สูตรความสำเร็จในชีวิต

20150628_Formula

ผลลัพธ์ของชีวิตและการทำงาน = ทัศนคติ x ความพยายาม x ความสามารถ

คาซุโอะ อินาโมริ

—–

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือเรื่อง “ช้าให้ชนะ” ของสำนักพิมพ์ We Learn ซึ่งผมถือว่าเป็นสำนักพิมพ์ที่ “มาแรงที่สุด” ในรอบสองปีที่ผ่านมา เพราะออกหนังสือแปลดีๆ มามากมาย

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ชื่อคาซุโอะ อินาโมริ เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเคียวเซเร่ (Kyocera) ที่เรารู้ว่าทำเครื่องปริ๊นท์เตอร์นั่นแหละครับ

ผมเพิ่งรู้เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วธุรกิจหลักของเคียวเซร่าคือเซรามิค เพราะ Kyocera นั้นย่อมาจาก Kyoto Ceramic

คุณคาซุโอะเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังระดับนานาชาติ หลังจากที่ถูกเชิญมาช่วยกอบกู้ธุรกิจสายการบินประจำชาติ JAL (Japan Airlines) ที่เกือบจะล้มละลาย และสามารถพลิกสถานการณ์ให้ดีขึ้นจน JAL กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นได้อีกครั้งในเวลาเพียงสองปี

อ้อ ลืมบอกไปว่าตอนที่คุณคาซุโอะถูกแต่งตั้งให้มาเป็น CEO ของ JAL นั้นคือปี 2010 ซึ่งแกมีอายุปาเข้าไป 78 ปีแล้ว และปัจจุบันในวัย 83 ปี คุณตาคาซุดโอะก็ยังเป็น Chairman ของ JAL อยู่ ผมว่าน่าจะเป็นทั้ง CEO และ Chairman ที่แก่ที่สุดในโลกคนหนึ่งเลยนะ

กลับมาที่หนังสือ “ช้าให้ชนะ” ดีกว่า

ในหน้า 23 คุณตาคาซุโอะได้กล่าวเอาไว้ว่า

     เราต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้มีชีวิตที่ดีและมีความสุข คำตอบของผมซ่อนอยู่ในสูตรต่อไปนี้

     ผลลัพธ์ของชีวิตและการทำงาน = ทัศนคติ x ความพยายาม x ความสามารถ

     ผมขอเน้นว่าผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการนำปัจจัยทั้งสามมาบวกกัน แต่นำมาคูณกันต่างหาก

ที่นี่สนใจคือคุณคือตาบอกว่า คะแนนสำหรับความพยายามและความสามารถนั้น เขาจะให้จาก 0 ไป 100 คือถ้ามีความสามารถแต่ขี้เกียจ ผลลัพธ์ก็ย่อมออกมาเป็นศูนย์ หรือถ้ามีความพยายามแต่ไม่มีความสามารถนั้น ผลลัพธ์ก็อาจจะออกมาเป็นศูนย์ได้เช่นกัน

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า ก็คือทัศนคติ ที่คุณตาบอกว่ามีคะแนนตั้งแต่ -100 ถึง 100

ถ้าทัศนคติดี แถมยังฉลาดและขยัน ผลย่อมออกมาเป็นคุณมหาศาล

100 * 100 * 100 = 1,000,000

แต่ถ้าความสามารถและความพยายามสูงมาก แต่ทัศนคติไม่ดี นั่นแสดงว่าคะแนนจะออกมาเป็นลบ

-100 * 100 * 100 = -1,000,000

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นคนที่ทั้งเก่ง ทั้งขยัน แต่ไม่มีคุณธรรม สร้างความเสียหายให้กับสังคมได้อย่างเหลือเชื่อ

ดังนั้นคุณตาคาซุโอะบอกว่า ในตัวแปรสามอย่างนี้ ทัศนคติสำคัญที่สุด ถ้าทัศนคติเราดี ผลย่อมออกมาดี ส่วนจะดีมากหรือน้อยนั้นอีกประเด็นหนึ่ง

ดังนั้นเราจึงต้องคอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ว่าสิ่งต่างๆ ที่เราทำไปนั้น ออกมาจากทัศนคติที่ถูกต้องสอดคล้องกับหลักการที่ควรจะมีรึเปล่า

จากนั้นเราค่อยพัฒนาความสามารถของเรา และทำงานทุกวันด้วยความขยันขันแข็ง

แล้วความสำเร็จและความสุขในชีวิตย่อมเป็นสิ่งที่พึงหวังได้ครับ

—-

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia
ขอบคุณเรื่องราวจาก ช้าให้ชนะ สำนักพิมพ์วีเลิร์น

สบตากับปัญหา

20150627_LookInTheEye

ปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะว่าเราไม่พยายามจะสบตากับมัน

– OSHO

—–

เขาว่ากันว่า เวลานกกระจอกเทศเจอเสือหรือสิงห์โต ที่แข็งแกร่งกว่าและอาจจะทำร้ายมันได้ นกกระจอกเทศจะเอาหัวมุดลงไปในทราย

ด้วยความเชื่อที่ว่าถ้ามันมองไม่เห็นเสือแล้ว เสือก็จะมองไม่เห็นมันเช่นกัน

ดูเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเอาซะเลยนะครับ

แต่จริงๆ แล้วคนเราก็ทำอย่างนั้นอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่หรือ?

ถ้าไม่นับเรื่องอุบัติเหตุแล้ว ปัญหาใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตล้วนต้องใช้เวลาเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยอย่าง Office Syndrome หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

หรือปัญหาทางการเงินอย่างหมุนเงินไม่ทัน

หรือความบาดหมางกันระหว่างคนในทีมหรือคนในครอบครัว

ทุกอย่างเกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยๆ ก่อตัว

ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเราคิดจะลงไปจัดการตอนที่มันยัง “ตั้งเค้า” อยู่ก็ย่อมทำได้ แต่เรามักจะบอกตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน” หรือ “ไม่เป็นไรหรอก”

จนถึงวันหนึ่งที่ปัญหามันบานปลายจนกลายเป็นวิกฤติแล้วนั่นแหละ เราถึงรู้ว่าการเอาหัวมุดทรายไม่ได้แปลว่าเสือจะมองไม่เห็นเราหรือจะเดินจากเราไป

“ปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะว่าเราไม่พยายามจะสบตากับมัน”

การสบตากับปัญหาเป็นเรื่องยากครับ ต้องใช้ความกล้าและต้องใช้ความจริงใจทั้งต่อตัวเองและต่อผู้อื่นไม่น้อย เรkจึงมักเลือกที่จะมองไปทางอื่นหรือทำราวกับว่ามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น

บางที ถ้าเราคอยเตือนตัวเองว่า “อย่ามัวเป็นนกกระจอกเทศอยู่เลย” ก็อาจจะช่วยให้เรามีความกระตือรือล้นที่จะโงหัวออกจากทรายและมองไปที่ปัญหาก็ได้

และถ้าเรามองให้ดีๆ เราอาจจะพบว่า ที่นึกว่าเป็นเสือนั้น ที่แท้แล้วมันเป็นแค่แมวเท่านั้น เราตาฝาดไปเอง

เป็นถึงนกกระจอกเทศ อย่าไปกลัวแมวครับ

—–

ป.ล. เรื่องที่ว่านกกระจอกเทศชอบเอาหัวมุดทรายเวลาศัตรูมานั้นเป็นความเชื่อที่ผิดนะครับ

หน้าที่ของหัวหน้า

20150621_LeaderOutOfJob

Your goal as a leader should be to work yourself out of a job
ในฐานะของผู้นำ เป้าหมายของคุณควรจะเป็นการทำให้ตัวเองไม่จำเป็นสำหรับตำแหน่งนี้อีกต่อไป
– John C. Maxwell

—–

ที่บริษัทของผม คนที่มีตำแหน่งหัวหน้าทุกคน (อย่างน้อยก็หัวหน้าที่ผมรู้จัก) จะต้องมี succession plan

คำว่า succession มาจากคำว่า succeed ซึ่งมีสองความหมาย

succeed ที่แปลว่าประสบความสำเร็จ

กับ succeed ที่แปลว่ารับช่วงต่อ

succession plan ในที่นี้คือแผนการหาคนที่จะมารับช่วงต่อจากเราครับ เราเรียกคนเหล่านี้ว่า successor ครับ (ต้องขอโทษที่ไม่มีคำภาษาไทยตรงตัว)

โดยส่วนใหญ่เราจะมองเพื่อนร่วมทีมก่อนว่ามีใครบ้างที่มีศักยภาพขึ้นมาแทนที่เราได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า (หรืออาจมากกว่านั้น) แล้วดูว่าเขายังต้องพัฒนาทักษะทางด้านไหนเพื่อจะมีความพร้อมเมื่อถึงเวลาที่เราต้องไป

