กฎ 40% ของหน่วย SEAL

20160704_40percent

วันนี้มีเรื่องน่าสนใจจากเว็บ Bigthink.com มาเล่าให้ฟังครับ

มาจากบทความชื่อ Navy SEALs Have a ’40 Percent Rule’ and It’s the Key to Overcoming Mental Barriers เขียนโดย Jesse Itzler

ผมเองเคยแต่ได้ยินว่าหน่วย SEAL นี่เป็นทหารขั้นเทพมากๆ พอมาหาข้อมูลเพิ่มเติมถึงรู้ว่า SEAL ย่อมาจาก SEa, Air, Land นั่นหมายถึงหน่วยงานที่สามารถปฏิบัติการได้ทั้งทางน้ำ ทางอากาศ และทางบกนั่นเอง

ชื่อภาษาไทยของหน่วย SEAL คือ หน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม  และก่อนจะเป็นหน่วย SEAL ได้ต้องผ่านการฝึกหฤโหดเจ็ดเดือนเต็มๆ ไปดูภาพการฝึกได้ที่เว็บพันทิปที่คุณ BR Style เขียนแชร์ไว้ครับ

มาเข้าเรื่องกันบ้าง

เจสซี่ได้พบกับทหารจากหน่วยซีลครั้งแรกในวันที่ไปแข่งวิ่ง 100 ไมล์ หรือประมาณ 160 กิโลเมตร (ประมาณสี่เท่าของระยะทางวิ่งมาราธอน)

เจสซี่ไปวิ่งแบบผลัดกับเพื่อน โดยทั้งทีมมี 6 คน (แสดงว่าวิ่งกันละประมาณ 25 กิโลเมตร)

แต่ทหารจากหน่วยซีลที่เจสซี่เจอในวันนั้นวิ่ง 160 กิโลเมตรด้วยตัวคนเดียว!

ระหว่างทางที่วิ่ง กระดูกเท้าชิ้นเล็กๆ ของนายทหารคนนี้แตกไปหลายชิ้น แถมยังเจอภาวะไตล้มเหลวอีกต่างหาก แต่สุดท้ายเขาก็วิ่งเข้าเส้นชัยได้

เจสซี่ประทับใจชายคนนี้มาก (ผมขอเรียกเขาว่านายซีลแล้วกันนะ) เลยคุยกับนายซีลและขอให้เขามาพักอยู่ที่บ้านซักระยะเพราะเจสซี่เชื่อว่าน่าจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย

แค่วันแรกที่ได้เจอกัน เจสซี่ก็ได้บทเรียนสำคัญแล้ว

นายซีลถามเจสซี่ว่า โหนบาร์ (pull-ups)  ได้กี่ครั้ง เจสซี่ตอบว่าทำได้ไม่เยอะหรอกเพราะโหนบาร์ไม่เก่ง

นายซีลเลยบอกให้เจสซี่ลองทำดู เจสซี่ทำได้ 8 ครั้งก็หมดแรง

ลงมาพักได้ 30 วินาที นายซีลก็บอกว่า ลองใหม่

คราวนี้เจสซี่โหนบาร์ได้ 6 ครั้งก็หมดแล้ว

พักได้อีก 30 วินาที นายซีลก็บอกว่า ลองใหม่

เจสซี่ทำได้อีกแค่ 4 ครั้งก็ลงไปกอง

แล้วนายซีลก็บอกเจสซี่ว่า เอาล่ะ เราจะยังไม่ไปไหนจนกว่าคุณจะโหนบาร์อีก 100 ครั้ง

100 ครั้ง??!!

เจสซี่ทักท้วงว่า สงสัยคงต้องอยู่กันทั้งคืนแล้วล่ะ เพราะแขนเขาไม่มีแรงเหลือแล้วจริงๆ

แต่นายซีลก็ยังยืนยันให้เจสซี่ลองทำดู

เจสซี่จึงจำใจกัดฟันโหนบาร์ทีละครั้ง สองครั้ง

และสุดท้ายเจสซี่ก็ทำครบ 100 ครั้งจริงๆ

นายซีลเลยกล่าวประโยคนี้กับเจสซี่

“When your mind is telling you you’re done, you’re really only 40 percent done.”

ตอนที่ใจคุณบอกว่าหมดแรงแล้ว จริงๆ แล้วคุณหมดไปแค่ 40% เอง

และนั่นคือกฎ 40% ที่หน่วยซีลในสหรัฐอเมริกายึดถือกัน

อาจเป็นเพราะว่าหน่วยซีลได้ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจนรู้แล้วว่า ร่างกายมนุษย์เรานั้นมีพลังสำรองมากกว่าที่เราคิด

เจสซี่ยังบอกอีกว่า ในอเมริกานั้น คนที่ลงแข่งมาราธอนถึง 99% วิ่งจนถึงเส้นชัย

เป็นเรตที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ

เจสซี่บอกว่า นักวิ่งส่วนใหญ่ที่วิ่งไปประมาณครึ่งทางจะเจอ “กำแพง” ที่คิดว่าตัวเองไม่สามารถข้ามได้ และคิดจะล้มเลิกกลางทาง

แต่สุดท้ายร่างกายก็ยังไปต่อได้ และก็ลากสังขารตัวเองไปจนถึงเส้นชัยจนได้


กฎ 40% จะว่าไปก็น่าทึ่ง แต่มันก็อันตรายเช่นกัน เพราะถ้าเราหักโหมมากเกินไปก็อาจจะบาดเจ็บได้

แต่อย่างน้อยเราก็ควรจะ “ทด” ตัวเลข 40% นี้ไว้ในใจ

เพราะในวันที่เราบอกตัวเองว่า “ไม่ไหวแล้ว” เราจะได้ฉุกคิดได้ว่า “เอ…หรือจริงๆ เรายังไหว?”

เพราะเพิ่งจะ 40% เอง

เราอาจไปไม่ถึง 100% เพราะกลัวอันตราย

แต่ถ้าจะไปให้ถึง 50% หรือ 60% ก็เป็นวิสัยที่เราจะทำได้ไม่ใช่หรือ?


ขอบคุณเรื่องจาก Bigthink.com: Navy SEALs Have a ’40 Percent Rule’ and It’s the Key to Overcoming Mental Barriers

ขอบคุณข้อมูลจาก Pantip.com: หน่วย SEAL ของไทย ที่อยากให้ใครหลายคนดู โดย BR Style

(UPDATE 11 Aug 2017) หากคุณเป็นคนที่ชอบ “เล่นเกมยาว” และเบื่อหนังสือประเภท รวยเร็ว รวยลัด ฯลฯ อยากจะบอกว่าหนังสือ  Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ของผมวางแผงแล้วที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬานะครับ! >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Banner468x60ver1.jpg

กฎหน้ากากอ๊อกซิเจน

20160506_OxygenMask

ทุกครั้งที่ขึ้นเครื่องบิน จะมีแอร์โฮสเตสมาสาธิตวิธีการใส่เข็มขัด การใส่หน้ากากอ๊อกซิเจน และโชว์ทางออกฉุกเฉิน

ประเด็นหนึ่งที่ถูกตอกย้ำเสมอๆ ก็คือ ถ้าเราโดยสารมากับเด็ก และมีเหตุจำเป็นต้องสวมหน้ากากอ๊อกซิเจน เราต้องสวมหน้ากากให้ตัวเองก่อน แล้วจึงค่อยสวมให้เด็ก

คำแนะนำนี้ฟังครั้งแรกอาจจะดูแหม่งๆ ว่าทำไมไม่ให้ดูแลเด็กก่อน?

แต่ถ้าคิดดีๆ ก็จะเข้าใจได้ว่า ถ้าเราเอาแต่ดูแลเด็กก่อน แล้วเราใส่หน้ากากอ๊อกซิเจนไม่ทัน เราอาจหมดสติ แล้วเด็กก็จะไม่มีใครเป็นที่พึ่ง


กฎสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้ตัวเองก่อนนั้น สามารถนำมาใช้กับชีวิตของคนเราได้ด้วย

นั่นคือ ถ้าเราไม่ดูแลตัวเองให้ดีเสียก่อน เราก็จะไม่สามารถดูแลคนอื่นได้ดีเช่นกัน

คุณอาจจจะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ตื่นแต่ไปทำงานแต่เช้า กว่าจะฝ่ารถติดกลับถึงบ้านก็แทบจะหมดแรง แต่ก็ต้องเอาเวลาที่เหลือมาอยู่กับลูก จนไม่มีเวลาให้ตัวเองเลย

ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะใครๆ ก็อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก

แต่สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกคืออะไร?

ผมว่าสิ่งที่ลูกปรารถนา คือการมีพ่อแม่ที่มีจิตใจสมดุล มีสุขภาพแข็งแรง จะได้อยู่กับเขาไปนานๆ

ถ้าตัวพ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลตัวเองเลย จิตใจก็จะไม่สมดุล สุขภาพก็เสื่อมเสีย และอาจจะไม่ได้อยู่เห็นความสำเร็จของลูกก็ได้


ชีวิตการทำงานก็ไม่ต่างกัน

ผมเคยเขียนไว้ในตอนสรุปบทเรียน 13 ปีชีวิตมนุษย์เงินเดือนว่า หนึ่งในหน้าที่ที่สำคัญที่สุดที่เราพึงมีต่อองค์กร คือดูแลตัวเองให้ดี

การทำงานหามรุ่งหามค่ำ ระยะสั้นอาจจะช่วยให้เรามีผลงานมากกว่าคนอื่น แต่วิธีการอย่างนี้ยากนักที่จะยั่งยืน

เพราะในวันที่ร่างกายมันประท้วงขึ้นมา เจ็บออดๆ แอดๆ ต้องไปหาหมอบ่อยๆ ประสิทธิภาพของเราก็จะลดฮวบฮาบลงทันที ต่อให้ใส่เวลาเข้าไปกี่ชั่วโมงก็ไม่ช่วยอะไร

การทุ่มเทเพื่อลูกหรือเพื่อองค์กรเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ต้องไม่ลืมว่าวิธีไหนที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้คนที่อยู่ข้างๆ อาจทำให้เรารู้สึกดี รู้สึกว่าเราไม่เห็นแก่ตัว รู้สึกว่าเราได้ดูแลคนอื่น

แต่บางทีเราต้องยอมสละความรู้สึกดีในระยะสั้น เพื่อจะได้มาซึ่งสิ่งที่มีคุณค่ากว่าในระยะยาว

การสวมหน้ากากอ๊อกซิเจนให้ตัวเองก่อน จึงไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่เป็นยุทธวิธีที่จำเป็น

อย่างน้อยก็สำหรับคนที่อยากจะมีแรงดูแลคนอื่นไปได้นานๆ ครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Compfight.com

วันศุกร์ส่วนตัว

20160517_Friday

เมื่อประมาณสี่ปีที่แล้ว ผู้บริหารที่บริษัทผมท่านหนึ่งเขียนบล็อกโพสต์ชื่อว่า Meeting Free Fridays

โดยเขาให้เหตุผลว่า ในหนึ่งสัปดาห์ที่ยุ่งเหยิงนั้น เราควรจะมีซักวันหนึ่งที่ไม่ถูกขัดจังหวะด้วยการประชุม เราจะได้ใช้มันเพื่อทำงานสำคัญๆ ให้เสร็จ หรือวางแผนล่วงหน้า หรือคิดอะไรใหม่ๆ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็เลยใช้เทคนิค time blocking โดยบล็อกเวลาใน calendar ของ Outlook ไว้เกือบตลอดวัน

ตารางวันศุกร์ผมจึงเป็นประมาณนี้

08.00 – 10.30 ทำงานชิ้นใหญ่
10.30 – 11.45 พัฒนาตัวเอง (Personal Development)
11.45 – 12.45 พักกลางวัน
12.45 – 13.30 สะสางงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย
13.30 – 15.00 เตรียม Weekly Highlights ที่จะส่งวันจันทร์
15.00 – 15.30 พักเบรค เดินเล่น
15.30 – 16.30 สะสางงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย
16.30 – 17.00 วางแผนสัปดาห์ต่อไป

วันศุกร์จึงเป็นวันทำงานที่ผมชอบที่สุดในสัปดาห์ เพราะเป็นวันที่มีเวลาให้ตัวเอง หรือ me time เยอะที่สุด และเป็นวันที่ผมเก็บกวาดงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย (เช่นการตอบอีเมล์บางฉบับ) จนหมดเกลี้ยง

พอหมดวันศุกร์ Inbox ใน Outlook ของผมจะเป็นศูนย์ และ Follow Up items ของผมก็จะเป็นศูนย์เช่นกัน ช่วยให้ผมพักผ่อนวันเสาร์อาทิตย์อย่างสบายใจ

ผมคงไม่กล้าบอกให้ทุกคนมาบล็อก calendar ของตัวเองทุกวันศุกร์นะครับ เพราะแต่ละคนก็มีเนื้องานไม่เหมือนกัน

แค่อยากจะสบันสนุนให้ทุกคนมีเวลาให้ตัวเองได้ทำงานโดยไม่ถูกขัดจังหวะ (interrupt) ถ้าไม่สามารถมี me time ได้ทั้งวัน อย่างน้อยทำได้ซักครึ่งวันหรือสองชั่วโมงก็ยังดีครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นอนไม่หลับเพราะมีเพลงวนอยู่ในหัว?

20160516_LoopingMusic

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยผมมักมีปัญหานอนไม่หลับเพราะมีเพลงบางเพลงวนเวียนอยู่ในหัว

เป็นความรำคาญแบบหนึ่งที่หาทางออกลำบากยิ่ง

มาสมัยนี้ ไม่รู้เป็นเพราะเล่นดนตรีน้อยลงหรือฟังเพลงน้อยลงรึเปล่า ปัญหานี้จึงไม่ค่อยเกิดอีก

จนกระทั่งเมื่อคืนนี้

อยู่ๆ ก็มีเพลง “ใครจะรู้” เพลงโคตรเก่าของพี่เบิร์ด ธงไชยสมัยยังเอ๊าะๆ โผล่เข้ามาในหัว

โชคดีที่คราวนี้ผมรู้วิธีรับมือกับปัญหานี้แล้ว

วิธีก็คือ ร้องเพลงที่วนอยู่ในหัวให้จบเพลงครับ (ร้องในใจก็พอนะ เดี๋ยวคนข้างๆ ตื่น)

ที่เรานอนไม่หลับเพราะเพลงวนหลูปนั้น เพราะเรากำลังประสบกับภาวะ Zeigarnik effect (คำแรกอ่านว่า “ซีการ์นิค”) ซึ่งกล่าวไว้ว่าคนเราจะจำสิ่งที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ได้ดีกว่าสิ่งที่เสร็จสมบูรณ์ไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นถ้าอยากให้เรา “ลืม” เพลงที่อยู่ในหัว (จะได้ไปนอนซักที) เราต้องร้องเพลงนี้ให้จบ

อ้าว แล้วถ้าจำเนื้อเพลงตอนจบไม่ได้ล่ะ?

ก็เปิดหาเนื้อร้องจากเว็บหรือฟัง Youtube ดูสิครับ

ใครเจอปัญหานี้ลองเอาไปใช้ดูนะครับ หลายคนบอกแล้วว่ามันได้ผลชะงัดนัก


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กงล้อชีวิต

20160512_WheelOfLife

วันนี้อยากจะเอาเครื่องมือชิ้นหนึ่งมานำเสนอครับ

ชื่อของมันคือ The Wheel of Life

ผมรู้จักมันครั้งแรกจาก Tony Robbins โค้ชชื่อดัง แต่ถ้าเข้าไปใน Youtube ก็จะเจอคนพูดถึงเรื่องนี้กันมากมาย เลยไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนคิดกันแน่

คอนเซ็ปต์ของกงล้อชีวิตคือให้มองว่าคนเรามีเรื่องสำคัญอยู่แปดอย่าง ได้แก่

  • หน้าที่การงาน
  • เพื่อนและครอบครัว
  • คนรัก
  • ความสนุก
  • สุขภาพ
  • การเงิน
  • โอกาสพัฒนาตนเอง
  • สภาพแวดล้อม

แล้วลองถามตัวเองว่า ในแต่ละเรื่อง เราให้คะแนนเท่าไหร่ จากหนึ่งถึงสิบ

ยกตัวอย่างเช่น

หน้าที่การงาน – 8
เพื่อนและครอบครัว – 7
แฟน/คนรัก – 9
ความสนุก – 6
สุขภาพ – 8
การเงิน – 7
โอกาสพัฒนาตนเอง – 8
สภาพแวดล้อม – 8

จากนั้นก็ลองมาพล็อตลงบนกร๊าฟดู ก็จะได้กร๊าฟออกมาหน้าตาอย่างนี้

20160512_075622

ถ้าเอาล้อนี้ไปใส่รถก็น่าจะพอวิ่งได้อยู่ ไม่ขี้เหร่เกินไปนัก

แต่สมมติว่าคุณเป็นคนที่เป็นดาวรุ่งขององค์กร ทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อนหรือหาแฟน กงล้อชีวิตของคุณก็อาจจะเป็นอย่างนี้

20160512_075631

ดูแล้วอาจไม่สามารถเรียกว่าล้อได้เลยด้วยซ้ำ

เป้าหมายของการทำแบบฝึกหัดนี้ ไม่ใช่เพื่อให้เราทำคะแนนได้เต็มสิบทุกด้าน

เป้าหมายคือทำยังไงให้ล้อมันเป็นวงกลมให้ได้มากที่สุด เพราะ “ล้อเล็ก” หรือ “ล้อใหญ่” ไม่สำคัญเท่ากับว่าล้อมันขรุขระหรือเนียนเรียบแค่ไหน

เรื่องสำคัญแปดอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องตายตัวนะครับ จะมีมากกว่าหรือน้อยกว่าแปดก็ได้ หรือจะเอาเรื่องไหนออกหรือเอาเรื่องไหนเข้ามาก็ได้ เพราะจริงๆ ตัวอย่างที่เอามาให้ดูยังขาดอีกด้านหนึ่งคือสภาพจิตใจ (spiritual)

ลองเอาไปเล่นดูนะครับ จะได้รู้ว่าเราเองควรจะปรับปรุงด้านไหน เพื่อให้การเดินทางของเราราบรื่นและไม่พลิกคว่ำเสียกลางทางครับ


ขอบคุณตัวอย่างแบบฟอร์มจาก CTI: Wheel of Life 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com