เริ่มได้แล้ว

20150523_StartToday

A year from now you may wish you had started today

อีกหนึ่งปี คุณอาจจะนึกเสียดายว่าคุณน่าจะเริ่มมันตั้งแต่วันนี้แล้ว

– Karen Lamb

—–

เมื่อวานนี้ผมพูดเรื่องการหมุนตามโลก (ซึ่งหมุนเร็วขึ้นทุกวัน)

ข้อเสียอีกอย่างของการหมุนตามโลกคือเรามัวแต่ยุ่งเรื่องการตามเรื่องราวภายนอกจนลืมสำรวจเรื่องราวภายใน

ว่าจริงๆ แล้วตอนนี้เรามีอะไรที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำบ้างรึเปล่า

วันเสาร์กำลังจะหมดไป ผมรู้ตัวเลยว่า ได้ใช้เวลาไปกับเฟซบุ๊คเยอะเกินไป ทั้งๆ ที่มีหลายอย่างที่ตั้งใจจะทำก็ยังไม่ได้ทำ ขนาดบล็อกก็เพิ่งจะได้มาเขียนเอาตอนเกือบๆ ห้าทุ่มแล้ว!

ผมเคยอ่านบทความของ James Altucher ที่บอกวิธีง่ายๆ ว่าจะหา Passion ของเราเจอได้อย่างไร

เขาบอกว่า ให้ลองถามตัวเองว่าถ้าคุณมีเงินหนึ่งพันล้านบาท คุณจะทำอะไร

ย้ำว่า “ทำ” อะไร นะครับ ไม่ใช่ “ซื้อ” อะไร

หาก “เงิน” ไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป สิ่งที่คุณอยากจะทำคืออะไร

เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็เริ่มทำมันเสียแต่วันนี้

ครับ ถึงจะทำมันได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่เชื่อเถอะว่าคุณเริ่มก้าวแรกได้แน่ๆ

ผมเองก็ลองถามตัวเองเหมือนกันว่าถ้าวันนี้มี “อิสรภาพทางการเงิน” แล้ว จะทำอะไรบ้าง

คำตอบที่ได้ก็คือ อ่านหนังสือเยอะๆ เดินทางเยอะๆ ภาวนาเยอะๆ เอาประสบการณ์ที่ได้จากการอ่าน-เที่ยว-ภาวนา มาเล่าให้ฟัง อ้อ แล้วก็อยากเล่นดนตรี กับเตะบอลเยอะๆ ด้วย

อืม…เอาเข้าจริงๆ ของพวกนี้ ไม่ต้องใช้เงินพันล้านก็ทำได้อยู่แล้วเนอะ

โอเคล่ะ เวลาที่เหลือจากการทำงานอาจจะไม่เอื้อให้ทำสิ่งเหล่านี้ได้ “เยอะ” แบบจุใจ

แต่เมื่อมองจำนวนนาที (หรือชั่วโมง) ที่ใช้ไปกับการ “ฆ่าเวลา” บนมือถือในวันนี้ ก็คงต้องบอกตัวเองว่าเวลาน่ะมี เพียงแต่ต้องใช้อย่างมีสติมากกว่านี้

ความปรารถนาหลายอย่างที่เรามีแต่ยังไม่ได้ทำ เพราะคิดว่าเรายังไม่พร้อมหรือยังต้องเก็บเงินอยู่

แต่จริงๆ แล้วหลายๆ อย่างไม่ต้องรอนะครับ เริ่มก้าวแรกโดยที่ยังไม่พร้อมนี่แหละ

และในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เมื่อมองกลับมา คุณจะขอบคุณตัวเองที่ได้ตัดสินใจ “เริ่มต้น” ครับ

นี่คือสิ่งสำคัญ

20150430_MessiMoreImportantThanWinning

There are more important things in life than winning or losing a game.
– Lionel Messi

—–

ตอนผมเข้ามาทำงานที่รอยเตอร์ใหม่ๆ (สมัยยังไม่ได้ควบรวมกับทอมสัน) รอยเตอร์ซอฟต์แวร์มีพนักงานแค่ร้อยกว่าคน

