

สมัยนั้นพวกเราจะได้รายงานความประพฤติด้วย ซึ่งพี่น้องของฉันก็ได้รับแต่คำชมเต็มไปหมด

ส่วนสมุดพกของฉันนั้น แค่มี C ติดมาบ้างก็โชคดีมากแล้ว ส่วนเรื่องคะแนนความประพฤติยิ่งไม่ต้องพูดถึง

คุณคงสงสัยว่าพ่อแม่ฉันมีปฏิกิริยายังไง คำตอบก็คือท่านไม่พูดอะไรเลย ไม่มีการเปรียบเทียบอะไรทั้งสิ้น ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นแกะดำเลย พอโตมาถึงได้เข้าใจว่าฉันโชคดีแค่ไหน

เกมมาพลิกตอนฉันขึ้นป.6 เพราะอยู่ๆ ฉันก็เริ่มเข้าใจสิ่งที่คุณครูสอนขึ้นมา แม้เกรดในสมุดพกของฉันจะไม่ได้เริดหรูเท่าของคนอื่น แต่ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ฉันยังจำเหตุการณ์นั้นได้ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ แม่เปิดดูสมุดพกทีละเล่ม แล้วแม่ก็ไม่พูดอะไรเช่นเดิม แต่พอแม่เปิดสมุดพกของฉัน ฉันเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ตรงมุมปาก แต่แม่ก็ไม่พูดอะไรเลยเหมือนกัน ตอนที่พ่อกลับมาถึงบ้าน พ่อก็ทำสิ่งเดียวกับแม่ คือเปิดดูสมุดพกต่างๆ โดยไม่พูดอะไร แต่พอถึงสมุดพกของฉันพ่อก็ยิ้มน้อยๆ เช่นกัน

สิ่งที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะทำให้ลูกได้ คือการไม่ตัดสินลูกจากผลการเรียน


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Kathy Pennell’s answer to What was the most life-changing realization of your childhood?

บริษัทหนึ่งมีผู้บริหารได้หลายคน เด็กคนหนึ่งมีพ่อได้คนเดียว

เมื่อวานนี้ช่วงเย็นระหว่างกำลังประชุม “ปรายฝน” ลูกสาววัย 6 ขวบขอให้ผมพาไป “ปิกนิก”

ปรายฝนรบเร้ามาหลายวันแล้ว เมื่อวานจังหวะดี หลังห้าโมงเย็นไม่มีประชุม ก็เลยรับปากว่าประชุมเสร็จแล้วจะพาไป

บ้านผมอยู่ติดกับสวนหย่อมของหมู่บ้าน เป็นสนามหญ้าที่มีต้นไม้และทางเดินล้อมรอบ ความหมายของการปิกนิกของปรายฝนก็คือการเอาเสื่อไปปู เอาขนมไปกิน และเอาน้ำเปล่าไปดื่ม

ห้าโมงกว่า ผมจัดของใส่ย่าม เดินจูงมือ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 4 ขวบข้ามถนนก็ถึงสวนหย่อม ส่วนปรายฝนวิ่งตามมา เราจัดแจงปูเสื่อ เอาเลย์กับกล่องแอปเปิ้ลออกมาตั้ง เอาแก้วน้ำของปรายฝนกับใกล้รุ่งออกมาวาง ทุกอย่างพร้อมสำหรับการปิกนิก

เราสามคนนั่งกินขนมไป ดูวิวสวนหย่อมไป ถ่ายรูปส่งไปให้ภรรยาที่วันนี้ต้องเข้าออฟฟิศ ลูกๆ ชวนคุยไม่หยุด ส่วนผมไม่ค่อยมีสมาธิเพราะหยิบมือถือขึ้นมาเช็ค Slack เวลาห้าโมงครึ่งนี่จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่ที่ออฟฟิศผมยังทำงานอยู่ จึงรู้สึกผิดนิดหน่อย

สักพักพี่เลี้ยงของ “ภูมิ” ลูกของน้องชายก็ปั่นจักรยานพาน้องภูมิมาที่สวนหย่อมโดยไม่ได้นัดหมาย ปรายฝนเฮลั่น จากเด็กสองคนกลายเป็นสาม เริ่มมีความเป็นแก๊งเกิดขึ้น

ฝนเพิ่งตกไปเมื่อช่วงบ่ายๆ บางจุดในสนามหญ้าเลยกลายเป็นแอ่งน้ำ เด็กๆ พากันเดินไปที่ตรงนั้น กล้าๆ กลัวๆ ว่าเท้าจะเลอะ แต่ผ่านไปได้แป๊บเดียวก็ลงไปเดินลุยในน้ำและกระโดดกันเหมือนเด็กๆ ในเรื่อง Peppa Pig – Everyone loves jumping in muddy puddles!

ผมถ่ายวีดีโอเด็กๆ ลง IG Story เก็บบันทึกไว้เป็นความทรงจำ เมื่อเด็กโตขึ้นและผมแก่ลงจะได้กลับมาดู

หกโมงกว่าๆ เมฆตั้งเค้ามา เด็กทุกคนตัวเปื้อนโคลนไปหมดแล้ว ต้องอาบน้ำก่อนถึงจะกินข้าวเย็นได้

ผมจัดแจงม้วนเสื่อ เก็บขนมและแก้วน้ำใส่ย่าม ส่งสัญญาณบอกเด็กๆ ว่ากลับบ้านกันเถอะ

ใกล้รุ่งดูเหมือนจะยังไม่ค่อยอยากกลับ เลยวิ่งวนในสนามหญ้าอีก 2-3 รอบ สีหน้าสนุกสนาน นี่น่าจะเป็นวันที่เขามีความสุขมากที่สุดอีกวันหนึ่ง

ความรู้สึกผิดที่มานั่งปิกนิกในเวลางานนั้นอันตรธานหายไป ยังไงเสียเดี๋ยวผมก็กลับไปนั่งทำงานต่อ ข้อความใน Slack นั้นรอได้ ความเป็นเด็กต่างหากที่รอไม่ได้ พอเขาสูงเกินอกเราเขาก็ไปอยู่กับเพื่อนแล้ว

วินาทีที่เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของใกล้รุ่งวิ่งวนอยู่ในสวนหย่อม ผมก็คิดขึ้นได้ว่า

บริษัทหนึ่งมีผู้บริหารได้หลายคน เด็กคนหนึ่งมีพ่อได้คนเดียว

ไมว่าเราจะเป็นพนักงานหรือผู้บริหาร ไม่ว่าจะทำงานสำคัญแค่ไหน แต่หมวกใบนี้ก็ใส่เพียงชั่วคราว ถึงวันหนึ่งก็ต้องถอดหมวกออก

แต่หมวกความเป็นพ่อแม่ลูกนั้นใส่กันตลอดชีวิต

ขอให้ระลึกได้ว่าหน้าที่ใดสำคัญที่สุดครับ