คิดอะไรไม่ออกให้ออกไปวิ่ง

20180422_run

มีคนเคยถามผมว่าหาเรื่องมาเขียนบล็อกยังไงได้ทุกวัน

หนึ่งในคำตอบของผมคือออกไปวิ่งครับ

วิ่งซักประมาณ 30 นาทีขึ้นไป พอเหงื่อออก หายใจหอบ มันมักจะมีไอเดียผุดขึ้นมาให้ผมเขียนบล็อกทุกครั้ง

ผมเคยอ่านเจอบทความหนึ่งที่บอกว่า เราควรจะเก็บงาน creative ไว้ทำตอนบ่ายแก่ๆ ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อผมมาก เพราะงานครีเอทีฟน่าจะทำตอนเช้าตอนที่หัวสมองมันยังเฟรชๆ ไม่ใช่เหรอ

แต่เหตุผลที่เขาให้มาก็คือ ตอนที่สมองเราล้านี่แหละคือตอนที่มันมีโอกาสจะเกิดไอเดียสร้างสรรค์

เพราะพอสมองล้าจนไม่อยากคิดเยอะแล้ว สมองมันเลยข้ามขั้นตอนการคิดอะไรบางอย่างไป จนนำสิ่งที่ไม่น่าจะเชื่อมโยงกันได้มาเชื่อมโยงกัน และการเชื่อมโยงในรูปแบบนี้ก็คือความคิดสร้างสรรค์นั่นเอง

ผมว่าการวิ่งก็อาจให้ผลคล้ายๆ กัน เพราะพอตอนเราวิ่งจนเหนื่อย สมองก็ไม่มีสมาธิจะคิดอะไรจริงๆ จังๆ มันก็เลยสร้าง “ทางใหม่” ขึ้นมา เป็นไอเดียที่เราสามารถนำมาเขียนบล็อก ทำงาน หรือแม้กระทั่งสร้างธุรกิจได้

ถ้าคุณติดปัญหาอะไรอยู่แล้วหาทางออกไม่ได้ซักที ลองออกไปวิ่งดูนะครับ

คืนที่บิล คลินตัน โทร.หาโทนี่ รอบบินส์

20180405_tonyrobbins_billclinton

Tony Robbins ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งใน Performance Coach ที่เก่งที่สุดในโลก มีคนยอมจ่ายค่าตั๋วหลายหมื่นบาทเพื่อเข้าร่วมสัมมนาของโทนี่ และมีผู้บริหารระดับ CEO มากมายที่จ้างโทนี่ไปเป็นโค้ชส่วนตัว

โทนี่เล่าให้ฟังว่า ค่ำคืนหนึ่งเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เขาได้รับโทรศัพท์จากบิล คลินตัน ประธานาธิบดีคนที่ 42 ของอเมริกา

คลินตัน: พรุ่งนี้ในสภาคองเกรสเขาอาจจะลงชื่อถอดถอนผมแล้ว ผมควรทำยังไงดีโทนี่?

โทนี่คิดในใจว่า เรื่องใหญ่ระดับนี้ ทำไมไม่โทร.มาถามให้เร็วกว่านี้(ฟระ)

โทนี่: ถามผิดคำถามครับท่านประธานาธิบดี

คลินตัน: ??

โทนี่: ท่านไม่ควรถามว่า “ควรจะทำยังไง” แต่ควรจะถามว่า “ท่านต้องการอะไร”? มากกว่า ท่านต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าท่านต้องการผลลัพธ์อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ต้องการจะได้ความเคารพเชื่อมั่นกลับคืนมารึเปล่า ท่านต้องการจะเล่นการเมืองต่อรึเปล่า เมื่อคำตอบตรงนี้ของท่านชัด ท่านก็จะรู้เองว่าควรต้องทำยังไง

คลินตัน: จริงด้วยโทนี่ ขอบคุณมากๆ เลยนะ

แล้วประธานาธิบดีก็วางหูไป

โทนี่ย้ำว่า How ไม่สำคัญ

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ How คือ What

และสำคัญกว่า What ก็คือ Why

เขาเลยมีเทคนิคง่ายๆ ที่เรียกว่า RPM

R = Results อะไรคือสิ่งที่คุณต้องการ (What)

P = Purpose ทำไปเพื่ออะไร (Why?)

M = Massive Action Plan ต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์นั้น (How?)

โทนี่ใช้เทคนิคที่ชื่อว่า RPM มาหลายสิบปีแล้ว ทั้งกับตัวเขาเอง คนที่เขาโค้ช และพนักงานกว่า 2000 คนในบริษัทของเขา

ดังนั้น เมื่อเจอโจทย์ยากๆ ในชีวิต แทนที่จะคิดค้นหาทางออก (how) เราควรถามตัวเองก่อนว่าเราอยากให้ผลลัพธ์ออกมาหน้าตาแบบไหน และทำไมเราถึงต้องการสิ่งนั้น

เมื่อภาพปลายทางชัดเจน และเหตุผลเราแข็งแรงพอ ก็คงไม่ยากเย็นเกินไปที่จะหาหนทางให้เจอครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The James Altucher Show: 326 – Tony Robbins: [Anniversary Episode]: How to Be Fulfilled: Just Start Asking Yourself These 2 Questions

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ พิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนะครับ!

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.00-12.50 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้นะครับ!

โน้มน้าวคนด้วยการตั้งคำถาม

20180404_motivationalinterview

ผมเพิ่งได้ฟัง Dan Pink (คนเขียนหนังสือ Drive และ When) พูดถึงเทคนิคที่ชื่อว่า Motivational Interviewing

หรือการโน้มน้าวคนด้วยการตั้งคำถาม

สมมติเรามีลูกสาววัยรุ่นที่ไม่ยอมเก็บห้องให้เรียบร้อย

โดย common sense เราก็จะเคี่ยวเข็ญด้วยวิธีให้เหตุผลต่างๆ นาๆ ว่าทำไมเธอจึงควรเก็บห้อง การทำให้ห้องรกนั้นมันทำให้เราหงุดหงิดแค่ไหน ฯลฯ แต่ลูกก็อาจจะยังไม่กระดิกอยู่ดี

ทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจคือลองใช้วิธีตั้งคำถามแบบนี้

แม่: คะแนนความพร้อมในการเก็บห้องของลูก เต็ม 10 ให้เท่าไหร่? (On the scale of 1-10, how ready are you to clean up the room?)

ลูก: 2 คะแนนค่ะแม่

แม่: ทำไมไม่ให้คะแนนต่ำกว่านี้ล่ะ? (Why didn’t you pick a lower number)

คราวนี้ลูกก็ต้องอธิบายแล้วว่าทำไมไม่ได้ให้ 1 คะแนน

ลูก: อืม…จะว่าไปหนูก็โตแล้ว จริงๆ ก็น่าจะดูแลห้องได้ดีกว่านี้ และถ้าห้องเป็นระเบียบก็อาจจะหาของเจอง่ายขึ้น ไม่ต้องรีบทุกเช้าที่ต้องไปโรงเรียน ฯลฯ

วิธีถามแบบนี้ จะทำให้ลูกพูดเหตุผลออกมาเองว่าทำไมเขาควรจะเก็บห้อง โดยที่เราไม่ต้องพยายามสอนเขาซักนิดเดียว และเมื่อเขาได้ยินเหตุผลของตัวเอง เขาก็มีแนวโน้มที่จะลงมือเก็บห้องมากขึ้น

แต่ถ้าลูกตอบมาตั้งแต่แรกว่าให้คะแนนแค่ 1 หรือ 0 ล่ะ?

เราสามารถถามลูกได้ว่า

แม่: มีอะไรที่แม่พอจะช่วยได้เพื่อให้คะแนนเพิ่มขึ้นมาเป็น 2 มั้ย?

ลูก: อืม ถ้าแม่ช่วยหนูเก็บด้วยหนูก็อาจมีกำลังใจมากขึ้นนะคะ

สิ่งสำคัญที่แดน พิงค์บอกก็คือ วิธีการโน้มน้าวจิตใจคนที่ดี ไม่ได้เกิดจากการเอาความเห็นของเราไปใส่ในหัวของเขา แต่เป็นการตั้งคำถามและจัดสรรบริบทเพื่อให้คนๆ นั้นมองเห็นเหตุผลที่จะทำสิ่งนั้นเพื่อตัวเขาเอง

ตัวอย่างนี้อาจเป็นเรื่องแม่กับลูก แต่แดนบอกว่าเทคนิค Motivational Interviewing นี้อาจนำมาใช้ได้หลายบริบทเช่นกับลูกน้อง กับเพื่อน หรือกับลูกค้า

ผมเองยังไม่เคยได้ทดลองใช้อย่างจริงจัง มีความกังวลอยู่เหมือนกันว่ามันดูฝืนๆ ไปรึเปล่า แต่ถ้าใครสามารถนำเทคนิคนี้ไปปรับเรื่องคำพูดจนสามารถใช้งานได้กับคนไทยจริงๆ ก็อย่าลืมมาบอกกันบ้างนะครับ

—–

ชอบคุณข้อมูลจาก Big Think: How to Persuade Others with the Right Questions: Jedi Mind Tricks from Daniel H. Pink 

เสาร์ที่ 7 เมษายนนี้ เวลา 12.15-13.00 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้ครับ

เริ่มก่อน

20180326_gofirst

มีคำฝรั่งคำหนึ่งที่สั้นๆ แต่มีประโยชน์ คือคำว่า “Go first” ซึ่งแปลว่า จงเริ่มก่อน หรือ จงเป็นคนแรกที่ทำสิ่งนั้น

เวลาสบตากับคนแปลกหน้าโดยบังเอิญ จงส่งยิ้มให้เขาก่อน

เวลาการแสดงจบลง จงเป็นคนแรกที่ปรบมือ

เวลาทะเลาะกับแฟน จงเป็นคนแรกที่เอ่ยปากขอโทษ

เวลาอาจารย์พูดจบแล้วถามว่ามีใครมีคำถามมั้ย จงเป็นคนแรกที่ยกมือขึ้นถาม

เวลาใครต้องการความช่วยเหลือ จงเป็นคนแรกที่อาสา

เมื่อเราเป็นคนแรก ก็จะทำให้ชีวิตคนที่สองง่ายขึ้น

ถ้าเราส่งยิ้มให้เขาก่อน เขาก็จะกล้ายิ้มตอบ

เมื่อเรายกมือถามคำถามแรก คนอื่นก็จะกล้าถามคำถามของตัวเอง

เมื่อเราขอโทษก่อน แฟนเราก็(อาจจะ)ขอโทษเราเช่นกัน

Go first – จงเป็นคนเริ่มก่อน

อาจต้องใช้ความกล้าเพิ่มขึ้นนิดนึง แต่ผลประโยชน์มวลรวมนั้นคุ้มค่านะครับ

ถ้ามันง่ายหน้าตาจะเป็นยังไง?

20180318_easy

ถามหนึ่งที่ผมใช้บ่อยๆ ในช่วงนี้ก็คือ

“What would this look like if it were easy?”

ซึ่งเป็นคำถามที่ผมได้มาจาก Tim Ferriss ผู้เขียนหนังสือ The 4-Hour Work Week ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นตัวจุดกระแสเรื่องการลาออกมาเป็นเจ้านายตัวเองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ทิมยังทำพอดคาสท์ The Tim Ferriss Show ซึ่งเป็นหนึ่งในพอดคาสท์ที่มีคนฟังมากที่สุดในโลก

ก่อนที่ทิมจะเริ่มทำพอดคาสท์ เขาเริ่มสำรวจดูพอดคาสท์ของคนอื่นๆ แล้วพบว่าพอดคาสท์ส่วนใหญ่ทำออกมาได้แค่ 3 ตอนแล้วก็ต้องหยุดไป เหตุผลหลักเพราะว่าแต่ละตอนต้องใช้เวลาและพลังในการตัดต่อเยอะมาก จนคนทำหมดกำลังทรัพย์หรือท้อถอยไปเสียก่อน

ทิมเลยตัดสินใจว่าพอดคาสท์ของเขาจะทำเป็นการสัมภาษณ์ยาวๆ (long form interview) เพื่อให้มีการตัดต่อให้น้อยที่สุด จนวันนี้เขามีพอดคาสท์ออกมาแล้วถึง 264 ตอน และมียอดดาวน์โหลดรวมกันแล้วเกิน 100 ล้านครั้ง

ปีที่ผ่านมาทิมมีอายุครบ 40 ปี และเจอวิกฤติวัยกลางคนว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิต มีคำถามมากมายที่ไม่รู้คำตอบ และมีคนมากมายที่เขาอยากจะขอคำปรึกษา ระหว่างที่กำลังกลุ้มใจ คำถามนี้ก็วิ่งเข้ามาในหัว

What would this look like if it were easy?

แล้วทิมก็คิดได้ว่า ทำไมไม่ลองส่งคำถามที่เขามีไปทางอีเมลหาคนที่เขาชื่นชม และดูว่าเขาจะตอบมารึเปล่า?

เขาเริ่มต้นด้วยการลิสต์รายชื่อคนที่เขาอยากคุยด้วย (ซึ่งหลายคนก็เคยมาสัมภาษณ์ในพอดคาสท์เขาแล้ว) และส่งคำถาม 11 คำถามไปหาพวกเขาเหล่านั้น

เวลาผ่านไปไม่นาน ทิมได้คำตอบมาจากคนที่เขาชื่นชมมากกว่า 100 คน จนเป็นที่มาของหนังสือ Tribe of Mentors ซึ่งมีความหนาถึง 600 หน้า

เวลาที่เรามีงานสักชิ้น และงานชิ้นนั้นมันใหญ่จนเรารู้สึกท้อ ลองถามตัวเองดูนะครับว่า วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้งานชิ้นนี้สำเร็จคือวิธีไหน

ไม่ได้จะสนับสนุนให้เรามักง่ายหรือทำงานชุ่ยๆ แต่เพราะผมเชื่อว่าผู้อ่านบล็อกนี้เป็นคนมีคุณภาพและมาตรฐานสูงอยู่แล้ว บางทีอาจสูงเกินความจำเป็นจนเราไม่กล้าแม้กระทั่งจะเริ่มต้น

ลองมองหาวิธีที่ง่ายที่สุดก่อน อาจจะเป็นการขอความช่วยเหลือ อาจจะเปลี่ยนช่องทางในการนำเสนอ อาจเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย มีหลายวิธีเหลือเกินที่จะพาเราไปถึงเส้นชัยได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาด ส่วนถ้าคิดได้แล้วมันยังง่ายเกินไป ยังได้ผลดีไม่พอ อยากจะทำให้ยากขึ้นก็เป็นเรื่องของเราแล้ว

What would this look like if it were easy?

ถ้ามันง่ายหน้าตาจะเป็นยังไง? หรือ วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำเรื่องนี้คือวิธีไหน?

บางทีคำตอบอาจจะง่ายกว่าที่คุณคิดนะครับ