รอยยิ้มบนรถไฟ

20151226_AnontawongMusingSlides

วันนี้เป็นวันทำงานวันแรกของปี!

เช่นเดียวกับทุกเช้า ผมมาทำงานด้วยรถไฟแอร์พอร์ตลิงค์ ก่อนจะลงที่สถานีมักกะสัน และต่อรถไฟใต้ดินสถานีเพชรบุรีตัดใหม่

วินาทีที่ก้าวขึ้นบนรถใต้ดิน ผมก็นึกถึงสิ่งหนึ่งที่ผมเคยสงสัยมานานแล้ว

ว่าทำไมหน้าตาทุกคนที่อยู่ในรถไฟถึงดูบึ้งตึงกันจัง

โอเคล่ะ วันนี้เป็นวันจันทร์ด้วย แถมเป็นการกลับมาทำงานครั้งแรกในรอบหลายวัน จึงไม่แปลกที่จะอารมณ์บ่จอยที่จะมาทำงาน

แต่เท่าที่ผมเห็น ไม่ว่าวันไหนๆ ผู้โดยสารก็หน้าตาประมาณนี้กันเกือบหมดเลย

ใจหนึ่งอาจจะเป็นผมที่อคติไปเอง คือจริงๆ แล้วเขาก็อาจจะรู้สึกเฉยๆ หรืออาจจะแค่เมื่อคืนนอนไม่พอ ก็เลยยังมึนๆ อึนๆ อยู่

แต่อีกใจหนึ่งผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ที่คนเราไม่ยิ้ม เพราะว่าลึกๆ แล้วเราไม่มีความสุข หรืออยู่กับความตึงเครียดจนเคยตัวรึเปล่า

เราใช้เวลาสัปดาห์ละเป็นสิบชั่วโมงในการเดินทาง ถ้าสิบชั่วโมงนั้นต้องถูกรายล้อมด้วยคนหน้าบึ้งทั้งขบวนรถไฟ ผมว่ามันก็หดหู่เกินไปหน่อยนะ

แล้วผมก็กลับมาถามตัวเองว่า แล้วเราล่ะ ยิ้มรึเปล่า?

เออ ผมเองก็ไม่ได้ยิ้มแฮะ

เมื่อคิดได้อย่างนั้นก็เลยยิ้มออกมาทีหนึ่ง

แล้วก็อมยิ้มนิดๆ ตลอดการเดินทาง

ด้วยหวังว่า ใครที่เงยหน้าจากจอมือถือมาเห็นรอยยิ้มของผม จะรู้สึกอยากยิ้มขึ้นมาบ้าง

—–

ธรรมดาคนเราต้องอารมณ์ดีถึงจะยิ้ม

แต่การยิ้มก็ทำให้เราอารมณ์ดีขึ้นได้เช่นกัน เพราะใบหน้าเราจะผ่อนคลายลง และเราจะมีความรู้เนื้อรู้ตัวมากขึ้น

การยิ้มไม่มีพิษไม่มีภัย แถมยังช่วยตระเตรียมจิตใจให้เริ่มการทำงานในอารมณ์ที่เหมาะสม

ผมเลยอยากจะชวนคุณมาร่วมขบวนการครับ

ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่บนรถไฟฟ้า รถใต้ดิน หรือแอร์พอร์ตลิงค์ พออ่านจบแล้วช่วยเงยหน้าขึ้นมายิ้มเล็กๆ ซักหนึ่งทีได้มั้ยครับ ถือว่าผมขอก็แล้วกัน

แล้ววันต่อจากนี้ เมื่อไหร่ที่ขึ้นรถไฟฯ ต่อให้คนจะเยอะจะเบียดเสียดกันแค่ไหน ก็ลองไม่ลืมที่จะยิ้มออกมาซักครั้ง

ผมเชื่อว่ามันจะทำให้วันทำงานของคนกรุงสดใสขึ้นอีกนิด

ใครจะรู้…

วันหนึ่งคุณกับผมอาจจะได้ยิ้มให้กันก็ได้

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

5 คุณูปการของบิล เกตส์ (ที่คุณอาจไม่เคยรู้)

20151412_BillGates

เมื่อวานนี้ที่ผมเขียนเรื่อง “รวยจริง” ผมก็นึกถึงบิล เกตส์ขึ้นมาครับ

คนที่รวยจริงในนิยามของพี่ซิโก้นั้น คือคนที่มีเงินแล้วนำไปช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า

และบิล เกตส์ก็เข้าตำรานี้ทุกประการ

พวกเราทุกคนรู้กันดีว่าบิล เกตส์เป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกหลายสมัยติดต่อกันจากบริษัทไมโครซอฟท์ที่เขาก่อตั้งขึ้น

และพวกเราบางก็อาจจะรู้ว่าเขากับภรรยาได้ตั้งมูลนิธินาม Bill & Melinda Gates Foundation (BMGF) ขึ้นมา

แต่เชื่อว่าน้อยคนนักรู้ว่า มูลนิธินี้ได้สร้างผลงานอะไรบ้าง

วันเลยอยากเอามาเล่าให้ฟังครับ

1. ปฏิวัติวงการการกุศล

เรารู้จักองก์กรการกุศลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น UNICEF, Red Cross หรือมูลนิธิต่างๆ ที่มีอยู่ในเมืองไทยนับร้อยนับพัน

แต่ใช่หรือไม่ว่า หลังจากเราบริจาคเงินของเราไปแล้วนั้น เราแทบไม่รู้เลยว่าเงินที่เราบริจาค ได้นำไปก่อประโยชน์จริงๆ แค่ไหน

ตัวอย่างของความไร้ประสิทธิภาพ/ความโปร่งใสขององค์กรการกุศลที่เป็นข่าวระดับโลก ก็เช่นการที่ American Red Cross ได้รับเงินบริจาคช่วยเหลือประเทศเฮตที่ประสบภัยแผ่นดินไหว รวมเป็นเงินกว่า 500 ล้านดอลล่าร์ แต่เพื่อการฟื้นฟูที่จับต้องได้ กลับเป็นบ้านเพียงแค่ 6 หลัง 

สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่มูลนิธิ BMGF ได้ทำ คือการนำมุมมองเชิงธุรกิจมาประยุกต์ใช้กับการกุศลครับ ทั้งการนำเทคโนโลยีและแรงจูงใจทางธุรกิจมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความโปร่งใสในการใช้เงินทุน และการมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ คือต้องมีผลงานจับต้องได้จริง “คนปลายทาง” ได้รับประโยชน์จริงๆ

2. สนใจแต่เรื่องระดับชาติหรือระดับโลก
บิลและเมลินดาก่อตั้งมูลนิธิ BMGF ในปี 2000 หรือเมื่อ 15 ปีที่แล้ว โดยมี Focus Areas สี่อย่าง 

Global Development Division – ช่วยเหลือคนในประเทศที่ยากไร้ให้หลุดพ้นจากความหิวโหยและความยากจน

Global Health Division – ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือชีวิตคน (save lives)

United States Division – พัฒนาการศึกษาในอเมริกาและช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสในรัฐวอชิงตัน

Global Policy & Advocacy Division – สร้างความสัมพันธ์กับรัฐบาลแต่ละประเทศเพื่อร่างกฎหมายและนโยบายที่จะเอื้อต่อการทำงานของมูลนิธิ

3. ข้าไม่ได้มาคนเดียว
BMGF ไม่ได้พยายามทำทุกอย่างเองคนเดียว แต่ใช้วิธีการร่วมมือกับองค์กรในพื้นที่เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงว่าควรจะจัดการอย่างไร จากนั้นหากเห็นว่าต้องใช้ความร่วมมือจากองค์กรอื่นๆ ด้วย (เช่นต้องการบริษัทที่มีเทคโนโลยีที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้) ก็จะดึงองค์กรนั้นๆ มาร่วมด้วยเช่นกัน โดยแต่ละองค์กรก็จะได้เงินช่วยเหลือแตกต่างกันไป

ดูรายชื่อองค์กรที่ได้เงินทุนจาก BMGF ได้ที่นี่ครับ

และแน่นอน แต่ละองค์กรที่ได้รับเงินช่วยเหลือจะต้องทำรายงานกลับมาว่ามีผลงานอะไรบ้าง

