ฟังเรื่องเครียดไม่ให้เครียดตาม ด้วยกฎของโนเร็น

“โนเร็น” (Noren) คือผ้าม่านที่ติดอยู่ตามประตูร้านค้าญี่ปุ่นที่ลูกค้าทุกคนต้องเดินผ่าน

คุณชิออน คาบาซาวะ ซึ่งเป็นจิตแพทย์ให้เคล็ดลับว่า เวลามีคนมาคุยเรื่องเครียดๆ หรือเรื่องที่เต็มไปด้วยพลังงานลบ ให้เราทำตัวเหมือนผ้าโนเร็น คือพลิ้วไหว ไม่รับแรงกระแทก

หากเราต่อยกำแพง เราย่อมเจ็บมือ ต่อยเบาเจ็บเบา ต่อยแรงก็เจ็บมากหน่อย

แต่หากเราต่อยผ้าโนเร็น จะเบาจะหนักเท่าไหร่ก็ไม่เจ็บมือ

ดังนั้น เวลามีคนมาปรึกษาอะไร ให้เราจินตนาการว่าจิตใจของเราเป็นเหมือนผ้าโนเร็น ยิ้มน้อยๆ ทำใจสบายๆ อ่อนนุ่ม โล่งเบา ไม่เอาตัวเองลงไปคลุก

พออีกฝ่ายปล่อยพลังงานลบมา ไม่ว่าจะเป็นความกังวล ความหงุดหงิด หรือความเยอะ เราก็ปล่อยให้มันผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนผ้าโนเร็น

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Power of Input ศิลปะของการเลือก-รับ-รู้ ชิออน คาบาซาวะ เขียน อาคิรา รัตนาภิรัต แปล สำนักพิมพ์ SandClock Books

17 หลักการสำหรับการใช้ชีวิต

Rule of thumb คือหลักการง่ายๆ หรือวิธีคิดคร่าวๆ แบบประมาณเอา ไม่จำเป็นต้องถูกต้อง 100% แต่มีคนใช้แล้วเวิร์คก็เลยบอกกันปากต่อปาก

อีกสำนวนหนึ่งที่มีความหมายเดียวกันคือ Razor ที่แปลว่าใบมีดโกน คือเปรียบหลักการง่ายๆ เป็นเหมือนใบมีดโกนที่ตัดส่วนที่ไม่สำคัญทิ้งไป เหลือเพียงเรื่องที่จำเป็นต้องรู้

เผอิญผมผ่านไปเจอ Twitter thread ของคุณ Sahil Bloom (@SahilBloom) ที่พูดถึงหลักการที่น่าสนใจไว้หลายข้อ

เลยขอคัดบางส่วนมาไว้ตรงนี้ เผื่อจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านครับ

[หากมีตรงไหนที่ผมขยายความเอง ผมจะใส่ไว้ใน square brackets แบบนี้นะครับ]

1. The Smart Friends Razor

ถ้าเพื่อนที่ฉลาดที่สุดของเราสนใจเรื่องอะไรอยู่ ก็แปลว่าเราควรจะสนใจเรื่องนั้นด้วย

และถ้าเรื่องที่เพื่อนคนนั้นสนใจดูเป็นเรื่องบ้าบอและไม่น่าเป็นไปได้ เรายิ่งควรใส่ใจมากกว่าเดิมเสียอีก

เพราะความหลงใหลของเพื่อนที่ฉลาดที่สุดของเราคือกล้องส่องทางไกลไปยังอนาคต

2. The Rooms Razor

ถ้าเราต้องเลือกระหว่างเข้าห้อง 2 ห้อง ให้เลือกห้องที่เราน่าจะเป็นคนโง่ที่สุดในห้อง

แล้วเมื่อได้นั่งอยู่ในห้องนั้นแล้ว ก็จงพูดให้น้อย ฟังให้มาก

ห้องนี้ไม่ดีต่ออัตตา แต่ดีต่อการเติบโต

3. The Man in the Arena Razor

เวลาเป็นคนดู การส่งเสียงเชียร์หรือส่งเสียโห่นั้นเป็นเรื่องง่ายดาย

สิ่งที่ยากกว่ามากคือการขึ้นไปชกอยู่บนเวที บนเวทีนั้นเปล่าเปลี่ยวและเปราะบาง แต่มันคือที่ที่จะทำให้เราเก่งขึ้นได้จริงๆ

เมื่อมีสองทางให้เลือก จงเลือกทางที่จะทำให้เราได้ขึ้นไปชกบนเวที ทางที่เราจะมีส่วนได้เสียกับมันอย่างแท้จริง (skin in the game)

4. The Feynman Razor

การพูดด้วยคำศัพท์หรูๆ หรืออธิบายอะไรให้มันฟังดูซับซ้อนนั้นเป็นเพียงการปิดบังความจริงที่ว่าตัวเองไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้

ถ้าไม่สามารถอธิบายให้เด็ก 5 ขวบเข้าใจได้ แสดงว่าเราเองก็ยังเข้าใจมันไม่ดีพอ

ถ้ามีใครใช้ jargon (ศัพท์เฉพาะทาง) เยอะๆ เพื่ออธิบายอะไรให้เราฟัง ก็แสดงว่าเขาเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเช่นกัน

5. The Serendipity Razor

[Serendipity แปลว่าการเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือโชคช่วย]

สิ่งที่เราเรียกว่า “โชคดี” นั้นเป็นเพียง ผลรวมรวบยอดของการกระทำเล็กๆ นับร้อยพัน (macro results of thousands of micro actions)

ถ้าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง มันก็จะผลักดันให้เราได้ไปยืนอยู่ในจุดที่โชคดีน่าจะเกิดขึ้น

6. The Uphill Decision Razor

เมื่อมีสองทางให้เลือก ให้เลือกทางที่ยากกว่าในตอนแรก

Naval Ravikant (@naval) เรียกสิ่งนี้ว่า “การตัดสินใจขึ้นภูเขา” (uphill decisions) ซึ่งเป็นการ override สัญชาตญาณของมนุษย์ที่ชอบหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด

ผลตอบแทนทบต้นของการยอมเหนื่อยตั้งแต่แรกนั้นมักจะคุ้มค่ากับความเจ็บปวดที่ต้องเจอเสมอ

7. The Buffett Reputation Razor

“การสร้างชื่อเสียงใช้เวลา 20 ปี การทำลายชื่อเสียงให้ป่นปี้ใช้เวลาเพียง 5 นาที ถ้าคุณคำนึงถึงความจริงข้อนี้มากพอ คุณจะไม่ทำตัวเหมือนเดิม”
-Warren Buffett

ชื่อเสียงของเราใช้เวลาสร้างนับทศวรรษ แต่มันถูกสร้างด้วยแก้ว ไม่ใช่ด้วยหิน

8. The Opinion Razor

“ผมจะไม่ปล่อยให้ตัวเองมีความคิดเห็นกับเรื่องใดๆ ที่ผมไม่เข้าใจความคิดของฝ่ายตรงข้ามได้ดีกว่าพวกเขาเอง”
-Charlie Munger

ความคิดเห็นควรเป็นสิ่งที่ควรได้มาด้วยการออกเหงื่อออกแรง

ถ้าเราไม่สามารถอธิบายความคิดของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างชัดเจน ก็แสดงว่าเรายังไม่ควรมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนั้น

9. The Narrative Fallacy Razor

มนุษย์เราชอบสร้าง story เราชอบเอาเรื่องราวต่างๆ มาเชื่อมโยงกันเพื่ออธิบายถึงสาเหตุและผลลัพธ์ ทั้งที่จริงแล้วหลายเรื่องนั้นเกิดขึ้นเพราะโชคหรือความบังเอิญล้วนๆ

เวลาอ่านเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ ให้ทดไว้ในใจก่อนเลยว่าคนเหล่านั้นไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องความโชคดีของตัวเองเท่าที่ควร

10. The Time Billionaire Razor

เวลาคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุด

เมื่อต้องเลือก ให้เลือกทางที่เวลาของเราจะถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า

นี่ไม่ใช่เรื่องเงินทอง แต่เป็นเรื่องของ leverage

จงเลือกทางที่เราจะเอื้อให้เราได้อยู่ในเวอร์ชั่นที่เรา top form ที่สุด

11. The Grit Razor

ถ้าต้องเลือกระหว่างสองคนที่เก่งพอๆ กัน ให้เลือกคนที่เคย “โดนชกหน้า” มาก่อน

คนที่เคยล้มหรือเผชิญความยากลำบากมาแล้ว มีความเป็นไปได้ที่จะมี grit หรือความอดทนไม่ยอมแพ้อย่างแท้จริง

12. The “Look the part” Razor

ถ้าต้องเลือกระหว่างคนสองคนที่เก่งพอๆ กัน ให้เลือกคนที่ “ดูไม่เข้าพวก”

คนที่ดูไม่เข้าพวกนั้นต้องฝ่าฟันอะไรมามากมายกว่าจะได้มายืนในจุดเดียวกันกับคนที่ “ดูเข้าพวก” อยู่แล้ว

13. The “What Stays the Same” Razor

การพยากรณ์อนาคตนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

Jeff Bezos เคยพูดไว้ว่า การลงทุนในสิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงนั้นมีความเสี่ยง แต่การลงทุนในเรื่องที่จะไม่เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเรื่องปลอดภัย

เมื่อต้องเตรียมตัวสำหรับอนาคต ให้โฟกัสในสิ่งที่จะคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง

[เจฟ เบโซสคือผู้ก่อตั้ง Amazon เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “มีคนถามผมบ่อยๆ ว่า ‘อีก 10 ปีจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง’ ซึ่งมันก็เป็นคำถามที่น่าสนใจนะ แต่แทบไม่เคยมีใครถามผมเลยว่า ‘อีก 10 ปี มีอะไรบ้างที่จะไม่เปลี่ยน?’

แต่ผมเชื่อว่าคำถามที่สองนั้นสำคัญกว่าคำถามแรก เพราะยุทธศาสตร์ของคุณควรตั้งอยู่บนสิ่งที่จะไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ในธุรกิจค้าปลีกของเรา เรารู้ว่าลูกค้าต้องการของราคาถูก และเราก็รู้ว่าอีก 10 ปีมันก็จะยังคงเป็นอย่างนั้น ลูกค้ายังต้องการให้เราส่งของให้เร็ว และต้องการที่จะมีตัวเลือกที่หลากหลาย

เป็นไปไม่ได้เลยที่อีก 10 ปีข้างหน้าจะมีลูกค้าคนไหนเดินเข้ามาบอกผมว่า ‘เจฟ ผมชอบอเมซอนมากเลยนะ แต่คงจะดีถ้าคุณตั้งราคาให้มันแพงกว่านี้หน่อย’ หรือ ‘เจฟ ฉันชอบอเมซอนมากเลยนะ แต่คงจะดีถ้าคุณส่งสินค้าให้ช้ากว่านี้หน่อย’

เมื่อคุณรู้ว่ามีอะไรที่จะยังคงเป็นจริงอยู่เสมอ คุณก็จะเอาแรงและเวลาไปลงทุนกับเรื่องเหล่านั้นได้” อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ “วิธีรับมืออนาคต (จากผู้ก่อตั้ง Amazon)” ]

14. The Pygmalion Razor

[“พิกเมเลี่ยน” คือชื่อกษัตริย์องค์หนึ่งในเทพนิยายกรีก เขาได้สร้างรูปปั้นของผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมา และตกหลุมรักรูปปั้นนั้น]

ความคาดหวังที่สูงจะนำไปสู่ performance ที่สูงขึ้นตามไปด้วย

เวลาทำงานกับทีมใหม่ๆ หรือคนใหม่ๆ ขอให้มองเห็นมุมที่ดีที่สุดของพวกเขา และบอกเขาว่าเราเชื่อว่าเขาจะทำได้ดี แล้วพวกเขาจะสร้างผลงานได้ดีกว่าเดิม

15. The Optimist Razor

เมื่อต้องใช้เวลาอยู่กับใคร ให้เลือกใช้เวลาอยู่กับคนที่มองโลกในแง่ดี

คนมองโลกในแง่ร้ายจะเห็นแต่ประตูที่ปิดตาย คนมองโลกในแง่ดีจะเห็นประตูที่เปิดอยู่ และก็น่าจะถีบประตูที่ปิดอยู่ให้เปิดออกด้วย

คนมองโลกในแง่ร้ายนั้นอาจฟังดูฉลาด แต่คนมองโลกในแง่ดีจะมีโอกาสร่ำรวย

16. Hanlon’s Razor

เวลาใครทำอะไรไม่ดีกับเรา อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเขามุ่งร้ายกับเรา แต่ให้ลองคิดถึงความเป็นไปได้อื่นๆ เช่นเขาอาจมีความเชื่อที่ต่างออกไป เขาขาดความสามารถ หรือเขาอาจฉลาดไม่พอเท่านั้นเอง

17. The Boasters Razor

คนที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงนั้นไม่จำเป็นต้องอวดความสำเร็จของตัวเอง

ถ้าเราเห็นใครสักคนชอบอวดเรื่องรายได้ ความร่ำรวย หรือความสำเร็จ ก็ควรเผื่อใจเอาไว้ว่ามันไม่ได้ดีอย่างที่เขาพูดหรอก


ขอบคุณข้อมูลจาก @SahilBloom: “Razors” are rules of thumb that simplify decisions. The most valuable razors I’ve discovered.

หายใจแบบวิสกี้

ผมบังเอิญได้ดู TED Talk ของ Lucas Rockwood ที่เป็นครูสอนโยคะชื่อดัง เห็นว่าน่าสนใจ เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

เวลาเรานึกถึงเรื่องสุขภาพ เรามักจะมองอยู่ 3 อย่าง คือ EMS

Eat – เรากินของที่มีประโยชน์รึเปล่า

Move – เราเคลื่อนไหวร่างกายให้เหงื่อออกหรือไม่

Sleep – เรานอนหลับเพียงพอหรือไม่

แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่มักจะถูกมองข้าม อาจเป็นเพราะมันอยู่ใกล้กับเรามากเกินไป นั่นก็คือลมหายใจ

วิธีหายใจของเรานั้นสามารถเปลี่ยนอัตราการเต้นของหัวใจ กระตุ้นระบบย่อยอาหาร หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนค่าความเป็นกรดด่างในเลือดได้

เมื่อเทียบกับการกิน การออกกำลังกาย หรือการนอนแล้ว การหายใจเป็นเครื่องมือที่ทำง่ายที่สุดและเห็นผลเร็วที่สุด

คุณ Rockwood ได้มาสอนวิธีการหายใจ 3 แบบ

Water Breathing – หายใจแบบน้ำเปล่า

Whisky Breathing – หายใจแบบวิสกี้

Coffee Breathing – หายใจแบบกาแฟ

ชื่อของลมหายใจจะบอกใบ้ว่าเราควรทำมันบ่อยแค่ไหนและทำเวลาไหน

หายใจแบบน้ำเปล่านั้นทำได้เรื่อยๆ ไม่มีอันตราย

หายใจแบบวิสกี้นั้นควรทำแค่ตอนกลางคืน เหมือนดื่มวิสกี้หนึ่งเป๊กแล้วหลับสบาย

ส่วนหายใจแบบกาแฟนั้นควรทำแค่วันละ 2-3 ครั้งให้กระปรี้กระเปร่ามีแรงทำงาน

วิธีการหายใจแต่ละแบบมีดังนี้

Water Breathing – หายใจเข้านับ 1 ถึง 4 หายใจออกนับ 1 ถึง 4 (รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 6-8 วินาที)

หายใจแบบน้ำเปล่าจะช่วยให้เราผ่อนคลายและลดความเครียดได้ จะทำเมื่อไหร่เวลาใดก็ได้ทั้งนั้น

Whiskey Breathing – หายใจเข้านับ 1 ถึง 4 หายใจออกนับ 1 ถึง 8 (รวมแล้วใช้เวลาประมาณ 10-12 วินาที)

หายใจแบบวิสกี้ จะช่วยให้เราเคลิ้มและหลับได้เร็วขึ้น เพราะมันไปกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (parasympathetic) ซึ่งเป็นระบบที่ทำงานในสภาวะที่ร่างกายพักผ่อน เราสามารถหายใจแบบวิสกี้สัก 10 ยกหรือจนกว่าเราจะผล็อยหลับไปเลยก็ได้

Coffee Breathing จะแตกต่างจากสองแบบแรกโดยสิ้นเชิง โดยให้เราจินตนาการว่ามีอะไรคัดจมูกและอยากหายใจออกแรงๆ สั้นๆ เพื่อเคลียร์จมูก โดยเราต้องหายใจออกสั้นๆ ติดต่อกัน 20 ครั้ง ก่อนจะพักและทำซ้ำอีก 2 ยก

หายใจแบบกาแฟจะช่วยปลุกระบบประสาทซิมพาเทติก (sympathetic) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้ร่างกายพร้อมรับมือกับสภาวะที่ต้องใช้พลังงาน มันจึงทำให้เรามีความตื่นตัว แต่ไม่ควรทำบ่อยเกินไป โดยคุณ Rockwood แนะนำให้ทำ 3 เวลาคือตอนเช้า ตอนก่อนจะออกกำลังกาย และตอนบ่ายแก่ๆ ที่พลังงานตก

ผมได้ทดลองกับตัวเองแล้วก็เห็นว่าได้ผลดี โดยเฉพาะหายใจแบบกาแฟที่แม้จะยากหน่อยแต่ทำเสร็จแล้วรู้สึกมีพลังมากขึ้น คิดว่าน่าจะใช้เป็นตัวช่วยเวลาขับรถทางไกลแล้วเกิดอาการง่วงได้เหมือนกัน

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก TEDxBarcelona: Change Your Breath, Change Your Life | Lucas Rockwood

ทำ 10 อย่างนี้ สุขภาพดีขึ้นแน่นอน (ใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 10 นาที)

ทำตอนเช้า

1. เอาขวดน้ำ 1.5 ลิตรวางไว้บนโต๊ะทำงาน (30 วินาที)
คนทำงานที่บ้านมักจะมีปัญหาดื่มน้ำน้อยไปเสมอ การเอาน้ำหนึ่งขวดมาวางไว้ใกล้มือจะเป็น trigger ให้เราเอื้อมไปหยิบทุกครั้งที่คอแห้ง

อีกข้อดีของการดื่มน้ำก็คือเราจะเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น เป็นโอกาสให้เราได้ละสายตาจากจอคอม เพราะทุกวันนี้เราจ้องจอกันนานเกินไปแล้ว

2. ปูเสื่อโยคะไว้ข้างๆ โต๊ะทำงาน (15 วินาที)
เป็นอีกหนึ่ง trigger ที่ทำให้เราอยากทำอะไรบางอย่างกับมันหลังจากที่เดินกลับมาที่โต๊ะ ง่ายที่สุดคือทำแพลงค์หรือสควอท

ถ้ายังไม่มีเสื่อโยคะก็หาผ้าหรืออะไรนุ่มๆ มาใช้ทดแทนกันก็ได้ เพราะจุดประสงค์หลักคือให้มันเป็น trigger/reminder แต่แนะนำว่าลงทุนซื้อเสื่อโยคะจะคุ้มกว่า

ทำระหว่างวัน

3. ระหว่างที่รอคนเข้าประชุม Zoom/Google Meet ให้ยืดเส้นยืดสาย (1 นาที)
ช่วงเวลาที่รอคนเข้าประชุม แทนที่จะเช็คเมลหรือเข้าเฟซบุ๊ค ลองใช้มันเป็น trigger ให้เรายืดเส้นยืดสาย จะทำตรงเสื่อโยคะ หรือจะยืนเอาขาพาดเก้าอี้หรือโต๊ะก็ได้ ระวังอย่าให้เข้ากล้องก็แล้วกัน

ทำตอนหัวค่ำ

4. ชาร์จมือถือไว้นอกห้อง (15 วินาที)
ข้อนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อสุขภาพเรามากที่สุดใน 10 ข้อ เพราะการนอนเล่นมือถือนั้นทำให้เรานอนดึกแบบเลยเถิด ตอนจะนอนก็หลับยาก พอหลับไปแล้วก็หลับไม่สนิทอีก เปลี่ยนนิสัยนี้อย่างเดียวอาจเป็น game changer ได้เลย

5. เปิดโคมไฟหัวเตียงตอนสี่ทุ่ม (15 วินาที)
เป็น trigger ที่บอกว่าถึงเวลาหยุดกิจกรรมแล้วนะ พอเปิดไฟหัวเตียงแสง warm light เราก็จะรู้สึกอยากปิดไฟดวงอื่นๆ ในห้องโดยอัตโนมัติ

6. นอนหงาย (1 วินาที)
เพราะการนอนตะแคงจะทำให้เรานอนทับแขนข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าเรามีอาการปวดแขนข้างไหนมานานแบบเรื้อรัง หรือซีกไหนของร่างกายมักบาดเจ็บบ่อยๆ นั่นอาจเป็นเพราะเรานอนตะแคงนี่แหละ

ทำเมื่อไหร่ก็ได้

7. Book เวลากินข้าวเที่ยงแบบ recurring เอาไว้ (30 วินาที)
Work from Home มักจะเจอประชุมรัวๆ จนไม่มีเวลาได้ทานข้าว นานๆ เข้าโรคกระเพาะก็ถามหา ดังนั้นจงกันเวลาให้ตัวเองได้กินข้าวตรงเวลา

8. ตั้งนาฬิกานอนหลับ (15 วินาที)
ถ้าเราเป็นคนนอนดึกจนเป็นนิสัย แล้วปีนี้อยากตื่นให้เช้าขึ้น วิธีแก้ไม่ใช่การตั้งนาฬิกาปลุก แต่ให้ตั้งนาฬิกาหลับ จะสี่ทุ่มหรือห้าทุ่มก็แล้วแต่ เมื่อเสียงนาฬิกาดังขึ้นก็ถึงเวลาหยุดกิจกรรมทุกอย่าง แล้วพาตัวเองไปนอนสบายๆ ใต้ warm light ที่เปิดเอาไว้ในข้อ 5 พร้อมหนังสือดีๆ ซักเล่มที่อ่านสองหน้าแล้วทำให้เราง่วงได้ยิ่งกว่ายานอนหลับ

บางคนอาจสงสัยว่า จะตั้งนาฬิกาหลับได้ยังไง มือถือชาร์จอยู่นอกห้อง คำตอบก็คือเข้าเว็บแล้วไปซื้อมา หรือไม่ก็เอามือถือที่ไม่ได้ใช้แล้วมาเป็นนาฬิกานอนหลับแทนก็ได้

9. สั่งผลไม้หรือโยเกิร์ตมาเก็บไว้ในตู้เย็น (4 นาที)
WFH แล้วน้ำหนักขึ้นกันถ้วนหน้า เพราะร่างกายได้เคลื่อนที่อยู่แค่โต๊ะ ห้องน้ำ และตู้เย็น ถ้าตู้เย็นมีแต่ขนม ยังไงก็อ้วน เราจึงควรหาของที่ดีต่อสุขภาพมาใส่ตู้เย็นเอาไว้หน่อย เวลาเปิดเจอจะได้หยิบมากินก่อน

ถามว่าจะสั่งจากไหนภายใน 4 นาที ง่ายที่สุดคือเข้าแอป Food Delivery ครับ แทบทุกเจ้ามี Mart ให้สั่งของสดของชำแล้ว

10. เข้า Youtube แล้วเสิร์ชคำว่า scientific 7-minute workout แล้ว bookmark หรือ add to home screen (1 นาที)
“เค้าว่ากันว่า” การออกกำลังกายตาม sequence นี้จะได้ผลลัพธ์ที่ optimized ที่สุด เช้าตื่นมาปูเสื่อโยคะแล้วก็ออกกำลังกายตามคลิปได้เลย


LINE MAN Wongnai Junior 2022 – บริษัทที่ผมเป็น Head of People อยู่กำลังรับสมัครนักศึกษาฝึกงาน 40 ตำแหน่ง 77 อัตรา – work from home ได้ มีเบี้ยเลี้ยงให้ทุกคน (โดยเฉพาะทีม Engineering ได้เบี้ยเลี้ยงดีมากๆ!) และมีโอกาสบรรจุเป็นพนักงานทันทีหากผลงานเข้าตา รับสมัครถึงเที่ยงวันศุกร์ที่ 7 มกราคมนี้ ดูรายละเอียดได้ที่ https://bit.ly/3HBNkbL ครับ

10 เหตุผลที่เราไม่ควรเสพข่าวรายวัน

1. การอ่านข่าวนั้นเป็นสิ่งที่มี Return on Investment (ROI) ต่ำ ถึงจะรู้หรือไม่รู้ข่าวนี้ มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น

2. ยิ่งเสพข่าวมาก เรายิ่งกังวลมาก แถมเรายังทำอะไรให้มันดีขึ้นไม่ได้ด้วย

3. เมื่อใช้เวลาไปกับการเสพข่าว เราก็จะเหลือเวลากับการทำสิ่งอื่นๆ น้อยลง แล้วเราก็มานั่งบ่นว่าเราไม่มีเวลา

4. ข่าวรายวันส่วนใหญ่เป็น noise ไม่ใช่ signal เมื่อเราเห็นแต่ต้นไม้ เราจะมองไม่เห็นป่าทั้งป่า

5. Nassim Taleb ผู้เขียน Black Swan บอกว่า ถ้าอยากหลุดพ้นจากหนังสือพิมพ์ ให้อ่านหนังสือพิมพ์ของสัปดาห์ที่แล้วเป็นเวลาหนึ่งปี คุณจะได้รู้ว่าข่าวส่วนใหญ่นั้นไม่ได้มีนัยอะไร

6. นักข่าวต้องพยายามโยงเรื่องนู้นเรื่องนี้เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างเป็น narrative ให้ดูน่าเชื่อถือ ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันอาจไม่เกี่ยวกันเลยด้วยซ้ำ

วันหนึ่งในเดือนธันวาคมปี 2003 ตอนที่ซัดดัม ฮุสเซนถูกจับกุมตัวได้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กพาดหัวข่าวตอน 13:01 ว่า

“U.S. TREASURIES RISE; HUSSEIN CAPTURE MAY NOT CURB TERRORISM”

“ราคาพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น การจับกุมตัวซัดดัมอาจไม่ช่วยยับยั้งการก่อการร้าย” (คนเลยไม่กล้าซื้อหุ้นแล้วเอาเงินไปซื้อพันธบัตรแทน)

เมื่อไหร่ก็ตามที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลง สำนักข่าวต่างรู้สึกว่าต้องหา “เหตุผล” มาอธิบายความเปลี่ยนแปลงนั้นเสมอ

แต่สักพัก ราคาพันธบัตรรัฐบาลกลับปรับตัวลดลง (ซึ่งจริงๆ แล้วราคามันก็ปรับขึ้น-ปรับลงตลอดทั้งวันอยู่แล้ว) บลูมเบิร์กจึงรายงานตอน 13:31 ว่า

“U.S. TREASURIES FALL; HUSSEIN CAPTURE BOOSTS ALLURE OF RISKY ASSETS”

“ราคาพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลง การจับกุมตัวซัดดัมทำให้นักลงทุนกล้าเสี่ยงมากขึ้น”

เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วเพิ่งบอกว่าจับซัดดัมแล้วคนยังไม่กล้าลงทุนอยู่หยกๆ มาตอนนี้กลับบอกว่าการจับตัวซัดดัมคนเดิมนี่แหละที่ทำให้คนกล้าลงทุนมากขึ้น

7.เดี๋ยวนี้เว็บมากมายทำข่าวอย่างมักง่าย แค่ดาราพูดอะไรใน IG นิดก็เอามาเป็นข่าวแล้ว เพราะเป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การทำให้ประชาชนมีปัญญามากขึ้น เป้าหมายของเว็บเหล่านี้คือทำอย่างไรถึงจะได้ยอดวิวมากที่สุด

8.น้อยครั้งนักที่เราจะตัดสินใจผิดพลาดเพราะไม่ได้อ่านข่าว

9.ข่าวไหนที่สำคัญมากพอ มันจะมาถึงหูเราโดยไม่ต้องพยายาม

10.ถ้าการได้รับข้อมูลมากขึ้นคือคำตอบ ป่านนี้เราเป็นมหาเศรษฐีที่มีซิกแพ็คกันหมดแล้ว

“If more information was the answer, then we’d all be billionaires with perfect abs.”

― Derek Sivers