วิธีทำให้ชีวิตยืนยาว

20160105_LongLife

เมื่อคืนวันสิ้นปี 2558 ผมถามแฟนว่ามีอะไรเป็นไฮไลท์สำหรับปีที่ผ่านมาบ้าง

แฟนผมคิดอยู่แป๊บนึงแล้วก็ตอบว่า เที่ยวยุโรป มีลูก แล้วก็ย้ายเข้าบ้านใหม่

คราวนี้เธอถามผมกลับบ้าง ผมก็คิดอยู่ซักพักก่อนจะตอบว่า เที่ยวยุโรป มีลูก ย้ายเข้าบ้านใหม่ แล้วก็เขียนบล็อก

แฟนทักท้วงว่าผมลอกกันนี่ เพราะตอบเหมือนเธอเป๊ะยกเว้นเรื่องเขียนบล็อก

ผมพยายามคิดเพิ่มว่ามีเรื่องอะไรอีกมั้ยที่เป็นไฮไลท์ในปี 2015 ที่ผ่านมา ก็คิดออกอีกว่าช่วงสงกรานต์ผมกับแฟนไปพักโรงแรมมารีน่าภูเก็ตรีสอร์ท โรงแรมสวยมาก กินอยู่อย่างราชา และได้ทำตัวขี้เกียจแบบสุดๆ ครั้งหนึ่งในชีวิต

นอกจากห้าเรื่องนี้ ผมก็คิดไฮไลท์อย่างอื่นไม่ออกแล้ว

คุณล่ะครับ ปีที่แล้วมีไฮไลท์อะไรบ้าง ลองใช้เวลานึกซัก 30 วินาที…

—–

ช่วงหยุดปีใหม่ ผมได้อ่านบทความใน Medium ชื่อว่า How to Time Travel ที่เขียนโดย Brian Chesky CEO ของ Airbnb เว็บที่เปลี่ยนห้องว่างในบ้านให้กลายเป็นโรงแรม (ใครไม่เคยใช้ Airbnb ขอบอกเลยว่าต้องลอง)

ไบรอันพูดถึงนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่ชื่อว่าชาร์ลี

“Brian, I travel because it makes my life seem longer.”

“ไบรอัน ผมชอบเดินทางเพราะว่ามันทำให้ชีวิตดูยืนยาวขึ้น”

ไบรอันก็งงว่าการเดินทางมันเกี่ยวอะไรกับชีวิตยืนยาว ชาร์ลีเลยอธิบายต่อว่า

“When I am on my death bed, I want to look back at my life, and have all these vivid memories. I want them to be full and different every single day.”

“ในชั่วโมงสุดท้ายของชีวิต ตอนที่ผมย้อนระลึกเรื่องราวต่างๆ ผมอยากจะเห็นภาพที่ทุกวันแตกต่าง เต็มอิ่ม และเจิดจรัส”

ไบรอันฟังแล้วก็คิดได้ว่า ตอนเด็กๆ เขาเคยต้องนั่งรถบัสไปโรงเรียนปีละ 200 วันเป็นเวลาถึง 10 ปี รวมกันแล้ว 2,000 วัน แต่วันเหล่านั้นแทบไม่มีอะไรให้จดจำเลย ภาพทุกอย่างเบลอรวมกันหมด

แต่ไบรอันก็จำได้อีกว่า ในช่วงวัยเด็ก ทุกๆ ปีไบรอันจะได้ไปเที่ยวต่างเมืองกับครอบครัวปีละครั้ง แต่ละครั้งก็เที่ยวต่างที่กันไป ไม่ว่าจะเป็น เซนต์หลุยส์ ดัลลาส บัลติมอร์ ชิคาโก ซีแอตเติล และไบรอันก็จำวันเวลาเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

แล้วไบรอันก็ได้ข้อสรุปว่า

My life is longer because of the journeys I have taken.

ชีวิตของผมดูเหมือนจะยืนยาวขึ้นเพราะการได้เดินทาง

และ

Repetition doesn’t create memories. New experiences do.

อะไรก็ตามที่ทำซ้ำๆ มันไม่ได้สร้างความทรงจำหรอกนะ ประสบการณ์แปลกใหม่ต่างหากที่จะสร้างความทรงจำให้กับคุณ

—–

ปีที่แล้วอะไรเป็นไฮไลท์ของคุณบ้างครับ?

ถ้าคุณเป็นเหมือนผมกับแฟน ชาร์ลี และไบรอัน ไฮไลท์ของคุณน่าจะเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ เช่นการไปเที่ยวต่างจังหวัด เที่ยวต่างประเทศ หรือการได้ลองเล่น-ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ

แต่ถ้าปีที่แล้วคุณไม่ได้ไปไหนเลย วันๆ อยู่แต่กับที่ทำงานและเสาร์อาทิตย์อยู่กับบ้าน ก็อาจจะไม่มีอะไรที่เป็นไฮไลท์มากนัก

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะคุณอาจจะชอบแบบนี้ก็ได้

แต่อีกยี่สิบปีต่อจากนี้ เมื่อคุณมองย้อนกลับมา 365 วันในปี 2558 ก็อาจจะรู้สึกเหมือนแค่ 1 วัน

แต่ถ้าปี 2559 นี้ คุณอยากให้ชีวิตมีเรื่องราวกว่าเดิม แตกต่างกว่าเดิม และเจิดจรัสกว่าเดิม ก็อาจจะต้องสร้างความทรงจำใหม่ๆ ดูบ้าง

เล่นเฟซบุ๊ค คงไม่ช่วยสร้างความทรงจำใหม่ๆ แน่ๆ

เล่นเกมออนไลน์ ก็คงไม่ช่วย

เดินห้าง ก็คงไม่ช่วย

หรือแม้กระทั่งอ่านบล็อกนี้ ก็คงไม่ช่วย

ไปในที่ที่ไม่เคยไป ทำอะไรที่ไม่เคยทำ ฟังอะไรที่ไม่เคยฟัง ลองอะไรที่ไม่เคยลอง

แล้วปี 2559 นี้ อาจจะยาวนานกว่าปีที่ผ่านๆ มาครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Medium: How to Time Travel by Brian Chesky 

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

เอาชีวิตคุณคืนมาด้วย Time Blocking

20151227_TimeBlocking

โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่าเราทำงานวันละ 8 ชั่วโมงก็เกินจะเพียงพอแล้ว ถ้าชั่วโมงเหล่านั้นเป็น “ชั่วโมงคุณภาพ”

แต่ถ้าชั่วโมงของคุณไร้คุณภาพ ต่อให้อยู่ออฟฟิศ 12 ชั่วโมงก็อาจจะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอยู่ดี

เมื่อทำงานอย่างเต็มที่ 8 ชั่วโมง เราสามารถจะเอาเวลาที่เหลือไปใช้สำหรับการชาร์จแบตด้วยการพักผ่อน และทำเรื่องหย่อนใจ

แต่สิ่งที่เรามักจะเจอก็คือ “เวลาของเราถูกปล้น” ซึ่งก็อาจจะเป็นคำที่แรงไปนิด แต่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

เช่นคุณกำลังทำงานอยู่ แล้วเพื่อนร่วมงานเข้ามาถามงาน ตอนแรกคิดว่าจะใช้เวลาแค่สามนาที แต่ไปๆ มาๆ ใช้เวลาไปสามสิบนาที กว่าคุณจะตั้งสติกลับมาทำงานชิ้นเดิมได้ก็ลำบากเอาการ

หรือคุณโดนเชิญไปประชุมที่ไม่เห็นความจำเป็นต้องเข้า คุณก็เลยต้องนั่งทนอยู่ในการประชุมนั้นหนึ่งชั่วโมงโดยที่ไม่ได้อะไรขึ้นมา

หรือเย็นนี้คุณกะจะไปออกกำลังกายตามปณิธานที่ตั้งไว้ตอนปีใหม่ แต่เพื่อนก็ดันชวนไปกินบุฟเฟ่ต์ลดราคา

หรือคุณตั้งใจจะเขียนบล็อกคืนนี้ แต่กลับถึงบ้านแล้วลูกดันร้องโยเย คุณก็ต้องอุ้มลูกจนถึงเที่ยงคืน กว่าลูกจะสิ้นฤทธิ์คุณก็แทบจะสิ้นใจเช่นกัน

ฝรั่งมีคำพูดว่า If you don’t set your own priorities, someone else will – ถ้าคุณไม่กำหนดว่าอะไรสำคัญในชีวิตคุณ คนอื่นก็จะกำหนดให้คุณเอง

นั่นหมายความว่าชีวิตของคุณจะขึ้นตรงกับความต้องการของคนอื่นอยู่เสมอ

ซึ่งไม่น่าจะดีกับสุขภาพใจและกาย

รวมถึงเป็นการปล่อยให้ความฝันของเราตายไปอย่างช้าๆ ด้วย

ดังนั้น หนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้เราสามารถดึงเวลากลับมาได้ คือการทำ Time Blocking ครับ

ปกติเวลาทำงาน เรามักจะใช้โปรแกรมอย่าง Outlook ในการจัดการอีเมล์และการประชุม

Time Blocking ก็คือการ “นัดประชุมกับตัวเราเอง”

เช่นถ้าคุณมีโปรเจ็คสำคัญต้องทำให้จบภายในสัปดาห์นี้ คุณก็บล็อกเวลาสามชั่วโมงแรกของวันตลอดทั้งสัปดาห์เพื่อจะทำงานชิ้นนี้ และไม่รับ invitation เพื่อไปเข้าการประชุมไหนที่ชนกับช่วงเวลาเหล่านี้

หรือถ้าคุณคิดจะออกกำลังกายสัปดาห์ละสามวันหลังเลิกงาน คุณก็บล็อกเวลาเหล่านั้นเอาไว้ ถ้าเพื่อนมาชวนไปกินบุฟเฟ่ต์คุณก็ต้องปฏิเสธไปเพราะถือว่า “มีนัดแล้ว” หรือไม่อย่างนั้นก็ขอให้เพื่อนเลื่อนไปกินวันที่เราไม่ได้ออกกำลังกายแทน

และถ้าคุณมีไซด์โปรเจ็คที่ทำนอกเวลางานอย่างการเขียนบล็อกหรือริเริ่มขายของออนไลน์ ก็ควรจะสื่อสารให้คนที่บ้านทราบ ว่าช่วงเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมงนี้ จะขอทำงานที่มีความหมายกับคุณ

Time Blocking เป็นเรื่องที่ simple แต่ไม่ easy

อาจจะต้องผ่านความลำบากใจเวลาที่ต้องปฏิเสธเพื่อนร่วมงานหรือคนในครอบครัว

แต่ในระยะยาวแล้ว ผมเชื่อว่ามันจะส่งผลดีอย่างยิ่งครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

 

ใช้ Chrome แล้วชีวิตดี๊ดี

20151121_Chrome

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อคนที่ยังใช้ Internet Explorer (หรือ Safari) เป็นบราวเซอร์สำหรับการท่องเน็ตอยู่ครับ

เป้าหมายคือโน้มน้าวให้คุณมาลองใช้ Chrome ซึ่งเป็นบราวเซอร์จากกูเกิ้ล เพราะผมเชื่อว่า ถ้าได้ลองใช้แล้วจะติดใจจนไม่อยากกลับไปใช้บราวเซอร์ยี่ห้อเดิมๆ อีกแล้วครับ

ข้อดีของโครมที่ผมเห็นชัดๆ มีอยู่สามข้อ

1. ความเร็ว โครมจะทำงานได้เร็วกว่า IE อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโปรแกรมหรือการโหลดข้อมูล