ทุกๆ คนนั่งอยู่ด้วยกันที่ชั้น 23 ของอาคารอื้อจื่อเหลียง

ก่อนแปดโมงครึ่ง พักเที่ยง และหลังห้าโมงครึ่ง จะมีเสียงที่พวกเราคุ้นเคยกันดี

เป็นเสียงลูกปิงปองเด้งไปเด้งมา

เรามีโต๊ะปิงปองตรงบริเวณหน้าห้องน้ำชาย คนที่มาเล่นส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชาย แต่ก็มีผู้หญิงมาเล่นด้วยเช่นกัน

ช่วงที่เข้ามาใหม่ๆ ผมยังไม่รู้จักใคร เลยใช้ชีวิตแบบหงิมๆ นิดนึง

จนวันนึง หลังจากผมทำงานอย่างหงิมๆ มาหนึ่งสัปดาห์ ผมเดินไปดูเขาเล่นปิงปองใจเราก็อยากเล่นแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก

พี่คนนึงชื่อพี่เต่าซึ่งเพิ่งตีปิงปองจบเกม ได้เอ่ย “ประโยคเปลี่ยนชีวิต” กับผม

“เล่นมั้ย?” (แล้วพี่เต่าก็ยื่นไม้ปิงปองมาให้)

ผมถือว่ามันเป็นประโยคเปลี่ยนชีวิตสำหรับผมที่รอยเตอร์ เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ผมได้คุยกับคนนอกทีม และคุยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน

มันเป็นสัญญาณว่าผมกำลังจะมีเพื่อนเป็นครั้งแรก

นับจากวันนั้น ผมรู้จักคนมากขึ้นผ่านโต๊ะปิงปองตัวนี้ และความหงิมๆ เหงาๆ ก็ค่อยๆ มลายหายไป

ต้องขอบคุณพี่เต่าในวันนั้นจริงๆ ครับ

—–

ช่วงนั้นยังไม่มีรถใต้ดิน ผมเลยต้องขับรถโตโยต้ารุ่นโดราเอมอน (ไม่ใช่มือสอง แต่เป็นมือสี่หรือมือห้า) มาทำงานทุกเช้า ออกจากบ้านตอนหกโมงสิบห้า จอดรถที่สวนลุมไนท์บาร์ซ่า แล้วเดินมาถึงออฟฟิศเจ็ดโมงครึ่ง

กินข้าวเสร็จแล้วก็ตีปิงปองหรือดูคนอื่นเล่นปิงปองจนถึงแปดโมงครึ่งจึงเริ่มทำงาน พักเที่ยงไม่ค่อยได้เล่นเพราะคิวเยอะ แต่ตอนเย็นก็ตีปิงปองจนถึงสองทุ่ม เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจอรถติดตอนกลับบ้าน

ผมตีปิงปองด้วยความสุข ไม่ว่าจะตีกับคนที่เก่งหรืออ่อนแค่ไหน

ยกเว้นหนึ่งคนครับ ขอไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน

พี่คนนี้เขาชอบเสิร์ฟลูกยากๆ ซึ่งผมรับทีไรมันก็เด้งออกนอกโต๊ะทุกที ถึงจะพยายาม “เฉือน” ไม้เพื่อแก้ แต่ก็รับเสียเกินกว่าครึ่ง

ปิงปองเราจะเล่นกันว่าใครได้ห้าแต้มก่อนชนะ ยกเว้นว่าถ้าขึ้นนำ 3-0 ก็ถือว่าชนะไปเลย ไม่ต้องเล่นถึงห้าเกม

ผมเจอกับพี่คนนี้ทีไร เค้าก็ใช้ลูกเสิร์ฟไม้ตายกับผมทุกครั้ง

และผมก็จะแพ้ 3-0 เกือบทุกครั้ง แล้วก็ต้องกลับไปรอคิวใหม่อีกเป็นสิบนาที

ผมน่ะไม่สนุกแน่ๆ แต่ก็อดมีคำถามในใจไม่ได้ว่า เขาเล่นชนะอย่างนี้แล้วมันสนุกตรงไหน?

ปิงปองมันสนุกกันตรงที่เราได้โต้กันไปมา ชิงไหวชิงพริบ ได้บ้างเสียบ้างไม่ใช่หรือ?

เวลาผมเจอคู่ปรับที่อ่อนกว่า ถ้าผมจะเสิร์ฟท่าไม้ตายและชนะ 3-0 ผมก็ทำได้ แต่ผมไม่ทำเพราะมองว่ามันเป็นการเสียมารยาทกับคนที่เขาอุตส่าห์รอคิวมาตั้งนาน

บางคนอาจจะเถียงว่า ช่วยไม่ได้ ถ้าเจ็บใจนักก็ไปฝึกให้เก่งขึ้นสิ ไม่ใช่มาบ่นกระปอดกระแปด

แต่นั่นเป็นวิธีการมองโลกแค่แบบหนึ่งเท่านั้น ซึ่งผมว่าไม่ได้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์

ผมไม่ได้มาตีปิงปองเพื่อจะไปโอลิมปิก

ผมมาตีปิงปองเพื่อที่จะทีเพื่อนมากขึ้นต่างหาก

สำหรับผม เล่นกีฬามันต้องมีแพ้มีชนะ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าผลลัพธ์ คือ moments ที่เกิดขึ้นระหว่างเกม

#ชีวิตก็เช่นกัน

—–

แปลกดีนะครับ ผมไม่ได้ตีปิงปองที่ชั้น 23 มาเป็นสิบปีแล้ว แต่ยังจำเรื่องของพี่สองคนนี้ได้แม่นยำ

คนแรกเอ่ยปากชวนเราเล่นปิงปองแบบไม่คิดอะไร และคงไม่คิดว่าคำชักชวนของเขาจะทำให้ผมรู้สึกเป็นบุญคุณมาจนถึงทุกวันนี้

อีกคนมุ่งแต่จะเอาชนะด้วยการเสิร์ฟลูกยากๆ ผมก็จะยังจำมาจนวันนี้เหมือนกัน

จากนี้ไป คงต้องเตือนตัวเองเสมอว่า

หากมีโอกาสแสดงน้ำใจกับใคร ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ก็ทำไปเถิด เพราะมันอาจจะเปลี่ยนชีวิตเขาก็ได้

และระวังอย่าแสดงความไร้น้ำใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดูไร้สาระแค่ไหน เพราะเขาคนนั้นอาจจะจำฝังใจจนผ่านไปสิบปีแล้วเขายังแอบเอาเรามานินทาให้สาธารณชนฟัง

—–

Credits

Wikipedia: Lionel Messi 

Google Images: รถโตโยต้าโดราเอม่อน

พูดให้น้อยทำให้เยอะ

20150824_SayDo
God will judge us not by what we say today, but what we do tomorrow; not by the promises we make but by the promises we keep

พระเจ้าไม่ได้ตัดสินจากคำพูดของเราวันนี้ แต่ตัดสินจากการกระทำของเราในวันพรุ่ง
พระเจ้าไม่ได้ตัดสินจากคำสัญญาที่เราให้ไป แต่ตัดสินจากคำสัญญาที่เรารักษา
– Paulo Coelho

—–

ในห้องนอนของผมนั้นจะมีชั้นหนังสือไม้อยู่สองชั้น หนึ่งในชั้นนั้นด้านบนสุดผมจะเก็บนิยายหรือหนังสือที่ผมถือว่าเป็นหนังสือ “คลาสสิค” ที่ผมรู้ว่าซักวันนึงต้องกลับมาอ่านใหม่

หนังสือที่ผมจัดอยู่ในหมวดหมู่นี้น่าจะมีอยู่ไม่เกิน 5 เล่ม

และหนังสือ The Alchemist ของ Paulo Coelho นักเขียนชาวบราซิลก็เป็นหนึ่งในนั้น

เพิ่งเปิดดู Wikipedia ถึงรู้ว่า Paulo Coelho เป็นนักเขียนที่มีผู้ติดตามออนไลน์เยอะที่สุด แฟนเพจของเขามีคนกดไลค์ 25 ล้านคน! บร๊ะเจ้า

—–

God will judge us not by what we say today, but what we do tomorrow; not by the promises we make but by the promises we keep

ประโยคนี้ถือเป็นประโยคเตือนใจที่ดีประโยคหนึ่ง

เตือนใจว่า คนเราควรพูดให้น้อยๆ ทำให้เยอะๆ

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยเจอคนประเภท พูดเยอะทำน้อย หรือ  “พูดสิบทำแค่ห้า” มาบ้างแล้ว

คนประเภทนี้นอกจากเชื่อใจไม่ได้แล้วยังน่ารำคาญอีกด้วย

ทำไมคนเราถึงพูดเกินกว่าตัวเองจะทำได้จริง?

