20 กฎเล็กๆ สำหรับเรื่องใหญ่ๆ จากผู้เขียน The Psychology of Money

Morgan Housel เป็นผู้เขียนหนังสือ Thy Psychology of Money ซึ่งผมยกให้เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2021

Housel เขียนบล็อกลง The Collaborative Fund ซึ่งผมตามอ่านตลอด

วันนี้เจอบทความ Little Rules About Big Things ซึ่งผมคิดว่าน่าจะถูกจริตผู้ติดตาม Anontawog’s Musings เลยขอแปลบางส่วน (ประมาณหนึ่งในสาม) มาให้ชิมลางนะครับ


  1. ถ้าความคาดหวังของเราเติบโตเร็วกว่ารายได้ เราจะไม่มีวันมีความสุขกับเงินแม้ว่าเราจะมีมันมากเท่าไหร่ก็ตาม
  2. การไม่กลัวตกรถไฟ (Having no FOMO) อาจเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับการลงทุน
  3. ในโลกยุคนี้แทบไม่มีทักษะใดสำคัญไปกว่าการมี bullsh*t detector
  4. สิ่งที่เราบอกว่าเป็น “ความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า” มักเป็นการเพิกเฉยต่อข้อมูลใหม่ๆ ที่อาจทำให้เราเปลี่ยนใจ
  5. มนุษย์มีความต้องการที่แตกต่างกันอย่างมาก ยกเว้นสามเรื่องที่ทุกคนต้องการเหมือนกัน: การได้รับความเคารพจากคนอื่น, ความรู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์, และการได้เป็นนายของเวลา
  6. ตลาด (The market) นั้นมีเหตุผลเสมอ แต่นักลงทุนล้วนเล่นเกมที่แตกต่างกัน ดังนั้นเกมบางเกมจึงดูไร้เหตุผลสำหรับคนที่กำลังเล่นเกมอื่นอยู่
  7. สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ก็คืออดีตนั้นไม่ได้หอมหวานอย่างที่เราระลึกถึง ปัจจุบันไม่ได้แย่อย่างที่เราคิด และอนาคตนั้นจะดีกว่าที่เราคาดการณ์
  8. การปลอบใจตัวเองที่พบเห็นบ่อยๆ คือการบอกตัวเองว่าสิ่งเลวร้ายที่เกิดกับคนอื่นจะไม่เกิดกับเรา
  9. เราค่อนข้างมั่นใจได้ว่าอะไรจะทำให้เรามีความทุกข์ แต่เราไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าอะไรจะทำให้เรามีความสุขเพราะความคาดหวังของเราขยับสูงขึ้นตลอด
  10. ประโยชน์สำคัญที่สุดของการมีเงินคือมันช่วยให้เราได้เป็นนายของเวลา
  11. ช่วงเวลาที่ดีสุดๆ หรือแย่สุดๆ ไม่อาจคงอยู่ได้ยาวนาน เพราะช่วงเวลาดีๆ จะปลูกเมล็ดแห่งความประมาทและความย่ามใจ ส่วนช่วงเวลาแย่ๆ ก็จะปลูกเมล็ดแห่งการแก้ไขปัญหาและการใช้โอกาสให้คุ้มค่าที่สุด
  12. ประสบการณ์ตรงของเราเป็นเพียง 0.00000001% ของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้ แต่เป็น 80% ของวิธีคิดของเราว่าโลกใบนี้ทำงานยังไง
  13. ในมุมมองของนโปเลียน อัจฉริยะในศึกสงครามคือ “คนที่สามารถทำเรื่องปกติสามัญในเวลาที่ทุกคนกำลังสติแตก” โลกธุรกิจและการลงทุนก็เป็นเช่นนั้น
  14. การโกหกด้วยตัวเลขนั้นง่ายกว่าการโกหกด้วยคำพูด เพราะมนุษย์เราเข้าใจเรื่องราว (stories) ได้เป็นอย่างดีแต่มักจะมองตัวเลขแค่เพียงผ่านๆ จำนวน “นิยาย” ที่ถูกเขียนในโปรแกรม Word จึงเทียบไม่ได้เลยกับจำนวน “นิยาย” ที่ถูกเขียนใน Excel
  15. ช่วงเวลาและสถานที่ที่เราเกิดนั้นอาจมีผลต่อชีวิตของเรามากกว่าทุกอย่างที่เราทำ
  16. ความผิดพลาดทางการเงินส่วนใหญ่เกิดจากการที่เราใช้ทางลัด
  17. “ความเสี่ยง” คือสิ่งที่เรามองไม่เห็น สิ่งที่เราคิดว่าเกิดขึ้นกับคนอื่นเท่านั้น สิ่งที่เราไม่ได้ใส่ใจ สิ่งที่เราตั้งใจเพิกเฉย สิ่งที่ไม่ได้อยู่ในข่าว เรื่อง surprise เล็กน้อยจึงมักสร้างความเสียหายได้มากกว่าเรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นข่าวมาหลายเดือนแล้ว
  18. คนเราไม่ว่า IQ จะสูงแค่ไหนก็แพ้อารมณ์ได้เสมอ
  19. ไม่มีใครคิดถึงเรามากเท่ากับเราคิดถึงตัวเอง
  20. ถ้าเราเชื่อเรื่องความเสี่ยง (risk) เราก็ต้องเชื่อเรื่องโชค (luck) ด้วย เพราะสุดท้ายมันคือสิ่งเดียวกัน – นั่นคือการยอมรับว่ามีอะไรบางอย่างที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราซึ่งอาจส่งผลลัพธ์ได้มากกว่าทุกสิ่งที่เราทำ

ถ้าอยากได้ไอเดียใหม่ๆ ให้อ่านหนังสือเก่าๆ

ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีหนังสือดังๆ ที่ใครหลายคนบอกว่า “ต้องอ่าน”

Principles ของ Ray Dalio, Sapiens ของ Yuval Noah Harari, Atomic Habits ของ James Clear, No Rules Rules ของ Reed Hastings, Think Again ของ Adam Grant คือตัวอย่างของหนังสือที่ขายดีไปทั่วบ้านทั่วเมือง

ยิ่งพอมีปัจจัยอย่าง Social Media เข้ามา การอ่านหนังสือดังจึงกลายมาเป็นแฟชั่น เราไม่ได้อ่านหนังสือเพื่อเอาเนื้อหาแต่เพียงอย่างเดียว แต่อ่านเพื่อให้อยู่ในกระแส อ่านเพื่อให้ได้รับการยอมรับ อ่านเพื่อจะได้คุยกับคนอื่นรู้เรื่อง

ถ้าเปรียบกับเมื่อ 20 ปีก่อน การอ่านหนังสือดังจึงมีหลายอย่างคล้ายคลึงกับการดูละครช่อง 7 ที่ผู้คนติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง ใครไม่ดูถือว่าเชย ใครไม่ดูจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง

ข้อเสียอย่างหนึ่งของการอ่านหนังสือดังๆ ก็คือสิ่งที่เราได้อ่าน ได้รู้ คนอื่นเขาก็ได้อ่านได้รู้เหมือนกับเรา ไอเดียและวิธีคิดของเราจึงแทบไม่ต่างจากของคนอื่นเลย อ่านมากเข้าเราก็เลยกลายเป็น “แกะ” อีกตัวหนึ่ง อาจจะขนสวยกว่าหน่อยแต่ก็ยังเป็นแกะอยู่ดี

Shane Parrish ผู้เขียนบล็อก Farnam Street จึงแนะนำว่า ถ้าอยากได้ไอเดียใหม่ๆ ให้อ่านหนังสือเก่าๆ

เมื่อวานนี้ผมเขียนบทความ “17 ความลับของฟ้าจาก “พี่เล้ง” ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร”

พี่เล้งบริหารคน-บริหารชีวิตโดยใช้หลักการในคัมภีร์ “เต้าเต๋อจิง” ที่ปรมาจารย์เหลาจื่อประพันธ์ไว้เมื่อ 2500 ปีที่แล้ว

แนวคิดของพี่เล้งสดใหม่มากทั้งที่ต้นธารนั้นมาจากหนังสือที่เก่ามาก – อีกหนึ่งความลับของฟ้าอาจซ่อนอยู่ตรงนี้

Nassim Nicolas Taleb ผู้เขียน The Black Swan และ Antifragile แนะนำว่าหนังสือเล่มไหนออกมาใหม่ๆ อย่าเพิ่งไปอ่าน ควรจะรออย่างน้อย 10 ปี เพราะถ้าหนังสือออกมานานขนาดนั้นแล้วยังมีคนพูดถึงอยู่แสดงว่ามันน่าจะมีอะไรดี

แต่ถ้าอยากให้ชัวร์ว่าหนังสือดีจริงๆ ให้หาหนังสือที่เก่าเกินร้อยปี หรือถ้าเก่าเกินพันปียิ่งดี เพราะเวลาคือตัวกรองที่ยอดเยี่ยมที่สุด – Time is the Greatest Filter.

Naval Ravikant ซึ่งเป็น angel investor ให้บริษัทอย่าง Twitter และ Uber ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า แทนที่เขาจะอ่านหนังสือธรรมดา 100 เล่ม เขาขออ่านหนังสือระดับตำนาน 10 เล่มจบ 10 รอบดีกว่า

หนังสือดังยังมีจุดอ่อนอีกอย่างหนึ่ง คือเนื้อหาในหนังสือเหล่านี้เต็มไปด้วยสิ่งที่พี่เล้งเรียกว่า “ความรู้เทียม” ที่มันจะจริงเฉพาะในบางบริบทและในบางช่วงเวลาเท่านั้น

ตอนที่ Reed Hastings CEO ของ Netflix เขียน No Rules Rules ออกมาใหม่ๆ ผู้คนต่างชื่นชมและอยากทำตาม นั่นเป็นเพราะตอนนั้นธุรกิจของ Netflix กำลังไปได้สวย ชี้นกก็เลยเป็นนกไปเสียหมด

แต่หนึ่งปีที่ผ่านมามูลค่าของเน็ตฟลิกซ์ลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง จนอดสงสัยไม่ได้ว่าสิ่งที่ Reed Hastings เคยบอกว่าเป็นนกในตอนนั้นมันยังเป็นนกในตอนนี้อยู่รึเปล่า

แต่สำหรับหนังสืออย่างเต้าเต๋อจิงที่ผ่าน The Greatest Filter มา 2500 ปี มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะเต็มไปด้วย “ความรู้แท้” ที่เป็นอกาลิโก

เพราะสิ่งหนึ่งที่เราต้องไม่ลืมก็คือ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม เคยโลภยังไงก็โลภอย่างนั้น เคยอ่อนแอยังไงก็อ่อนแออย่างนั้น เคยมีจุดอ่อนอะไรก็ยังมีจุดอ่อนเดียวกันเหมือนกับเมื่อ 2500 ปีที่แล้ว

อ่านหนังสือใหม่อาจจะทำให้เรามีความรู้แน่นจนเป็นชาล้นถ้วย

อ่านหนังสือเก่า เราจะอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่นั่นแหละคือการเทชาออกจนถ้วยนั้นว่างเปล่า และจากความว่างเปล่าเท่านั้นที่ปัญญาจะผุดขึ้นมาได้

ถ้าอยากได้ไอเดียใหม่ๆ ให้อ่านหนังสือเก่าๆ ครับ

สิ่งไหนสำคัญกับเรามากที่สุด จงทำมันให้เป็นกิจวัตร

บางทีเราก็ลืมความจริงข้อนี้ไปเหมือนเป็นเส้นผมบังภูเขา

คนสำคัญ สิ่งสำคัญ เราคิดว่ายังไงเราก็ไม่มีทางลืมอยู่แล้ว เราก็เลยไม่ได้ใส่เจตนาลงไปในการดูแลเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่

To Do List ของเราจึงแทบไม่เคยมีเรื่องคนใกล้ตัว สุขภาพ หรือจิตใจของเราเลย ทั้งที่ถ้าขาดสิ่งนี้ไป การเป็นคน productive หรือประสบความสำเร็จก็จะกลายเป็นเรื่องไร้สาระ

ถ้าเราเห็นพ่อแม่สำคัญจริงๆ เราก็ควรโทรหา เจอหน้า หรือหาโอกาสกินข้าวด้วยกันบ่อยๆ

ถ้าเราเห็นว่าสุขภาพสำคัญจริงๆ เราก็ต้องจัดเวลาออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วันเป็นอย่างน้อย และนอนหลับให้เพียงพอเป็นประจำ

ถ้าเราเห็นว่าการพัฒนาตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ เราก็ต้องอ่านหนังสือให้มากกว่าเล่นมือถือ

และถ้าเราเห็นว่าจิตใจตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ เราก็ควรจัดเวลาที่ได้อยู่กับตัวเองทุกวัน อาจจะผ่านการเขียนไดอารี่ เดินเล่น หรือฝึกสติก็ได้

สิ่งไหนสำคัญกับเรามากที่สุด จงทำมันให้เป็นกิจวัตรครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ อะไรทำให้ชีวิตเราดีกว่าเมื่อวาน คิมจงวอน เขียน อาสยา อภิชนางกูร แปล สำนักพิมพ์อมรินทร์ฮาวทู

27 เรื่องควรรู้สำหรับการวิ่ง

  1. การวิ่งไม่ได้ทำให้เข่าเสื่อม อาการเข่าเสื่อมนั้นมักเกิดจากน้ำหนักตัวมากเกินไปและไม่ได้ออกกำลังกาย
  2. คำแนะนำยอดฮิตคือให้เราออกกำลังกายแบบแอโรบิค 150 นาทีต่อสัปดาห์ แต่การวิ่งถือเป็นการออกกำลังกายที่ค่อนข้างหนัก ดังนั้นการวิ่ง 75 นาทีต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้วสำหรับการดูแลสุขภาพ
  3. เรามักประเมินความสามารถของเราสูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งสิ่งสำคัญคือเราต้องตั้งเป้าหมายไม่ให้รบกวนชีวิตประจำวันและสุขภาพของเรามากเกินไป เราไม่สามารถวิ่งให้ดีได้ทุกวัน บางครั้งเราอาจไม่สามารถทำตามตารางได้เพราะติดภารกิจหรือขี้เกียจ เมื่อมีการสะดุดเช่นนี้ให้วางแผนใหม่อีกครั้ง อย่ายึดตามแผนเดิมเพราะอาจจะทำให้เราเร่งซ้อมจนบาดเจ็บได้
  4. สำหรับการวอร์มอัพ – การยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบค้างไว้นานๆ หรือ Static Stretching เช่นการยกขาพาดบาร์เพื่อยืดเหยียด ไม่ได้ช่วยลดอาการบาดเจ็บแต่อย่างใด บางกรณีอาจเพิ่มโอกาสในการบาดเจ็บด้วย
  5. Static Stretching เป็นการยืดเหยียดเกินความจำเป็นหรับการวิ่ง เพราะการวิ่งไม่ได้ใช้มุมข้อต่อเยอะเหมือนกีฬายิมนาสติก
  6. เราจึงควรใช้ Dynamic Stretching หรือการยืดกล้ามเนื้อแบบเคลื่อนไหว โดยยืดในมุมที่เราต้องการและกำลังจะใช้จริงเพียงเล็กน้อย แต่ไม่จำเป็นต้องยืดให้สุด ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดอาการบาดเจ็บลงได้พอสมควร
  7. เปลี่ยนการจับศีรษะและดึงคอ (Static Stretching) เป็นการหันศีรษะสลับซ้ายขวาและขึ้นลงไปมา (Dynamic Stretching) – เปลี่ยนจากการก้มแตะขาเป็นการบิดหมุนตัว – เปลี่ยนจากการยืนไขว้ขาและยืดลำตัวไปด้านข้างเป็นการยืนแกว่งขาไปด้านข้าง – เปลี่ยนจากการดึงขาไปด้านหลังเป็นการแกว่งขาไปด้านหน้าและด้านหลัง – เปลี่ยนจากการก้มแตะปลายเท้าค้างไว้เป็นการก้มแตะปลายเท้าทีละข้าง
  8. Dynamic Stretching ให้ท่าหนึ่งทำ 10-12 ครั้ง หลายท่าต่อเนื่องกัน ใช้เวลา 10-15 นาที และไม่จำเป็นต้องทำทุกท่า
  9. เมื่อยืดเส้นเสร็จแล้วให้ทำดริล (drill) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงๆ ในการวิ่ง มี 5 ท่าที่แนะนำได้แก่ Low Knee, High Knee, Butt Kick, A-Skip และ B-Skip (ค้นดูใน Youtube ได้เลย)
  10. การคูลดาวน์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่อวิ่งเสร็จแล้วไม่ควรหยุดนิ่งทันที เพราะจะส่งผลให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ รวมถึงมีโอกาสที่จะเกิด Blood Pooling หรืออาการที่เลือดซึ่งไปเลี้ยงที่ขาไม่สามารถกลับมาเลี้ยงสมองได้เพียงพอจนทำให้หน้ามืด
  11. วิธีคูลดาวน์แบบง่ายๆ คือเมื่อวิ่งครบระยะแล้วให้จ็อกกิ้งช้าๆ ต่อไปก่อน
    แล้วค่อยๆ ปรับเป็นการเดินเพื่อให้เลือดไหลเวียนกลับได้ หลังจากนั้นจึงยืดเหยียดร่างกายให้กล้ามเนื้อคลายตัว (ซึ่งตอนนี้จะทำ Static Stretching ก็ทำได้แล้ว แถมจะช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย) โดยการวอร์มอัพจะเริ่มจากส่วนบนลงล่าง ส่วนการคูลดาวน์จะเริ่มจากส่วนล่างขึ้นบน
  12. ท่าวิ่งที่ถูกต้องไม่มีอยู่จริง เพราะสรีระของคนเราไม่เหมือนกัน จึงไม่มีท่าวิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
  13. ท่าวิ่งที่ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ ได้แก่ – Overstride ก้าวเท้ายาวและลงส้นในช่วงที่เข่าตึงอยู่ ที่ถูกต้องคือส่งตัวไปข้างหน้ามากขึ้นแทน – IT Band วิ่งขาไขว้กัน อาจส่งผลให้มีการบาดเจ็บของเส้นเอ็นเข่าด้านข้าง – Tip Toe วิ่งเขย่งหรือวิ่งลงปลายเท้ามากเกินไป ทำให้เกิดอาการเจ็บน่องและเอ็นร้อยหวาย – วิ่งตัวกระเด้งขึ้นลงทำให้แรงกระแทกลงเยอะเกินไป อาจเกิดอาการเจ็บหน้าแข้งหรือ Shin Splints
  14. หากไม่ได้บาดเจ็บอาจยังไม่ต้องปรับท่า เพียงแต่ควรสังเกตตนเองดูว่ามีการลงเท้าแบบใด เช่น วิ่งก้าวยาวแล้วลงส้นเท้า วิ่งเร็วแล้วลงหน้าเท้า ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดไม่ว่าจะลงส้นเท้าหรือหน้าเท้าก็มีโอกาสบาดเจ็บทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้กล้ามเนื้อส่วนไหนรับแรง
  15. แทนที่จะปรับท่าวิ่ง ที่จริงแล้วควรเสริมกล้ามเนื้อแต่ละส่วนเพื่อให้การวิ่งเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ
  16. 5 ท่า Strength Training เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้แก่ Leg Lunge, Lateral Band Walk, Heel Raise, Single Leg Bridge, และ Plank (มีท่าเสริมอีกสองท่าคือ Hip Abduction – ยืนและกางขาออกไปด้านข้าง เยื้องมาทางด้านหลังเล็กน้อย และ Clam Shell – นอนตะแคงข้าง งอเข่า แล้วเปิดเข่าออกจากกัน)
  17. นักวิ่งชอบซ้อมในจุดแข็งของตัวเอง เช่นชอบซ้อมยาวก็จะเลือกการวิ่งยาว ชอบซ้อมเร็วก็จะเน้นการวิ่งเร็ว แต่การซ้อมจุดแข็งมักจะมีลิมิต ดังนั้นถ้ารู้ว่าจุด
    อ่อนของตัวเองคืออะไรและฝึกซ้อมในจุดอ่อนนั้นแทน ก็จะทำให้เพดานของการพัฒนาสูงขึ้นเรื่อยๆ
  18. วิธีซ้อมวิ่งมี 4 แบบคือ Easy Run, Long Run, Tempo Run – วิ่งด้วยความเร็วมากขึ้นในเวลาประมาณ 20 นาที และ Interval Run ซึ่งเป็นการวิ่งเพิ่มความเร็วในระยะทางสั้นๆ สลับกับการพักซึ่งจะช่วยพัฒนาความเร็ว
  19. การซ้อมยาวเกิน 3 ชั่วโมงจะเพิ่มโอกาสการบาดเจ็บ ดังนั้นหากจะซ้อมวิ่งในระยะเวลานานก็ควรแบ่งออกเป็น 2 วันติดกัน หรือที่เรียกว่า ‘Back to Back’
  20. การวางแผนการซ้อมที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดในการวิ่ง เพราะอาการบาดเจ็บมักเกิดจากการวิ่งที่เพิ่มระยะเร็วเกินไป หรือเพิ่มความเร็วเร็วเกินไป
  21. คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่ายิ่งซ้อมหนักยิ่งพัฒนาเยอะแต่ในความจริงถ้าเราซ้อมหนักโดยที่ไม่พักให้ร่างกายได้ฟื้นฟูซ่อมแซมอย่างเพียงพอแล้ว ร่างกายก็จะไม่พัฒนาเลย ดังนั้นจึงต้องจัดตารางให้มีวันพักด้วย
  22. เมื่อเราซ้อมหนักจะเกิดความเสียหายในเส้นใยกล้ามเนื้อบางส่วน เพราะเราใช้กำลังของกล้ามเนื้อมากกว่าความแข็งแรงที่เรามีอยู่ จึงควรพักอย่างน้อย 1 วันและนอนหลับให้เต็มอิ่มเพื่อให้ร่างกายซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่เสียหายไป
  23. ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ก่อนแข่ง จะมีการพักในอีกรูปแบบหนึ่ง คือ Taper หรือการลดความหนักของการฝึกซ้อมลง เป็นการลดโอกาสบาดเจ็บโดยที่ร่างกายยังไม่ลืมการวิ่ง
  24. การโหลดแป้ง (Carb Loading) ควรทำ 24-36 ชั่วโมงก่อนแข่งก็เพียงพอ โดยให้ทานอาหารเท่าเดิมแต่กินแป้งเพิ่มประมาณ 80-90% ในมื้อนั้นๆ หรือจำง่ายๆว่าเปลี่ยนแค่สัดส่วน ไม่ต้องเพิ่มปริมาณ
  25. ควรซ้อมเติมน้ำและอาหารเพิ่มพลังงานในแต่ละรอบ และวางแผนว่าจะดื่มน้ำและกินอาหารทุกๆ กี่กิโลเมตร อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือเราไม่ควรดื่มน้ำเยอะเกินไป เพราะนํ้าจะเข้าไปเจือจางเกลือแร่ในร่างกาย
  26. ไม่ควรใช้ถุงเท้าที่ทำจากผ้าฝ้าย เพราะจะอมนํ้าและทำให้เกิดอาการเท้าพอง ควรใช้ถุงเท้าใยสังเคราะห์และควรเป็นผ้าเนื้อบาง
  27. ราคาของรองเท้าวิ่งไม่มีความสัมพันธ์กับการลดอาการบาดเจ็บ รองเท้าที่ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บได้ดีที่สุดคือรองเท้าที่เราใส่แล้วสบาย เราจึงควรเลือกรองเท้าด้วยตัวเองและลองใส่วิ่งดูก่อน วิธีการวัดไซส์ให้ใช้นิ้วโป้งวางขนานในแนวนอนบริเวณปลายเท้า หากมีพื้นที่ระหว่างนิ้วเท้ากับปลายเท้าไม่น้อยกว่าหนึ่งนิ้วโป้งก็ถือเป็นอันใช้ได้

ขอบคุณเนื้อหาจาก Cariber: Running 101 เปลี่ยนชีวิตด้วยการวิ่ง โดย นพ. ภัทรภณ อติเมธิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและ Running Analysis แห่ง Running Clinic โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

ที่เราเบื่อเพราะเราทำตัวน่าเบื่อ

ถ้ารู้สึกว่าชีวิตมันไม่ค่อยมีสีสัน บางทีเราก็ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างที่มันต่างออกไป

เพราะหากทำอย่างที่เคยทำ เราก็จะเป็นอย่างที่เคยเป็น และการนอนดูทีวีหรือเล่นมือถือคงไม่ใช่คำตอบ

ตอนนี้ชีวิตกลับมาแทบจะปกติ 100% แม้ยังต้องระวังตัวอยู่แต่ก็ดีกว่าปีที่แล้วมาก

ทางเลือกจึงมีมากมาย เหลือแต่ว่าเราจะเลือกทำอะไรบ้าง

“Only boring people get bored.”
-Anonymous

ไม่ทำตัวเป็นน่าเบื่อ แล้วเราจะหายเบื่อเองครับ