เทคนิคแบนนิสเตอร์

20180312_bannister

นับตั้งแต่กีฬาวิ่งแข่งถือกำเนิดขึ้นมา ทุกคนต่างก็เชื่อกันว่ามี “กำแพง” ที่ร่างกายมนุษย์ไม่อาจก้าวข้ามได้ นั่นคือการวิ่ง 1 ไมล์ภายใน 4 นาที

(1 ไมล์ เท่ากับ 1.6 กิโลเมตร หรือ 4 รอบสนามฟุตบอล วิ่ง 1 ไมล์ภายใน 4 นาทีแสดงว่าต้องวิ่งที่เพซ 2’30)

กำแพงนี้ตั้งตระหง่านอยู่หลายทศวรรษ จนกระทั่งปี 1954 ที่ชายชาวอังกฤษนาม Roger Bannister สามารถทำลายกำแพงที่ว่านี้ได้โดยทำเวลา 3.59.4 นาที

ประเด็นก็คือตอนที่แบนนิสเตอร์วางแผนจะวิ่งนั้น เขาไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะ “วิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้” (run as fast as possible)

เป้าหมายของเขาคือการวิ่ง 1 ไมล์ภายในเวลา 3 นาที 59 วินาที

เมื่อเป้านิ่งแล้ว เขาก็วิเคราะห์การวิ่งของเขาแบบก้าวต่อก้าว และรู้ว่าแต่ละก้าวต้องใช้เวลาไม่เกินเท่าไหร่ ตอนซ้อมแบนนิสเตอร์ยังซอยระยะทาง 1 ไมล์ออกมาเป็นระยะทางที่สั้นพอที่จะให้เพื่อนสองคนผลัดกันจับเวลา

วิธีของแบนนิสเตอร์นั้นไม่มีอะไรซับซ้อน และมันก็ดีพอที่จะทำให้แบนนิสเตอร์กลายเป็นมนุษย์คนแรกในประวัติศาสตร์ที่วิ่ง 1 ไมล์ภายในสี่นาที

เป้าหมายที่ดูไกลเกินฝัน หากเรานำมันมาซอย-มาย่อยเหมือนที่แบนนิสเตอร์เคยทำ เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็อาจจะเป็นไปได้นะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Seth Godin: The Bannister Method

ในวันที่คุณอายุ 99 ปี

20180122_99years

ลองจินตนาการถึงอนาคตที่คุณมีอายุ 99 ปี

คุณกำลังนอนพงาบๆ อยู่บนเตียง มีสายน้ำเกลือระโยงระยางเต็มไปหมด

ในวินาทีที่โลกทั้งโลกกำลังจะดับลง จู่ๆ ก็มีเทวดามาปรากฎตัว และมอบพรวิเศษให้คุณย้อนเวลากลับมาในปัจจุบันได้

คุณจะเลือกทำอะไร?

เมื่อเริ่มต้นที่จุดจบ อะไรๆ ก็อาจตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะครับ

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก Tribe of Mentors Short Life Advice from the Best in the World by Timothy Ferriss

เวลาที่ควรหยุดคิด

20180120_stopthinking

ในแต่ละวัน เราะต้องเจอการต่อสู้ระหว่าง “สิ่งที่ควรทำ” กับ “ความคิดว่าอย่าเพิ่งทำ” เสมอ

เช่น ออกกำลังกายตามที่ตั้งปณิธานไว้ตอนปีใหม่, ล้างจาน, เข้าไปคุยกับคนที่เราอยากรู้จัก ฯลฯ

ในสถานการณ์อย่างนี้ ยิ่งใช้เวลาคิดมากเท่าไหร่ ยิ่งมีสิทธิ์จะไม่ได้ทำมากขึ้นเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้เป็นเวลา 5 โมงเย็นวันอาทิตย์ เวลาที่เราตั้งใจไว้ว่าจะออกไปวิ่งรอบหมู่บ้าน

ถ้าปล่อยให้สมองของเราได้คิด มันก็จะหา “เหตุผล” ที่ทำให้เราไม่ได้ออกไปวิ่งมากมาย

“แดดยังร้อนอยู่เลย รออีกหน่อยแล้วกัน”

“เมื่อคืนนอนไม่ค่อยพอ ถ้าหักโหมเดี๋ยวจะป่วยเอา”

“ขอดู The Mask Singer บน Youtube อีกซักเพลง”

“วันนี้พักซักวัน เดี๋ยวพรุ่งนี้จะวิ่งชดเลยให้”

สมอง หรือจะเรียกให้ถูกคือกิเลสนั้นมันฉลาดกว่าเรามาก สู้กับมันทีไรโดนมันหลอกประจำ

วิธีที่ดีที่สุดคืออย่าปล่อยช่องว่างให้ตัวเองคิด ถ้ารู้แล้วว่าควรทำก็รีบ take action เลย – เดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ใส่ถุงเท้า ใส่รองเท้า ก้าวเท้าออกจากบ้านแล้วออกวิ่ง

กับเรื่องการทำงานยากๆ เหมือนกัน ถ้ามัวแต่คิด สุดท้ายเราจะได้ไปทำงานชิ้นอื่นที่ดูเหมือนจะด่วนกว่าแต่สำคัญน้อยกว่า

ความคิดสร้างคนได้ แต่ความคิดที่เยอะไปก็ทำลายโอกาสได้มากมายเช่นกัน

ในบางครั้ง การหยุดคิดและลุยเลยจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ

—–

เปิดรับสมัคร Time Management รุ่น 7 เรียนบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ก.พ.  >> https://goo.gl/U55hAb

เทคนิคแล้วไง

20180106_sowhat

ผมเคยเขียนเรื่อง เทคนิค 5 Why’s ที่ให้ถามว่า “ทำไม” 5 ครั้งเพื่อหาต้นตอของปัญหา

วันนี้เจออีกเทคนิคนึงที่คล้ายคลึงกัน เลยอยากเอาแชร์ครับ

คือให้ถามว่า “แล้วไง” (so what) จนกว่าจะไปต่อไม่ได้แล้ว

ซึ่งเหมาะกับตอนที่เราเจอเรื่องที่ทำให้เราผิดหวังหรือเรื่องที่เรากังวลครับ

ยกตัวอย่างเช่น

วันนี้เล็กมันพูดจาแย่ว่ะ

แล้วไงอ่ะ?

ก็รู้สึกเหมือนไม่ให้เกียรติกันเลย

แล้วไงอ่ะ?

เราไม่ชอบเวลาคนไม่ให้เกียรติกันน่ะ

แล้วไงอ่ะ?

ถ้าเกิดทุกคนทำตัวอย่างนี้กับเราล่ะ

แล้วไงอ่ะ?

เราก็จะกลายเป็นคนหัวเดียวกระเทียมลีบไง

แล้วไงอ่ะ?

เราไม่อยากอยู่ตัวคนเดียว

แล้วไงอ่ะ?

จริงๆ การอยู่คนเดียวก็ไม่แย่ขนาดนั้นเนอะ

แล้วไงอ่ะ?

ก็คงเป็นการกลัวเกินเหตุ

แล้วไงอ่ะ?

ก็ไม่แล้วไงแล้ว ไม่เป็นไรแล้วล่ะ

ฟังดูเหมือนเป็นการยียวน แต่ถ้าเราถามตัวเองจนสุดทางจริงๆ เราอาจจะพบว่า หลายๆ อย่างที่เราคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่โต สุดท้ายแล้วกลับเล็กนิดเดียวนะครับ

—–

ขอบคุณไอเดียจาก Richa Chadha: Tribe of Mentors by Tim Ferriss

กฎ 7 คะแนน

20171217_seven

เรากำลังอยู่ในยุคที่มีทางเลือกมากมายมากกว่าที่เคยเป็นมา

นั่นก็ดี นี่ก็ใช่

ไม่ใช่เรื่องยากที่จะแยกแยะระหว่างเรื่องดีกับเรื่องแย่ แต่เป็นเรื่องยากมากที่จะแยกแยะระหว่างเรื่องที่ดีกับเรื่องที่ดีที่สุด

ที่ชีวิตเราไปไม่ได้ไกลเท่าที่ควร จึงไม่ใช่เพราะเราทำเรื่องแย่ๆ แต่เพราะเราทำแต่ “เรื่องดีๆ” จนไม่เหลือแรงให้กับเรื่องที่ “ดีที่สุด” ต่างหาก

แล้วเราจะเลือกได้อย่างไร ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรรทำ?

Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Workweek เพิ่ง “สัมภาษณ์ตัวเอง” ลงพอดคาสท์ แล้วเล่าว่าเทคนิคหนึ่งที่เขาใช้สำหรับการเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร คือให้คะแนน 1-10 กับโอกาสทุกอย่างที่เข้ามา เช่นการโดนรับเชิญไปร่วมงานประชุม ได้รับเชิญไปพูด โดนชวนทำโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ฯลฯ

โดยมีกฎเหล็กคือห้ามให้ 7 คะแนน

เพราะแนวโน้มก็คือเรามักจะให้ 7 คะแนนกับ “เรื่องดีๆ”

และพอเป็น 7 เราก็มักเลือกที่จะทำ ทั้งๆ ที่เราอาจไม่ได้รู้สึกอะไรกับมันมากมาย

เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอโอกาสที่อยากให้ 7 คะแนน จึงต้องตัดสินใจให้ได้ว่า จะให้ 6 หรือ 8

8 คือเราต้องรู้สึกอยากมากระดับนึง จนแทบจะเป็นการ say yes

6 ก็คือเป็นการบอกกลายๆ ว่าเราเลือกจะไม่ทำ ถึงแม้มันจะเป็นโอกาสที่ดีก็ตาม

กฎ (ห้ามให้) 7 คะแนน ช่วยให้เราแบ่งกิจกรรมออกเป็นสองกลุ่มได้ชัดเจน คือกิจกรรมที่อยากทำจริงๆ (8-10 คะแนน) กับกิจกรรมที่ไม่ได้อยากทำขนาดนั้น (1-6 คะแนน)

เมื่อเราตัดสิ่งดีๆ จนเหลือแต่สิ่งที่ดีที่สุด เราก็จะสามารถสร้าง impact ได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยเกินไปครับ

—-

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