1. ต้องการอวดเก่ง
2. ต้องการปิดบังปมอะไรบางอย่าง
3. ขาดความเคารพต่อผู้อื่น เพราะพูดแล้วไม่ทำตามที่พูด ทำให้คนอื่นรวนไปด้วย
4. ขาดความเคารพต่อตัวเอง เลยไม่คิดจะรักษาสัจจะแม้กับตัวเอง

แทนที่จะพูดสิบทำห้า จะดีกว่ามั้ยที่จะเริ่มต้นด้วยการ “พูดหนึ่งทำหนึ่ง” ?

ตั้งเป้าใกล้ๆ แต่ทำได้ชัวร์ๆ

เมื่อเราทำได้ เราก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น มากพอที่จะพูดสอง แล้วทำให้ได้สอง

พูดน้อยๆ….ทำเยอะๆ….ไปช้าๆ

วันหนึ่งเราก็จะสามารถพูดสิบทำสิบ

หรือแม้กระทั่งพูดสิบทำร้อยเลยก็ยังได้

ไม่มีคนไม่ดี

20150423_NoBadPeople

“โลกนี้ไม่มีคนไม่ดี มีแต่คนดี กับคนที่ยังเรียนรู้ไม่พอ”
– ฐิตินาถ ณ พัทลุง

—–

ผมชอบประโยคนี้ของคุณฐิตินาถ หรือครูอ้อย ผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิตมาก

คนที่แนะนำให้ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ก็คือเพื่อนที่ชื่อไก่ (คนเดียวกับที่เล่านิทานช้างน้อยให้ฟัง และถามว่าทำไมเราต้องพักร้อนนี่แหละ) โดยหัวหน้าเขาเป็นคนที่แนะนำมาอีกที

ผมอ่านหนังสือเข็มทิศชีวิตเกือบครบทุกเล่ม แต่ต้องบอกตามตรงว่ามีแค่เล่มหนึ่งกับเล่มสองเท่านั้นที่ผมชอบ

ประโยคข้างบนนี้ถ้าจำไม่ผิดผมว่าน่าจะมาจากเล่มที่สองครับ

—–

เคยอ่านบทความหนึ่งของคุณประภาส ชลศรานนท์ ซึ่งเล่าถึงพวกพฤติกรรมการดูละครของนักโทษในเรือนจำ

นักโทษส่วนใหญ่เชียร์พระเอกหรือนางเอกทั้งนั้น ไม่มีใครเชียร์ตัวโกงเลย

ดูย้อนแย้งมั้ยครับที่ “ตัวร้าย” ในโลกแห่งความจริง กลับเข้าข้าง “ตัวดี” ในโลกเสมือน

นั่นเพราะว่าไม่มีใครคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่ดีหรอก

ไปถามคุณทักษิณก็ได้ว่าคิดว่าตัวเองเป็นคนเลวหรือเปล่า

อย่ากระนั้นเลย ถ้ามีคนถามคำถามนี้กับฮิตเลอร์ เขาก็คงยืนยันว่าสิ่งที่เขาคิดเขาทำมันมีเหตุผลและถูกต้องชอบธรรมแล้ว

ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครตื่นเช้าขึ้นมา แล้วถามตัวเองว่า “เอ…วันนี้เราจะออกไปทำอะไรให้ใครเดือดร้อนดีนะ?”

พวกแก๊งเด็กซิ่งเด็กแว้น คงไม่ได้อยากจะป่วนเมืองอะไร เขาเพียงแต่สนุกกับการไปบิดมอเตอร์ไซค์กับเพื่อนๆ

นักการเมืองที่ยักยอกภาษี ก็อาจจะไม่ได้มองว่ามันเป็นการ “โกงชาติโกงแผ่นดิน” แต่มองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเขาต้องดูแลคนเยอะ และ ใครๆ ก็ต้องทำ ถ้ามาอยู่ในสถานะอย่างเขา

โจรใต้อาจจะไม่ได้มองว่ากำลังทำบาปอะไร เขาอาจจะเชื่อว่าได้ไปสวรรค์ด้วยซ้ำหากเขาช่วยให้ “ภารกิจ” สำเร็จ

ครับ ผมเชื่อว่าใครๆ ก็อยากเป็น “คนดี” กันทั้งนั้น

ที่เรายังเป็นคน “ไม่ดี” อยู่ ก็เพราะว่าเรายังเรียนรู้ไม่พอ

เรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง?

  • เราไม่สามารถทำร้ายคนอื่นโดยที่ไม่ทำร้ายตัวเองไปด้วย
  • ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องแก่งแย่ง
  • การที่ “ใครๆ ก็ทำ” ไม่ได้สร้างความชอบธรรมให้เราทำสิ่งนั้นด้วย
  • การมีความสุขกับการมีเงินเป็นคนละเรื่องกัน
  • ความทุกข์กับตัวเราก็เป็นคนละส่วนกัน
  • “ตัวเรา” ไม่มี ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเบียดเบียนคนอื่นเพื่อตัวเองหรือแม้กระทั่งคนที่ “เรา” รัก

แต่ละข้อนี่ผมแค่เข้าใจแบบตื้นๆ นะครับ แค่พูดตามทฤษฎี แต่ตัวเองก็ยังทำไม่ได้หรอก

—–

โลกนี้ไม่มีคนไม่ดี มีแต่คนดี กับคนที่ยังเรียนรู้ไม่พอ

ผมชอบประโยคนี้เพราะว่ามันช่วยให้เรามองโลกอย่างมีความหวัง

ว่าวันหนึ่ง หากพวกเรา “เข้าใจ” ในสิ่งที่เป็นแก่นสารสาระอย่างแท้จริง

Utopia หรือดินแดนพระศรีอาริย์ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเกินไปก็ได้

นิทานช้างน้อย

20150819_LittleElephant

วันนี้มีนิทานมาเล่าให้ฟังอีกหนึ่งเรื่องนะครับ

เป็นเรื่องของช้างน้อยครับ

ตั้งแต่วัยเด็ก ช้างจะถูกล่ามไว้กับต้นไม้เพื่อให้มันอยู่กับที่ แม้ว่าเจ้าช้างน้อยจะออกแรงดึงเท่าไหร่ ต้นไม้ก็ไม่ขยับเลย

หลังจากพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า วันแล้ววันเล่า ช้างน้อยก็ได้เรียนรู้ว่า ดิ้นรนไปก็เสียแรงเปล่า อยู่เฉยๆ ดีกว่า

ผ่านไปหลายปี ช้างน้อยกลายเป็นช้างหนุ่ม มีกำลังวังชาเพิ่มขึ้นมหาศาล

แต่หากช้างหนุ่มโดนล่ามไว้ แม้กับต้นไม้ที่เล็กกว่า ช้างหนุ่มตัวนั้นก็จะไม่คิดเดินไปไหน ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว หากมันออกแรงสักหน่อย ต้นไม้ต้นนั้นย่อมล้มลงอย่างง่ายดาย

คนเราเองก็เหมือนกัน

ตอนเด็กๆ เราอาจเคยล้มเหลวในเรื่องบางเรื่องหลายครั้ง จนสุดท้ายเราก็ยอมแพ้และฝังใจว่า ชาตินี้คงไม่มีทางทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ

จากวันนั้นมาถึงวันนี้ เวลาผ่านมาหลายปี เราโตขึ้นมาตั้งไม่รู้เท่าไหร่ แต่เราก็ยังยึดติดอยู่กับความเชื่อเดิมๆ จนเราไม่คิดแม้แต่จะลองพยายาม

ลองสำรวจตัวเองนะครับว่าเรายังมีความเชื่อเหมือนช้างน้อยอยู่รึเปล่า

ป.ล. เรื่องนี้เพื่อนชื่อไก่เล่าให้ฟังตอนไป Bacherlor’s Party ที่หัวหินเมื่อสามปีที่แล้ว