4. ลงไปคลุกฝุ่นเอง
อันนี้เป็นความเจ๋งที่สุดของบิลเกตส์ เพราะเขาไม่ได้นั่งอยู่ที่ออฟฟิศในอเมริกาแล้วเซ็นเช็คเงินบริจาคเท่านั้น แต่เขาลงพื้นที่จริงเพื่อจะได้พูดคุยกับคนที่เขาพยายามจะช่วยเหลือ หรือพบปะกับผู้นำประเทศโลกที่สาม (ซึ่งหลายคนมีชื่อเสียงในทางไม่ดี) เพื่อขอความร่วมมือให้ความช่วยเหลือนั้นไปถึงประชาชนจริงๆ (ไม่ใช่บริจาคเข้ารัฐบาลแล้วโดนฉ้อราษฎร์บังหลวงหมด)

รูปภาพด้านบนที่ผมแปะมาคือรูปบิลเกตส์ดื่มน้ำจากเครื่อง Omniprocessor ของบริษัท Janicki Bioenergy  ครับ

Omniprocessor คือเครื่องที่แปลงอุจจาระและปัสสาวะเป็นน้ำที่ดื่มกินได้

บิล เกตส์ ลงทุนดื่มน้ำที่จากของเสียเพื่อโชว์ให้เห็นว่ามันดื่มได้จริงๆ นะ ไม่ได้โม้
(ทั่วโลกมีคนถึงสองพันล้านคนที่ไม่ได้ใช้ส้วมที่ได้มาตรฐาน ซึ่งสุดท้ายแล้วของเสียที่ขับถ่ายออกมาเจือปนกับน้ำที่ดื่มกิน ทุกๆ ปีมีเด็ก 700,000 คนตายจากการติดเชื้อในทางเดินอาหาร )

5. ชวนเศรษฐีคนอื่นมาทำความดีด้วย
อีกหนึ่งความยิ่งใหญ่ของเกตส์ก็คือการร่วมมือกับ Warren Buffet เพื่อโปรโมต The Giving Pledge หรือการชักชวนมหาเศรษฐีทั่วโลกมาแสดงเจตจำนงค์ว่าจะมอบความมั่งคั่งของตัวเองอย่างน้อย 50% ของตัวเองเพื่อการกุศล

คนดังๆ ที่เรารู้จักก็เช่น George Lucas ผู้กำกับ Star Wars, Ted Turner ผู้ก่อตั้ง CNN, Larry Ellison ผู้ก่อตั้ง Oracle, Elon Musk ผู้ก่อตั้ง Tesla และล่าสุด Mark Zuckerberg ผู้ก่่อตั้ง Facebook

ดูรายชื่อทั้งหมดได้ที่นี่ครับ http://givingpledge.org/

—–

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Quora:

บิล เกตส์และภรรยาบริจาคเงินไปแล้วไม่ต่ำกว่า 28,000 ล้านดอลล่าร์

วัคซีนจาก BMGF ช่วยชีวิตคนไปแล้วเกือบ 6 ล้านคน

ใน 15 ปีที่ผ่านมา BMGF ได้ช่วยชีวิตเด็กให้ปลอดภัยจากมาเลเรียได้มากกว่าที่ UN ทำมาตลอด 70 ปีเสียอีก

BMGF ช่วยให้อินเดียกำจัดโปลิโอได้สำเร็จในปี 2012 เหลืออีกเพียงสามประเทศคือไนจีเรีย อัฟกานิสถาน และปากีสถานที่ยังมีเด็กเป็นโรคโปลิโออยู่ โดยเป้าหมายคือโลกใบนี้จะปราศจากโปลิโอภายในปี 2020

ยังมีโรคอีกหลายตัวที่ BMGF กำลังจัดการ ยกตัวอย่างเช่นมาเลเรีย วัณโรค และไวรัสตับอักเสบบี

—–

สิ่งที่บิล เกตส์ทำ น่าจะเป็นการทำบุญ (ในทางกายภาพ) ที่ใหญ่ที่สุดที่โลกมนุษย์เคยมีมาเลยก็ว่าได้นะครับ

นี่สิคน(รวย)จริง!

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

Quora: Does Bill Gates get too much credit for his donation to charity?

Gates Notes: This Ingenious Machine Turns Feces Into Drinking Water

Pro Publica: How the Red Cross Raised Half a Billion Dollars for Haiti ­and Built Six Homes

ความงดงามของทุนนิยม

20151203_Capitalism

เมื่อวานนี้บล็อกคำพูดของพี่โจน จันได* มีคนแชร์เยอะกว่าที่คาด

อาจเป็นเพราะประโยคมันแรง ก็เลยมีทั้งคนถูกใจมากๆ และคนที่ไม่ชอบใจมากๆ

พี่โจน จันได หันหลังใหักับทุนนิยม ปฏิเสธการศึกษากระแสหลัก และหันไปพึ่งพาตัวเอง

ซึ่งจะว่าไปก็เท่ชะมัด แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้

—–

ในระยะหลัง “ทุนนิยม” ได้รับบท “ผู้ร้าย” มาโดยตลอด

เพราะมันได้ดึงส่วนที่มืดที่สุดของมนุษย์ออกมา ทำให้คนเอาเปรียบกัน แก่งแย่งชิงดีกัน เพราะมุ่งไปหา “เงิน” เป็นหลัก

วันนี้เลยอยากมาชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของทุนนิยมกันบ้าง

ผมอ่านเจอเรื่องนี้ใน Quora ภายใต้คำถามที่ว่า Is Capitalism a zero-sum game ครับ

ส่วนเนื้อหาที่คนตอบเอามาอ้างอิงนั้นมาจากหนังสือเรื่อง Why Not Capitalism? ของ Jason Brennan ครับ

—–

เจสันอธิบายประโยชน์ของทุนนิยมให้ฟังในชั้นเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) ที่เขาสอน

เวลาที่เด็กเข้าห้องเรียน เจสันจะหยิบ candy bar ให้นักเรียนคนละชิ้น (candy bar คือช็อคโกแลตหรือขนมที่มีลักษณะเป็นแท่งแบน) โดยแต่ละคนจะได้แคนดี้บาร์ต่างกันไป

จากนั้นเจสันจะให้นักเรียนให้คะแนนความพึงพอใจกับแคนดี้บาร์ในมือของตัวเอง ว่าจากคะแนนเต็มสิบนั้น ตัวเองพอใจแค่ไหน

เมื่อทุกคนให้คะแนนเสร็จแล้ว เจสันจะเอาคะแนนของทุกคนมารวมกัน ในกรณีนี้ได้คะแนนรวม 103 คะแนนจากเด็ก 19 คน (คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5.42)

และก็มาถึงส่วนสำคัญครับ

เจสันบอกว่า ทุกคนในห้องสามารถจะแลกแคนดี้บาร์กับใครก็ได้ (โดยที่ต่างฝ่ายต่างต้องยินดีที่จะแลกแคนดี้บาร์ของตัวเอง ห้ามมีการบังคับ)

นักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะเอาแคนดี้บาร์ของตัวเองไปแลกกับของเพื่อนที่มีแคนดี้บาร์ที่ตัวเองถูกใจกว่า

เมื่อแลกเสร็จแล้ว เจสันให้นักเรียนให้คะแนนความพึงพอใจอีกครั้ง

คราวนี้คะแนนรวมเพิ่มเป็น 149 (เฉลี่ย 7.8) หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 50%

นี่คือประโยชน์ของทุนนิยมครับ

ในห้องเรียนนี้ ไม่มีใครที่สถานภาพแย่ลง เพราะเขาจะแลกแคนดี้บาร์ก็ต่อเมื่อมันทำให้เขามีความสุขมากขึ้นเท่านั้น

คราวนี้ลองคิดต่อนะครับ

ถ้านักเรียนไม่จำเป็นต้องเอาแคนดี้บาร์ไปแลกกับแคนดี้บาร์ แต่สามารถใช้เงินของตัวเองซื้อเพิ่มได้ด้วย ใครใคร่ได้แคนดี้บาร์สองแท่งก็สามารถซื้อจากคนที่ไม่อยากกินซักแท่ง เพราะกำลังควบคุมน้ำหนักอยู่

และถ้าสมมติว่านักเรียนสามารถผลิตแคนดี้บาร์เองได้ด้วย โดยอาจจะทำได้ดีกว่าแคนดี้บาร์ที่มีอยู่ในตอนนี้ด้วยซ้ำ โดยนักเรียนสามารถยืมเงินจากเพื่อนหรือร่วมกันลงขันเพื่อสร้างโรงงานแคนดี้บาร์ก็ได้