ผมเดาว่า succession plan คงไม่ได้มีในทุกองค์กร เพราะวัฒนธรรมแตกต่างกัน

บางคนอาจมองว่าการทำ succession plan คือการเพิ่มความเสี่ยงให้เราตกงาน

แต่ขณะเดียวกันมันก็อาจเพิ่มความเป็นไปได้ที่เราจะได้รับการเลื่อนขั้นเช่นกัน

ผมเคยได้ยินคำฝรั่งที่ว่า Don’t be irreplaceable. If you can’t be replaced, you can’t be promoted อย่าเป็นคนที่ขาดไม่ได้ เพราะถ้าคุณไม่สามารถมีใครมาทดแทนได้ ใครเขาจะกล้าโปรโมตให้คุณไปทำงานอื่น

ดังที่ได้เล่าในเรื่อง I’m Farang เมื่อวันก่อนว่า เมื่อกลางปี 2007 ผมได้รับโอกาสทำงานเป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ต

ทำงานได้ไม่เกิน 6 เดือน ผมก็ต้องเริ่มคุยกับยอด ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมว่า จะมีใครที่ควรอยู่ใน succession plan ของผมบ้าง ผมเล็ง successor เอาไว้สองคน เมื่อปรึกษาหารือกับยอดเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มมองหาโอกาสให้ทั้งสองคนนั้นได้ทำงานที่จะได้พัฒนาทักษะที่จะช่วยมาเติมเต็มเขาได้

ผ่านไปสองปีกว่าๆ ทีมซัพพอร์ตของเราแข็งแรงมาก ต่อให้ผมหายไปซัก 2 สัปดาห์ก็แทบจะไม่มีผลกระทบอะไรกับทีมเลย เป็นช่วงที่ทำงานแล้วสบายกายและสบายใจสุดๆ

และนั่นคือตอนที่ผมรู้ตัวว่า ต้องเริ่มหางานใหม่แล้ว เพราะถ้าอยู่ต่อ ถึงจะสบายแต่มันจะเป็นการไป “อั้น” ไม่ให้คนอื่นๆ ได้เติบโต ส่วนผมเองก็อาจจะเบื่อเพราะไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มอะไรให้กับทีม

โชคดีที่ตอนนั้นบริษัทมีเปิดรับตำแหน่ง communication manager พอดี เป็นการข้ามสายจากงานวิศวะคอมมาเป็นสายการตลาด ซึ่งผมก็หวั่นๆ อยู่เหมือนกันว่าจะทำได้มั้ย แต่ก็อยากลอง เลยสมัครตำแหน่งนี้ไป

สุดท้ายก็ได้รับแจ้งว่าผมได้ทำงานตำแหน่งนี้ และล่วงไปแค่วันเดียว หนึ่งในคนที่อยู่ใน succession plan ของผมเดินมาบอกว่าจะลองไปสมัครงานทีมอื่น ผมเลยบอกเขาว่าอย่าเพิ่ง เพราะผมกำลังจะไปแล้ว ลองสมัครตำแหน่งหัวหน้าทีมซัพพอร์ตดูก่อนน่าจะดีกว่า สุดท้ายเขาก็เลยอยู่ต่อ และก็ได้เป็นหัวหน้าจริงๆ ส่วน successor อีกคนก็ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าในอีกไม่ถึงสองปีถัดมา

Your goal as a leader should be to work yourself out of a job

ในฐานะหัวหน้า คุณใจกว้างพอที่จะสร้างคนที่จะมานั่งเก้าอี้นี้แทนที่คุณรึเปล่า?

มักน้อย

20150620_FewerGoals

“Limit yourself to fewer goals and you’ll achieve more.”

มีเป้าหมายให้น้อยลง แล้วคุณจะสำเร็จมากขึ้น

– Leo Babauta

—–

ทุกวันนี้เรามีทางเลือกเยอะเหลือเกิน

เมื่อทางเลือกดีๆ เยอะไปหมด จึงเป็นการยากที่จะตัดสินใจ พวกเราหลายคนจึงคิดจับปลาหลายมือไปโดยไม่รู้ตัว

อยากรวย
อยากหุ่นดีขึ้น
อยากไปวิ่งมาราธอน
อยากเก็บเงินซื้อจักรยาน
อยากมีธุรกิจส่วนตัว
อยากไปเที่ยวเมืองนอก
อยากได้เลื่อนขั้น
อยาก ฯลฯ

ยิ่งเรามีความอยากหรือเป้าหมายเยอะเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะสำเร็จยิ่งน้อยลงเท่านั้น

เพราะเวลาและพลังงานของเราไม่ได้เป็นอนันต์

วิธีที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้น จึงไม่ใช่การทำงานหนักขึ้น

แต่เป็นการชัดเจนกับตัวเองว่าเราต้องการอะไรที่สุดในตอนนี้ต่างหาก

ในหนังสือ The ONE Thing, Garry Keller ผู้เขียนบอกว่าเราควรจะมี The ONE Thing หรือเป้าหมายที่สำคัญที่สุดเพียงเรื่องเดียว

และถ้าเราสามารถให้เวลากับ The ONE Thing ได้ทุกวัน ผลลัพธ์นั้นจะทบเท่าทวีคูณ

The ONE Thing ของผมตลอดปี 2558 คือการเขียนบล็อกวันละหนึ่งบทความ

ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคมเป็นต้นมา ผมใช้เวลาวันละ 30 นาที – 120 นาทีที่จะทำ The ONE Thing นี้

แป๊ปๆ นี่ก็เกือบจะครึ่งปีแล้ว เขียนบล็อกไปแล้วถึง 30+28+31+30+31+20 = 170 ตอน (รวมบทความนี้ด้วย)

ซึ่งน่าชื่นใจไม่น้อย และผมก็เริ่มมีลางสังหรณ์ว่าการเขียนบล็อกวันละตอนนี้จะนำพาไปสู่โอกาสและประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิต

ถ้าคุณผู้อ่านรู้สึกว่าตัวเองยังทำอะไรไม่ได้ตามเป้าซักที ลองลดจำนวนเป้าของตัวเองดูมั้ยครับ ยิ่งเหลือได้แค่หนึ่งอย่างได้ยิ่งดี

การมี The ONE Thing ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องละเลยเรื่องอื่นในชีวิตนะครับ

ผมเองก็ยังต้องทำงานเต็มเวลา ยังต้องขับรถรับส่งภรรยา ยังต้องวิ่งหาผู้รับเหมามาต่อเติมบ้านใหม่ที่ (หวังว่า) จะย้ายเข้าปลายปีนี้

แต่การมี The ONE Thing ณ ช่วงเวลาใดก็ตาม ทำให้เราไม่สับสนว่า กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในวันนี้ของเราคืออะไร

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ถ้ามีเวลาว่าง ลองสำรวจดูครับว่าอะไรที่น่าจะเป็น The ONE Thing ที่เราตั้งใจจะให้เวลากับมันทุกวันได้

เมื่อเลือกแล้วก็ลองลงมือทำมันทุกวัน ไม่เว้นแม้วันหยุดราชการ

แล้วคุณจะแปลกใจกับตัวเองครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

วิธีทำให้พนักงานคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ

20150618_SpeakEnglish

ภาษาอังกฤษเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นทุกที การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องที่บริษัทต่างๆ ในเมืองไทยให้ความสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่บริษัทข้ามชาติที่ภาษาอังกฤษของพนักงานก็ย่อมจะดีกว่าค่าเฉลี่ยอยู่แล้ว แต่อาจยังไม่ดีพอที่จะไปโต้ตอบกับฝรั่งหรือแขกอินเดียได้

ผมเองเคยเห็นหลายทีมที่บริษัทพยายามจะกระตุ้นให้ลูกทีมพูดภาษาอังกฤษกัน แต่ไม่ค่อยจะเห็นอันไหนเวิร์คเลย

วิธีที่ใช้กันบ่อยๆ ก็เช่นประกาศว่า ทุกวันศุกร์เป็นวัน English Friday ทุกคนต้องคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ ใครพูดภาษาไทยโดนปรับเงิน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ วันนั้นจะเงียบเป็นพิเศษ ไม่มีใครพูดกับใครเลย กลายเป็นทุกคนสนทนาผ่านแชท/instant messaging แทน

การจะบังคับให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษกันนี่มันยากจริงๆ นะครับ เพราะผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะรู้สึกเขินๆ และเกรงกลัวสายตาคนอื่นจะมองว่ากระแดะหรืออะไรเทือกนั้น

วันนี้ผมมีทางเลือกมานำเสนอครับ

เป็นโปรเจ็คที่ทีมของผมเคยทำสมัยเมื่อ 7 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นผมเป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ต เรามีกันทั้งหมด 8 คน และในทีมก็เห็นตรงกันว่าอยากจะฝึกพูดภาษาอังกฤษให้คล่องขึ้น แต่จะทำยังไงให้มันเวิร์คและไม่ขัดกับจริตพวกเรา

ผมยกหน้าที่นี้ให้เพื่อนในทีมชื่อเอกพงศ์ (ในทีมมีคนชื่อเอกสองคน) แล้วเอกก็เสนอไอเดียที่เรียบง่ายแต่เยี่ยมยอด

โปรเจ็คนี้ชื่อว่า I’m Farang ครับ

อุปกรณ์ที่ใช้มีแค่ชิ้นเดียวคือปฏิทินตั้งโต๊ะที่แปะกระดาษว่า I’m Farang

????

