บ่นแล้วไม่ทำอะไรคือไทยแท้

20160523_whine

เป็นประโยคที่พ้องกับ “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้”

ตั้งชื่อเรื่องอย่างกับกระทู้ล่อเป้าเลย

บทความนี้มีที่มาจากกระทู้ในพันทิปเรื่อง “วิธีแก้แค้นแท็กซี่ที่โบกแล้วไม่ยอมไป อยากให้ทุกคนช่วยกันทำตามนี้ครับ” เขียนโดย “สมาชิกหมายเลข 3195339

เห็นว่าดีเลยอยากเอามาแชร์ครับ

1. เวลาโบกรถ เลือกสถานที่ที่คนค่อนข้างพลุกพล่าน

2. เตรียมมือถือเข้าแอพกล้องรอไว้

3. เรียกตามปกติ ถ้าไปก็จบตรงนี้

4. ถ้าถูกปฏิเสธก็บอกเค้าไปว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวผมร้องเรียนพี่เอง
– เท่าที่เจอ บางคันพอบอกจะร้องเรียนมันรีบเรียกให้เราขึ้นรถเลย ผมไม่ไปหรอก กลัวอันตราย

5. พอรถออกไปแล้วก็ถ่ายรูปทะเบียนรถไว้

6. เข้าเว็บไซต์ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/ เพื่อร้องเรียนแท็กซี่คันนั้น

ผมทำทุกครั้งที่ใช้บริการรถแท็กซี่ ซึ่งตอนแรกก็แค่ร้องเรียนเพื่อระบายอารมณ์หงุดหงิด

แต่มันมี sms แจ้งผลเข้ามา เลยคิดว่า อย่างน้อยทางกรมการขนส่งฯ ก็น่าจะได้รับรู้ปัญหาเหล่านี้

แต่…ครั้งนึง ผมเบลอ ร้องเรียนไป 5 คัน แต่ดันบอกสีสลับกันไป 2 คัน

ทำให้มีเจ้าหน้าที่โทรกลับมา บอกว่าที่เราแจ้งไป มี 2 คันที่สีกับทะเบียนสลับกัน

ให้ช่วยยืนยันข้อมูลด้วย เพราะถ้ามันผิดคันขึ้นมาเจ้าหน้าที่จะซวยเพราะแท็กซี่โวยวาย

ผมก็เลยถามว่า ที่ร้องเรียนไปนี่ดำเนินการกันจริงๆ ใช่มั้ย ไม่ใช่แค่รับเรื่องเฉยๆ ใช่มั้ย

เค้าตอบว่าใช่ แล้วเค้าก็ขอบคุณผมด้วย บอกว่าช่วยร้องเรียนมาเถอะ จะได้จัดการมันได้

อยากให้ทุกคนช่วยกันทำ ช่วยกันร้องเรียนครับ ให้มันโดนปรับกันบ่อยๆ จะได้สำนึกบ้าง

บางครั้งคันหลังเห็นเราถ่ายรูปทะเบียน เค้ากลัวโดนด้วยเค้าก็รับนะครับ เดี๋ยวโดนปรับเหมือนกัน5555

ขสมก ก็มีให้ร้องเรียนได้นะครับ ผมเคยร้องเรียนเรื่องพนักงานขับรถสูบบุหรี่ เค้าโทรกลับมาบอกด้วยว่าปรับคนนั้นเรียบร้อยแล้ว

ตอนนี้สำหรับผม ผมชอบการร้องเรียนมาก เพราะมันทำให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม


เมืองไทยของเราน่าอยู่ แต่ก็มีเรื่องน่าเบื่ออยู่หลายเรื่องเหมือนกัน

เรื่องบางเรื่อง ก็ไกลเกินกว่าที่เราจะทำอะไรมันได้ แต่ก็มีอีกหลายๆ ปัญหาที่คนธรรมดาอย่างเรามีส่วนร่วมในการแก้ได้ อย่างเช่นเรื่องแท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสารเป็นต้น

ติดตรงที่เราคิดกันไปเองว่า ถึงร้องเรียนไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา (ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนี้) เราก็เลยแค่บ่นให้แฟนฟัง หรือไม่ก็ระบายทางเฟซบุ๊ค

และปัญหาทุกอย่างก็ยังคงอยู่สภาพเดิม

ผมแค่คิดเล่นๆ ว่าถ้าวันนี้คนกรุงเทพทุกคนที่โดนแท๊กซี่ปฏิเสธ ตัดสินใจร้องเรียนเข้าเว็บของกรมการขนส่งทางบกจริงๆ อะไรจะเกิดขึ้น?

อาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้

อย่างน้อยก็ในวันนี้

แต่ถ้าเราไม่หยุดร้องเรียนทุกครั้งที่เจอปัญหา เดือนหน้า หรือปีหน้า คนขับแท๊กซี่กลุ่มหนึ่งอาจจะเปลี่ยนก็ได้


เมื่อสามปีที่แล้วประชาชนออกมาเรียกร้องให้ “ปฏิรูปประเทศ”

เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็อาจจะเคยไปร่วมขบวนกับเขาด้วย

พอเกิดรัฐประหาร เราก็กลับมาใช้ชีวิตคนธรรมดา ปล่อยให้การปฏิรูปเป็นเรื่องของทหารและรัฐบาล

แต่เราจะปฏิรูปประเทศกันได้อย่างไรถ้าเราไม่ปฏิรูปตัวเองก่อน?

ผมนึกถึงประโยคที่ว่า If you are not part of the solution, then you are part of the problem – ถ้าเราไม่ช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไข แสดงว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

กลับมาที่เรื่องแท๊กซี่

ผมบอกไม่ได้หรอกครับว่าถ้าเราร้องเรียนไปเรื่อยๆ จะทำให้แท๊กซี่เลิกพฤติกรรมปฏิเสธผู้โดยสารรึเปล่า

รู้แต่ว่าถ้าเราเอาบ่นแล้วไม่ทำอะไร เขาไม่เลิกแน่ๆ

เมื่อเห็นตัวอย่างจากพันทิปแล้วว่าเจ้าหน้าที่เอาจริงกับการร้องเรียน จากนี้ไปถ้าผมเจอแท๊กซี่ปฏิเสธอีก ผมก็มีสองทางเลือก

1. ทำตามความเคยชิน คือปิดประตู  บ่นพึมพัม แล้วมองหาแท๊กซี่คันต่อไป หรือ

2. ระลึกถึงกฎสิบเต็มสิบ ถ่ายรูปเอาไว้ เรียกแท๊กซี่คันต่อไปจนกว่าจะได้ พอได้ขึ้นมานั่งแล้วค่อยส่งเรื่องร้องเรียนไปที่กรมขนส่งทางบก 

ผมคงเลือกทางที่สอง เพราะถ้ายังเลือกทำแบบเดิม แสดงว่าผมก็กำลังทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเหมือนกัน

คุณล่ะครับ สนใจจะมาร่วมขบวนการปฏิรูปตัวเองกับผมมั้ย?


ป.ล. เพื่อนที่ทำอู่แท๊กซี่เคยอธิบายให้ผมฟังว่ามันก็เข้าใจหัวอกคนขับว่าทำไมถึงปฏิเสธผู้โดยสาร เพราะค่าโดยสารแท๊กซี่มิเตอร์บ้านเรามันถูกมาก จนบางทีการต้องไปไกลๆ มันไม่คุ้มจริงๆ ซึ่งนั่นก็เป็นประเด็นที่คนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไป


ขอบคุณข้อมูลจาก Pantip: วิธีแก้แค้นแท็กซี่ที่โบกแล้วไม่ยอมไป อยากให้ทุกคนช่วยกันทำตามนี้ครับ 

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia: Khon Dance Frankfurt Germany 2006

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Banner468x60ver1.jpg

ปริศนารถบรรทุก

20160511_Trolley

สวัสดีครับ

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือเรื่อง Justice: What’s the right thing to do ของ Michael J. Sandel ครับ

ดร.แซนเดลสอนวิชา “Justice” ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและคอร์สนี้เป็นหนึ่งวิชาที่มีคนสนใจลงเรียนมากที่สุด

ผมเพิ่งอ่านหนังสือไปได้ไม่กี่หน้าเลยยังไม่สามารถเล่าอะไรได้มากนัก แต่เผอิญไปเจอคำถามหนึ่งที่น่าสนใจเลยอยากเอามาแชร์ไว้ก่อน


ก่อนจะเล่าเรื่องนี้ต้องออกตัวก่อนว่า นี่เป็นสถานการณ์จำลองที่บังคับให้คุณเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งเท่านั้น เพื่อทดสอบว่าเราใช้หลักคิดอะไรในการเลือกทำในสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง คำถามนี้จึงไม่ได้มีไว้เพื่อทดสอบเชาว์ปัญญาใดๆ ดังนั้นไม่ต้องคิดนอกกรอบ และไม่ต้องคิดซับซ้อนเรื่องรายละเอียดนะครับ

สมมติว่าคุณกำลังขับรถบรรทุกด้วยความเร็ว 100 ก.ม.ต่อชั่วโมง พอมองไปข้างหน้าก็เจอคนงานกำลังทำถนนอยู่ห้าคน คุณพยายามจะลดความเร็วด้วยการเหยียบเบรค แต่ก็พบว่าเบรคแตก และคุณรู้แน่ๆ ว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้รถบรรทุกจะพุ่งชนคนงานทั้งห้าคนและตายเรียบ

แล้วคุณก็สังเกตเห็นว่า ตรงไหล่ทางยังพอมีช่องอยู่ แต่ก็มีคนงานอยู่ด้วยหนึ่งคน ถ้าขับรถลงไหล่ทางก็จะมีคนตายแค่คนเดียว

คำถามคือคุณจะเลือกทางไหนระหว่าง

1. วิ่งตรงต่อไปแล้วทำให้คนงานตาย 5 คน
2. วิ่งลงไหล่ทางแล้วทำให้คนงานตาย 1 คน

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกข้อ 2 เพราะแม้ว่าเราจะไม่อยากให้ใครตาย แต่ตายแค่หนึ่งคนย่อมดีกว่าตายห้าคน


เอาใหม่

รถบรรทุกเบรคแตกเหมือนเดิม มีคนงานห้าคนเหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่มีไหล่ทางและไม่มีคนงานอยู่บนไหล่ทาง

และคุณไม่ใช่คนขับรถบรรทุก แต่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่ยืนอยู่บนสะพานลอยที่รถบรรทุกจะต้องวิ่งผ่านก่อนชนคนงานทั้งห้าคน

คุณอยากจะช่วยคนงานทั้งห้าแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงดี จนกระทั่งเหลือบไปเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คุณเป็นคนตัวใหญ่มาก คุณรู้ดีว่าถ้าผลักเขาตกลงไปบังเส้นทางรถบรรทุก ก็จะทำให้คนงานทั้งห้าคนรอด

คุณจะเลือกทำอะไรระหว่าง

1. ไม่ทำอะไรและปล่อยให้คนงานตาย 5 คน
2. ผลักคนตัวใหญ่ตกจากสะพาน คนๆ นี้จะตาย แต่คนงาน 5 คนจะรอด

ในสถานการณ์อย่างนี้ คนส่วนใหญ่อาจจะเลือกทางเลือกแรกแทน


คำถามคือทำไมในสถานการณ์แรกเราเลือกทางที่จะให้มีคนตาย 1 คน ขณะที่สถานการณ์หลังเรากลับปล่อยให้มีคนตาย 5 คน?

ทำไมเราถึงเลือกใช้หลักการ “ขอให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด” ในสถานการณ์แรก แต่ไม่ใช้หลักการนี้ในสถานการณ์หลัง?

คุณอาจจะบอกว่า ก็คนอ้วนเขาไม่ได้ผิด เขามายืนอยู่เฉยๆ การไปผลักเขาตกจากสะพานเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

แต่ในความเป็นจริง คนงานที่อยู่ตรงไหล่ทางก็ไม่ผิดเหมือนกัน เขาก็อยากมีชีวิตอยู่ไม่น้อยกว่าคนอ้วนเหมือนกัน

แล้วถ้าสมมติว่า ในสถานการณ์ที่สอง คุณรู้ว่าคนอ้วนนั้นตั้งใจทำให้รถบรรทุกเบรคแตก เพื่อฆ่าคนงานทั้งห้าคนนั้นทิ้ง การผลักคนอ้วนให้ตกไปบังรถบรรทุกนั้นอาจเริ่มสมเหตุสมผลมากขึ้นก็ได้


ผมชอบการทดลองทางความคิดแบบนี้ เพราะมันทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า หลักการที่เราเชื่อมั่นว่า “เป็นสากล” นั้น บางทีอาจไม่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ก็ได้

คำที่ลอยเข้ามาในหัวของผมก็เช่น “เสรีภาพสื่อ” “ประชาธิปไตย” “สิทธิสตรี” “ความเท่าเทียม” “ความยุติธรรม” “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” ฯลฯ

ในหนังสือเนื่องในความงาม ท่านเขมานันทะ กล่าวไว้ว่าหลักการนั้นก็เหมือนหลักที่เอาไว้พันวัว พอวัวกินหญ้าหมดแล้ว ก็ต้องย้ายหลักให้วัวไปกินหญ้าที่อื่น เพราะถ้าตั้งหลักไว้อยู่ที่เดียว วัวก็อาจอดตายได้

วันนี้จึงขอจบบทความเป็นคำถามปลายเปิดให้ไปคิดต่อเล่นๆ พลางๆ นะครับ

ส่วนในหนังสือ Justice จะมีคำตอบสำหรับปริศนารถบรรทุก รึเปล่าผมก็ยังบอกไม่ได้เหมือนกัน ไว้อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

บ้านเมืองจะเจริญ

20160510_Civilized

ถ้าทุกคนเพียงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อตรง

ผมเคยได้ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างบ้านต่างเมืองทั้งหมดสี่ครั้ง คือนิวซีแลนด์ (สามปี), ซูริค (สามเดือน) ชิคาโก (สองเดือน) และปารีส (สามเดือน)

สิ่งหนึ่งที่ผมพอจะมั่นใจได้ คือฝรั่งเขาไม่ได้ฉลาดไปกว่าเรา

โดยเฉพาะตอนที่ผมไปเรียนมัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ ถ้าวัดความเป็นเลิศทางวิชาการ ผมว่าเด็กไทยสู้ได้สบายๆ แถมผมยังรู้สึกว่าเด็กไทยเราขยันกว่าเด็กที่นั่นเสียอีก

แต่ทำไมคนในประเทศของเขาถึงคุณภาพชีวิตดีกว่าคนไทย?

จากความเห็นส่วนตัวล้วนๆ (ไม่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับ) ผมคิดว่ามีสองสาเหตุใหญ่ๆ

คือโครงสร้างที่ดี กับการทำตามหน้าที่ของตัวเอง

“โครงสร้าง” ในที่นี้คือตลาดแรงงาน ความพร้อมของเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เอื้อให้คนในประเทศได้ใช้ความสามารถที่ร่ำเรียนมา

เพราะต่อให้เราจบมาสูงหรือเรียนวิชาล้ำยุคมาแค่ไหน แต่ถ้าตลาดแรงงานไม่รองรับ เราก็ไม่สามารถนำความรู้มาต่อยอดเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาได้

ผมรู้จักคนๆ หนึ่งที่จบ molecular biology มาจากเมืองนอก แต่เมืองไทยไม่มีงานด้านนี้ เลยต้องผันตัวเองไปเป็นเทรนเนอร์

ส่วนเพื่อนผมอีกคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน nonlinear optics, photonics, nanometrology, and thermoelectricity แค่ฟังชื่อก็รู้แล้วว่าน่าจะหางานที่เมืองไทยลำบาก จึงเทียวไปเทียวมาระหว่างอังกฤษกับญี่ปุ่น

เรื่องความพร้อมของระบบและตลาดแรงงานนี่เป็นสภาพการณ์ที่ต้องยอมรับและคงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าเราจะสร้างมันขึ้นมาได้

แต่เหตุผลที่สอง เรื่องที่คนไทยไม่ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อตรง ผมว่ามันเป็นสิ่งที่เราลงมือเปลี่ยนแปลงได้ทันทีเลย

หน้าที่ของนักการเมืองคือบริหารประเทศ เสียสละส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เสียสละผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อตัวเองและพวกพ้อง

หน้าที่ของพระสงฆ์คือศึกษาและเผยแผ่ธรรมะ ไม่ใช่ปลุกเสกเครื่อลางหรือสะสมความมั่งคั่ง

หน้าที่ของตำรวจ คือบังคับใช้กฎหมายบ้านเมืองและเป็นที่พึ่งของราษฎร ไม่ใช่เป็นเครื่องมือหารายได้ของผู้มีอำนาจ

หน้าที่ของครู คือถ่ายทอดความรู้ และถ่ายทอด “ความใฝ่รู้” ไม่ใช่ใช้อำนาจครูเกณฑ์นักเรียนไปทำอะไรเพื่อประโยชน์ส่วนตน

หน้าที่ของผู้บริหารองค์กรคือเป็นผู้นำและตัวอย่างที่ดีให้แก่พนักงาน ไม่ใช่ตีกอล์ฟและเล่นการเมืองในบริษัท

หน้าที่ของพนักงานอย่างเราๆ คือทำหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จลุล่วง ไม่ใช่เล่นเฟซบุ๊ค ตอบกระทู้ และจับเข่าเมาธ์นาย

แน่นอน บางอย่างที่ผมกล่าวไปก็มีรากเหง้ามาจากโครงสร้างทางวัฒนธรรมเหมือนกัน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำอะไรไม่ได้เลย

แม้หลายคนจะถูกระบบกลืนกินจนหลงลืมไปว่าเขามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร แต่ทุกวงการก็ยังมี “น้ำดี” อยู่

นักการเมืองน้ำดี ตำรวจน้ำดี ผู้บริหารน้ำดี

คนกลุ่มนี้จะไม่เอาโครงสร้างที่บิดเบี้ยวมาเป็นข้ออ้างให้ตัวเองทำผิด

เพราะสุดท้ายแล้ว เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่าสำนึกและศักดิ์ศรี

บ้านเมืองจะเจริญ ถ้าทุกคนเพียงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อตรง

ไม่ต้องฉลาด ไม่ต้องเก่งกาจ ไม่ต้องขยันมากก็ได้

แค่ทำหน้าที่ให้สมศักดิ์ศรีกับวิชาชีพและค่าตอบแทนที่ได้รับมา

ก็เกินพอแล้วที่จะผลักดันสังคมไทยไปในทิศทางที่ดี


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ว่าด้วยเรื่องขอทาน

20160202_Beggar

ผมรู้สึกมาซักพักหนึ่งแล้วว่าอยู่เมืองไทยยังไงก็ไม่อดตาย

ด้วยสภาพอากาศที่ไม่สุดขั้วมากนัก ถึงคุณจะไม่มีบ้านอยู่และต้องระหกระเหเร่ร่อนด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น คุณก็ยังอยู่กันได้

ลองคิดภาพคนจรจัดในรัสเซียที่ไม่มีบ้านอยู่และไม่มีเสื้อผ้าหนาๆ ใส่ จะเห็นเลยว่าคนยากไร้ในเมืองไทยนั้นลำบากน้อยกว่ากันเยอะ

ส่วนเรื่องอาหารเราก็มีกินอุดมสมบูรณ์ มีเงิน 20 บาทก็สามารถเดินเข้าเซเว่นซื้ออะไรมากินให้อิ่มท้องไปได้หนึ่งมื้อแล้ว และถ้าไม่มีเงินจริงๆ ไปขอข้าววัดกินก็ยังได้

ไม่รู้ว่าด้วยความที่ไม่ต้องดิ้นรนอย่างนี้รึเปล่า จึงทำให้คนเลือกทำอาชีพขอทานกันไม่น้อย

—–

ประมาณสองสามปีที่ผ่านมา ผมเริ่มถือคติที่ว่า เจอขอทานที่ไหนให้บริจาคเศษเหรียญในกระเป๋าทั้งหมด

มีสามบาท ก็ให้สามบาท

มีสิบห้าบาท ก็ให้สิบห้าบาท

มีสี่สิบห้าบาท ก็ให้สี่สิบห้าบาท ถือว่าขอทานคนนั้นได้แจ๊คพ็อตไป

ที่ทำอย่างนี้ไม่ใช่เพราะว่าใจบุญอะไรหรอกนะครับ

ก็แค่คิดว่าถ้าให้เหรียญจนหมดแล้วกระเป๋ามันก็เบาดี

แถมการทำทานแต่ละครั้งก็ช่วยลดความเหนียวในจิตใจของเราอีกด้วย วันหลังถ้าต้องเสียเงินกับเรื่องอื่นจะได้ไม่ทุรนทุรายมากนัก

——

ขอทานจะมีอยู่สองประเภท คือประเภทที่นั่งขอเฉยๆ กับประเภทที่ไม่ยอมนั่งเฉยๆ

โดยส่วนตัวผมจะไม่บริจาคให้กับประเภทแรก เพราะอยากเก็บเงินไว้ให้กับประเภทหลังที่เป็นวณิพกพเนจรเที่ยวเร่ร่อนร้องเพลงแลกเศษเงิน

ดูเขามีความพยายามดี

—–

แต่ครั้งหนึ่งผมก็เคยแหกกฎนี้

แถวบ้านผมจะมีคุณลุงร่อนเร่อยู่คนหนึ่ง อายุน่าจะเกือบๆ 60 แล้ว แกจะใส่กางเกงขาสั้นที่เผยให้เห็นขาขวาที่โดนตัดมาเหนือหัวเข่า ใช้ไม้ค้ำเดินวนเวียนอยู่แถวเซเว่นหน้าปากซอย

ผมอยากช่วยคุณลุงมาก เพราะว่าผมเคยจัดงานมินิมาราธอนเพื่อหาเงินเข้ามูลนิธิขาเทียม เลยรู้จักคนข้างในที่น่าจะช่วยให้ลุงมีขาเทียมใช้ได้ไม่ยากนัก

หลังจากรวบรวมความกล้าอยู่หลายวัน ผมก็ตัดสินใจเดินเข้าไปคุยกับคุณลุง

“ลุงครับ ผมรู้จักมูลนิธิขาเทียมนะครับ เขารับทำให้ฟรี คุณลุงสนใจมั้ย?”

คุณลุงตอบผมว่า

“ไม่เอาล่ะ ใส่ขาเทียมแล้วมันเจ็บ อยู่อย่างนี้แหละดีแล้ว”

ผมเดินจากมาอย่างอดสงสัยไม่ได้ว่า ใส่ขาเทียมมันเจ็บจริงๆ หรือ? แล้วมันไม่คุ้มกับการที่จะเดินเหินได้อย่างสะดวกกว่านี้หรือ?

อีกความเป็นไปได้หนึ่ง ก็คือการที่เขาขาด้วนนั้น จะทำให้คนสงสารเขามากกว่า และเขามีโอกาสได้เงินเยอะกว่ารึเปล่า?

—-

เมื่อปลายปีที่แล้ว แม่ผมก็เล่าถึงคุณลุงขาด้วนคนนี้ ว่าแม่ไปซื้อของที่เซเว่น เห็นคุณลุงนั่งอยู่ แม่สงสารก็เลยเอาเหรียญเงินทอนที่มีอยู่ในมือให้

พอคุณลุงเขาได้เหรียญไว้ในมือแล้ว แกก็นับเหรียญเดี๋ยวนั้นเลยว่ามีทั้งหมดกี่บาท

แหม จะรอให้เดินไปก่อนก็ไม่ได้

แม่บอกว่า เห็นคุณลุงทำกันอย่างนี้ คราวหลังก็ไม่อยากช่วยเท่าไหร่แล้ว

—–

สัปดาห์ที่แล้วก่อนกลับบ้านผมไปทำธุระแถวสีลม แล้วเดินมาขึ้นรถไฟใต้ดิน

ที่หน้าสถานี มีคนตาบอดยืนกันอยู่สองคน คนหนึ่งเป็นผู้ชายยืนเล่นกีตาร์ร้องเพลง อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิง ยืนขายคุกกี้พระพร

ผมเปิดกระเป๋าตังค์ออกมาดู มีเงินอยู่ 30 บาท เป็นเหรียญสิบบาทสองเหรียญ เหรียญห้าอีกสองเหรียญ

ผมหยิบเงิน 15 บาทหย่อนใส่กล่องของชายตาบอดที่เล่นกีตาร์

ส่วนพี่ผู้หญิงผมก็ตั้งใจจะให้ 15 บาทเหมือนกัน ไม่อยากซื้อคุกกี้เพราะกลัวจะเหลือ

“พี่ครับ ผมไม่เอาคุกกี้นะครับ แต่ผมให้พี่ 15 บาทครับ”

พี่ผู้หญิงตาบอดตอบผมด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดว่า

“ไม่รับบริจาคนะคะ ต้องขออภัยจริงๆ” พร้อมทั้งค้อมหัวเล็กๆ ราวกับจะขอโทษขอโพยที่ต้องตอบปฏิเสธความปรารถนาดีของผม

ผมจึงได้แต่เก็บเงิน 15 บาทนั้นไว้แล้วเดินจากมาพร้อมกับความรู้สึกผิด

ผิดที่ไปคิดเอาเองว่า เขาจะยินดีรับเงินผม เพียงเพราะเขาเป็นคนตาบอด

เพราะคนบางคนไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นขอทาน

ต่อให้เขาพิการก็ใช่ว่าจะงอมืองอเท้ายินดีรับเงินจากใครฟรีๆ

ส่วนคนบางคนก็เกิดมาเพื่อเป็นขอทาน

ต่อให้เขามีโอกาสมีอวัยวะครบถ้วน เขาก็อาจเลือกที่จะพิการต่อไป หากมันช่วยให้เขาได้เงินมาโดยไม่ต้องลงแรง

—–

อยู่เมืองไทยยังไงก็ไม่อดตาย

นี่อาจเป็นหนึ่งเหตุผลที่เรามีขอทานเต็มเมือง

ขอทานที่ร่อนเร่ตามท้องถนน อาจเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง

เพราะยังมี “คนที่เกิดมาเพื่อเป็นขอทาน” อีกมากมาย

เขาอาจจะอยู่ในเครื่องแบบสีกากี หรือใส่เสื้อสูท

แต่ถ้ายังยินดีได้เงินมาฟรีๆ โดยไม่ต้องลงแรงอะไร

ก็เป็นขอทานไม่ต่างกันเลย

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

สังคมสร้างสรรค์นิยม

20160125_Creativism

ระดับความเป็น “สังคมบริโภคนิยม” ของเรานับวันมีแต่จะเข้มข้นขึ้น

เพราะ “เสพ” กันเยอะมาก

เสพละครจากทีวี

เสพเรื่องราวของเพื่อนและคนรู้จักจากฟีดเฟซบุ๊ค

เสพความภาคภูมิใจจากคนที่กดไลค์รูปของเรา

เสพดาราจากอินสตาแกรม

เสพซีรี่ส์จากยูทู๊บ

เสพซูชิคำละสี่ร้อย

เสพ เสพ เสพ เพราะมันทำให้เรา “อิ่ม” ทั้งทางกายและทางใจ

จริงหรือ?

ต่อให้มีเงินเป็นร้อยล้านพันล้านและเสพอะไรเท่าไหร่ก็ได้ตามใจชอบ เราจะมีความสุขจริงหรือเปล่า

เราเสพเพราะเรายังมีกิเลส แต่กิเลสนั้นหิวตลอดเวลา เป็นมหาสมุทรที่ไม่มีก้น

แต่จะให้เราหักดิบ หยุดเสพและหันหน้าเข้าหาพระธรรม ก็ใช่ว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนจะทำได้ (หรือยินดีจะทำ)

ทางออกหนึ่งที่อาจจะช่วยให้ชีวิตของเรามีความสมดุลย์มากขึ้นจึงอาจะเป็นการ “สร้าง”

ในยุคสมัยนี้เราเข้าถึงเครื่องมือที่ช่วยให้เราสรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ได้อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน

ทำอาหาร เขียนบล็อก แต่งเพลง วาดรูป ถ่ายภาพ เขียนหนังสือ จัดงาน ทำหนังสั้น ฯลฯ

มนุษย์มีศักยภาพมากมายเพื่อการนี้

บางศาสนาเชื่อว่ามนุษย์เป็นภาพจำลองของพระเจ้า (human is an image of God)

และสิ่งที่พระเจ้าทำอยู่เสมอไม่ใช่การเสพ แต่เป็นการสร้างสรรค์

เมื่อเรา “สร้าง” เราก็เหมือนกำลังใช้ขีวิตตามรอยพระองค์นั่นเอง

เสพให้น้อยลง สร้างให้เยอะขึ้น

แล้วเราอาจจะรู้สึก “อิ่ม” กว่านี้ก็ได้

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่