และสมมติว่าคนที่มีแคนดี้บาร์สองอัน คิดอยากจะแบ่งแคนดี้บาร์สักชิ้นให้กับคนที่ไม่มีก็ได้

ความน่าจะเป็นก็คือ ดัชนีแห่งความสุขในห้องเรียนนี้น่าจะเพิ่มขึ้นไปได้อีก

และนี่คือความงดงามของทุนนิยมและตลาดเสรีครับ

แน่นอน ในโลกแห่งความจริง ทุกคนไม่ได้เกิดมาเท่ากัน นักเรียนบางคนอาจจะมีแคนดี้บาร์จากบ้านเป็นสิบแท่ง ขณะที่บางคนอาจไม่มีแคนดี้บาร์มาแลกกับใครเลย ซึ่งในกรณีนี้ อาจารย์อาจจะต้องออกแรงช่วยคนที่ไม่มีแคนดี้บาร์มากหน่อย

หรือบางคนอาจใช้กำลังขู่เข็ญเพื่อให้ได้แคนดี้บาร์จากเพื่อนร่วมห้องที่ตัวเล็กกว่า

หรืออาจารย์บางคนอาจจะเก็บภาษีแคนดี้บาร์เพื่อเอาไปบำรุงบำเรอกระเพาะของตัวเอง

ดังนั้นระบบทุนนิยมอาจจะไม่เพอร์เฟ็กต์

แต่ถ้าทุนนิยมในสังคมนั้นมีศีลธรรมกำกับ

ทุนนิยมก็อาจสร้างสังคมในอุดมคติได้เช่นกันครับ

—–

ป.ล. การที่เมื่อวานผมเขียนบทความ “โจมตี” ทุนนิยม แล้วมาวันนี้มาเขียน “อวย” ให้ทุนนิยม ไม่ได้แปลว่าผมไม่มีจุดยืนนะครับ

จุดยืนของผมมีอย่างเดียว คือ “เพิ่มมุมมองใหม่ๆ ให้ชีวิต” สำหรับคนที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้

ได้มุมมองใหม่ๆ ไปแล้ว จะเชื่อ จะค้าน ก็ไม่เป็นไร

แค่คุณเข้ามาอ่าน แล้วเอาไปคิดต่อ ก็ขอบคุณมากๆ แล้วครับ

—–

* สรรพนามเปลี่ยนจาก คุณโจน จันได เมื่อวานนี้ มาเป็น พี่โจน จันไดวันนี้ เพราะพี่ทำให้บล็อกของผมมีคนเข้ามาอ่านเยอะเลย จึงรู้สึกขอบคุณและขอสมัครเป็นน้องครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
Quora: Rob Weir’s answer to Is Capitalism a zero-sum game?
Google Books: Why Not Capitalism? by Jason Brennan

ขอบคุณภาพประกอบจาก Pixabay.com

โรงงานฝึกทาส

20151202_SlaveSchool

“โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบทุนนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง”

– โจน จันได

หนังสือ กลับบ้าน

ขอโทษที่หายไปนานครับ

ย้ายบ้านมาครับ

ไม่นึกเหมือนกันว่าการย้ายบ้านจะทำให้หยุดเขียนบล็อกไปได้นานขนาดนี้

ตอนที่เดินทางไปต่างประเทศ หรือภรรยาให้กำเนิดบุตรสาว ผมก็ยังหาเวลาเขียนบล็อกได้

แต่การย้ายบ้านครั้งหนึ่งนี่ใช้พลังงานมหาศาลจริงๆ หมดวันก็เหนื่อยจนคิดจนเขียนอะไรไม่ออกแล้ว

แต่ตอนนี้โอเคแล้วครับ แม้บ้านยังจะรกอยู่แต่ long weekend นี้น่าจะจัดการได้เรียบร้อย

—–

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

โจน จันได คือหนึ่งในบุคคลที่ผมอยากเจอตัวเป็นๆ มากที่สุด

คุณโจนเป็นคนต่างจังหวัด แล้วเข้ามาหาอยู่หากินในเมืองกรุงเช่นเดียวกับคนต่างจังหวัดอีกหลายล้านคนในเมืองไทย

แต่ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ก็ไม่มีวี่แววว่าชีวิตจะดีขึ้น

