7 ความประทับใจจากหนังสือ Ultraman เส้นชัยไร้เหตุผล

ผมเพิ่งอ่านหนังสือ “Ultraman เส้นชัยไร้เหตุผล” ของ “นิ้วกลม” หรือพี่เอ๋ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์จบไปเมื่อวานนี้

ผมอ่านข้อเขียนของนิ้วกลมมาตั้งแต่สมัยเขียนลง a day และได้อ่านหนังสือเล่มแรกของนิ้วกลมที่ชื่อ “โตเกียวไม่มีขา” แบบรวดเดียวจบบนเที่ยวบินกรุงเทพ-โตเกียว ในการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรกของผม

นิ้วกลมมีผลงานออกมาแล้วทั้งหมด 54 เล่ม โดยเล่มล่าสุดก็คือ Ultraman เล่มนี้

หนังสือบอกเล่าประสบการณ์เตรียมตัวและวิ่งงานอัลตร้ามาราธอนชื่อ HK100 ซึ่งเป็นการวิ่งเทรลหรือเส้นทางธรรมชาติระยะ 103 กิโลเมตรให้จบภายใน 30 ชั่วโมง โดยงานนี้จัดขึ้นที่ฮ่องกงและต้องวิ่งขึ้น-ลงภูเขาหลายลูก

จากคนนอกมองเข้าไป มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะเอาร่างกายไปทรมานทรกรรมวิ่งแบบไม่หลับไม่นอนข้ามวันข้ามคืน ผมเลยเดาว่านี่เป็นเหตุผลที่พี่เอ๋ตั้งชื่อหนังสือออกตัวไว้ก่อนเลยว่ามันคือ “เส้นชัยไร้เหตุผล”

ถ้าคุณเป็นคนที่วิ่งอยู่แล้วเหมือนผม จะพอเข้าใจและอินไปกับรายละเอียดมากมายทั้งตอนซ้อมและตอนแข่งขัน

แต่ถ้าคุณไม่เคยวิ่งและไม่คิดที่จะวิ่ง หนังสือ Ultraman ก็ยังเป็นเรื่องจริงที่สนุกเหมือนนิยายและนำมาปรับใช้ได้ในชีวิตจริง

และนี่คือ 7 ความประทับใจที่ผมมีต่อ “Ultraman เส้นชัยไร้เหตุผล” ครับ

1. ความไม่คิดหน้าคิดหลัง

การเข้าร่วม HK100 ของพี่เอ๋นั้นมีอารมณ์คล้ายๆ Squid Game คือมีเบอร์แปลกโทรเข้ามาแล้วถามว่า “สนใจไปวิ่งในงาน HK100 ไหม”

พอพี่เอ๋ถามว่า “มีระยะไหนบ้างครับ” รอยยิ้มปลายสายก็ตอบมาว่า “100 กิโลเมตรสิคะ”

มีเวลาเตรียมตัวเพียงแค่ 10 สัปดาห์ แต่พี่เอ๋ก็ตกปากรับคำอยู่ดี

ไม่มี 45,600 ล้านวอนรออยู่ จริงๆ แล้วต้องเสียเงินด้วยซ้ำ และถ้าวิ่งไม่จบภายใน 30 ชั่วโมงก็ยังต้องกลับบ้านมือเปล่าอีกด้วย

“รับปากไปโดยไม่รู้เลยว่า คนวิ่งระยะนี้เขาซ้อมกันยังไง แต่ก็รับปากไปแล้ว

ภาระที่ตามมาคือ ทำให้ได้

อย่างที่บอกว่าคงต้องพึ่งปาฏิหาริย์ และปาฏิหาริย์ไม่ใช่ดวง หากคือการมีวินัยระดับที่สร้างปาฏิหาริย์ได้”

2. Commit and Make Time

สำหรับคนเป็นพนักงานบริษัทอย่างผม เทคนิค Time Blocking ถือเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะถ้าเราไม่กันเวลาเอาไว้ เราอาจจะเสียมันไปกับการประชุมยิบย่อยและเรื่องสำคัญของคนอื่น

พี่เอ๋ใช้ Time Blocking เหมือนกัน นั่นคือกันเวลาช่วงหัวค่ำสองวันต่อสัปดาห์ทุกอาทิตย์ล่วงหน้า 10 สัปดาห์เพื่อจะได้มีเวลาซ้อมวิ่งคราวละ 3-4 ชั่วโมง

แม้จะมีตารางงานวางไว้อยู่ก่อนแล้วมากมาย แต่พี่เอ๋ก็หาเวลาซ้อมจนได้

เมื่อเราจะ commit กับสิ่งใด เราก็ต้องจัดเวลาให้กับมัน

“เงื่อนไขต่างๆ เป็นข้ออ้างที่เรานำมาเป็นเกราะกำบังให้ตัวเองทั้งนั้น”

3. กัลยาณมิตร

“พี่ป๊อก” ผู้เป็นคนมอบตารางซ้อมและรายการสิ่งของที่ต้องเตรียมไป

“บุ๊ย” ผู้ส่งจดหมายมาแนะนำเคล็ดลับว่าวิ่งอย่างไรให้จบ HK100

“วิน” ผู้ที่พี่เอ๋ชวนไปร่วมวิ่ง HK100 ด้วย

“ตุล” เพื่อนนักวิ่งที่ได้พบกันระหว่างทาง

เหล่านี้คือตัวละครที่วนเวียนเข้ามาในช่วงที่พี่เอ๋กำลังอยู่ในช่วงแปลงร่างเป็น Ultraman

ราวกับมีมือผู้กำกับส่งตัวละครเหล่านี้มาให้ แต่ละคนมีบทบาทสำคัญชนิดที่ว่าถ้าขาดใครคนใดคนหนึ่งไป เรื่องราวใน Ultraman อาจจะมีบทสรุปอีกแบบ

เราไม่อาจไปไหนได้ไกลด้วยตัวคนเดียวจริงๆ

4. การซ้อมวิ่งรอบกรุงเทพมหานคร

ก่อนไปงาน HK100 พี่เอ๋กับคุณวินลองไปซ้อมวิ่งระยะ 2 มาราธอนในวันเดียว นี่คือการวิ่งที่ยาวไกลที่สุดในชีวิตของพี่เอ๋

เริ่มวิ่ง 7 โมงเช้าที่บึงหนองบอน ต่อด้วยสวนหลวงร.9 วิ่งไปขึ้นรถไฟฟ้าตรงอุดมสุข มุ่งสู่ท่าเรือบางนา ข้ามฟากไปวิ่งในบางกระเจ้า ข้ามฟากกลับมาพระราม 3 เข้าสาธุประดิษฐ์ ผ่านเส้นนราธิวาส เข้าพระราม 4 ทะลุสุขุมวิท 24 วิ่งสวนเบญจสิริข้างเอ็มโพเรียม ต่อด้วยสวนเบญจกิตติ ไปทะลุสวนลุม ตัดผ่านเซ็นทรัลเวิลด์ วิ่งเลียบสวนจิตรลดา ลานพระบรมรูปทรงม้า เลี้ยวเข้าราชดำเนิน อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สนามหลวง วัดพระแก้ว หัวลำโพง สวนอุทยาน 100 ปีจุฬา ผ่านหอศิลป์ และไปจบที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ตอน 4 ทุ่ม

ด้วยสองเท้า พี่เอ๋กับคุณวินพาตัวเองผ่านระยะทาง 84.40 กิโลเมตร 18 สวนสาธารณะและแลนด์มาร์คสำคัญทั่วกรุงเทพ

อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าตอนวิ่งได้ติดกล้อง GoPro ถ่ายเส้นทางไปด้วย น่าจะเอามาทำเป็นหนังสั้นงามๆ ได้เลย

5. ความสำคัญของคนข้างกาย

ภรรยาพี่เอ๋ชื่อคุณ ‘ชิงชิง’

การเป็นคู่ชีวิตกับคนที่ต้องซ้อมวิ่งสัปดาห์ละเป็นสิบชั่วโมงนั้นไม่ง่าย เพราะนอกจากพร้อมเข้าใจแล้ว ยังต้องพร้อมสนับสนุนอีกด้วย

ในการวิ่ง HK100 จะมีจุดเช็คพ้อยท์หรือ CP ทั้งหมด 9 จุดด้วยกัน โดยญาติมีโอกาสจะมาพบกับนักวิ่งได้ที่ CP2 CP5 และ CP8 เพราะเป็นเพียงสามจุดที่รถยนต์เข้าถึง

โดยเฉพาะ CP5 นั้นสำคัญมากเพราะนักวิ่งได้วิ่งมาแล้ว 57 กิโลเมตร ตั้งแต่เช้ายันสามทุ่ม นี่คือจุดที่นักวิ่งส่วนใหญ่จะพักกินข้าว อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และอุปกรณ์ ดังนั้นญาติจะเป็นคนจัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้ให้

คุณชิงชิงช่วยปูเสื่อ วิ่งเติมน้ำ หยิบขนม ส่งข้าวหมูแดง ชาร์จโทรศัพท์ เอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้พี่เอ๋ ไม่ต่างอะไรกับพี่เลี้ยงที่ดูแลนักมวยระหว่างพักยก

นอกจากน้ำและข้าวหมูแดง สิ่งที่เติมพลังให้พี่เอ๋ได้มากที่สุดก็คือคำพูดและเสียงหัวเราะของคุณชิงชิงนี่แหละ

นี่คือคำบรรยายของนิ้วกลมเมื่อวิ่งมาถึง CP5 หมาดๆ

“ผมคาดหวังกับการจอดพักเติมพลังครั้งนี้มาก เพราะลำพังแรงกายแรงใจที่มีอยู่นั้นไม่มีทางผลักดันตัวเองไปจนจบการแข่งขันได้แน่นอน

หวังให้ ‘ปั๊มน้ำมันใหญ่’ แห่งนี้ช่วยยืนยันกับตัวอีกทีว่ายังไหว หวังว่ามันคือครึ่งทางที่จะเปลี่ยนมืดเป็นสว่าง เปลี่ยนทางตันเป็นทางไปต่อ

นาทีนั้น ผมนึกถึงชิงชิง หันซ้ายแลขวามองหาใบหน้าคุ้นเคย ด้วยสภาพเหมือนคนหลงทางมานานกำลังหาทางกลับบ้าน

บ้านไม่ใช่สถานที่ ทว่าคือคนที่เรารักและรักเรา”

6. สองทางที่เจ็บปวดทั้งคู่

ตอนจะออกจาก CP5 เวลาคัตออฟเข้ามาใกล้มาก พี่เอ๋ คุณวิน และคุณตุลต้องรีบเดินขึ้นเขาเพื่อเร่งทำเวลา

ขณะที่เดินไปได้ไม่ไกลก็พบนักวิ่งค่อยๆ เดินสวนทางลงมาทีละคน นับรวมได้ยี่สิบกว่าคน นักวิ่งกลุ่มนี้คือคนที่ยอมยกธงขาว เพราะรู้ตัวว่าถึงฝืนไปต่อก็ไม่ทันกับเวลาคัตออฟ ถ้าวิ่งไปถึง CP6 หรือ CP7 แล้วโดนตัดสิทธิ์ ก็ต้องทนเดินถึง CP8 เพื่อจะได้นั่งรถกลับลงมา

เมื่ออยู่บนทางแยกที่ต้องเจ็บปวดทั้งคู่ เราจะเลือกทางไหน?

แม้จะรู้ตัวว่าโอกาสริบหรี่มาก แต่ทั้งสามคนก็ตัดสินใจจะวิ่งต่อไปให้ถึงที่สุด

“ผมคิดถึงการซ้อมสาหัสสากรรจ์ทั้งหมดที่ผ่านมา ภาพตัวเองวิ่งคนเดียวเบื่อๆ ในหมู่บ้านช่วงสามทุ่มวันแล้ววันเล่า

แน่นอน ใครจะยอมแพ้ง่ายๆ อย่างน้อยผมก็จะก้าวขาไปจนกระทั่งสนามบอกเราเองว่าไม่อนุญาตให้ไปต่อแล้ว

เราไม่ควรเป็นฝ่ายยอมแพ้ก่อน ทำตามที่บอกชิงชิงไว้ – สู้จนหยดสุดท้าย”

นี่คือ mentality เดียวกับ Manchester United ชุดสามแชมป์ที่จะไม่ยอมแพ้จนกว่ากรรมการจะเป่านกหวีด

7. มนุษย์มีเหตุผลเสมอ

George Mallory เป็นนักปีนเขาเลื่องชื่อที่พยายามพิชิตเอเวอเรสต์หลายครั้งแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ

มีคนเคยถามเขาว่า

“Why did you want to climb Mount Everest?”

Mallory ตอบว่า

“Because it’s there.”

เพราะมันอยู่ตรงนั้น ฉันก็เลยต้องปีน

ใน Ultraman พี่เอ๋เขียนไว้ชวนคิดว่า

“บางคนมีแรงขับภายในที่ต้องการสัมผัสแผ่นดินใหม่ อยากรู้ว่าที่นั่นเป็นอย่างไร จะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ยืนอยู่ตรงนั้น คล้ายกับเดินขึ้นหิมาลัยเพื่อไปให้ถึง Everest Basecamp (EBC)

ถึงที่สุดแล้วเราไม่ได้ต้องการไปให้ถึงค่ายฐานทางกายภาพหรอก แต่เราอยากค้นพบตัวเองตอนไปถึงที่นั่นว่าต่างไปจากปกติหรือตอนเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าอย่างไรบ้าง

กล่าวให้ถึงที่สุดก็คือ มันคือการเปลี่ยนสภาวะภายใน

ต่างแน่ๆ, เมื่อไปยังสถานการณ์ใหม่ เราจะได้พบตัวตนที่ไม่เคยรู้ว่ามีในตัวเอง บางคราวอ่อนแออย่างคาดไม่ถึง บางครั้งแข็งแกร่งกว่าที่คิด เราจะได้รู้จักหัวใจตัวเองมากขึ้น ว่ามันเปราะบาง ทนทาน ยอมแพ้ หรือสู้ไม่ถอย

จะรู้ เมื่ออยู่ตรงนั้น

บ่อยครั้ง เมื่อพบมันแล้ว คุณสมบัตินั้นจะติดตัวมา และเปลี่ยนแปลงเราไปจากเดิม”

ผมนึกถึงสิ่งที่ Morgan Housel เขียนไว้ในบทแรกของหนังสือ The Psychology of Money ว่า “Noone’s Crazy” – ไม่มีใครบ้าหรอกนะ

แม้การกระทำของบางคนจะดูไร้เหตุผลแค่ไหน แต่เชื่อเถอะว่ามันมีเหตุผลบางอย่างที่ดีพอสำหรับคนคนนั้นเสมอ


เมื่อได้อ่าน Ultraman เส้นชัยไร้เหตุผล จนจบ ผมรู้สึกขอบคุณความไม่คิดหน้าคิดหลังของพี่เอ๋จนก่อให้เกิดหนังสือเล่มนี้

ยิ่งพอรู้ว่าหลังจากนั้นทั่วโลกจะไม่ได้จัดงานวิ่งอีกเกือบสองปี ส่วนพี่เอ๋เองก็บาดเจ็บจนต้องผ่าเข่าและหมอไม่แนะนำให้กลับไปวิ่งอัลตร้าอีกแล้ว การตัดสินใจร่วมงาน HK100 จึงอาจนับเป็น Once in a lifetime decision เลยก็ว่าได้

ตอนนี้พี่เอ๋กำลังกลับมาซ้อมวิ่งและตั้งเป้าจะวิ่งให้จบฮาล์ฟมาราธอนที่บางแสน ส่วนการวิ่งอัลตร้ามาราธอนนั้นพี่เอ๋จะได้เข้าร่วมอีกรึเปล่าผมยังไม่แน่ใจ

สิ่งที่รู้ก็คือ 18 ปีที่ผ่านมาพี่เอ๋เขียนหนังสือมาแล้ว 54 เล่ม ถ้านับแบบ HK100 ก็ใกล้ถึง CP5 แล้ว

ดูจากเพซการเขียนหนังสือปีละ 3 เล่ม ผมว่าพี่เอ๋น่าจะมีผลงานครบ 100 เล่มภายในปี 2038

นี่คืออัลตร้ามาราธอนที่ผมจะคอยตามเชียร์และเอาใจช่วยต่อไป

ขอให้พี่เอ๋ไปถึงเส้นชัยในเวลาที่เหมาะสมครับ

17 ข้อควรรู้งานหนังสือ 2565 ที่ศูนย์สิริกิติ์

งานหนังสือรอบนี้คึกคักมาก เป็นบรรยากาศเดิมๆ ที่คิดถึง เพราะเคยไปจัดที่อื่นก็ไม่ลงตัวเหมือนจัดที่นี่

ผมไปเดินงานมาแล้ว 2 รอบ เลยขอนำสิ่งที่รู้มาแชร์กันครับ

  1. งานเริ่ม 10 โมงเช้า ถ้าขับรถไป ควรไปถึงก่อน 9:30 แล้วชีวิตจะดีงาม ถ้ามาถึงช้ากว่านั้นคิวรถเข้าศูนย์จะยาวมากทั้งเส้นรัชดาและเส้นพระราม 4 ผมพาลูกมาวันแรกเจอรถติดตรงพระราม 4 ถึงกับต้องตีรถไปจอดที่อื่นแล้วนั่งรถใต้ดินมา
  2. ไม่ต้องเดินตากแดดร้อนๆ อีกต่อไป! งานหนังสือที่ศูนย์สิริกิติ์สมัยก่อนคือต้องไปจอดรถด้านหลังที่เป็นดินลูกรังแล้วก็เดินสู้แดดสู้ฝนมาเข้างาน แต่ตอนนี้ที่จอดรถเป็นใต้ดินทั้งหมดแล้ว
  3. ถ้าไม่อยากเดินไกล ให้เลี้ยวรถเข้าประตูฝั่งใกล้สวนเบญจกิตติ ลงที่จอดรถใต้ดินแล้วจอดแถวๆ เสา A01 – E10 จะใกล้ทางเข้างานที่สุด ถ้ามา MRT หรือเข้าที่จอดรถตั้งแต่ประตูแรกจะต้องเดินไกลหน่อยเพราะอยู่คนละฝั่งกับงาน
  4. ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์โฉมใหม่น่าเดินมาก ให้ความรู้สึกเหมือนสยามพารากอน + ไบเทค + ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตอนที่ผมขึ้นบันไดเลื่อนมา มีน้องม.ปลายสองคนขึ้นบันไดเลื่อนข้างหลังผม พอบันไดเลื่อนขึ้นมาจนเห็นในตัวอาคาร น้องทั้งสองคนก็ตะโกนพร้อมกันว่า “โหวววว!” แล้วคนหนึ่งก็แซวตัวเองว่า “บ้านนอกเข้ากรุง”
  5. ถ้ามาถึงก่อนงานเริ่ม คนจะนั่งรอกันเต็มพื้นที่หน้างาน ซึ่งอยู่ชั้น LG แนะนำให้ขึ้นบันไดเลื่อนไปที่ชั้น G คนจะน้อยกว่า และมีม้านั่งให้ด้วย
  6. ลืมภาพจำห้องน้ำสวนสิริกิติ์ที่แคบๆ และต้องต่อคิวยาวไปได้เลย ที่นี่ห้องน้ำเยอะสะอาด กว้างขวาง ขนาดคนเดิมเต็มงานผมยังไม่เห็นคิวคนเข้าห้องน้ำแม้แต่คิวเดียว
  7. หน้างานมีร้านอาหารเต็มไปหมด แต่คิวก็เต็มไปหมดเช่นกัน ทั้ง Zen, On The Table, OISHI BIZTORO, KFC ถ้าเห็นคิวยาวแล้วท้อ แนะนำให้ขึ้นไปชั้น G มี Big C Mini อยู่ ซื้อขนมและซาลาเปามากินรองท้องได้
  8. เอาน้ำดื่มเข้างานได้นะครับ จริงๆ ในงานมีบู๊ธขายน้ำด้วยซ้ำไป ส่วนอาหารไม่แน่ใจแต่ก็ไม่ได้มีคนตรวจอะไร
  9. แอร์เย็นกำลังดี ไม่ลงหัว แต่ถ้าขี้หนาวก็ใส่แจ็คเก็ตมาได้ แต่ถ้าต้องขึ้นรถใต้ดินก็จะร้อนหน่อย
  10. รอบนี้ทุกบู๊ธอยู่ในห้องเดียวกันหมด (อารมณ์เหมือน Plenary Hall สมัยก่อน) ไม่ต้องเดินไกลเหมือนงานที่บางซื่อ โดยงานจัดที่ Hall 5-6-7 ส่วน Hall 8 มีงานของโฮมโปร
  11. สำนักพิมพ์ใหญ่จะอยู่สุดทางเดิน คนละฝั่งกับทางเข้าประตู ทั้งนายอินทร์ B2S มติชน ซีเอ็ด แจ่มใส ติดกันเรียงราย
  12. ทางเดินในงานค่อนข้างแคบ ถ้าอยากจะเคลื่อนตัวไวๆ หน่อย ให้เดินตรงเส้นรอบวงของงานแทน
  13. ถ้าไม่อยากเสียเวลาเกินไป (เพราะยิ่งช้าคนในงานจะยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ) ควรจะคิดก่อนว่าอยากดูบู๊ธไหนบ้าง แล้ว “วางแผนการเดินทาง” ให้ดี ดูรายชื่อสำนักพิมพ์ที่มาออกงานได้โดยการกูเกิ้ล “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 2565 มีสำนักพิมพ์ไหนบ้าง? เช็กเลย
  14. ไม่ต้องกด ATM อีกต่อไป! หนึ่งใน pain points สมัยก่อนคือเวลาซื้อหนังสือจนเกินงบ ตังค์หมด ก็ต้องไปเข้าคิวกด ATM แต่งานนี้ Scan QR Code ทุกร้าน ผมไม่ต้องใช้เงินสดเลยสักบาทเดียว
  15. ถ้ามาทางรถใต้ดิน ขากลับคิวซื้อตั๋วจะยาวมาก ทางแก้คือเดินเลียบกำแพงไปซื้อตั๋วอีกฝั่งหนึ่ง หรือถ้าโชคดีลองดูใกล้ๆ ที่ติ๊ดบัตร จะมีพนักงานยืนแจกสลิปที่มี QR Code เอาไว้เก็บเงินปลายทางได้ เหมือนได้บัตร Fast Pass ของสวนสนุกยังไงยังงั้น ผมเลือกใช้ออปชั่นนี้แม้จะต้องจ่ายราคาผู้ใหญ่ก็ตามเพราะลูกๆ เมื่อยและหิวเต็มทีแล้ว
  16. หาหนังสือของผมได้ที่บู๊ธของสำนักพิมพ์ DOT บู๊ธ F06 (Love Me Love My Job) และสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย บู๊ธ F34 (Thank God It’s Monday และ ช้างกูอยู่ไหน)
  17. หากใครไม่สะดวกไปงาน สามารถเข้าแอป LINE MAN > Mart แล้วกดแบนเนอร์ “งานมหกรรมหนังสือ ได้โค้ดลดเพียบ

เพิ่มเติมว่าวันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม 17.00 มีขบวนเสด็จนะครับ

อยากให้ได้ไปเดินงานนี้กันครับ ถือเป็นการให้กำลังใจคนทำหนังสือหลังจากที่ต้องเจอสภาวะลำบากมาหลายปี ส่วนเราเองในฐานะนักอ่านก็จะได้กลับมาฝึกฝนให้ตัวเองได้ใช้เวลากับหน้ากระดาษมากกว่าหน้าจอด้วย

งานมีถึงวันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคมนี้ครับผม

12 ข้อคิดจากหนังสือ เมื่อการทำงานหนักไม่ใช่คำตอบของความก้าวหน้า

  1. คนอื่นไม่ได้สนใจหรอกว่าเราพยายามขนาดไหน อย่าเอาความพยายามของตัวเองมา justify ว่าเราเป็นคนสำคัญ
  2. Adam Grant ผู้เขียน Think Again บอกว่า Moderate Procrastinator มักจะสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าคนที่ทำทันที (และแน่นอนว่าดีกว่าคนที่เอาแต่ผัดวันประกันพรุ่งจนทุกอย่างล่าช้ากว่ากำหนด) ดังนั้นเราจึงควรมี deadline ที่ชัดเจน แต่ไม่ต้องรีบทำให้เสร็จ ควรประวิงเวลาเอาไว้บ้างเพื่อเปิดโอกาสให้ไอเดียใหม่ๆ ได้ทำงาน
  3. ความเครียดนั้นมี 2 แบบและมีวิธีจัดการที่แตกต่างกัน แบบแรกคือแบบที่พลังพุ่งขึ้น เช่นโกรธ อึดอัด จัดการได้ด้วยวิธีทำให้ความรู้สึกเบาบางลงเช่นทำอะไรที่ผ่อนคลาย ความเครียดแบบที่สองนั้นจะทำให้พลังของเราตก เช่นเศร้าและห่อเหี่ยว ซึ่งเราควรแก้ไขโดยทำให้ตัวเองมีพลังงานมากขึ้น เช่นขยับเนื้อขยับตัวและออกไปข้างนอก
  4. ถ้าเราเห็นคนข้างหน้าเดินเหยียบอึหมา เราก็คงจะไม่ไปเหยียบซ้ำ ถ้าเราเห็นใครทำงานผิดพลาด เราก็ควรระมัดระวังที่จะไม่ไป “เหยียบอึหมา” ซ้ำเช่นกัน
  5. ระลึกไว้เสมอว่าการ “ได้รับตำแหน่ง” กับการ “ได้รับความยอมรับ” นั้นเป็นคนละเรื่องกัน
  6. โดยส่วนใหญ่แล้ว ค่าตอบแทนคือมาตรวัดความสามารถของเราในการสร้างคุณค่าให้คนอื่น ถ้ารู้สึกว่ารายได้เรายังน้อย ลองมองหาวิธีสร้างคุณค่าให้มากขึ้นดู
  7. การนอนนั้นสำคัญมาก ระดับที่เจฟ เบโซส เจ้าของ Amazon ที่เป็น trillion dollar company ยังนอนคืนละ 8 ชั่วโมง ถ้าคนที่มีภาระหน้าที่ขนาดนั้นยังจัดเวลาเพื่อพักผ่อนได้ เราก็ไม่ควรมีข้ออ้าง
  8. บางทีการตัดสินใจทำอะไรสักอย่างในชีวิต มันไม่ต้องมีเหตุผลดีๆ ก็ได้ ลองลงมือทำไปก่อน แล้วเหตุผลจะตามมาเอง
  9. เด็กใหม่ในที่ทำงานนั้นถือว่าเป็น “อภิสิทธิ์ชน” เพราะจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย ได้ทำงานที่หลากหลาย และถ้าพลาดพลั้งคนก็ยังพร้อมให้อภัย คนที่ทำงานมานานจะไม่ได้สิทธิ์เหล่านี้ เราจึงควรใช้อภิสิทธิ์ของความเป็นเด็กใหม่ให้คุ้มค่า
  10. นอกจากมี To Do List แล้ว พอทำงานเสร็จแล้วลองทำ Have Done List เอาไว้บ้าง หมดวันจะได้กลับมาดูอย่างภาคภูมิใจว่าวันๆ หนึ่งเราก็ทำอะไรเสร็จไปหลายอย่างเหมือนกัน
  11. อย่าให้นามบัตรหรือ Job Description มาตีกรอบว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง ให้มองตำแหน่งที่สลักในนามบัตรเป็น minimum ที่เราควรจะทำได้
  12. เคล็ดลับของการเป็น High Performer คืออย่าเทียบตัวเองกับเพื่อน แต่ให้เทียบตัวเองกับคนที่อยู่สูงกว่าเราหนึ่งหรือสองระดับ แล้วพยายามทำให้ได้แบบเขา

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เมื่อการทำงานหนักไม่ใช่คำตอบของความก้าวหน้า เธมส์ THINKต่าง เขียน สำนักพิมพ์ DOT

17 ข้อคิดจากหนังสือ Think Again

  1. ตอนแรกที่ทีมงานมาบอก Steve Jobs ว่า Apple ควรลองทำโทรศัพท์ดูบ้าง จ็อบส์ด่ากลับไปว่ามันเป็นไอเดียที่งี่เง่าที่สุดที่เขาเคยได้ยินมา เพราะตอนนั้น iPod ขายดีมาก จ็อบส์เองเกลียดบริษัทผลิตมือถือ แถมยังไม่ชอบข้อจำกัดที่เครือข่ายมือถืออย่าง AT&T และ Verizon มักบังคับใช้กับผู้ผลิตโทรศัพท์ด้วย จ็อบส์เคยพูดในที่ประชุมไว้หลายครั้งว่าให้ตายยังไงเขาก็จะไม่ยอมทำโทรศัพท์อย่างเด็ดขาด
  2. แต่ทีมงานของ Apple ก็ไม่ยอมแพ้ และพยายามโน้มน้าวจ็อบส์ว่าพวกเขาสามารถสร้างโทรศัพท์ที่ทุกคนรัก และสามารถต่อรองให้เครือข่ายโทรศัพท์ทำตามสิ่งที่ Apple ต้องการได้ พวกเขาบอกจ็อบส์ว่าเขาไม่ได้ต้องการจะเปลี่ยน Apple ให้เป็นบริษัทขายโทรศัพท์ อย่างไรเสีย Apple ก็จะยังเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์อยู่ต่อไป (เวลาเราจะโน้มน้าวใคร นอกจากจะบอกว่าอะไรจะเปลี่ยนไปแล้ว เราควรบอกด้วยว่าอะไรที่จะไม่เปลี่ยน เพราะนั่นจะทำให้คนที่ฟังเราสบายใจขึ้น) หลังจากใช้เวลาอยู่หกเดือน จ็อบส์ถึงยอมให้ทีมทดลองออกแบบโทรศัพท์ดู และหลังจากที่ iPhone เปิดตัวได้ 4 ปี มันก็สร้างรายได้ถึง 50% ของรายได้ทั้งหมดของ Apple
  3. Mike Lazaridis เป็นอัจฉริยะเรื่องอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 4 ขวบเขาก็สร้างเครื่องเล่นแผ่นเสียงจากเลโก้และหนังยางได้แล้ว พอโตขึ้นมาไมค์ก็สร้างเครื่องอ่านบาร์โค้ดบนฟิล์มของหนังฮอลลีวู้ดจนทำให้เขาได้รางวัลออสการ์สาขา technical achievement จากนั้นเขาก็ก่อตั้งบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และมีลูกค้าที่จงรักภักดีอย่าง Bill Gates – บริษัทที่ว่านั้นมีชื่อว่า Blackberry
  4. BlackBerry เคยมีมูลค่าถึง $70 billion ในปี 2008 แต่การมาของ iPhone ก็ทำให้อาณาจักร BlackBerry ต้องพังทลายและเหลือส่วนแบ่งตลาดเพียง 1% เพราะไมค์เชื่อมั่นว่าคนเราต้องการโทรศัพท์มือถือไว้สำหรับการทำงานและส่งอีเมล ไม่ได้ต้องการมินิคอมพิวเตอร์ที่ฟังเพลงดูหนังได้ ขนาด engineer ที่เก่งที่สุดใน BlackBerry บอกว่าใน BlackBerry ควรมี internet browser ไมค์ก็ไม่ยอม พอทีมงานเสนอว่าควรสร้าง protocol ให้แบล็กเบอรี่คุยกับโทรศัพท์ยี่ห้ออื่นได้ไมค์ก็ไม่ยอม สุดท้าย Whatsapp ก็มาแย่งเค้กไป – การเป็นคนไอคิวสูงไม่ได้ช่วยให้เรา think again ได้ดีขึ้นเลย บางทีการที่เราเป็นคนฉลาดเกินไปอาจจะกลายเป็นตัวขัดขวางเสียด้วยซ้ำ
  5. เรามีวิธีคิดได้ 4 แบบ คือนักเทศน์ (preacher) ทนายความ (prosecutor) นักการเมือง (politician) และนักวิทยาศาสตร์ (scientist) นักเทศน์จะเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองรู้นั้นถูกต้องที่สุด ทนายความจะชอบจับผิดความคิดของคนอื่น นักการเมืองจะเล่นไปตามเกม เช่นคนที่มีอำนาจน้อยกว่าก็จะเอาใจคนที่มีอำนาจสูงกว่า ส่วนนักวิทยาศาสตร์จะสงสัยใคร่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร หนังสือเล่มนี้เชียร์ให้เราคิดแบบนักวิทยาศาสตร์
  6. เมื่อเราสวมหัวใจ scientist เราจะไม่ปล่อยให้ไอเดียกลายเป็นอุดมการณ์ เราจะตั้งต้นด้วยคำถาม ไม่ใช่ด้วยคำตอบ เราไม่ได้สั่งสอนโดยใช้ความเชื่อโดยสัญชาตญาณ แต่เราจะอ้างอิงจากหลักฐานที่จับต้องได้ เราไม่ได้แค่สงสัยในความคิดของคนอื่น แต่เรายังสงสัยในความคิดของตัวเองด้วย
  7. เมื่อเราได้ยินไอเดียอะไรที่ไม่ได้ขัดแย้งกับตัวตนของเรา (เช่นดวงจันทร์อาจเคยเป็นส่วนหนึ่งของโลก) เราก็จะสงสัยใคร่รู้และตื่นเต้นที่จะเข้าใจมันมากขึ้น แต่ถ้าไอเดียนั้นมันขัดแย้งกับสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ เราก็มีแนวโน้มที่จะปิดประตูใจและไม่คิดที่จะรับฟัง ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องประหลาด เพราะความเห็นและความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เรากำหนดความสูงหรือ IQ ของเราไม่ได้ แต่เราเลือกได้เสมอว่าจะเชื่อในสิ่งใดบ้าง
  8. การยอมรับว่าตัวเองอาจคิดผิดนั้นไม่ใช่สัญญาณว่าเราไร้ความสามารถ แต่มันคือการแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และความใฝ่รู้ของเรา
  9. หากเราถามใครว่า “ทำไม” เขาถึงเชื่อเรื่องนั้นเรื่องนี้ เขาจะยิ่งยึดติดกับความเชื่อของตัวเองมากขึ้น แต่หากเราขอให้เขาอธิบายว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้นมันมีกระบวนการและที่มา “อย่างไร” เขาก็อาจจะเจอ gap ในความรู้ของตัวเองและอาจกระตุ้นห้เขาเริ่มคิดใหม่ได้
  10. คนที่จะโน้มน้าวฝ่ายตรงข้ามให้เปลี่ยนใจได้ดีที่สุดคือตัวเขาเอง สิ่งที่เราจะทำได้คือหยุดวงจร overconfidence ของเขาด้วยการถามคำถาม how และให้เขาฉุดคิด เราไม่จำเป็นต้องบอกเขาหรอกว่าเราถูก เราแค่ต้องหาทางเปิดใจให้เขารู้ตัวว่าเขาอาจจะคิดผิด และให้ความสงสัยในตัวเขาได้ทำงาน
  11. เราชอบนึกว่าการถกเถียงเป็นเหมือนตาชั่งที่มีสองฝั่ง ยิ่งเราใส่เหตุผลให้ฝั่งของเรามากเท่าไหร่ น้ำหนักก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น แต่นักต่อรองมืออาชีพจะใช้เหตุผลเพียงไม่กี่ข้อ เพราะหากใส่เหตุผลมากเกินไป เหตุผลที่อ่อนแอจะไปลดทอนความน่าเชื่อถือของเหตุผลที่แข็งแรง
  12. ถ้าถกเถียงกันแล้วพบว่าอีกฝ่ายหนึ่งมั่นใจในความเชื่อของตัวเองมาก ลองถามเขาดูว่า “ค้องมีหลักฐานอะไรถึงจะเปลี่ยนใจคุณได้เหรอ?” (What evidence would change your mind?) ถ้าคำตอบของเขาคือ “ไม่มี” ก็แสดงว่าไม่จำเป็นต้องถกกันอีกต่อไป
  13. การที่เราเลือกจะเชียร์ฟุตบอลทีมอะไร (และเกลียดทีมอะไร) บางทีมันก็เกิดขึ้นแบบไม่มีเหตุผล (arbitrary) สมมติว่าเราย้อนเวลากลับไปตอนที่เรากำลังจะเลือกทีมที่ชอบ แล้วตอนนั้นเราไปอยู่กับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือเกิดอยู่อีกเมืองหนึ่ง เราอาจจะเลือกเชียร์ทีมที่ตอนนี้เราเกลียดก็ได้ สมมติเรามีอคติกับคนอิสานหรือคนดำ ลองคิดกลับกันว่าถ้าเราเกิดเป็นคนอิสานหรือคนผิวดำ เราจะมองคนกลุ่มนี้ต่างจากเดิมมั้ย เมื่อเราเอาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มที่เราไม่ชอบ เราจะรู้ตัวว่าอคติที่เรามีนั้นเป็นเรื่อง arbitrary คือเป็นการสุ่มเดา ไร้กฎเกณฑ์และมีที่มาที่ไปที่ไม่ได้แข็งแรงอะไร
  14. คนที่ติดเหล้าส่วนใหญ่นั้นรู้ตัวเองดี แต่หากเราไปพยายามบอกให้เขาดื่มให้น้อยลง เขาจะต่อต้าน การที่คนเราเพิกเฉยต่อคำแนะนำไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำนั้น แต่เป็นเพราะเขาไม่ชอบให้ใครมากะเกณฑ์ชีวิตเขาต่างหาก ดังนั้นแทนที่จะพยายามไปเปลี่ยนเขา วิธีที่อาจจะได้ผลมากกว่าคือสิ่งที่เรียกว่า motivational interview
  15. สมมติว่าเราเป็นนักเรียนของ Hogwarts และสงสัยว่าลุงของเราเป็นแฟนตัวยงของ Voldemort นี่คือตัวอย่างของ motivational interview
    • เรา: ผมอยากเข้าใจความรู้สึกที่ลุงมีต่อ “คนที่คุณก็รู้ว่าใคร” ครับ
    • ลุง: เขาเป็นพ่อมดที่ทรงอิทธิฤทธิ์ที่สุดในเวลานี้ แถมสาวกของเขาก็ยังสัญญากับลุงว่าจะมอบตำแหน่งสำคัญให้ลุงด้วย
    • เรา: น่าสนใจจังเลยครับ แล้วมีอะไรที่ลุงไม่ชอบเกี่ยวกับตัวเขาบ้างมั้ย?
    • ลุง: จริงๆ ลุงก็ไม่ได้ชื่นชอบเรื่องที่เขาสังหารคนไปเป็นจำนวนมากหรอกนะ
    • เรา: แหม มันก็ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์หรอกนะลุง
    • ลุง: ก็ใช่ แต่การฆ่านี่มันก็แย่จริงๆ
    • เรา: ฟังดูเหมือนลุงก็มีความชั่งใจเกี่ยวกับเขาเหมือนกัน อะไรที่ทำให้ลุงยังไม่เลิกเชียร์เขาล่ะครับ
    • ลุง: ลุงก็กลัวว่าเขาจะมาจัดการลุงน่ะสิ
    • เรา: เข้าใจเลยครับลุง ผมก็กลัวเหมือนกัน แล้วลุงมีหลักการอะไรในชีวิตที่สำคัญกับลุงมากจนลุงพร้อมที่จะเสี่ยงกับเรื่องนี้รึเปล่า?
  16. เราทำ motivational interview ไม่ใช่เพื่อจะบอกคนอื่นว่าควรทำอะไร หน้าที่ของเราคือเป็นคนถือกระจกเงาเพื่อให้เขามองเห็นตัวเองชัดขึ้น การทำ motivational interview นั้นมีสามขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
    • ถามคำถามปลายเปิด
    • ฟังแบบมีการสะท้อนความคิดกลับไป
    • รับรองความต้องการและความสามารถที่เขาจะเปลี่ยนตัวเอง
  17. โลกไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ แต่มีเฉดสีเทาอยู่มากมาย ยกตัวอย่างเรื่องโลกร้อนที่ไม่ได้มีแค่คนที่เชื่อหรือไม่เชื่อ จากข้อมูลเดือนพฤศจิกายนปี 2019 ของ George Mason University เราสามารถแบ่งคนเหล่านี้ออกได้เป็น 6 กลุ่ม คือตื่นตระหนก 31% เป็นห่วง 26% ระมัดระวัง 16% ไม่สนใจ 7% สงสัย 10% และไม่เชื่อ 10% หากเราพรีเซนต์ข้อมูลต่างๆ โดยมี “พื้นที่ให้คนตรงกลาง” ไมผลักไสเขาให้ไปอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ก็ย่อมจะมีคนที่พร้อมจะรับฟังเรามากกว่าเดิม

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Think Again: The Power of Knowing What You Don’t Know by Adam Grant

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่าน

“If you’re overthinking, write. If you’re underthinking, read.”
-@AlexAndBooks_

คนเรานอกจากจะต้องการ work-life balance แล้ว ผมคิดว่าเรายังต้องการ input-output balance ด้วย

Input คือสิ่งที่เราเสพ output คือสิ่งที่เราสร้าง

ถ้าเราเสพอย่างเดียว ทุกอย่างก็จะอยู่ในหัว แต่เราไม่อาจสร้างคุณค่าได้

ถ้าเราสร้างอย่างเดียว ไม่เสพอะไรเลย สักวันเชื้อเพลิงก็หมด เมื่อเชื้อเพลิงหมด จะจุดอะไรก็ไม่ติด

ดังนั้นเราต้องหาจุดสมดุลให้เจอ ถ้ามีสิ่งที่อยู่ในหัวมากเกินไป เราควรจะปล่อยมันออกมา และถ้าเจอทางตันหรือคิดอะไรวนหลูป แสดงว่าเราต้องสรรรหาเชื้อเพลิงใหม่ๆ

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่านครับ