17 ข้อคิดจากหนังสือ Think Again

  1. ตอนแรกที่ทีมงานมาบอก Steve Jobs ว่า Apple ควรลองทำโทรศัพท์ดูบ้าง จ็อบส์ด่ากลับไปว่ามันเป็นไอเดียที่งี่เง่าที่สุดที่เขาเคยได้ยินมา เพราะตอนนั้น iPod ขายดีมาก จ็อบส์เองเกลียดบริษัทผลิตมือถือ แถมยังไม่ชอบข้อจำกัดที่เครือข่ายมือถืออย่าง AT&T และ Verizon มักบังคับใช้กับผู้ผลิตโทรศัพท์ด้วย จ็อบส์เคยพูดในที่ประชุมไว้หลายครั้งว่าให้ตายยังไงเขาก็จะไม่ยอมทำโทรศัพท์อย่างเด็ดขาด
  2. แต่ทีมงานของ Apple ก็ไม่ยอมแพ้ และพยายามโน้มน้าวจ็อบส์ว่าพวกเขาสามารถสร้างโทรศัพท์ที่ทุกคนรัก และสามารถต่อรองให้เครือข่ายโทรศัพท์ทำตามสิ่งที่ Apple ต้องการได้ พวกเขาบอกจ็อบส์ว่าเขาไม่ได้ต้องการจะเปลี่ยน Apple ให้เป็นบริษัทขายโทรศัพท์ อย่างไรเสีย Apple ก็จะยังเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์อยู่ต่อไป (เวลาเราจะโน้มน้าวใคร นอกจากจะบอกว่าอะไรจะเปลี่ยนไปแล้ว เราควรบอกด้วยว่าอะไรที่จะไม่เปลี่ยน เพราะนั่นจะทำให้คนที่ฟังเราสบายใจขึ้น) หลังจากใช้เวลาอยู่หกเดือน จ็อบส์ถึงยอมให้ทีมทดลองออกแบบโทรศัพท์ดู และหลังจากที่ iPhone เปิดตัวได้ 4 ปี มันก็สร้างรายได้ถึง 50% ของรายได้ทั้งหมดของ Apple
  3. Mike Lazaridis เป็นอัจฉริยะเรื่องอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 4 ขวบเขาก็สร้างเครื่องเล่นแผ่นเสียงจากเลโก้และหนังยางได้แล้ว พอโตขึ้นมาไมค์ก็สร้างเครื่องอ่านบาร์โค้ดบนฟิล์มของหนังฮอลลีวู้ดจนทำให้เขาได้รางวัลออสการ์สาขา technical achievement จากนั้นเขาก็ก่อตั้งบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และมีลูกค้าที่จงรักภักดีอย่าง Bill Gates – บริษัทที่ว่านั้นมีชื่อว่า Blackberry
  4. BlackBerry เคยมีมูลค่าถึง $70 billion ในปี 2008 แต่การมาของ iPhone ก็ทำให้อาณาจักร BlackBerry ต้องพังทลายและเหลือส่วนแบ่งตลาดเพียง 1% เพราะไมค์เชื่อมั่นว่าคนเราต้องการโทรศัพท์มือถือไว้สำหรับการทำงานและส่งอีเมล ไม่ได้ต้องการมินิคอมพิวเตอร์ที่ฟังเพลงดูหนังได้ ขนาด engineer ที่เก่งที่สุดใน BlackBerry บอกว่าใน BlackBerry ควรมี internet browser ไมค์ก็ไม่ยอม พอทีมงานเสนอว่าควรสร้าง protocol ให้แบล็กเบอรี่คุยกับโทรศัพท์ยี่ห้ออื่นได้ไมค์ก็ไม่ยอม สุดท้าย Whatsapp ก็มาแย่งเค้กไป – การเป็นคนไอคิวสูงไม่ได้ช่วยให้เรา think again ได้ดีขึ้นเลย บางทีการที่เราเป็นคนฉลาดเกินไปอาจจะกลายเป็นตัวขัดขวางเสียด้วยซ้ำ
  5. เรามีวิธีคิดได้ 4 แบบ คือนักเทศน์ (preacher) ทนายความ (prosecutor) นักการเมือง (politician) และนักวิทยาศาสตร์ (scientist) นักเทศน์จะเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองรู้นั้นถูกต้องที่สุด ทนายความจะชอบจับผิดความคิดของคนอื่น นักการเมืองจะเล่นไปตามเกม เช่นคนที่มีอำนาจน้อยกว่าก็จะเอาใจคนที่มีอำนาจสูงกว่า ส่วนนักวิทยาศาสตร์จะสงสัยใคร่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร หนังสือเล่มนี้เชียร์ให้เราคิดแบบนักวิทยาศาสตร์
  6. เมื่อเราสวมหัวใจ scientist เราจะไม่ปล่อยให้ไอเดียกลายเป็นอุดมการณ์ เราจะตั้งต้นด้วยคำถาม ไม่ใช่ด้วยคำตอบ เราไม่ได้สั่งสอนโดยใช้ความเชื่อโดยสัญชาตญาณ แต่เราจะอ้างอิงจากหลักฐานที่จับต้องได้ เราไม่ได้แค่สงสัยในความคิดของคนอื่น แต่เรายังสงสัยในความคิดของตัวเองด้วย
  7. เมื่อเราได้ยินไอเดียอะไรที่ไม่ได้ขัดแย้งกับตัวตนของเรา (เช่นดวงจันทร์อาจเคยเป็นส่วนหนึ่งของโลก) เราก็จะสงสัยใคร่รู้และตื่นเต้นที่จะเข้าใจมันมากขึ้น แต่ถ้าไอเดียนั้นมันขัดแย้งกับสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ เราก็มีแนวโน้มที่จะปิดประตูใจและไม่คิดที่จะรับฟัง ซึ่งนี่ถือเป็นเรื่องประหลาด เพราะความเห็นและความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด เรากำหนดความสูงหรือ IQ ของเราไม่ได้ แต่เราเลือกได้เสมอว่าจะเชื่อในสิ่งใดบ้าง
  8. การยอมรับว่าตัวเองอาจคิดผิดนั้นไม่ใช่สัญญาณว่าเราไร้ความสามารถ แต่มันคือการแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และความใฝ่รู้ของเรา
  9. หากเราถามใครว่า “ทำไม” เขาถึงเชื่อเรื่องนั้นเรื่องนี้ เขาจะยิ่งยึดติดกับความเชื่อของตัวเองมากขึ้น แต่หากเราขอให้เขาอธิบายว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้นมันมีกระบวนการและที่มา “อย่างไร” เขาก็อาจจะเจอ gap ในความรู้ของตัวเองและอาจกระตุ้นห้เขาเริ่มคิดใหม่ได้
  10. คนที่จะโน้มน้าวฝ่ายตรงข้ามให้เปลี่ยนใจได้ดีที่สุดคือตัวเขาเอง สิ่งที่เราจะทำได้คือหยุดวงจร overconfidence ของเขาด้วยการถามคำถาม how และให้เขาฉุดคิด เราไม่จำเป็นต้องบอกเขาหรอกว่าเราถูก เราแค่ต้องหาทางเปิดใจให้เขารู้ตัวว่าเขาอาจจะคิดผิด และให้ความสงสัยในตัวเขาได้ทำงาน
  11. เราชอบนึกว่าการถกเถียงเป็นเหมือนตาชั่งที่มีสองฝั่ง ยิ่งเราใส่เหตุผลให้ฝั่งของเรามากเท่าไหร่ น้ำหนักก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น แต่นักต่อรองมืออาชีพจะใช้เหตุผลเพียงไม่กี่ข้อ เพราะหากใส่เหตุผลมากเกินไป เหตุผลที่อ่อนแอจะไปลดทอนความน่าเชื่อถือของเหตุผลที่แข็งแรง
  12. ถ้าถกเถียงกันแล้วพบว่าอีกฝ่ายหนึ่งมั่นใจในความเชื่อของตัวเองมาก ลองถามเขาดูว่า “ค้องมีหลักฐานอะไรถึงจะเปลี่ยนใจคุณได้เหรอ?” (What evidence would change your mind?) ถ้าคำตอบของเขาคือ “ไม่มี” ก็แสดงว่าไม่จำเป็นต้องถกกันอีกต่อไป
  13. การที่เราเลือกจะเชียร์ฟุตบอลทีมอะไร (และเกลียดทีมอะไร) บางทีมันก็เกิดขึ้นแบบไม่มีเหตุผล (arbitrary) สมมติว่าเราย้อนเวลากลับไปตอนที่เรากำลังจะเลือกทีมที่ชอบ แล้วตอนนั้นเราไปอยู่กับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง หรือเกิดอยู่อีกเมืองหนึ่ง เราอาจจะเลือกเชียร์ทีมที่ตอนนี้เราเกลียดก็ได้ สมมติเรามีอคติกับคนอิสานหรือคนดำ ลองคิดกลับกันว่าถ้าเราเกิดเป็นคนอิสานหรือคนผิวดำ เราจะมองคนกลุ่มนี้ต่างจากเดิมมั้ย เมื่อเราเอาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มที่เราไม่ชอบ เราจะรู้ตัวว่าอคติที่เรามีนั้นเป็นเรื่อง arbitrary คือเป็นการสุ่มเดา ไร้กฎเกณฑ์และมีที่มาที่ไปที่ไม่ได้แข็งแรงอะไร
  14. คนที่ติดเหล้าส่วนใหญ่นั้นรู้ตัวเองดี แต่หากเราไปพยายามบอกให้เขาดื่มให้น้อยลง เขาจะต่อต้าน การที่คนเราเพิกเฉยต่อคำแนะนำไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำนั้น แต่เป็นเพราะเขาไม่ชอบให้ใครมากะเกณฑ์ชีวิตเขาต่างหาก ดังนั้นแทนที่จะพยายามไปเปลี่ยนเขา วิธีที่อาจจะได้ผลมากกว่าคือสิ่งที่เรียกว่า motivational interview
  15. สมมติว่าเราเป็นนักเรียนของ Hogwarts และสงสัยว่าลุงของเราเป็นแฟนตัวยงของ Voldemort นี่คือตัวอย่างของ motivational interview
    • เรา: ผมอยากเข้าใจความรู้สึกที่ลุงมีต่อ “คนที่คุณก็รู้ว่าใคร” ครับ
    • ลุง: เขาเป็นพ่อมดที่ทรงอิทธิฤทธิ์ที่สุดในเวลานี้ แถมสาวกของเขาก็ยังสัญญากับลุงว่าจะมอบตำแหน่งสำคัญให้ลุงด้วย
    • เรา: น่าสนใจจังเลยครับ แล้วมีอะไรที่ลุงไม่ชอบเกี่ยวกับตัวเขาบ้างมั้ย?
    • ลุง: จริงๆ ลุงก็ไม่ได้ชื่นชอบเรื่องที่เขาสังหารคนไปเป็นจำนวนมากหรอกนะ
    • เรา: แหม มันก็ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์หรอกนะลุง
    • ลุง: ก็ใช่ แต่การฆ่านี่มันก็แย่จริงๆ
    • เรา: ฟังดูเหมือนลุงก็มีความชั่งใจเกี่ยวกับเขาเหมือนกัน อะไรที่ทำให้ลุงยังไม่เลิกเชียร์เขาล่ะครับ
    • ลุง: ลุงก็กลัวว่าเขาจะมาจัดการลุงน่ะสิ
    • เรา: เข้าใจเลยครับลุง ผมก็กลัวเหมือนกัน แล้วลุงมีหลักการอะไรในชีวิตที่สำคัญกับลุงมากจนลุงพร้อมที่จะเสี่ยงกับเรื่องนี้รึเปล่า?
  16. เราทำ motivational interview ไม่ใช่เพื่อจะบอกคนอื่นว่าควรทำอะไร หน้าที่ของเราคือเป็นคนถือกระจกเงาเพื่อให้เขามองเห็นตัวเองชัดขึ้น การทำ motivational interview นั้นมีสามขั้นตอนหลักๆ ดังนี้
    • ถามคำถามปลายเปิด
    • ฟังแบบมีการสะท้อนความคิดกลับไป
    • รับรองความต้องการและความสามารถที่เขาจะเปลี่ยนตัวเอง
  17. โลกไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ แต่มีเฉดสีเทาอยู่มากมาย ยกตัวอย่างเรื่องโลกร้อนที่ไม่ได้มีแค่คนที่เชื่อหรือไม่เชื่อ จากข้อมูลเดือนพฤศจิกายนปี 2019 ของ George Mason University เราสามารถแบ่งคนเหล่านี้ออกได้เป็น 6 กลุ่ม คือตื่นตระหนก 31% เป็นห่วง 26% ระมัดระวัง 16% ไม่สนใจ 7% สงสัย 10% และไม่เชื่อ 10% หากเราพรีเซนต์ข้อมูลต่างๆ โดยมี “พื้นที่ให้คนตรงกลาง” ไมผลักไสเขาให้ไปอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ก็ย่อมจะมีคนที่พร้อมจะรับฟังเรามากกว่าเดิม

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Think Again: The Power of Knowing What You Don’t Know by Adam Grant

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่าน

“If you’re overthinking, write. If you’re underthinking, read.”
-@AlexAndBooks_

คนเรานอกจากจะต้องการ work-life balance แล้ว ผมคิดว่าเรายังต้องการ input-output balance ด้วย

Input คือสิ่งที่เราเสพ output คือสิ่งที่เราสร้าง

ถ้าเราเสพอย่างเดียว ทุกอย่างก็จะอยู่ในหัว แต่เราไม่อาจสร้างคุณค่าได้

ถ้าเราสร้างอย่างเดียว ไม่เสพอะไรเลย สักวันเชื้อเพลิงก็หมด เมื่อเชื้อเพลิงหมด จะจุดอะไรก็ไม่ติด

ดังนั้นเราต้องหาจุดสมดุลให้เจอ ถ้ามีสิ่งที่อยู่ในหัวมากเกินไป เราควรจะปล่อยมันออกมา และถ้าเจอทางตันหรือคิดอะไรวนหลูป แสดงว่าเราต้องสรรรหาเชื้อเพลิงใหม่ๆ

คิดมากไปให้เขียน คิดน้อยไปให้อ่านครับ

เมื่อมีเรื่องกลุ้มใจให้เดินเข้าร้านหนังสือ

เวลาเรามีเรื่องกลุ้มใจ เรามักจะบ่นให้เพื่อนๆ ฟัง หรือถ้าหุนหันเราก็บ่นขึ้น Facebook / Twitter

บางคนอาจเลือกที่จะลืมความกลุ้มใจไปชั่วคราวด้วยการออกไปเที่ยวหรือออกไปดื่มเหล้า พอสร่างเมาก็กลุ้มใจเหมือนเดิม

หนทางหนึ่งที่คนมักไม่นึกถึงกัน เพราะมันเป็นเส้นผมบังภูเขา ก็คือการเดินเข้าร้านหนังสือ

เรื่องกลุ้มใจที่เราเจอ คนอื่นก็เคยเจอ และน่าจะหาทางแก้ได้มาสักพักใหญ่ และได้ถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือแล้ว

ดังนั้น ถ้าเราเดินเข้าร้านหนังสือใหญ่ๆ สักหน่อย มองหาหนังสือที่น่าจะไขขอข้องใจให้เราได้ ดูปกหน้า ปกหลัง สารบัญ และลองพลิกอ่านบางบทความว่าอ่านแล้วได้อะไรรึเปล่า

ซื้อหนังสือมาสัก 2-3 เล่มที่น่าจะช่วยไขข้อข้องใจนั้นได้ แล้วก็ให้เวลาอ่านมันเสียหน่อย

บางทีเราจะพบคำตอบที่ไม่อาจพบได้ด้วยวิธีอื่นๆ ครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ INPUT ศิลปะของการเลือก-รับ-รู้ โดยชิอน คาบาซาวะ สำนักพิมพ์ Sandclocks

7 คอนเซ็ปต์น่าสนใจจากหนังสือ “ผู้นำคนนั้นสอนให้รู้ว่า…”

ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มล่าสุดของคุณท้อฟแห่งเพจ “ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

ชื่อหนังสือคือ “ผู้นำคนนั้นสอนให้รู้ว่า…”

นอกจากสไตล์การเขียนที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมจะเห็นจากหนังสือของคุณท้อฟเสมอคือคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจ บางอันก็เคยผ่านหูผ่านตา บางอันก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับผม อาจเป็นเพราะคุณท้อฟเคยทำงานสาย agency มาก่อน เลยผลักดันให้ต้องอ่านเยอะ ศึกษาเยอะ ทำให้มี “วิชา” จากหลายแขนงที่มาเจอจุดตัดในงานเขียนของคุณท้อฟพอดี

เลยขอนำบางคอนเซ็ปต์จากหนังสือ “ผู้นำคนนั้นสอนให้รู้ว่า…” มาไว้ตรงนี้นะครับ

1. Cognitive Dissonance

เมื่อเจอสถานการณ์ที่ข้อมูลไม่ตรงกับความคิดของเรา เราจะเกิดความขัดแย้ง ความอึดอัด เราจึงต้องหาเหตุผลบางอย่างมาเพื่อรักษาความเชื่อของเราเอาไว้ ความน่ากลัวก็คือมันจะผลักดันให้เราคว้าเหตุผลอะไรก็ได้มาสนับสนุนความเชื่อของตัวเอง แม้ว่าเหตุผลนั้นจะไม่ถูกต้องก็ตาม

2. Backfire Effect

เมื่อเราปักใจเชื่ออะไรบางอย่างแล้ว แม้จะเจอหลักฐานที่น่าเชื่อถือมากกว่า เรากลับปัดมันตกไป (เพราะว่าถ้าเอาเข้ามาคิดต่อมันจะก่อให้เกิด cognitive dissonance) แล้วเราก็พยายามสรรหาเหตุผลต่างๆ นานามาตอกย้ำความเชื่อเดิมของตัวเองให้ฝังรากลึกยิ่งขึ้น

3. Healthy Ego vs Unhealthy Ego

อีโก้ที่ดีต่อการใช้ชีวิต คือ “ฉันมีดี”

อีโก้ที่จะทำให้ชีวิตลำบาก คือ “ฉันมีดีกว่าคุณ”

4. One Man Army

คือผู้นำสไตล์ข้ามาคนเดียว ชอบเคลมว่าผลงานทุกอย่างเป็นของตัวเอง ดังนั้นผู้คนควรจะขอบคุณเขา

เมื่อไม่ให้เกียรติคนทำงาน ก็เลยไม่ค่อยมีใครอยากจะร่วมมือหรือให้ความช่วยเหลือเท่าไหร่ ปล่อยให้พี่แกเหนื่อยไปคนเดีย;

5. Wish vs Hope

สองคำนี้แปลว่า “หวัง” เหมือนกัน แต่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

Wish คือหวังแบบขอพร หวังว่ามันจะเกิดขึ้นด้วยโชคชะตาหรือสิ่งศักด์สิทธิ์บันดาล หากมันไม่เกิดก็เพราะว่าโชคไม่เข้าข้างหรือยังขอไม่ถูกวิธี

Hope นั้นจะมี How สนับสนุน มีที่มาที่ไป มีการตั้งเป้าหมายและมีวินัยที่จะทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น Hope จึงเป็นความหวังที่เกิดจากการลงมือทำจริง

6. Blind Optimism

เมื่อ wish จนเคยตัว ก็อาจเกิดอาการ “มองโลกในแง่ดีทิพย์” คือเห็นอยู่ว่ามันไม่ดี แต่หลอกตัวเองว่ามันดีแล้ว หรือมีความงดงามฝังอยู่ในความเลวร้าย เห็นอยู่ว่าพายุกำลังจะมา แต่ไม่กลับมาดูว่าบ้านตัวเองแข็งแรงดีมั้ย แต่บอกตัวเองว่าไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม บ้านของฉันโอเค และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมคุ้มครองคนด

7. Equality Act

คือกฎหมายว่าด้วยความเท่าเทียมทางเพศเพื่อปกป้องสิทธิของชาวอเมริกันที่เป็น LGBTQ (Lesbian, Gay, Bisexual, Transgender, Queer)

หากกฎหมายนี้ผ่านสภาคองเกรส จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของกลุ่ม LGBTQ ทั้งในแง่การจ้างงาน การจัดหาที่อยู่อาศัย การจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ และอีกหลายแง่มุมในชีวิต ซึ่งกฎหมายแบบนี้แทบไม่มีการพูดถึงในเมืองไทยเลย


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ “Leadership/Leader-shit ผู้นำคนนั้นสอนให้รู้ว่า…” โดยท้อฟฟี่ แบรดชอว์

17 ข้อคิดจาก The Psychology of Money หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2021

ผมมักจะได้อ่านหนังสือที่ “เปลี่ยนวิธีการมองโลกและการกระทำไปแบบไม่หวนกลับ” ปีละไม่เกิน 1 เล่ม

2015: The Life-Changing Magic of Tidying Up by Marie Kondo (อ่านสรุป)

2016: Sapiens, a Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (อ่านสรุป)

2017-2018: ไม่มี

2019: Why We Sleep by Matthew Walker

2020: The Black Swan by Nassim Nicholas Taleb (อ่านสรุป)

ปีนี้โชคดีที่ได้เจอหนังสือ The Psychology of Money ของ Morgan Housel ครับ

จำได้ว่าตอนนั้นกำลังจะเดินออกจากร้าน Asia Books ที่ห้างพาราไดซ์ แต่เหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนี้บนชั้นพอดี เลยหยิบมาพลิกอ่านแล้วน่าสนใจ แถมยังได้คะแนนถึง 4.4 ดาวบน Goodreads อีก จึงเดินไปเคาท์เตอร์จ่ายเงินซื้อทันที

อ่านจบอย่างรวดเร็ว เป็นหนังสือที่เขียนสนุก อ่านง่าย ใจกว้าง ไม่โอ้อวด และเชื่อว่าจะมีประโยชน์กับชีวิตไปอีกหลายสิบปี ผมเลยไปตามฟัง Morgan Housel บน Youtube อีกหลายคำรบ ก่อนจะนำข้อคิดที่ได้มาบันทึกไว้ในบล็อกนี้ครับ

.

1. Wealth คือรถปอร์เช่ที่เราไม่ได้ซื้อ

ภาพจำของคนร่ำรวยคือการได้เห็นเขาขับรถสปอร์ต แต่สิ่งเดียวที่เรารู้คือตอนนี้เขาจนลง 7 ล้านบาทเมื่อเทียบกับตอนก่อนที่เขาจะซื้อรถปอร์เช่ (พอร์ช) คันนั้น

เวลาเราเห็นคนที่เล่นฟิตเนส เราจะเห็นว่าร่างกายเขาฟิตแอนด์เฟิร์ม ดูก็รู้ว่าแข็งแรง แต่เมื่อเรามองไปที่คนรวย เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขามีเงินเก็บเท่าไหร่หรือพอร์ตการลงทุนใหญ่แค่ไหน

เพราะความมั่งคั่งคือสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ส่วนสิ่งที่คนมองเห็นมักไม่ใช่ความมั่งคั่งเพราะของเหล่านั้นไม่ใช่ assets ที่ทำเงินได้ แต่เป็นเพียงสัญลักษณ์อวด status ที่จะเสื่อมค่าไปตามวันเวลา

หลายคนบอกว่าอยากเป็น millionaire พอถามว่าเพราะอะไร เขาก็มักจะตอบว่าจะได้เอาไปซื้อรถหรู ซื้อบ้านหลังใหญ่

อย่างนั้นไม่เรียกว่าอยาก “มีเงิน 1 ล้านดอลลาร์” อันนั้นเรียกว่าอยาก “ใช้เงิน 1 ล้านดอลลาร์” ต่างหาก ซึ่งจริงๆ แล้วมันตรงข้ามกับการเป็น millionaire โดยสิ้นเชิง

2. เราคิดว่าถ้าเราขับรถปอร์เช่เราคงเท่น่าดู แต่เวลาเราเห็นรถปอร์เช่ เราไม่สนใจด้วยซ้ำว่าคนขับหน้าตาเป็นยังไง

ผู้เขียนเรียกมันว่า Man in the car paradox คือเวลาเราซื้อของแพงๆ เราก็มักจะนึกว่ามันจะทำให้เราดูดี และคนจะชื่นชมเรา แต่เมื่อเราได้ซื้อปอร์เช่มาขับจริงๆ คนอื่นเขาเอาแต่จ้องมองรถและฝันหวานอยู่ว่าวันหนึ่งอยากจะขับรถเท่ๆ อย่างนั้นบ้าง น้อยคนนักที่จะสนใจมองมาที่เรา

ถ้าอยากได้รับการชื่นชมและยอมรับ สิ่งที่น่าจะช่วยได้มากกว่า คือทำงานหนัก รักษาคำพูด และมีน้ำใจ

3. การลงทุนอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ศาสตร์ที่ “มือสมัครเล่น” จะเอาชนะ “มืออาชีพ” ได้

โลกการลงทุน (อย่างน้อยก็ในอเมริกา) เต็มไปด้วยเรื่องราวของภารโรงหรือเลขาที่ไม่มีใครสนใจ แต่พอตายไปกลับมีเงินเก็บหลายล้านดอลลาร์ เพียงเพราะว่าทยอยซื้อกองทุน (DCA – dollar cost averaging) และใช้ชีวิตอย่างสันโดษไม่โลดโผน

ในขณะเดียวกัน ก็มีนักลงทุนมากมายที่จบมหาลัยดังๆ ความรู้ทางการเงินระดับเทพ แต่กลับต้องล้มละลายหรือติดคุก

การลงทุนจึงเป็นหนึ่งในไม่กี่ศาสตร์ที่ “มือสมัครเล่น” ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า “มืออาชีพ” ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในศาสตร์อื่นๆ – คนที่ไม่เคยเรียนหมอมาไม่อาจผ่าตัดหัวใจได้ดีกว่าด็อกเตอร์ที่จบฮาร์วาร์ด คนข้างบ้านไม่อาจเตะบอลเก่งกว่าโรนัลโด

ดังนั้น แม้จะไม่ได้ลงทุนเป็นอาชีพ แต่เราสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้มากกว่านักลงทุนคนอื่น

เพราะการที่คุณรู้อะไรนั้นไม่สำคัญเท่ากับว่าคุณทำตัวยังไง (what you know is less important than how you behave)

4. คุณค่าสำคัญที่สุดของการมีเงิน คือการได้เป็นนายของเวลา

แม้เราจะได้ทำงานที่ตัวเองรัก แต่หากเราไม่สามารถคอนโทรลเวลาตัวเองได้เลย อันนั้นก็ทำให้เราทุกข์ใจได้เหมือนกัน

ส่วนสิ่งของต่างๆ แม้ว่าจะเป็นของแพงดีมีคุณภาพมากแค่ไหน พอได้เป็นเจ้าของสุดท้ายเราก็เบื่อ

แต่การได้เป็นนายของเวลา และการที่เราสามารถเลือกได้เสมอว่าจะทำอะไร ทำกับใคร ทำตอนไหน นั่นคือสิ่งที่เราจะไม่มีวันเบื่อ

5. นิสัยที่ทำให้เราร่ำรวยกับนิสัยที่จะช่วยให้เรารักษาความร่ำรวยไว้ได้นั้นไม่เหมือนกัน (Getting wealthy and staying wealthy are two different skills)

คนที่ร่ำรวยขึ้นมาได้นั้นมักจะเป็นเพราะเขา “กล้าได้กล้าเสีย” จนสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้

แต่เมื่อมีเงินทองแล้ว การจะรักษาเงินทองให้อยู่ได้ต่อไปนั้นจำเป็นต้องมีอีกทักษะหนึ่งซึ่งแทบจะตรงข้ามกัน นั่นคือความระมัดระวังและความคิดหน้าคิดหลัง

เราจึงได้ยินเรื่องราวอันหวือหวาของคนที่ร่ำรวยขึ้นมาแล้วไม่หยุดทำอะไรเสี่ยงๆ จนล้มละลายไปอีกครั้ง (และอาจจะกลับมารวยได้อีกครั้ง – และล้มละลายอีกครั้ง)

หนังสือแนะนำให้ใช้ยุทธการ Barbell นั่นคือเราต้องมองโลกในแง่ดีและมีความเชื่อมั่นในอนาคต (เราจึงกล้านำเงินไปลงทุน) แต่ขณะเดียวกันเราก็ต้อง paranoid และหาทางป้องกันทุกความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เราไปไม่ถึงอนาคตที่วาดเอาไว้

6. คนที่อยู่ในตลาดอาจกำลังเล่นเกมคนละเกมกับเรา

เวลาสำนักต่างๆ บอกว่า หุ้นตัวนี้ราคาดีควรเข้าซื้อ เขากำลังแนะนำใคร?

แนะนำให้นักลงทุนวัยกลางคนที่กำลังเก็บเงินเพื่อวัยเกษียณ หรือแนะนำเด็กวัยรุ่นที่คิดจะซื้อวันนี้และขายพรุ่งนี้?

แต่ละคนเข้ามาในตลาดด้วยเหตุผลที่ต่างกัน สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่ไป “จับสัญญาณผิดๆ” ที่มาจากนักลงทุนที่มีเป้าหมายต่างจากเรา ไม่อย่างนั้นเวลาเราเห็นหุ้นราคาขึ้น เราอาจจะนึกว่าคนอื่นรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ แล้วก็เลยเฮตามไปซื้อบ้าง เพียงเพื่อจะเห็นราคาร่วงในวันถัดมาเพราะคนที่เล่นคนละเกมกับเราเขาเทขาย

7. เรามีมุมมองต่อเรื่องการเงินอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าเรามีชีวิตวัยเด็กแบบไหน

คนรุ่นปู่ย่าตายายของเราที่ผ่านช่วงสงครามโลกและยุคข้าวยากหมากแพงมานั้นมองเรื่องการเงินและการลงทุนแบบหนึ่ง

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราที่ผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งมา ก็มองเรื่องการเงินการลงทุนอีกแบบหนึ่ง

เด็กรุ่น Gen Z, Gen Alpha ที่มีช่องทางทำเงินมากมาย ก็มองการเงิน การลงทุนอีกแบบหนึ่ง

Daniel Kahneman ผู้ได้รางวัลโนเบลจากงานวิจัยด้าน behavioral economics เคยบอกผู้เขียนไว้ว่า เขาเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายสุดๆ ไม่ใช่เพราะว่าเขาทำวิจัยมาเยอะ แต่เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาอาศัยอยู่ในปารีสช่วงที่ฮิตเลอร์และนาซีเข้ามายึดครองพอดี

เรามีมุมมองต่อโลกอย่างไร จึงมักไม่ได้ขึ้นอยู่กับการศึกษาหรือความฉลาด แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราโตขึ้นมาในยุคสมัยแบบไหนมากกว่า

8. ปัจจัยสำคัญที่สุดในการลงทุนคือ “เวลา” ที่เราอยู่ในตลาด

95% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของ Warren Buffett นั้นเพิ่งงอกเงยหลังจากบัฟเฟตต์พ้นวัยเกษียณมาแล้ว

มีนักลงทุนหลายคนที่ทำผลตอบแทนปีต่อปีสูงกว่าบัฟเฟตต์เสียอีก แต่เขาก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าบัฟเฟต์เพราะไม่ได้ลงทุนมานานเท่า

เพราะ “เวลา” หรือ “t” นั้นคือ “ตัวเลขยกกำลัง” ในสมการผลตอบแทนการลงทุน

ผลตอบแทนต่อปีจะเยอะเท่าไหร่ จึงอาจไม่สำคัญเท่าเราอยู่กับมันยาวนานแค่ไหน

อีกอย่าง ผลตอบแทนนั้นควบคุมยากเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก แต่เราจะลงทุนยาวนานแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับเราเป็นหลัก

ดังนั้น เพื่อจะอยู่ในตลาดให้ได้นานที่สุด เราจำเป็นต้องเป็นคนที่ “ฆ่าไม่ตาย” (financially unbreakable) เพื่อที่ว่าต่อให้เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร โลกจะผันผวนแค่ไหน เราก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ในตลาดต่อไปได้

9. เงินสดในบัญชีเงินฝากที่ดอกเบี้ยเรี่ยดิน บางทีก็ให้ผลตอบแทนสูงล้ำ

เพราะเงินสดนั้นมอบ flexibility ให้กับเรา เมื่อเจอสถานการณ์ฉุกเฉิน เราจึงไม่จำเป็นต้องขายหุ้นหรือขายทรัพย์สินของเราเพื่อหมุนเงินมาใช้ (เพราะการขายหุ้นทำให้เราสูญเสีย “เวลาที่เราอยู่ในตลาด” ที่พูดถึงในข้อที่แล้ว)

การมีเงินเย็นอยู่กับตัว ทำให้เราสามารถที่จะเลือกงานที่เหมาะกับเราได้ ไม่จำเป็นต้องรีบรับงานที่ไม่ใช่หรือไม่ทำให้เรามีความสุข

ดังนั้นอย่ามองการถือเงินสดว่าให้ผลตอบแทนต่ำ เพราะเวลาที่เราจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ สิ่งที่ได้รับกลับมาจะคุ้มค่ามาก

10. แทนที่จะพยายามทำผลตอบแทนให้ชนะตลาด กลับมาคุมค่าใช้จ่ายกันดีกว่า

มีนักลงทุนมืออาชีพหลายคนทำงานสัปดาห์ละ 80-100 ชั่วโมงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนชนะผลตอบแทนตลาดเพียง 2-3%

แต่ในความเป็นจริง เราจะสามารถมีเงินเพิ่ม 2-3% ได้ง่ายดายกว่ามาก หากเราใช้จ่ายให้น้อยลง

11. อยากมีเงินเก็บมากขึ้น บางทีไม่ต้องเพิ่มรายได้ แต่ให้เพิ่มความถ่อมตัว

เงินที่เราเก็บได้คือช่องว่างระหว่างอีโก้กับรายได้ของเรา (Saving money is the gap between your ego and your income.)

เราจะซื้อของน้อยลงถ้าเราอยากน้อยลง เราจะอยากน้อยลงถ้าเราแคร์สายตาคนอื่นน้อยลง

การทำอะไรเกินตัวเพียงเพื่อหวังจะได้เงินมากมายนั้นเป็นเรื่องไม่ฉลาดเอาเสียเเลย

“To risk money they didn’t have and didn’t need, they risked what they did have and did need. And that’s foolish. Just plain foolish. If you risk something that’s important to you for something that is unimportant for you, it just does not make any sense.”
-Warren Buffett

12. ทักษะที่ยากที่สุดในการลงทุนคือการหยุดเขยิบเป้าหมาย

The hardest but most important financial skill is getting the goalpost to stop moving.

พนักงานกินเงินเดือนจะเจอปัญหาที่ว่า พอได้โปรโมต หรือเงินเดือนเราสูงขึ้น เราก็ขยับ lifestyle ของเราขึ้นตามไปด้วย อาจจะขับรถแพงขึ้น กินข้าวนอกบ้านบ่อยขึ้น ซื้อของมียี่ห้อมากขึ้น เลยกลับกลายเป็นว่ารายได้เพิ่มขึ้นแต่เงินเก็บไม่กระเตื้อง

ดังนั้น สิ่งที่ยากที่สุดคือเราจะหยุดความอยากของเรายังไง เราสามารถพอใจกับ lifestyle ปัจจุบันของเราได้หรือยัง ถ้าเราทำได้ รายได้ที่เพิ่มขึ้นก็จะกลายเป็นเงินเก็บหรือเงินลงทุนที่พร้อมจะงอกเงยในอนาคต และพาเราถึงจุดที่มี financial freedom ได้จริงๆ

13. การตัดสินใจทางการเงินของเราไม่ได้เกิดขึ้นหน้าจอคอม

เวลาเรียนวิชาการเงิน ภาพจำของเราคือสูตรต่างๆ ตาราง กราฟ และไฟล์ Excel ที่เอาไว้คิดทุกอย่างเป็นตัวเลข

แต่ในชีวิตจริง เวลาเราจะตัดสินใจเรื่องเงินๆ ทองๆ เราไม่ได้เปิด Excel ขึ้นมาดูอย่างละเอียด เรามักจะตัดสินใจตอนที่เรานั่งคุยกับแฟนบนโต๊ะอาหาร หรือนั่งคุยกับเพื่อนในร้านเหล้า

เพราะเราไม่ใช่เครื่องจักรที่คิดทุกอย่างเป็นตัวเลข เราก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งที่อยากได้การยอมรับและอยากทำให้คนที่เรารักมีความสุข

“Personal finance is more personal than it is finance”
-Tim Maurer

14. สมเหตุสมผลนั้นสำคัญกว่าการมีเหตุมีผล (Reasonable > Rational)
ผู้เขียนยกตัวอย่างว่า แม้ดอกเบี้ยผ่อนบ้านจะถูกมาก แต่เขาก็เอาเงินไปโปะบ้านจนหมดเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่หากเขาเอาเงินก้อนนั้นไปลงทุนอย่างอื่น ย่อมจะได้ผลตอบแทนสูงกว่า

ถ้ามองกันที่ตัวเลขเพียวๆ การตัดสินใจเอาเงินก้อนมาโปะบ้านนั้นไม่เมคเซ้นส์เอาเสียเลย แต่จริงๆ แล้วคนเราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือจะลงทุนอย่างไรเพื่อที่จะได้ไม่ต้องนอนกระสับกระส่ายในยามค่ำคืน

เราไม่จำเป็นต้องมีเหตุมีผลกับทุกเรื่อง (rational) เราแค่เอาให้มันสมเหตุสมผลก็พอ (reasonable)

การโปะบ้านเสร็จเรียบร้อย ทำให้ผู้เขียนสบายใจว่าอย่างน้อยบ้านหลังนี้ก็เป็นของเขาและภรรยาแล้ว ไม่มีใครจะมายึดบ้านหลังนี้ไปได้

เพราะแนวทางการลงทุนที่ดีที่สุดนั้นเป็นเรื่องของใครของมัน ไม่มีสูตรตายตัว ดังนั้นจงเลือกทางที่เหมาะกับเป้าหมายและจริตของเรา

15. ความผันผวนและความไม่แน่นอนของตลาดเป็น “ค่าตั๋ว” ไม่ใช่ “ค่าปรับ”

นักลงทุนหลายคนไม่ชอบความผันผวนของตลาด เลยพยายามจะหาทางหลีกเลี่ยง

แต่ถ้าเรามองว่าความผันผวนนั้นคือ “ค่าตั๋ว” (fee) ไม่ใช่ “ค่าปรับ” (fine) เราก็จะยอมรับมันได้ดีขึ้น เหมือนเราจะไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ เราก็ต้องยอมจ่ายค่าตั๋ว เพื่อแลกกับความสนุกและประสบการณ์ดีๆ

ความผันผวนและความไม่แน่นอนของตลาดคือราคาที่เราต้องจ่าย ดังนั้นจงจ่ายมันอย่างเต็มใจ มองว่ามันคือค่าเข้าสวนสนุก ไม่ใช่การลงโทษที่เราทำอะไรผิด

เราจะได้ไม่หลงกลคนที่กล่าวอ้างว่าสามารถให้ผลตอบแทนสูงและความแน่นอนสูงเกินจริง ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นเหยื่อของคนอย่าง Bernie Madoff ที่ทำ Ponzie scheme ฉ้อโกงเงินจากนักลงทุนไปหลายพันล้านเหรียญ

16. โลกนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย tail events เราอาจจะตัดสินใจผิดเกินครึ่งนึงแต่ก็ยังมั่งคั่งได้

Tail events หรือ Black Swans นั้นคือเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก แต่เมื่อเกิดแล้วก็ส่งผลอย่างมหาศาล

ซึ่ง tail events นั้นมีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย เรื่องดีก็เช่นอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน ส่วนเรื่องร้ายก็คือเหตุกาณ์อย่าง 9/11 และ COVID-19

พูดในอีกภาษาหนึ่งก็คือกฎ 80/20 ที่ต้นเหตุส่วนน้อยจะส่งผลต่อผลลัพธ์ส่วนใหญ่

ในปี 2018 นั้น ผลตอบแทนของ S&P 500 Index ถูกขับเคลื่อนด้วย Amazon 7% และ Apple 8% อีกนัยหนึ่งก็คือ 15% ของผลตอบแทนมาจากบริษัทแค่ 2 ใน 500 บริษัทเท่านั้น

ใน Russell 3000 index มีบริษัทถึง 40% ที่มูลค่าสูญหายไปถึง 70% แต่ index นี้ก็ยังให้ผลตอบแทนที่ดี โดยผลตอบแทนเกือบทั้งหมดมาจากบริษัทเพียง 7% หรือสองร้อยกว่าบริษัทเท่านั้นเอง

ดังนั้น You can be wrong more than half of the time and still win – เราอาจจะเลือกผิดมากกว่าครึ่งหนึ่งแต่เราก็ยังสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ เพราะโลกถูกขับเคลื่อนด้วย tail events และกฎ 80/20

17. สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากเรื่องที่ไม่คาดฝัน คือโลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่คาดฝัน ไม่ใช่พยายามไปทำนายเรื่องที่ไม่คาดฝัน

ตอนปลายปี 2019 มีกูรูมากมายออกมาทำนายว่าอะไรจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2020 บ้าง

ไม่มีแม้แต่สำนักเดียวที่บอกว่าปัจจัยสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจปี 2020 คือโรคระบาด

เพราะความเสี่ยงคือสิ่งที่ยังเหลืออยู่หลังจากที่คุณคิดว่าคุณคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว

“Risk is what’s left over when you think you’ve thought of everything.”
-Carl Richards

สิ่งใดที่ถูกคาดการณ์ได้ สิ่งนั้นมักจะถูกป้องกันหรือลดความเสี่ยง

ส่วนสิ่งที่จะสร้างความเสียหายได้มากมาย ก็คือสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้และไม่มีใครพร้อมรับมือนั่นเอง

หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่จะบริหารจัดการการเงินของเราอย่างไรให้ financially unbreakable เพื่อให้แน่ใจว่าจะยังเป็นผู้เหลือรอดเมื่อเกิดเรื่องไม่คาดฝันต่างหาก

“The most important part of any plan is planning for your plan not going according to plan.”
-Morgan Housel


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Psychology of Money: Timeless Lessons on Wealth, Greed, and Happiness by Morgan Housel & คลิปสัมภาษณ์ของ Morgan Housel ใน Youtube