“ทำไมคนทำงานหนักมากแต่ยังอดอยากยากจน?
ผมถามคำถามนี้กับตัวเองมานานมาก เพราะทุกคนทำงานอย่างน้อย ๘ ชั่วโมงต่อวัน ผมเคยทำงานอย่างทุ่มเทโดยไม่มีวันหยุดเป็นปี ทำงาน ๘-๑๒ ชั่วโมงตัวต่อวัน เพื่อแลกกับค่าแรงถูกๆ แค่พอจ่ายค่าเช่าห้องแคบๆ ที่ร้อนอบอ้าว จ่ายค่าอาหารแย่ๆ ที่กินพอให้ชีวิตอยู่รอดไปวันๆ และข้าวของที่จำเป็นอื่นๆ สิ้นเดือนเงินก็หมด โอกาสที่จะเก็บเงินเป็นไปได้ยากมาก ชีวิตเหมือนเครื่องจักรที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่ต้องคิดถึงอนาคต ไม่ต้องคิดถึงความมั่นคงในชีวิต แค่ทำให้ชีวิตมันผ่านไปวันต่อวัน เพื่อที่จะได้ทำงานหนักในวันต่อไป เวลาผ่านไปเป็นเดือน เป็นปี ชีวิตก็ยังไม่มีอะไร ทุกอย่างเหมือนเดิม จำเจ ว่างเปล่า ไม่มีคุณค่าอะไรเลย”

ประโยคนี้ทำให้ผมนึกถึงแม่บ้านที่ออฟฟิศ ยามในหมู่บ้าน และคนงานก่อสร้างที่มาต่อเติมบ้านให้ผม

พวกเขาเหล่านี้คือคนที่เราต้องพึ่งพา พวกเขาทำงานหนักและเหนื่อยกว่าเรามาก แต่ชีวิตก็น่าจะยังตกอยู่ในวังวนของการชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะรายได้เขาน้อยกว่าเรา 5 เท่า แต่รายจ่ายของเขาแทบจะไม่ต่างจากเราเลย ไหนจะต้องส่งเงินกลับไปให้คนที่บ้านอีก

เมื่อคุณโจน จันได คิดได้แล้วว่า อยู่กรุงเทพต่อไปก็เปล่าประโยชน์ จึงเดินทางกลับภูมิลำเนา เริ่มค้นหารากของตัวเอง ฝึกทำบ้านดิน ปลูกผักเลี้ยงปลา และใช้ชีวิตแบบสมถะกับภรรยาและลูก

ไม่รวย แต่ได้เป็นนายของตัวเองในความหมายที่แท้

คุณโจนยังไม่ได้ส่งลูกเข้าโรงเรียนด้วย แต่ทำโฮมสคูลหรือให้พ่อแม่สอนหนังสือลูกอยู่ที่บ้านนั่นเอง

“โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบทุนนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง พร้อมที่จะต่อสู้แข่งขันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่คิดถึงความสงบสุขในชีวิต ไม่คิดถึงความอบอุ่นในครอบครัว ไม่มีสถาบันไหนสอนให้คนพึ่งพากันเอง สอนให้คนเอื้อเฟื้อแบ่งปัน สอนให้คนใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หรือใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติเพื่อให้ชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน”

 

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่ที่กำลังอ่านบล็อกนี้อยู่ก็ผ่านการศึกษาในระบบมาทั้งนั้น และก็อาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณโจนพูดก็ได้

แต่ผมก็เชื่อว่าสิ่งที่คุณโจนพูดนั้นสามารถอธิบายปรากฎการณ์ในสังคมได้ดีในระดับหนึ่ง

ระบบการศึกษา -> แรงงานที่รับใช้ทุนนิยม -> คนต่างจังหวัดที่มารับงานหนักแต่รายได้ต่ำในกรุงเทพจึงไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก -> ปัญหาสังคมอื่นๆ ที่ตามมา

คนกรุงเทพฯ อย่างเราๆ ที่เรียนจบปริญญาตรีหรือโท ทำงานมีรายได้เกินเดือนละ 20,000 บาท อาจจะมองว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของเราซะหน่อย

แต่ผมว่ามันเป็นปัญหานะครับ

เพราะจริงๆ แล้วเราพึ่งพาตัวเองไม่ได้เลย แม้กระทั่งคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวหรือคนที่บอกว่าตัวเองมีอิสรภาพทางการเงินก็เถอะ

สมมติว่าสงครามที่กำลังเกิดขึ้นระหว่าง ISIS และรัสเซีย/ฝรั่งเศส เกิดลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่สามอย่างที่โป๊ปฟรานซิสว่าไวัจริงๆ สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยน ตลาดหุ้นล่ม การจับจ่ายใช้สอยหยุดชะงัก ทุนต่างชาติไหลออก บริษัทเอกชนปิดตัว พวกเราตกงาน แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร?

ถ้าเราไม่มีเงินเดือน เราจะอยู่กันได้มั้ย? ถ้าไม่มีไฟมีน้ำใช้ซักเดือน เราจะอยู่กันได้มั้ย?

คนอย่างคุณโจน จันไดเขาอยู่ได้นะครับ เพราะระบบนิเวศน์ที่เขาสร้างขึ้นมาทำให้เขาแทบไม่ต้องใช้เงินหรือพึ่งพาปัจจัยภายนอกเลย

แต่สำหรับคนกรุงเทพอย่างผม อย่าว่าแต่ไม่มีไฟใช้เลย แค่ไม่มีเน็ตใช้ก็แทบจะลงแดงตายแล้ว

ไม่ได้จะชวนทุกคนไปขุดบ่อเลี้ยงปลานะครับ

แค่ชวนให้ตั้งคำถามเฉยๆ ว่าเรากำลังเดินมาถูกทางแค่ไหน

และถ้ามันยังไม่ใช่ทางที่ควรจะเป็น เราเองจะทำอะไรได้บ้าง

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
หนังสือ กลับบ้าน โดย โจน จันได
Thai Publica: โฮมสคูล”บ้านเรียน” การศึกษาทางเลือก
BBC: Pope Francis warns on ‘piecemeal World War III’

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน ถ่ายเมื่อวันที่ 2/12/2558

Box1B_300x250

สำนึกสาธารณะ

20150713_SocialResponsibility

สมัยผมยังทำงานอยู่ทีมซัพพอร์ต เราจะมีประชุมกันบ่อยๆ

เกือบทุกห้องประชุมจะมีไวท์บอร์ด เพื่อให้เราวาดรูปหรือระดมความคิดกันได้

ตรงด้านล่างของไวท์บอร์ดจะมีช่องไว้วางปากกาไวท์บอร์ดกับแปรงลบกระดาน

ปากกามักจะมีอยู่สองสามด้าม แต่บ่อยครั้งที่หยิบปากกาขึ้นมาเขียนแล้วพบว่าหมึกมันหมดไปแล้ว

สิ่งที่เรามักจะทำกัน ก็คือวางปากกาที่ไม่มีหมึกนั้นกลับที่เดิม แล้วหยิบอีกด้ามหนึ่งขึ้นมาเขียนแทน

สิ่งที่ผมจะบอกเพื่อนในทีมเสมอก็คือ ถ้าปากกาด้ามไหนหมึกหมดแล้วให้โยนทิ้งถังขยะไปเลย คนอื่นที่มาใช้ห้องต่อจากเราจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาลองผิดลองถูกอีก

—–

ตั้งแต่ใช้จักรยานปันปั่นมากว่า 1 ปี ผมน่าจะโทร.ไปที่ call center ของเขาไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง เพื่อแจ้งปัญหาอย่างเช่นระบบของสถานีขัดข้อง หรือจักรยานยางแบน

ในจำนวนยี่สิบครั้งนั้น น่าจะมีแค่ครั้งเดียวที่โทร.ไปแล้วเจ้าหน้าที่บอกว่ารู้ปัญหาแล้ว

ซึ่งมันก็สะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งว่า คนอื่นๆ ที่เจอปัญหามาก่อนผม ไม่ได้โทร.ไปแจ้งเจ้าหน้าที่เลย ทัั้งๆ ที่เบอร์ call center ก็มีเขียนเอาไว้ชัดเจนทุกสถานี

—–

เพื่อนสนิทผมบางคนเป็นคนขี้ร้อน

เวลาเราไปพักโรงแรมกัน ก่อนออกไปไหน เพื่อนจึงมักจะเปิดแอร์ทิ้งไว้ กลับมาถึงห้องจะได้เย็นฉ่ำ

ผมก็คิดว่าเข้าใจแนวคิดของเขานะ ว่าในเมื่อจ่ายค่าโรงแรมไปแล้ว ก็เป็น “สิทธิ์ของเขา” ที่จะใช้แอร์ให้เต็มที่ ให้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

แต่ผมก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดีที่เราจะเปิดแอร์หรือเปิดไฟทิ้งไว้โดยไม่มีใครอยู่ในห้อง

และการมองความคุ้มค่าในมิติทางการเงินอย่างเดียว (หรือความเย็นสบายเวลากลับถึงห้อง) ผมรู้สึกว่ามันเอาแต่ได้เกินไปหน่อย

—–

หลายคนชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น เพราะอากาศดี อาหารอร่อย บ้านเมืองมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ญี่ปุ่นเป็นระเบียบได้ขนาดนี้ ก็เพราะว่าคนของเขามีจิตสำนึกสาธารณะ

ถ้าเขาป่วย เขาจะใส่หน้ากากทันที เพื่อจะได้ไม่ไปแพร่เชื้อใส่ใคร

หรือเวลาขึ้นรถไฟใต้ดิน ก็จะไม่มีใครคุยโทรศัพท์เสียงดังรบกวนคนอื่น

ห้องน้ำสาธารณะส่วนใหญ่ ก็สะอาดน่าใช้ ไม่มีใครทำเลอะเทอะ

จะว่าไป สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คนชาติไหนก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนญี่ปุ่นซะหน่อย

แล้วทำไมคนไทยเราถึงไม่ค่อยทำกัน?

—–

การที่เราทิ้งปากกาที่หมึกหมดแล้วไว้ในราง หรือไม่โทร.แจ้งเจ้าหน้าที่จักรยานปันปั่นเวลาเจอปัญหา หรือเปิดแอร์ทิ้งไว้ ล้วนมาจากสาเหตุเดียวกัน

คือเราคิดถึงคนอื่นน้อยเกินไป

แน่นอน เรื่องพวกนี้จะว่าไปมันก็เรื่องเล็กๆ

แต่ปัญหาใหญ่ๆ ในประเทศเรา ก็เกิดมาจากวิธีการคิดแบบนี้ไม่ใช่หรือ?

ผมเชื่อว่าทุกคนที่กำลังอ่านบล็อกนี้อยู่ มีสติปัญญาพอที่จะรู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ

แต่ที่เรายังไม่ทำ อาจเป็นเพราะว่าลืมคิดถึง หรือขี้เกียจ หรือเห็นว่าธุระไม่ใช่ หรือเห็นว่าไม่ใช่หน้าที่

ถ้าเรายังคิดกันแบบนี้ ต่อให้รัฐธรรมนูญจะเขียนออกมาดีแค่ไหน ผมก็ไม่เห็นวี่แววว่าเราจะปฏิรูปประเทศได้สำเร็จเลย

ไม่ดีกว่าหรือที่จะลงมือทำในสิ่งที่ถูกต้อง อาจจะลำบากขึ้นอีกนิด หรือสบายน้อยลงอีกหน่อย แต่สุดท้ายแล้วมันจะส่งผลดีต่อคนที่มาทีหลัง ซึ่งก็เป็นเพื่อนร่วมบริษัท เพื่อนร่วมทาง หรือเพื่อนร่วมโลกของเราทั้งสิ้น

มาทำสิ่งที่ถูกต้องกันเถอะครับ ไม่ใช่เพราะโดนบังคับ หรือเพราะว่าจำเป็น

เราทำสิ่งที่ถูกต้อง เพราะว่าเราทำได้ครับ

Let’s do the right thing, not because we have to, but because we can.

—–

ป.ล. ประโยคที่ว่า “….not because we have to, but because we can.” ผมคิดว่าน่าจะได้มาจาก Seth Godin เรื่อง The Icarus Deception แต่เนื่องจากยังหาแหล่งที่มาที่ชัดเจนไม่ได้ เลยขออนุญาตยังไม่ใส่เครดิตก่อนนะครับ กลัวจะเป็น misattribution ครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ขอบคุณ Quote พี่ก้อง จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings