Keystone Habit เปลี่ยนชีวิตได้

20160828_keystone

ในรอบสามปีที่ผ่านมา หนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมได้อ่านคือ The Power of Habit ของ Charles Duhigg ครับ

หนึ่งในคอนเซ็ปต์ที่มีประโยชน์มากจากหนังสือเล่มนี้ คือคอนเซ็ปต์เรื่อง Keystone Habit

ในความหมายเดิม คำว่า Keystone นั้นคือหินที่อยู่ข้างบนสุดของประตูทางโค้ง (arc) เป็นเหมือนลิ่มที่ยึดหินก้อนอื่นๆ เอาไว้

คำว่า Keystone Habit คือนิสัยที่เหนี่ยวนำให้เกิดนิสัย อื่นๆ ตามมาครับ

ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีนิสัยออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะเริ่มทานอาหารจังค์ฟู้ดน้อยลง นอนตื่นเช้าขึ้น และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม (เพราะจะรีบไปออกกำลังกาย!)

และแม้ในหนังสือจะพูดถึงแต่ Keystone Habit ดีๆ แต่ผมคิดว่า Keystone Habit ที่เหนี่ยวนำนิสัยแย่ๆ ก็มีเหมือนกัน

เช่นคนที่กินเหล้าเยอะ ก็มักจะใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ พูดจาไม่เพราะ

ถ้ามองนิสัยต่างๆ เป็นโดมิโนที่วางเรียงกัน Keystone Habit ก็คงเป็นเหมือนโดมิโนตัวแรกในแถว แค่ล้มมันตัวเดียว โดมิโนตัวอื่นๆ ก็จะล้มตามไปด้วย


ผมเคยเขียนไว้ในตอนกงล้อชีวิตว่า มนุษย์เรานั้นมีเรื่องที่ต้องดูแลหลายด้าน ยกตัวอย่างเช่น

  • หน้าที่การงาน
  • เพื่อนและครอบครัว
  • แฟน/คนรัก
  • สุขภาพ
  • การเงิน
  • โอกาสพัฒนาตนเอง
  • สภาพแวดล้อม

ซึ่งถ้าเราเอาดีแค่ด้านใดด้านหนึ่ง และละเลยบางด้านโดยสิ้นเชิง กงล้อนี้ก็จะบิดๆ เบี้ยวๆ วิ่งไปได้ไม่ไกล

แต่เมื่อชีวิตมันมีหลายด้านเหลือเกิน และชีวิตเราก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว เราจะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลให้ครบทุกด้าน?

ผมว่า Keystone Habit อาจเป็นคำตอบที่ดีก็ได้

เพราะเพียงเราเลือกทำ Keystone Habit ที่ดีเพียงอย่างเดียว มันก็จะส่งผลบวกให้แก่ด้านอื่นๆ ของชีวิต

และนี่คือ Keystone Habit ที่ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้นครับ (มีลิงค์ไปสู่บทความที่ผมเคยเขียนเอาไว้ด้วย)

ออกกำลังกายเป็นประจำ – ตามที่กล่าวไปข้างต้น

เก็บเตียงทุกเช้า – ช่วยให้หัวสมองปลอดโปร่งมากขึ้น ทำให้เราทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม นอนหลับได้ดีกว่าเดิม

เก็บโต๊ะทำงานให้สะอาด – เราจะมีความรู้สึกอยากทำงานมากขึ้น สามารถโฟกัสกับงานตรงหน้าได้ดีกว่าเดิม และสะสางงานในแต่ละวันได้อย่างหมดจด

เก็บบ้านให้สะอาด ทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น หาเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ได้ง่ายกว่าเดิม ทำให้เราอยู่ติดบ้านมากขึ้น ใช้จ่ายเงินกับการช็อปปิ้งน้อยลง

วางมือถือไว้ไกลตาเวลาอยู่บ้าน – มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น เข้านอนเร็วขึ้น ได้อ่านหนังสือเยอะกว่าเดิม

เข้านอนให้เร็วขึ้น – ทำให้เราตื่นเช้าขึ้น เดินทางโดยไม่เจอรถติด ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้กินอาหารดีๆ โดยไม่ต้องเร่งรีบ

เขียนไดอารี่ – จะช่วยให้เราได้ทบทวนตัวเองว่าเราพอใจกับเรื่องอะไร มีอะไรที่เราได้เรียนรู้ในวันนี้ พรุ่งนี้เราอยากจะทำอะไร ความฝันของเราไปถึงไหนแล้ว มีเรื่องอะไรที่เรายังขาดตกบกพร่องบ้าง

หัดเจริญสติ – ลดความตึงเครียด (ถ้าทำถูกวิธี) ทำให้ใจเรามีเมตตามากขึ้น มองอะไอย่างเป็นกลางมากกว่าเดิม นอนหลับสนิทมากขึ้น มีสติในการใช้ชีวิตประจำวัน

ที่เขียนๆ มานี่ใช่ว่าผมจะทำได้ครบทุกข้อนะครับ และผมแนะนำคุณผู้อ่านว่าถ้าจะทำก็ควรจะเลือกขึ้นมาทำแค่อย่างเดียวจนกว่าจะกลายเป็นอุปนิสัยให้ได้เสียก่อน แล้วคอยดูว่ามันส่งผลกระทบกับด้านอื่นๆ ในชีวิตเหมือนที่ผมว่าไว้รึเปล่าครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิจัยจากเยล: คนอ่านหนังสืออายุยืนกว่าคนไม่อ่าน

20160820_bookreaders

วันนี้ได้อ่านบทความจากเว็บ BigThink.com แล้วเห็นว่าน่าสนใจจึงขอเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ถ้าใครภาษาอังกฤษแข็งแรงอยู่แล้วก็เข้าไปอ่านต้นฉบับได้เลยครับ Yale Study: People Who Read Live Longer Than Those Who Don’t 


เมื่อเร็วๆ นี้ วารสารวิชาการ Social Science and Medicine  ได้ตีพิมพ์งานวิจัยชื่อว่า A chapter a day: Association of book reading with longevity

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเยลได้ทำการสอบถามคนที่อายุมากกว่า 50 ปีจำนวน 3,635 คนว่า เขามีนิสัยการอ่านอย่างไร นักวิจัยสามารถแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกมาได้สามกลุ่ม คือกลุ่มที่ไม่อ่านหนังสือเลย กลุ่มที่อ่านหนังสือไม่เกินสัปดาห์ละสามชั่วโมงครึ่ง และกลุ่มที่อ่านหนังสือมากกว่านั้น

จากนั้นนักวิจัยก็คอยติดตามความเป็นไปของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 3,635 คนนี้เป็นเวลา 12 ปี โดยใช้วิธีโทรศัพท์พูดคุยกับกลุ่มตัวอย่าง และได้พบว่าคนที่อ่านหนังสือนั้นจะอายุยืนกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือ

โดยถ้าคุณอ่านหนังสือมากกว่าสัปดาห์ละสามชั่วโมงครึ่ง อายุเฉลี่ยของคุณจะมากกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือถึง 23 เดือนหรือเกือบสองปีเลยทีเดียว

ค่าเฉลี่ยนี้เป็นจริงเสมอโดยไม่ขึ้นอยู่กับเพศ ความร่ำรวย การศึกษาหรือแม้กระทั่งสุขภาพของคุณว่าจะเป็นยังไง

นอกจากนั้น ในช่วง 12 ปีของการการวิจัย คนที่อ่านหนังสือยังมีโอกาสที่จะเสียชีวิตน้อยกว่าคนที่ไม่อ่านหนังสือถึง 20%

การอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมง่ายๆ ที่ไม่ต้องออกกำลังหรือออกไปไหน จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากถ้าคุณอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยเกษียณ

อีกสิ่งหนึ่งที่งานวิจัยนี้พบก็คือ การอ่านหนังสือไม่ว่าจะมากหรือน้อยแค่ไหน ก็ยังส่งผลต่ออายุที่ยืนยาวมากกว่าการอ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร (periodicals) เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าการอ่านหนังสือนั้นใช้สมองมากกว่า (book reading involves more cognitive faculties)

โดยนักวิจัยระบุว่าการอ่านหนังสือช่วยเพิ่มโอกาสในการอยู่รอด (survival advantage) เพราะว่ามันพาให้เราเข้าไปอยู่ในโหมดที่ได้ใช้สมองหลายส่วนอย่างเต็มที่  การอ่านหนังสือจึงช่วยรักษาสมรรถภาพของสมองเอาไว้ได้ดีกว่า

การอ่านหนังสือนั้นต้องใช้กระบวนการสองอย่างที่แตกต่างไปจากการอ่านรูปแบบอื่น กระบวนการทั้งสองนั้นคือการอ่านอย่างลึกซึ้ง (deep reading) และการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ (emotional connection)

การอ่านอย่างลึกซึ้งคือกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ในสมองของคนอ่านที่พยายามจะทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ในหนังสือว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร และมีส่วนเกี่ยวพันกับโลกแห่งความจริงอย่างไรบ้าง

ส่วนความผูกพันทางอารมณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อผู้อ่านมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจตัวละครในหนังสือ ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านมีความฉลาดทางอารมณ์ และเข้าใจความเป็นไปในสังคมได้ดีกว่าเดิม


ผมเองนั้นเคยอ่านหนังสือประมาณสัปดาห์ละหนึ่งเล่ม แต่ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปและการมาถึงของโซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟน ทำให้ผมอ่านหนังสือได้น้อยลงอย่างน่าใจหาย

จากนี้ไปคงต้องให้เวลากับมันมากขึ้นแล้วครับ


ขอบคุณข้อมุลจาก Big Think: Yale Study: People Who Read Live Longer Than Those Who Don’t 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

Box1B_300x250

ตกเครื่องบิน

20160616_flight

ใครเคยต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพราะต้องรีบไปขึ้นเครื่องบินบ้างครับ?

บางทีกว่าจะเก็บกระเป๋าเสร็จก็เลยเที่ยงคืน ตี 4 ก็ต้องตื่นมาอาบน้ำอาบท่าเพื่อไปให้ถึงสนามบินก่อนหกโมงเช้า

น่าแปลก ที่ถึงจะได้นอนแค่สี่ชั่วโมง แต่เรากลับไม่งัวเงีย ไม่ใจเสาะ ไม่เคยกด snooze เพื่อขอกลับไปนอนต่อ “อีกหน่อย” เหมือนวันทำงาน

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

หนึ่ง เพราะว่าเราตื่นเต้นกับการผจญภัยที่รออยู่ข้างหน้า

สอง เพราะว่าเราไม่อยากตกเครื่องบิน

ตั๋วก็ซื้อไปแล้ว ถ้าไปสายก็ไม่รู้จะหาตั๋วใหม่ได้หรือเปล่า การนอนต่ออีกหน่อยแม้เพียงสิบห้านาทีอาจทำให้แผนการผจญภัยรวนไปหมด

เราจึงไม่กล้านอนต่อเพราะเรามี “เดิมพันสูง” นั่นเอง


กลับกัน ในวันธรรมดา เรากลับกดปุ่ม snooze ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสายแบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การออกจากบ้านช้าเพียง 15 นาที อาจทำให้เราต้องเสียเวลาเดินทางเพิ่มขึ้นถึงหนึ่งชั่วโมง

ถ้าสัปดาห์หนึ่งเรา “นอนต่ออีกซักหน่อย” ซักสองครั้ง ก็เสียเวลาเพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง หรือปีละประมาณ 100 ชั่วโมง

เราทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง เดือนละสี่สัปดาห์ก็คิดเป็น 160 ชั่วโมง

ถ้าเราได้เงินเดือน 16,000 บาท แสดงว่าหนึ่งชั่วโมงของเรามีมูลค่า 16,000 บาท / 160 ชั่วโมง = 100 บาท

ในหนึ่งปี 100 ชั่วโมงที่เสียไป จึงมีมูลค่า 10,000 บาท

ซื้อตั๋วการบินไทยกรุงเทพ-ฮ่องกงได้เลย

ตัวเลขความเสียหายจะยิ่งสูงกว่านี้ ถ้าเราได้เงินเดือนแพงกว่านั้น

เช่นคนที่เงินเดือน 64,000 หนึ่งชั่วโมงจะมีมูลค่า 400 บาท (64,000 บาท หารเดือนละ 160 ชั่วโมง เท่ากับ 400 บาท)

100 ชั่วโมงที่เสียไปจึงมีมูลค่า 40,000 บาท ซื้อตั๋ว-ไปกลับสวิตเซอร์แลนด์ได้เลย

ประเด็นของผมก็คือ การที่เรานอนตื่นสายในวันธรรมดานั้น มันคือการ “ตกเครื่องบินผ่อนส่ง” ดีๆ นี่เอง

เป็นไปได้มั้ย ที่เราจะบอกตัวเองให้ตื่นโดยไม่กด snooze เพราะเราต้องรีบไปขึ้น “เที่ยวบินแห่งชีวิต”

เป็นเที่ยวบินที่ “เดิมพันสูง” เหมือนกัน

เพราะแต่ละวันก็มีเรื่องให้ผจญภัย

และเราไม่รู้เลยว่าสายการนี้ยังเหลือเที่ยวบินอีกกี่เที่ยว

 


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

1 นาที = 2 นาที

20160302_1Equal2

สังเกตตัวเองมาหลายครั้งแล้วว่า เวลาที่เสียไปตอนกลางคืนหนึ่งนาที จะมีค่าเท่ากับเวลาในตอนเช้าสองนาที

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่มีนาฬิกาชีวิตที่กำหนดว่า เวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเข้านอนคือสี่ทุ่ม อย่างมากไม่เกินห้าทุ่ม

ถ้าเข้านอนช้ากว่านี้ การหลับของเราจะด้อยประสิทธิภาพลง

นอนสี่ทุ่มตื่นตีห้า กับ นอนเที่ยงคืนตื่นเจ็ดโมง เวลานอนอาจเท่ากัน แต่นอนสี่ทุ่มนั้นหลับเต็มอิ่มกว่ากันเยอะ

เมื่อได้พักผ่อนอย่างมีคุณภาพ พลังงานเราก็เต็มปรี่ สามารถทำงานให้เสร็จโดยใช้เวลาน้อยกว่าวันที่เราได้พักผ่อนมาไม่เต็มที่

(1 นาที ที่ทำงานหลังจากได้พักผ่อนเพียงพอ เท่ากับ 2 นาทีที่ทำงานหลังจากได้พักผ่อนไม่เพียงพอ)

ยิ่งไปกว่านั้น พอเราตื่นเช้า ก็ไม่ต้องฝ่ารถติด ไม่ต้องเสียสุขภาพจิต ประหยัดเวลาและประหยัดอารมณ์ไปได้เยอะเลย

(1 นาทีที่ใช้สำหรับการเดินทางช่วง 6 โมงเช้า ได้ระยะทางเท่ากับการเดินทาง 2 นาทีช่วง 7 โมงเช้า)

เมื่อตระหนักว่า 1 นาทีในแต่ละช่วงของวันมีคุณค่าไม่เท่ากัน

เราอาจจะใช้เวลาที่มีอย่างจำกัดได้อย่างมีสติยิ่งขึ้นครับ

—–

ป.ล. บางคนอาจเป็น “คนกลางคืน” โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นสถานการณ์ก็อาจจะกลับกัน คือนอนดึกแล้วได้น้ำได้เนื้อกว่าครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

สิ่งที่สามคนนี้เหมือนกัน

20160127_Common

ทุกคนน่าจะรู้จัก Barrack Obama ประธานาธิบดีอเมริกา

จำได้มั้ยครับว่าโอบาม่าชอบใส่สูทสีอะไร?

ไม่เทาก็น้ำเงินเข้ม

ทุกคนน่าจะรู้จัก Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค

จำได้มั้ยครับว่าเขาใส่เสื้ออะไร?

ใช่ครับ ใส่เสื้อยืดสีเทา

ทุกคนน่าจะรู้จัก Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง Apple

และรู้อยู่แล้วว่าจ๊อบส์ใส่เสื้อคอเต่าสีดำ + กางเกงยีนส์

เหตุผลที่เขาเหล่านี้ใส่ชุดเดิมๆ ทุกวันไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่มีหัวเรื่องแฟชั่น

แต่เพราะว่าในแต่ละวันพวกเขามีเรื่องสำคัญๆ ให้ต้องตัดสินใจมากมาย

การตัดสินใจของบารัก โอบาม่าคือการตัดสินใจของประเทศที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก

การตัดสินใจของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก จะส่งผลกระทบกับคนหนึ่งพันล้านคน

และการตัดสินใจของสตี๊ฟ จ๊อบส์ อาจหมายถึงความเป็นความตายของบริษัท และการปฏิวัติอุตสาหกรรมเพลงและอุปกรณ์พกพา

—–

แต่ละวันเรามีเรื่องให้ต้องตัดสินใจกันตั้งแต่ลืมตา

  • จะนอนต่อหรือจะลุกเลยดี
  • จะใส่เสื้อสีอะไร
  • จะกินอะไรเป็นข้าวเช้า
  • จะทำงานชิ้นไหนก่อนหลัง
  • จะซื้อโดนัทหรือซื้อผลไม้เป็นของว่าง
  • จะเขียนบล็อกหรือจะเล่นเฟซบุ๊คดี
  • ฯลฯ

การตัดสินใจแต่ละครั้งจะมีผลต่อสิ่งที่ฝรั่งเรียกกันว่า willpower*

will = ความตั้งใจ
power = พลัง

Willpower เหมือนน้ำมันในถัง ตัดสินใจหนึ่งครั้งน้ำมันก็ลดลงจำนวนหนึ่ง ยิ่งการตัดสินใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญมากๆ น้ำมันก็ยิ่งลดเยอะ ต้องได้พักผ่อนหรือหลับนอนก่อน น้ำมันถึงจะกลับมาเต็มถังใหม่

เมื่อไหร่ก็ตามที่ willpower เหลืออยู่นิดเดียว เราจะเผชิญสิ่งที่เรียกว่า decision fatigue ซึ่งแปลตรงตัวว่าความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ  เมื่อเราอยู่สภาวะนี้ โอกาสที่เราจะตัดสินใจผิดพลาดยิ่งมีสูงขึ้น คนอย่างโอบาม่าและซักเคอร์เบิร์กจึงพยายามจำกัดเรื่องที่ต้องตัดสินใจให้เหลือเท่าที่จำเป็นจริงๆ

โอบาม่ากล่าวไว้ว่า

‘You’ll see I wear only gray or blue suits’ [Obama] said.

‘I’m trying to pare down decisions. I don’t want to make decisions about what I’m eating or wearing. Because I have too many other decisions to make.’

อย่างที่คุณเห็น ผมจะใส่แค่สูทสีเทาหรือสีเท่านั้น ผมพยายามลดจำนวนเรื่องที่ต้องตัดสินใจ ไม่อยากต้องมานั่งคิดว่าจะกินอะไรหรือจะใส่อะไรเพราะว่าผมมีเรื่องอื่นๆ ให้ต้องตัดสินใจมากเกินพอแล้ว

ซักเคอร์เบิร์กก็กล่าวไว้ว่า

“I really want to clear my life to make it so that I have to make as few decisions as possible about anything except how to best serve this community”

ผมต้องการจะทำให้ชีวิตมันเรียบง่าย เพื่อจะได้ตัดสินใจให้น้อยที่สุดกับทุกๆ เรื่องยกเว้นเรื่องการสร้างสังคม(เฟซบุ๊ค)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเราควร “เก็บแรง(ใจ)ไว้” สำหรับเรื่องสำคัญๆ และลดการตัดสินใจเรื่องที่ไม่จำเป็นลงให้น้อยที่สุด

ผมคงจะไม่ชักชวนให้ใครมาใส่เสื้อผ้าเหมือนเดิมทุกวันเหมือนท่านประธานาธิบดีและท่านซีอีโอ

แต่ก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่คนธรรมดาอย่างเราๆ สามารถทำได้เพื่อลดโอกาสการเกิด decision fatigue

เช่น

  • จัดเสื้อผ้าทำงานตั้งแต่ตอนกลางคืน (พรุ่งนี้ตื่นเช้ามาจะได้ไม่ต้องเสียพลังในการตัดสินใจว่าจะใส่ชุดไหนดี)
  • ปิด Notifications ทั้งในมือถือและใน Outlook ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาตัดสินใจว่าจะทำงานต่อหรือจะหยิบมือถือขึ้นมาดู
  • เก็บโต๊ะให้เรียบร้อย เพื่อให้มีสิ่งรบกวนทางสายตาน้อยที่สุด (ทุกครั้งที่เราชำเลืองเห็นสิ่งของพวกนี้มันจะกัดกินพลังของเราไปเสมอ แม้จะเพียงน้อยนิดก็ตาม)
  • งานชิ้นเล็กๆ ที่ใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที ให้ทำไปเลย (จะได้ไม่มาคอยกวนใจเราว่าจะทำเมื่อไหร่ๆๆๆ)
  • ก่อนกลับบ้าน เขียน To Do List สำหรับวันพรุ่งนี้

เมื่อเราขจัดการตัดสินใจที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิตแล้ว เราก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้นครับ

—-

* ผมเพิ่งรู้ว่า willpower ใช้คำไทยว่า “จิตตานุภาพ” ฟังดูอลังการงานสร้างมาก

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก
Elite Daily:  The Science Of Simplicity: Why Successful People Wear The Same Thing Every Day

Business Insider: Here’s The Real Reason Mark Zuckerberg Wears The Same T-Shirt Every Day 

ขอบคุณภาพจาก
Wikimedia: Barack Obama, Steve Jobs
Flickr: Mark Zuckerberg by TechCrunch