2. Incognito Mode ถ้าเปิดโครมขึ้นมาแล้วกด Ctrl+Shift+N มันจะเปิดโครมในโหมด Incognito ซึ่งแปลว่าไม่เปิดเผยนาม หมายความว่ามันจะไม่จำอะไรไว้เลยไม่ว่าจะเป็น username/password หรือเว็บที่เราเข้า

สถานการณ์ที่โหมดนี้เหมาะมากก็เช่นเวลาใครจะมาขอยืมใช้คอมของเราเพื่อเช็คเมล์หรือเข้าเฟซบุ๊ค แทนที่เราจะต้องล็อกเอาท์ (log out) แอคเค้าท์ของเรา เราสามารถเปิดโครมในโหมดอินค็อกนิโต้และเขาก็จะสามารถล็อกอินได้เลย

อีกสถานการณ์หนึ่งที่มีประโยชน์พอกันก็คือเวลาเราจะไปใช้คอมคนอื่นหรือคอมสาธารณะ เราก็เปิด Incognito โหมดขึ้นมาใช้ พอใช้เสร็จก็ปิดมันซะ เราก็จะไม่ทิ้ง username/password อะไรเอาไว้ในเครื่องของเพื่อนเราครับ

3. Extensions ผมถือว่า Extensions เป็นจุดแข็งที่สุดของโครม เพราะมันทำหน้าที่เหมือนแอพในมือถือ ช่วยให้เราทำอะไรหลายๆ อย่างง่ายขึ้นมาก

อ้อ Extensions นี้มีแต่เฉพาะโครมใน PC / MacBook นะครับ ไม่มีในมือถือ

วิธีการจะลง Extensions ก็แค่ไปที่ Chrome Web Store  แล้วก็เสิร์ชหาโปรแกรมที่ต้องการได้เลย

Extensions ที่ผมใช้เป็นประจำ เรียงตามตัวอักษร มีดังนี้

Clearly
มีประโยชน์มากเวลาเจอบทความอะไรที่อยากปริ๊นท์หรือเซฟเอาไว้อ่านแต่ไม่อยากให้มี side bar หรือ โฆษณาต่างๆ ติดมาด้วย แค่คลิ้กขวาไปที่หน้าที่เราต้องการแล้วเลือก Clearly ก็จะได้บทความสะอาดๆ ฟอนท์ขนาดพอเหมาะ อ่านสบายตาสุดๆ ครับ

This slideshow requires JavaScript.

Evernote Web Clipper

หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับ Evernote กันดีอยู่แล้ว ส่วน Evernote Web Clipper นั้นเป็น Extensions ที่ช่วยให้เรา “ตัดเก็บ” สิ่งที่เราพบเจอเวลาเปิดเว็บต่างๆ ลงใน Evernote ได้อย่างรวดเร็วครับ

เวลาเจออะไรที่อยากจะเก็บเก็บเอาไว้ ผมก็แค่คลิ้กขวาแล้วเลือก Evernote Web Clipper ซึ่งมันจะให้เราเลือกได้ว่าจะคลิปทั้งหน้า เก็บเฉพาะ URL เลือกเฉพาะบางส่วนมาเก็บก็ได้

This slideshow requires JavaScript.

goo.gl URL Shortener
เป็น URL shortener คล้ายๆ bit.ly ที่ช่วยแปลง URL ยาวๆ ให้เหลือสั้นนิดเดียว  ข้อดีของ goo.gl URL Shortner ก็คือกดปุ่มเดียวมันก็จะ generate URL ขนาดสั้นมาให้แล้วก็ก๊อปปี้ให้โดยอัตโนมัติ เราแค่กด Ctrl+V เพื่อ paste ได้เลย

2015-12-22_233258

Kill News Feed
อันนี้แนะนำสำหรับพวกที่ติด Facebook ขนาดหนัก แค่ Enable ตัวนี้พอเราเข้าไปใน Facebook ก็จะไม่เห็นข่าวอะไรใน Newsfeed เลย แต่ยังกดดู message / notifications หรือเข้าหน้าอื่นๆ ได้ตามปกติ

2015-12-22_231039

Minimal EN-TH-EN Dictionary
อันนี้ผมก็ใช้บ่อยมาก แปลไทยเป็นอังกฤษ อังกฤษเป็นไทยได้ เวลาเราอ่านเจอคำที่เราไม่เข้าใจก็แค่ดับเบิ้ลคลิ้กคำนั้นแล้วมันก็จะหาคำแปลให้เลย

This slideshow requires JavaScript.

Save to Pocket
ผมใช้แอพ Pocket ในการเซฟบทความเอาไว้อ่านทีหลัง (Android  / iOS) เวลาเจอบทความอะไรน่าสนใจ ก็แค่คลิ้กขวาแล้วเลือก Save to Pocket ก็จะได้บทความไว้อ่านบนมือถือแล้ว

This slideshow requires JavaScript.

Speed Dial [FVD]
อันนี้เป็น Speed Dial ให้เราเข้าเว็บที่เราเข้าบ่อยๆ ได้เร็วขึ้น (ทำหน้าที่คล้ายๆ บุ๊คมาร์คแต่ดูง่ายกว่า)

2015-12-22_233610.jpg

—–

พนักงานออฟฟิศสมัยนี้ต้องใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมวันละหลายชั่วโมง และในจำนวนชั่วโมงเหล่านั้นก็อาจต้องเปิดบราวเซอร์เกินกว่าครึ่ง

ดังนั้นถ้าเราเลือกบราวเซอร์ที่ดี และใช้มันได้อย่างคุ้มค่า ก็จะทำให้ประสบการณ์การท่องอินเตอร์เน็ตของเราดีขึ้นและทำงานได้เร็วขึ้นไม่มากก็น้อยครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ภาพจากจอคอมของผู้เขียน

ทำงานให้ดีขึ้นด้วย Kanban Board

20151215_KanbanBoard

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คอนเซ็ปต์ที่มาแรงในหมู่นักพัฒนาซอฟท์แวร์คือเรื่องของ Agile Methodology

Agile แปลว่ารวดเร็วว่องไว และ Agile Methodology คือปรัชญาการทำงานที่เน้นให้เราผลิตซอฟท์แวร์ออกมาให้ไวๆ เพื่อรับมือกับโลกที่หมุนเร็วขึ้น

สิ่งที่มากับอาไจล์ก็คือหลักวิธีปฏิบัติบางอย่างที่ผมเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์แม้กับบริษัทที่ไม่ได้ผลิตซอฟท์แวร์

เลยอยากจะมาแชร์สองเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนทำงานทุกคนครับ

วันนี้ขอคุยเรื่องแรกก่อน – Kanban Board – กันบันบอร์ด

กันบัน (กันบัง / คันบัน อ่านได้หลายแบบ) เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า visual signal หรือ card เทคนิคนี้เกิดขึ้นในโตโยต้าตั้งแต่ทศวรรษ 1940 

อุปกรณ์ที่ใช้คือแผ่น post-it แล้วก็ไวท์บอร์ดหรือบอร์ดอะไรก็ได้ที่ตีตารางแบ่งงานเป็น Phase แล้ว ตัวอย่างเหมือนในรูปด้านบนครับ (To Do / Doing / Done)

ในบริษัทซอฟท์แวร์ เฟสของงานก็อาจจะเป็น Backlog / Development / Testing / Done

ซึ่งคุณสามารถปรับเปลี่ยนเฟสให้ตรงตามเนื้องานที่เกิดขึ้นจริงครับ

เพื่อจะให้เห็นภาพง่ายสุด ผมขอยกตัวอย่าง Kanban Board ที่คุณ William Pietri แชร์ให้ฟังใน Quora นะครับ

คุณวิลเลี่ยมบอกว่าที่บ้านของเขานั้น กันบันบอร์ดจะมีทั้งหมด 5 เฟสคือ Backlog / On deck / Doing / On Hold / Done

จากนั้นเราก็กำหนดว่าในแต่ละเฟสจะให้ใส่งานลงไปได้กี่ชิ้น

สำหรับวิลเลี่ยม เขาตั้งกฎสำหรับตัวเองไว้ว่า On Deck มีงานได้ไม่เกิน 6 ชิ้น Doing มีได้ไม่เกิน 3 และ On Hold ก็ใส่ได้ไม่เกิน 3 ชิ้นเช่นกัน (ส่วน Backlog กับ Done ไม่มีลิมิตเพราะเป็นขาเข้ากับขาออก)

ความเจ๋งของกันบันบอร์ดก็คือมันทำช่วยให้เรารู้ว่า ช่วงนี้เราควรโฟกัสงานอะไรบ้าง

ถ้างานชิ้นนั้นยังไม่ได้ On Deck เราก็จะไม่คิดถึงมัน

ถ้างานชิ้นนั้นไม่ได้อยู่ในคอลัมน์ Doing เราก็จะยังไม่ทำมัน

แลถ้าคอลัมน์ Doing มีงานครบ 3 ชิ้นตามลิมิตแล้ว เราก็จะไม่เอางานชิ้นอื่นเข้ามาอยู่ในคอลัมน์ Doing นี้จนกว่าจะเคลียร์งานอย่างน้อยหนึ่งชิ้นใน Doing ให้เสร็จแล้วย้ายไปอยู่ Done เสียก่อน

แต่ถ้ามีงานบางงานมันเร่งรีบจริงๆ เราก็อาจจะย้ายงานที่อยู่ใน Doing บางงานไปอยู่ใน On Hold (ซึ่งก็มีได้ไม่เกิน 3 ชิ้นเช่นกัน)

วิธีนี้จะจำกัดให้งานที่เราถืออยู่ ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งมีไม่เกิน 3 ชิ้นเท่านั้น

ซึ่งนั่นก็จะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะเลย เพราะไม่ต้องมานั่งตัดสินใจหลายทีว่าวันนี้จะทำอะไรดีนะ

ย้ำอีกทีนะครับว่าเรามีสิทธิ์กำหนดได้เองเลยว่าจะมีเฟสอะไรบ้าง และในแต่ละเฟสจะมีงานได้กี่ชิ้น เพราะงานของทุกคนต่างกันอยู่แล้ว

ตอนนี้ที่ออฟฟิศผมมีคนใช้กันบันบอร์ดกันเพียบ ทั้งใช้สำหรับงานของตัวเองและจัดการงานของทีม

ถ้าอ่านแล้วเห็นว่าน่าสนใจ ลองศึกษาเพิ่มเติมใน Youtube ได้นะครับ ผมเลือกมาสองตัวที่เห็นว่ามีคนดูเยอะๆ และยาวไม่เกินห้านาทีครับ

ตอนถัดไป ผมจะพูดถึงอีกเทคนิคนึงของ Agile Methodology ครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: William Pietry’s answer to What are some uncommon ways to work smarter instead of harder? 

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

 

กฎ 10/20/30 ของการทำสไลด์

201512006_102030Rule

สวัสดีครับ วันนี้มีเทคนิคดีๆ จาก Guy Kawasaki ครับ

คุณกายคาวาซากิเคยทำงานเป็น Chief Evangelist ของ Apple มาก่อน

คำว่า Evangelist ในความหมายเดิมคือผู้ที่ออกไปพูดโน้มน้าวผู้คนให้เปลี่ยนมานับถือศานาคริสต์

ดังนั้น คงจะพอเดาได้ว่า หน้าที่ของกายคาวาซากิในตำแหน่ง Chief Evangelist ก็คือการเผยแพร่ “ศาสนาแอปเปิ้ล” นั่นเอง

ลองอ่านประวัติเขาเต็มๆ ได้บน LinkedIn ครับ

—–

นอกจากจะทำงานประจำแล้ว คุณกายคาวาซากิยังเป็น Venture Capitalist อีกด้วย

Venture Capitalist หรือ VC คือคนที่ถือเงินและมองหาการลงทุนในกิจการที่น่าสนใจ โดยเจ้าของกิจการก็จะไปเสนอรายละเอียดธุรกิจ (pitch) ให้กับ VC และถ้า VC ถูกใจก็จะร่วมลงทุน และร่วมเป็นเจ้าของ ยกตัวอย่างเช่น Wongnai ที่ได้ทุนจาก VC ของญี่ปุ่นเมื่อสองปีที่แล้วเป็นต้น

กายคาวาซากิบอกว่า เขาต้องเข้าฟังการ pitch จากเจ้าของกิจการมากมาย และการพิทช์ส่วนใหญ่ก็ทำให้เขา “สูญเสียการได้ยินและการมองเห็น” ไปเพราะว่าสไลด์ที่เจ้าของกิจการใช้มันไม่เวิร์คเอาซะเลย

เขาเลยขอเสนอกฎที่ชื่อว่า 10/20/30 สำหรับการทำ Powerpoint* ครับ

กฎ 10/20/30 แตกเนื้อหาออกได้ดังนี้

สไลด์ควรจะยาวไม่เกิน 10 หน้า
ความยาวของการพรีเซ็นต์ไม่เกิน 20 นาที
ใช้ขนาดฟอนท์ 30 พ้อยท์ขึ้นไป

อ่านรายละเอียดเต็มๆ ได้ในบล็อกที่เขาเขียน** แต่ผมขอสรุปหลักการและเหตุผลมาให้ฟังก็แล้วกันนะครับ

10 สไลด์
กายคาวาซากิบอกว่า ในการประชุมหนึ่งครั้ง คนเราไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้มากกว่า 10 เรื่องหรอก สไลด์สิบแผ่นที่ผู้ร่วมลงทุนอย่าง Venture Capitalist สนใจที่จะเห็นจากเจ้าของธุรกิจอย่างคุณก็คือ

1. ปัญหา (Problem)
2. ทางออกที่ธุรกิจคุณจะสร้างให้ (Your solution)
3. ธุรกิจของคุณจะทำเงินยังไง (Business Model)
4. เทคโนโลยีที่จะใช้ (Underlying magic / technology)
5. การตลาดและการขาย (Marketing & Sales)
6. คู่แข่ง (Competition)
7. ทีมงาน (Team)
8. คาดการณ์ยอดขาย/จำนวน users และหมุดหมายสำคัญของบริษัท เช่นปีหน้าจะมีรายได้เท่าไหร่ จะมีผู้ใช้งานครบล้านคนเมื่อไหร่ ฯลฯ (Projections & milestones)
9. สถานะและสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ (Status & Timeline)
10. บทสรุปและสิ่งที่อยากให้ผู้ฟังทำ (Summary and call to action)

แน่นอน พวกเราส่วนใหญ่คงไม่มีโอกาสได้ทำ pitching กับเหล่า Venture Capitalists ดังนั้นเนื้อหาของสไลด์ย่อมต้องแตกต่างกันไป และจำนวนสไลด์อาจจำเป็นต้องมากกว่า 10 สไลด์

แต่ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะระลึกไว้เสมอว่าคนฟังไม่สามารถจะเรียนรู้เรื่องอะไรได้มากมายนักในการพรีเซ้นท์แค่ครั้งเดียว ดังนั้นจงอย่ายัดอะไรลงไปมากเกินความจำเป็นครับ

ความยาวไม่เกิน 20 นาที
แม้จะมีเวลาในการประชุมถึงหนึ่งชั่วโมง เนื้อหาที่เราพูดก็ไม่ควรเกิน 20 นาที แล้วเอาเวลาที่เหลือใช้ไปกับการซักถามและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากกว่า

อีกอย่างเราไม่ได้มีหนึ่งชั่วโมงจริง เพราะบางคนก็เข้าประชุมสาย บางคนก็ต้องออกก่อน บางทีก็เจอปัญหาทางเทคนิคทำให้ล่าช้า เพราะฉะนั้นจงพูดแต่เรื่องที่มีความสำคัญเท่านั้น ถ้าเราพูดได้เนื้อหาครบถ้วนในเวลา 20 นาที คงไม่มีใครบ่นหรอกครับว่าเราพูดสั้นเกินไป

ขนาดฟอนท์ 30 พ้อยท์
บ่อยครั้งเหลือเกินที่กายคาวาซากิเจอสไลด์ที่ใช้ฟอนท์ไซส์ 10 ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะเกิดจากสองสาเหตุ หนึ่งคือคนพูดนำเสนอคิดว่ายิ่งมีเนื้อหาเยอะๆ ยิ่งทำให้ดูน่าประทับใจ (ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย) สองก็คือคนพูดไม่ได้เข้าใจสิ่งที่จะพูดดีพอ เลยต้องเอาเนื้อหามายัดลงในสไลด์แล้วอ่านตาม ซึ่งถ้าผู้ฟังรู้สึกว่าผู้พูดอ่านสไลด์เมื่อไหร่ ผู้ฟังก็จะหยุดฟังแล้วก็อ่านสไลด์เองเลยเพราะเร็วกว่ากันเยอะ

การใช้ฟอนท์ขนาด 30 จะเป็นการบังคับให้ผู้พูดต้องทำการบ้านมาอย่างดีว่าจะหยิบคำอะไรขึ้นมาใส่ในสไลด์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเมื่อเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสไลด์ ผู้พูดก็จะต้องเตรียมตัวฝึกซ้อมมาอย่างดีไปโดยปริยายครับ

อ้อ แล้วถ้าฟอนท์ 30 มันใหญ่เกินกว่าเราจะรับได้จริงๆ กายคาวาซากิก็ให้สูตรคำนวณขนาดฟอนท์มาด้วยนะครับ โดยบอกว่าให้เราลองดูซิว่าคนที่แก่ที่สุดในกลุ่มผู้ฟังอายุเท่าไหร่ แล้วเอาอายุนั้นหารสอง เช่นถ้าเราต้องพูดคุยกับคนในทีมที่อายุไม่เกิน 30 ปี การใช้ฟอนท์ไซส์ 15 ยังพอรับได้ แต่ถ้าคุณต้องไปนำเสนอให้กับท่านซีอีโออายุ 52 ปี ก็ไม่ควรใช้ฟอนท์ไซส์เล็กกว่า 26 pts ครับ (สงสารท่านบ้างเถอะ)

—–

ใครที่อยากอ่านบล็อกตอนอื่นๆ เกี่ยวกับการทำ Presentation ขอเชิญอ่านได้ที่นี่ครับ

8 วิธีบอกลา Powerpoint ห่วยๆ 
เหตุผลที่ Amazon ไม่ใช้ Powerpoint ในการประชุม
จะทำสไลด์ อย่าเปิด Powerpoint

—–

* แม้กายคาวาซากิจะเป็นสาวกแอปเปิ้ลเต็มตัว แต่เขากลับพูดถึง Powerpoint ของ Windows แทนที่จะเป็น Keynote ของ Apple นั่นคงเป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่ยังใช้ Windows อยู่นั่นเอง

** ผมอ่านเจอกฎ 10/20/30 จากหนังสือ Enchantment ก่อนจะมาเจอเขาพูดเทคนิคนี้อย่างละเอียดในหนังสือ The Art of the Start (ศิลปะแห่งการทำ Startup)

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Guy Kawasaki’s Blog: The 10/20/30 Rule of Powerpoint
ขอบคุณภาพจาก Wikimedia 

Banner468x60ver1.jpg