อยากเป็นศิลปินหรืออยากเป็นคนดัง

ผมได้ฟังรายการ ติดคุย ที่ “พุฒต้าเร” สัมภาษณ์ เจ มณฑล จิรา

เจ มณฑล เคยโด่งดังเป็นพลุแตกจากโฆษณาทเวลฟ์ พลัส โคโลญ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว

เจเคยเป็นทั้งนายแบบและนักแสดง แต่สิ่งที่เขาจริงจังมากที่สุดคือเรื่องดนตรี เคยมีอัลบั้มของตัวเอง เคยไปทัวร์กับวงดนตรีเมืองนอก และเคยเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินหลายคน

ผมเพิ่งรู้จากรายการนี้ว่าเขาคือหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Wonderfruit Festival เทศกาลดนตรีสุดฮิป น้อง Gen Z หลายคนที่ผมรู้จักก็ไปงานนี้กัน

ผมชอบคำตอบในช่วงท้ายๆ ของรายการมากจนอยากจะเอามาบันทึกในบล็อกนี้ (นาทีที่ 52 เป็นต้นไป)

เจ: เราจะคิดไปว่า เรามาเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้เค้า เค้าอาจจะยังไม่เข้าใจตอนนี้ เค้าอาจจะไม่ชอบตอนนี้ แต่ว่าวันนึงเค้าอาจจะเห็นความตั้งใจของเรา ขอแค่เค้าไม่…ภาษาอังกฤษเค้าจะเรียกว่า clear the floor…แต่มันก็มีนะ เมื่อก่อนมีหลายช่วงเลย ที่เราออกไปเป็นดีเจ ตอนแรกคนจะเต็ม เล่นไปซักพักนึงคนจะโล่งเลย…ซึ่งบางครั้งถ้ามันไม่เกิดขึ้น แสดงว่าเราต้องทำอะไรผิด…มันต้อง clear the floor บ้าง ไม่อย่างนั้นแสดงว่าแนวเพลงเรามันอาจจะง่ายไป

ต้า: ความหมายก็คือ ถ้าเล่นแล้วคนยังอยู่ แสดงว่าลิสต์เพลงเราป๊อปไป ง่ายไป คนดูก็เลยยังอยู่ ต้องเล่นให้มันยากขึ้นให้คนเดินหนี (เจ: ใช่!) -ึงบ้ารึเปล่า?

ต้า: นี่แหละเดนตายเลยล่ะ รับรอง

เจ: ก็อย่าท้อสิ เรารู้ว่าถ้าเราเล่นเพลงง่ายๆ เดี๋ยวเค้าก็กลับมา แต่เพลงที่ง่ายน่ะ คนก่อนเรากับคนหลังเราเค้าเล่นอยู่แล้ว

เร: อันนี้คือรายการพื้นที่ชีวิต หรือ RAMA Channel รึเปล่า

เจ: เพราะเราเห็นหลายวงขึ้นเวทีไป พอเค้าลงมา เราถามว่าดีมั้ย? เค้าบอก ‘ไม่ค่อยดีว่ะ energy คนดูเค้าไม่ตาม’ แต่เราถามว่าการแสดงน่ะมันดีมั้ย เค้าบอก ‘ไม่ดีอ่ะ เพราะคนมันไม่ตาม’ – เกี่ยวอะไร มันวัดผิด บางคนจะบอกว่า ‘อ๋อ โคตรดีอ่ะ คนมันโคตรอินเลย’ – ไม่ๆ แต่การแสดงอ่ะ วงเล่นดีรึเปล่า มันคนละเรื่องกันเลย เราถามนักดนตรี กับเราถาม entertainer มันคนละอย่างกัน

ต้า: แต่กูก็ยังไม่บรรลุแบบมัน กูยังไม่กล้าพอที่จะเล่นให้คนหนี

เจ: เราไม่ได้พยายามจะเล่นให้คนหนี แต่เราแค่เห็นว่าสิ่งที่เราอยากจะเล่นน่ะมันอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่เค้าต้องการ

เจ: แต่ว่าตอนหลัง คนที่มา Wonderfruit เค้าจะแบบ ว้าว! ตอนนี้ทำไมมันเป็นสิ่งที่ต้องการแล้วล่ะ…ใช่มั้ย? มันต้องใช้เวลา

เร: ขออีกคำถามนึงสำหรับน้องๆ ที่เค้าอยากเป็นศิลปินมาก อาจจะออกผลงานมาเรื่อยๆ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่เปรี้ยงซักที จะให้กำลังใจเค้ายังไงครับ?

เจ: ก็ต้องดูว่าความสำเร็จที่เค้าต้องการมันคืออะไร – อยากจะดังใช่มั้ย? ถ้าอยากดัง ไปทำคลิป TikTok เต้นไปเต้นมา 15 วิก็พอ ไม่ต้องทำเพลงหรอก…แต่ถ้าอยากเป็นนักดนตรีที่ดี อยู่บ้าน ซ้อมเยอะๆ ฟังเพลงเยอะๆ แค่นั้นแหละ


Seth Godin เป็นหนึ่งในฮีโร่ของผมในการเขียนบล็อก เขาเขียนบล็อกอย่างสม่ำเสมอมา 20 ปีแล้ว

เซธบอกว่าทุกคนสามารถเป็นศิลปินได้ โดยศิลปิน (artist) ในนิยามของเซธ คือคนที่กล้าสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมา อะไรบางอย่างที่มันอาจจะไม่เวิร์ค (something that might not work) แล้วก็แชร์สิ่งนั้นเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมในใจให้กับคนอื่น

ด้วยนิยามแบบนี้ บล็อกเกอร์ก็นับเป็นศิลปินได้เช่นกัน

ผมจึงชอบแนวคิดของเจ มนฑล เป็นพิเศษ เพราะเขาเดินทางในวงการนี้มาหลายสิบปี และเข้าใจแล้วว่าแก่นของการเป็นศิลปินคืออะไร

ศิลปินต้องกล้าที่จะเสี่ยง ต้องกล้าทำอะไรบางอย่างที่มันอาจจะไม่เวิร์ค

ถ้าอยากจะเป็นศิลปินที่ดี ก็จงมุ่งมั่นฝึกปรือฝีมือของเราต่อไป แต่ถ้าอยากเป็นคนดัง มันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น ไม่ต้องเป็นศิลปินก็ได้

ดังนั้น ใครที่เลือกจะเป็น content creator หากงานของเรามันยังไม่ปัง ยังไม่เคยไวรัล ก็อย่าเพิ่งยอมแพ้ ตราบใดที่เจตนาของเราคือการสร้างผลงานที่มีประโยชน์ คือการแบ่งปันสิ่งที่เรามีเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้ผู้อื่น เราก็ควรจะภูมิใจกับตัวเองได้โดยไม่ต้องดูยอดไลค์กำกับ

สิ่งที่เราควรระมัดระวัง คือการโหยหาความยอมรับเสียจนเรายอมลดมาตรฐานหรือปรับแต่งผลงานของเพื่อให้ถูกใจ algorithm ของโซเชียลมีเดียและคนหมู่มาก เพราะเมื่อเราพยายามจะเอาใจคนอื่นเกินไป เราก็จะหลงลืมเหตุผลที่เราเริ่มทำสิ่งนี้ตั้งแต่แรก

งานบางอย่างต้องใช้เวลา บางคนเขาอาจจะยังไม่พร้อมตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ตอนนี้ “เพลง” ของเราอาจจะยังฟังยากสักหน่อย

“เพลงที่ง่ายน่ะ คนก่อนเรากับคนหลังเราเค้าเล่นอยู่แล้ว”

บรรเลงเพลงของเราให้ดีต่อไป แล้ววันหนึ่งจะมีคนเข้าใจเราแน่นอน

หาความรู้แบบสล็อตแมชชีน

ผมมักจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่า เวลาเราหยิบมือถือขึ้นมา เรากำลังมองหาอะไร

แน่นอนว่าบางครั้งก็มีจุดหมายแน่ชัด คือเอาไว้สื่อสารและทำงาน

แต่หลายครั้งเราทำไปเพราะความเคยชิน หรือเพราะคนรอบตัวเล่นมือถือ เราก็เลยต้องหยิบขึ้นมาเล่นบ้างเพื่อหลบหลีกความอึดอัด

เมื่อเข้ามือถือโดยไม่มีจุดหมายแน่ชัด นิ้วโป้งที่ไถไปจึงคล้ายคันโยกบนสล็อตแมชชีน สายตาคอยจับจ้องว่าจะเจอแจ็คพ็อตบ้างหรือไม่

แจ็คพ็อตสำหรับบางคนคือความบันเทิง และสำหรับบางคนคือความรู้

การเข้ามือถือเพื่อความบันเทิงคงไม่ต้องอภิปรายมากนัก มันคงคล้ายกับการดูทีวีสมัยก่อนที่กดไล่ช่องไปเรื่อยๆ จนเจอสิ่งที่น่าสนใจ

แต่การเข้ามือถือเพื่อหาความรู้ ผมว่าเป็นเรื่องน่าพูดคุย

สมัยก่อน ถ้าเราอยากรู้เรื่องอะไร เราก็จะไปถามคนที่รู้เรื่องนั้น หรือเข้าห้องสมุดเพื่อค้นคว้า

คำถามมาก่อน แล้วเราจึงออกหาคำตอบทีหลัง

สมัยนี้ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราอยากรู้เรื่องอะไร เราแค่ไถฟีดไปเรื่อยๆ โดยหวังว่าจะได้อ่าน-ได้ดูบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้เราฉลาดและเข้าใจโลกมากกว่านี้

การอ่านโซเชียลเพื่อได้ความรู้ จึงเป็นการได้คำตอบโดยที่เราไม่ได้ตั้งคำถาม เพราะมีคน (จริงๆ คือ AI) ถามและตอบมาให้แล้วเสร็จสรรพ

วิธีการแบบนี้ก็สะดวกดี แต่ก็มีสิ่งที่ควรระวังอยู่ 2-3 ประการ

หนึ่ง คำตอบที่ได้มามีความสะเปะสะปะ ไม่เป็นองค์รวม ต่อยอดลำบาก คล้ายกับเบี้ยหัวแตกที่เอาไปซื้ออะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้

สอง คำตอบมักจะมาแบบสั้นๆ ย่อยมาแล้วให้เข้าใจง่าย (เพราะยิ่งง่ายคนยิ่งแชร์เยอะ) คำตอบเหล่านี้จึงอาจไม่ได้ทำให้เราลุ่มลึกขึ้นเท่าไหร่ เราอาจกลายเป็นคนที่รู้กว้างแต่ไม่กระจ่างสักอย่างเดียว

สาม เมื่อถูกป้อนคำตอบจนเคยชิน เราอาจสูญเสียความสามารถในการตั้งคำถาม โดยเฉพาะคำถามที่สำคัญสำหรับชีวิต

เมื่อเราไม่อาจเลิกเล่นมือถือได้ง่ายๆ วิธีลดความเสี่ยงที่กล่าวมา คือแทนที่จะหาความรู้แบบสล็อตแมชชีน เราควรหาความรู้แบบอ่านหนังสือพิมพ์

ยุคที่หนังสือพิมพ์เฟื่องฟู เราจะรู้เลยว่าจะเปิดไปหน้าไหนก่อน

อย่างผมถ้าได้ไทยรัฐมา ผมจะหยิบท่อนสองขึ้นมาดูหน้าแรกเพื่ออ่านข่าวกีฬา จากนั้นถ้าอยากดูโปรแกรมหนังก็เปิดสองหน้าจากด้านหลังแล้วอ่านหน้าซ้าย ถ้าอยากอ่านคอลัมน์กิเลน ประลองเชิง (และก่อนหน้านั้นคือมังกรห้าเล็บ) ก็จะอยู่ในหน้าแรกๆ มุมขวาล่าง

หนังสือพิมพ์อีกฉบับที่ผมเคยเป็นแฟนเหนียวแน่น คือมติชนวันอาทิตย์หน้า 14 ที่แนะนำให้ผมรู้จักกับประภาส ชลศรานนท์ ‘ปราย พันแสง บินหลา สันกาลาคีรี เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย และบัวไร

เราสามารถใช้มือถือแบบเดียวกันได้ คือตั้งเป้าก่อนว่าอยากอ่านงานเขียนของใคร แล้วก็เข้าไปที่หน้าของเขาเลย พี่ที่ผมเคารพนับถือคนหนึ่งก็ใช้โซเชียลมีเดียแบบนี้ คือไม่ได้เป็น friend กับใคร แต่จะเข้าเพจของสื่อที่เขาเชื่อมั่นเพื่อติดตามความเป็นไปของโลก

แน่นอนว่าวิธีแบบนี้ย่อมขัดกับความเคยชิน แต่ก็เป็นเทคนิคที่ควรพิจารณา ยิ่งเดี๋ยวนี้ algorithm ชอบส่งอะไรมาเต็ม home feed ไปหมด

ใช้มือถือหาความรู้แบบอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่แบบเล่นสล็อตแมชชีน

เพราะเราไม่ควรปล่อยให้สติปัญญาเติบโตไปตามยถากรรมครับ

ความมีอยู่จริงของแอปเปิลสีเขียว

เมื่อต้นสัปดาห์ครอบครัวผมไปเที่ยวหัวหินกันมา จึงมีเวลาคุยกับลูกๆ เยอะพอสมควร

“ปรายฝน” ลูกสาวคนโตวัย 7 ขวบครึ่ง ยังเป็นเด็กที่ค่อนข้างขี้กลัว และจะกังวลเป็นพิเศษถ้าไม่ได้ทำตามที่ครูสั่งเป๊ะๆ

“ผึ้ง” ภรรยาของผมเลยสอนปรายฝนว่า บางทีคุณครูก็ไม่ได้รู้ไปหมดทุกเรื่อง

“มัมมี่มีเพื่อนคนหนึ่งที่ตอนเด็กๆ ครูสั่งการบ้านให้วาดรูปแอปเปิลและระบายสี

เพื่อนมัมมี่ก็เลยวาดรูปแอปเปิลและระบายสีเขียวมาส่งครู

ปรากฎว่าครูเรียกเพื่อนคนนั้นมาคุย ว่าทำไมถึงระบายแอปเปิลเป็นสีเขียว แอปเปิลต้องเป็นสีแดงต่างหาก”

“แอปเปิลก็มีสีเขียวไม่ใช่เหรอ” ปรายฝนถาม

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว สมัยนั้นแอปเปิลสีเขียวยังไม่ค่อยมีขายในเมืองไทย ครูคนนั้นเลยไม่รู้ว่าแอปเปิลก็มีสีเขียวได้ด้วย”

โลกทัศน์และใจที่ไม่กว้างพอของครูจึงตัดสินให้เรื่องที่ถูกกลายเป็นผิด


ผมพยายามระลึกอดีตว่าเคยเจอสถานการณ์แอปเปิลสีเขียวกับตัวบ้างรึเปล่า แล้วก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง

ตอนอยู่ที่ทำงานเก่า ผมเป็นหนึ่งสมาชิกชมรมดนตรีที่ชื่อว่า TRMG

งานที่ TRMG ตื่นเต้นรอคอยอยากจะแสดงมากที่สุด คืองานเลี้ยงประจำปีของบริษัท

เนื่องจากสมาชิกมีกันยี่สิบกว่าคน เราจึงจัดนักดนตรี/นักร้องเป็นเซ็ต มีประมาณ 6 เซ็ต แต่ละเซ็ตเล่นกัน 6-7 เพลง

เซ็ตสุดท้ายคือเซ็ตที่เล่นปิดงาน เป็นช่วงที่พีคที่สุด ต้องมีแต่เพลงมันๆ แมสๆ เพื่อไม่ให้อารมณ์สะดุด ยกตัวอย่างเช่นเพลง “เพียงกระซิบ” “เล่นของสูง” “โปรดส่งใครมารักฉันที” โดยผมจะได้ร้องนำประมาณ 3-4 เพลง

มีน้องในชมรมเสนอว่าอยากเล่นเพลง “มีแต่เธอ” ของวงพาราด็อกซ์ในเซ็ตปิดงานนี้

ผมไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าเพลงยังไม่แมสพอ ผมเพิ่งได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกในหนัง SuckSeed ห่วยขั้นเทพ ด้วยซ้ำไป

แต่เมื่อน้องๆ ยืนกรานว่าเพลงนี้ดังมาตั้งแต่สมัยเขาเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว ผมก็เลยยอมให้เล่น แต่ก็ขอตัวไม่ร้องเพลงนี้ หนึ่งเพราะว่าไม่อิน สองเพราะไม่เชื่อว่าเพลงมันสนุกพอที่จะอยู่ในเซ็ตสุดท้าย

ในวันงาน พอขึ้นเพลงมีแต่เธอ ปรากฎว่าคนส่วนใหญ่ในงานร้องตามกันได้อย่างเมามัน อารมณ์ร่วมไม่ได้ดร็อปลงจากเพลงอื่นๆ เลย

นึกย้อนกลับไปก็น่าเขกหัวตัวเองที่เกือบทำให้ TRMG ไม่ได้เล่นเพลงสนุกๆ

เขกหัวตัวเองที่เรียกร้องว่าแอปเปิลต้องมีแต่สีแดงเท่านั้น


Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่า

“Your personal experiences make up 0.00000001% of what’s happened in the world, but maybe 80% of how you think the world works.”

หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ คือความอ่อนน้อมถ่อมตนทางปัญญา เราควรพูดให้น้อยลง ฟังให้เยอะขึ้น ไม่เอาประสบการณ์ของตัวเองมาเป็นไม้บรรทัดที่ใช้วัดทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นคุณครูผู้ไม่รู้จักแอปเปิลสีเขียว แม้จะปรารถนาดีเพียงใดก็อาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าสร้างคุณค่า

ในมุมกลับ ถ้าเราเป็นนักเรียนที่เคยเห็นหรือลิ้มลองแอปเปิลสีเขียวมาแล้ว รู้แน่ชัดว่ามันมีอยู่จริง แต่คุณครูของเราเขาอาจไม่เคยเห็นแอปเปิลสีเขียวมาก่อน เราก็ต้องคิดและวางแผนให้ดีว่าจะสื่อสารกับเขาอย่างไรเพื่อให้เขาเปิดใจและให้โอกาสเราครับ

ไม่มีอะไรที่ช้าเกินไป มีแต่เราที่รอไม่ได้เท่านั้นเอง

ผมกับภรรยาเพิ่งพาลูกๆ ไปเที่ยวหัวหินเมื่อวันจันทร์-พุธที่ผ่านมาครับ

เป็นสามวันที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างเต็มที่

“ปรายฝน” ลูกสาววัย 7 ขวบครึ่ง เริ่มมีความคิดความอ่านลึกขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีคำถามที่ผมกับแฟนตอบไม่ได้ เช่นใครสร้างโลก ใครสร้างพระเจ้า

ส่วน “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 5 ขวบครึ่งก็ถามเจื้อยแจ้วตลอดเวลา

หนึ่งในประเด็นที่ใกล้รุ่งชอบถาม คือความเชื่องช้าของทุกอย่างรอบตัว

“ทำไมถึงโรงแรมช้าจัง” (เพิ่งออกจากบ้านมา 20 นาที)

“ทำไมอาหารมาช้าจัง” (เพิ่งสั่งไป 3 นาที)

“ทำไมน้ำเต็มช้าจัง” (เพิ่งเปิดน้ำใส่อ่าง)

ได้ยินบ่อยๆ เข้า ผมก็เลยตอบไปว่า

“มันไม่ได้ช้าเกินไปหรอก แค่ใกล้รุ่งยังรอไม่เป็นเฉยๆ”


Oliver Burkeman เคยกล่าวไว้ในหนังสือ Four Thousand Weeks ประเด็นเรื่องความใจร้อนของคนที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

ห้องกินข้าวที่บริษัทมักจะมีตู้ไมโครเวฟให้พนักงานเอาอาหารมาอุ่นได้

บ่อยครั้งเราจะเห็นว่าหน้าปัดของไมโครเวฟไม่ได้ขึ้นเลข 00:00 แต่ขึ้นเลขหลักหน่วยหรือสิบวินาทีกว่าๆ

นั่นเป็นเพราะว่าคนก่อนหน้าเราเขาหยุดการทำงานไมโครเวฟก่อนที่เวลาที่ตั้งไว้จะหมดลง

ยกตัวอย่างเช่น เขาอาจจะตั้งเวลาอุ่นโจ๊ก 2 นาที พอถึงนาทีที่ 1:53 ก็เปิดตู้หยิบโจ๊กออกมา หน้าปัดเลยโชว์เวลา 00:07

มองมุมหนึ่ง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรอให้ครบเวลาเพราะโจ๊กน่าจะอุ่นพอแล้ว

แต่มองอีกมุมหนึ่ง อาจเป็นเพราะเขารออีก 7 วินาทีไม่ไหว

อีกตัวอย่างที่ Burkeman พูดถึงในหนังสือ ก็คือเราจะหงุดหงิดมากหากเว็บโหลดช้า

เว็บไหนที่ใช้เวลาเกิน 3 วินาทีเพื่อจะโหลด คนไม่น้อยจะปิดหน้านั้นทิ้งไปเลย

เราไม่มีปัญหากับการรอจดหมาย 3 วัน (หรือนานกว่านั้น) แต่เราหงุดหงิดเหลือเกินกับการรอเว็บโหลด 3 วินาที

เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างรวดเร็วและสะดวกขึ้นก็จริง แต่ความคาดหวังของคนเราวิ่งไปเร็วกว่าเทคโนโลยีเสียอีก

เหมือนสมการความสุขที่บัญญัติไว้ว่า

ความสุข = ความจริง – ความคาดหวัง

ไม่ว่าความจริงจะดีเพียงใดก็ตาม หากความคาดหวังยังสูงกว่าความจริง เราจะมีความสุขไม่ได้เลย


ในฐานะ HR ผมได้รับโอกาสไปบรรยายหรือร่วมเสวนาอยู่เนืองๆ

ตอนท้ายรายการ พิธีกรมักจะถามผมว่ามีคำแนะนำอะไรสำหรับเด็กรุ่นใหม่มั้ย

หนึ่งในคำตอบที่ผมให้อยู่บ่อยๆ ก็คือ “จงเป็นคนที่รอได้”

เพราะเด็กรุ่นใหม่โตมากับมือถือและ 4G อยากหาอะไร อยากซื้ออะไรก็ได้ทันที กล้ามเนื้อการรอคอยเลยไม่ค่อยได้รับการบำรุง

วัยรุ่น Y2K อย่างผมเกิดทันยุคที่คนยังเขียนโปสท์การ์ดหากัน ยังส่งข้อความผ่านแพ็คลิงค์ เริ่มหัดใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโมเด็ม 56K ดังนั้นจึงคุ้นเคยกับการรอคอยเป็นอย่างดี แม้ระยะหลังจะอ่อนซ้อมไปบ้างแต่ก็ยังมีวิชานี้ติดตัว

เมื่อเราเป็นคนที่รอได้ เราจะอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ แล้วเวลาจะได้สำแดงคุณค่าแห่งประโยชน์ทบต้น

เพราะสิ่งดีๆ นั้นใช้เวลาเสมอ – Good things take time.

ทุกอย่างในชีวิตจึงใช้เวลาอย่างที่มันควรจะเป็น

ไม่มีอะไรที่ช้าเกินไป มีแต่เราที่รอไม่ได้เท่านั้นเอง

อย่าเข้าข้างตัวเองเกินไป

คนจำนวนไม่น้อยน่าจะตกอยู่ในวังวนนี้

เมื่อทำอะไรล้มเหลว เรามักจะโทษความโชคร้าย

เมื่อทำอะไรสำเร็จ เราจะบอกว่าเป็นฝีมือของเราเอง

แต่เอาเข้าจริง ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวมีทั้งโชคและฝีมือเป็นปัจจัย

บางคนทำถูกทุกอย่าง แต่จังหวะเวลาไม่เป็นใจก็อาจไม่ปัง

บางคนทำเหมือนคนแรก แต่อยู่ถูกที่ถูกเวลาก็รุ่งโรจน์ได้อย่างไม่คาดฝัน

สิ่งที่ควรระวัง คืออย่าเข้าข้างตัวเองเกินไป ว่าที่เรามาถึงจุดนี้ได้เพราะความเก่งกาจของเราล้วนๆ

เพราะมันจะทำให้เรากำเริบเสิบสาน อัตตาเปี่ยมล้น เราจะกลายเป็นคนไม่น่ารักโดยไม่รู้ตัว

เมื่อไหร่ที่เราสำเร็จ ให้ชื่นชมตัวเองในความพยายาม และให้ขอบคุณอะไรบางอย่างที่เปิดทางให้งานของเราออกดอกออกผลครับ