ป้าย I’m Farang ที่ทำจากปฏิทินตั้งโต๊ะ

ป้าย I’m Farang นี้จะหมุนเวียนเปลี่ยนโต๊ะไปทุกวัน วันไหนใครได้ป้ายนี้ไป วันนั้นคนๆ นั้นจะเป็นฝรั่งไปหนึ่งวัน

สมมติว่าวันแรกป้าย I’m Farang อยู่ที่โต๊ะเอก ไม่ว่าเอกจะไปคุยกับใครในทีม หรือใครเดินมาคุยกับเอกที่โต๊ะ ก็ต้องคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ เพราะว่าเอกเป็นฝรั่ง

แต่ถ้าคุยกันไปสักพัก เรื่องมันชักลงลึกขึ้นเรื่อยๆ เริ่มคุยภาษาอังกฤษกันไม่รู้เรื่องแล้ว ก็อนุญาตให้เปลี่ยนภาษา เพราะฝรั่งคนนี้พูดไทยได้นิดหน่อย!

พอหมดวันเอกก็หยิบป้ายฝรั่งไปไว้ให้โต๊ะถัดไป

ทีมผมมี 8 คน แสดงว่าเราทุกคนจะได้เป็นฝรั่งกันอย่างน้อยสองสัปดาห์ครั้ง

ปรากฏว่าโปรเจ็คนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ตลอดช่วงเวลาที่ผมเป็นหัวหน้าทีมเรามีโอกาสพูดภาษาอังกฤษกันทุกวันเพราะป้าย I’m Farang แถมบางคนที่อยู่ทีมอื่น เวลามาคุยกับฝรั่งในทีมเราก็ยังยอมคุยเป็นภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ

แน่นอนว่ามันมีความเสี่ยงคล้ายๆ กับ English Friday ตรงที่อาจไม่มีใครเดินมาคุยกับฝรั่งเลยก็ได้ แต่ปัญหานี้กลับไม่เกิดกับทีมผม เพราะว่าเรามีงานต้องคุยกันตลอด หรือบางทีว่างๆ เดินผ่านโต๊ะฝรั่ง อย่างน้อยเราก็ได้ทักทายกันว่า “เฮ้ฝรั่ง ฮาวอาร์ยู?”

ถ้าให้มานั่งวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ ก็น่าจะมีดังนี้

ปัจจัยแรกคือความ “ขำๆ” ของโปรเจ็คนี้ เพราะคนไทยรักสนุก ไม่ชอบอะไรจริงจัง ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ การใช้วิธี “สวมบทบาท” เป็นฝรั่งหัวดำจึงเข้ากับนิสัยคนไทยเป็นอย่างดี แถมเรายังไม่มีการเก็บแต้มหรือบทลงโทษใดๆ พวกเราจึงเล่นเกมนี้ด้วยความสบายใจ

ปัจจัยที่สองคือคำที่เลือกใช้ – คำว่า I’m Farang มันมีความเป็นกันเองและเฮฮาแฝงอยู่ ถ้าเราไปใช้ป้าย “I speak English only” ความรู้สึกจะเปลี่ยนทันทีและไม่น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเท่า

ปัจจัยที่สามคือคนในทีมภาษาอังกฤษค่อนข้างโอเคอยู่แล้ว การพูดภาษาอังกฤษจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็น แต่ที่ไม่พูดกันเพราะไม่มีตัวกระตุ้นและห่วงสายตาคนอื่นเท่านั้นเอง การทำโปรเจ็คนี้ขึ้นมาก็เหมือนเป็นการดันความรู้สึกให้เลยจุดที่เรียกว่า “ความกระแดะ” ไปแล้ว มันจึงออกมาเป็นความสนุกแทน

ปัจจัยสุดท้ายคือทุกคนในทีมร่วมใจกันที่จะทำให้มันสำเร็จ ทำเล่นๆ ขำๆ ไม่มีวัดผล แค่รู้ว่าเรากำลังทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อทีมร่วมกันอยู่

ผมคงไม่กล้าบอกว่าเกม I’m Farang จะตอบโจทย์ทุกองค์กร แต่ก็มาแชร์เอาไว้เผื่อใครอยากจะลองหยิบไปใช้ดูนะครับ

ป.ล. จริงๆ เรามีอุปกรณ์เสริมอีกชิ้นหนึ่ง แต่ไม่ได้ใช้กันบ่อยนัก มันคือวิกผมสีทองครับ ฝรั่งคนไหนใส่แล้วจะพูดอังกฤษคล่องขึ้นอีก 30%

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings