3 โรคเรื้อรังของคนไทย

 

20161007_chronic

1.โรคขี้บ่น
2.โรคทำไปก็เท่านั้น
3.โรคช่างมันเถอะ

สามโรคนี้มักจะเกิดขึ้นกันเป็นทอดๆ

พอเจอสถานการณ์น่าเบื่อ เราจะบ่นให้เพื่อนๆ ฟังทั้งด้วยวาจาและบนเฟซบุ๊ค

แต่บ่นเสร็จแล้วก็ไม่ทำอะไร เพราะเราจะคิดว่า ทำไปก็เท่านั้น

พอรู้สึกว่าทำไปก็เท่านั้น ก็เลยปลอยใจตัวเองว่า ช่างมันเถอะ

ผมเองก็เคยเป็นโรคนี้ แต่ตอนนี้อาการเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ เพราะได้ประสบกับตัวเองว่า เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่ควรช่างมัน เพราะเราทำอะไรกับมันได้ เพื่อว่าวันหนึ่งเราจะได้ไม่ต้องมาเจอสถานการณ์เดิมให้เบื่อให้บ่นกันอีก

วันนี้ผมขอยกสองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองนะครับ

สถานการณ์แรก – แท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสาร
ฮีโร่ – กรมการขนส่งทางบก 

เมื่อก่อน เวลาเจอแท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสาร ผมก็จะก่นด่าในใจ และจำได้ว่าครั้งนึงเคยโพสต์ลงเฟซบุ๊คด้วย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น คิด(เอาเอง)ว่าถึงจะแจ้งทางการไปก็คงไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ดังนั้นก็ช่างมันเถอะ แล้วมองหาแท๊กซี่คันถัดไป

เดี๋ยวนี้ เวลาเจอแท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสาร ผมจะถ่ายรูปแท๊กซี่และทะเบียนเอาไว้ จดเอาไว้ในมือถือว่าเรียกตอนกี่โมงวันที่เท่าไหร่ จากที่ไหน จะไปที่ไหน และถ้าจำหน้าคนขับแท๊กซี่ได้ก็จะจดเอาไว้ด้วยเช่นอายุประมาณเท่าไหร่ ผิวขาวหรือผิวคล้ำเป็นต้น

เมื่อกลับถึงบ้านหรือเข้าออฟฟิศวันถัดมา ผมจะกูเกิ้ล “ร้องเรียนรถแท๊กซี่” ซึ่งลิงค์แรกจะพาเราเข้าไปที่เว็บกรมการขนส่งทางบก จากนั้นจึงคลิ้กเมนูด้านมุมซ้ายบน แล้วกรอกรายละเอียดลงไป โดยพยายามจะกรอกให้ครบถ้วนเพื่อให้ทางการแน่ใจว่าการร้องเรียนนี้ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือเล่นสนุก

ที่สำคัญ สองข้อสุดท้ายจะมีให้ระบุว่าต้องการให้ติดต่อกลับเรื่องผลการร้องเรียนหรือไม่ พร้อมทั้งให้แจ้งเบอร์มือถือสำหรับส่ง SMS

ผมร้องเรียนมาทั้งหมดสี่ครั้ง และทุกครั้งก็จะได้ SMS ส่งกลับมาภายในเวลา 2-4 สัปดาห์ครับ

screenshot_20161007-083353

ต้องขอขอบคุณกรมการขนส่งทางบกที่ทำหน้าที่ได้อย่างขยันขันแข็ง ขอเป็นกำลังใจให้ และจะดียิ่งกว่านี้ถ้าเว็บร้องเรียนสามารถใช้งานได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ เพราะผมเคยลองแล้วมันระบุวันที่เกิดเหตุไม่ได้ ต้องกรอกผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น


สถานการณ์ที่สอง – โดนหลอกซื้อของออนไลน์
ฮีโร่ – สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) 

พอพูดถึงชื่อสคบ. หลายคนคงจะเบือนหน้าหนี เพราะขึ้นชื่อว่าร้องเรียนไปก็ไม่ได้ผลอะไรขึ้นมา

แต่ผมอยากให้ปรับความเชื่อกันใหม่นะครับ

แม่ผมโดนหลอกซื้อของออนไลน์ไปหกชิ้น ขายชิ้นละ 700 กว่าบาท แต่พอได้ของมาก็เห็นชัดๆ ว่าเป็นของจีนแดง พอเอาของอย่างเดียวกันนี้ไปเซิร์ชในเว็บอื่นๆ เขาก็ขายกันแค่ร้อยกว่าบาทเท่านั้น

พอโทร.ไปตามเบอร์ที่เขาให้มาในใบเสร็จ ก็ไม่มีคนรับสาย ผมลองสืบเสาะหาข้อมูลของบริษัทผู้ขาย จึงเห็นว่าเป็นเครือข่ายเดียวกับธุรกิจของชาวรัสเซียในพัทยาซึ่งเคยโดนตำรวจบุกจับไปแล้ว

ใจหนึ่งก็อยากยอมแพ้ แต่ก็รู้สึกเจ็บใจที่แม่โดนหลอกซื้อของ ก็เลยคิดว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ลองร้องเรียนสคบ.ดูแล้วกัน

ผมก็เลยกูเกิ้ลคำว่า สคบ. แล้วลิงค์แรกก็จะพาเราไปที่เว็บของเขา จากนั้นก็คลิ้กปุ่ม “ร้องเรียนออนไลน์” ปุ่มเล็กๆ ด้านขวาบน ซึ่งจะพาเราไปที่ http://complain.ocpb.go.th/ (แต่ ณ วันที่เขียนบทความนี้มันขึ้น Error อยู่นะครับ) จากนั้นก็กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน โดยแนบรูปสินค้าและใบเสร็จไปให้ด้วย

อีกไม่กี่วันถัดมาผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่สคบ.ชื่อคุณรัศมี เพื่อคอนเฟิร์มเรื่องที่ร้องเรียนไป

แล้วผมก็ได้รู้ซึ้งถึงพลังของหน่วยงานราชการอย่างสคบ. เพราะวางหูจากคุณรัศมีไปไม่ถึงสิบนาที เจ้าหน้าที่จากบริษัทที่ขายของให้แม่ผมก็โทร.มาหา บอกว่าได้คุยกับเจ้าหน้าที่สคบ.แล้ว และจะรีบดำเนินเรื่องให้โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้ง add LINE กันไว้เพื่อคุยต่อ

แต่เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบนะครับ เพราะผมต้องส่งของกลับไปให้เขาก่อน แล้วบริษัทก็เงียบไปอีกจนผมต้องตามทางไลน์ไปอีกหลายหน

อยู่มาวันหนึ่งผมก็หาไลน์ของบริษัทเขาไม่เจอ (จริงๆ แล้วเขาเปลี่ยนชื่อโปรไฟล์ แต่ช่วงนั้นผมเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือพอดีเลยค้นหาข้อความเก่าไม่ได้) ผมเลยโทร.หาคุณรัศมีอีกครั้ง ซึ่งเธอก็รับปากว่าจะช่วยตามเรื่องให้ พอผ่านไปไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ผมก็ได้เงินเข้าบัญชีสี่พันกว่าบาทครบถ้วนตามที่เสียไปครับ


นิทานสองเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

  • อย่าเอาภาพจำที่เรามีกับแบรนด์ต่างๆ (เช่น สคบ.) มาเป็นข้ออ้างให้เราไม่คิดจะติดต่อเขา
  • เพราะคนทำงานส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก หรือเจ้าหน้าที่สคบ. เขาก็ย่อมอยากทำหน้าที่ของตัวเองให้มันดีกันทั้งนั้น
  • เราเองก็มี “หน้าที่” ในฐานะประชาชนและผู้บริโภค ที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับภาครัฐ และร้องเรียนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เพราะถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ก็เท่ากับเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเช่นกัน – If you are not part of the solution, you are part of the problem.

บทความนี้ผมเขียนขึ้นก็เพื่อจะให้กำลังใจกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งรู้สึกขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือ และขอโทษที่ก่อนหน้านี้ผมเข้าใจผิดคิดไปเองว่า “ร้องเรียนไปก็เท่านั้น”

อีกจุดประสงค์หนึ่งก็เพื่อเชียร์คนอ่านหันให้ลองมาใช้สิทธิ์ของเราดู

เผื่อสังคมไทยจะหายจากโรคเรื้อรังนี้ได้ซักวันครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

2025: ปีที่เราไม่ต้องมีรถยนต์ส่วนตัว

20160731_nopersonalcars

จั่วหัวข้อซะยิ่งใหญ่ แต่ชื่อหัวข้อจริงๆ ของบทความที่ผมอยากจะเขียนในวันนี้คือ “รัฐบาลฟินแลนด์กำลังวางแผนสร้างระบบขนส่งมวลชนที่จะทำให้ประชาชนในเฮลซิงกิไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ส่วนตัวภายในปี 2025” ซึ่งยาวไปหน่อยเลยขอถือวิสาสะตัดทอนนะครับ

ช่วงนี้โลกตะวันตกกำลังตื่นเต้นกับกระแสรถยนต์ไร้คนขับ – driverless cars – และก็มีคนลงมาเล่นเกมนี้กันเยอะแยะไม่ว่าจะเป็น Tesla Motors, Google หรือแม้กระทั่ง Apple ก็อาจจะร่วมวงด้วย 

และถ้าผมเข้าใจไม่ผิด รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองนั้นจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (ไม่ใช่รถ Hybrid เหมือนที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบัน) ดังนั้นหลายประเทศจึงเริ่มตระเตรียมความพร้อมทางกฎหมายเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเยอรมันนีได้ออกมาประกาศแล้วว่าจะออกกฎหมายกำหนดให้รถยนต์ทุกคันในเยอรมันนีต้องเป็นรถไฟฟ้าภายในปี 2030 (หรือแม้กระทั่งอินเดียก็ได้ออกมาประกาศทำนองเดียวกัน )

แต่ประเทศฟินแลนด์ไปไกลกว่านั้น เพราะรัฐบาลกำลังวางแผนที่จะบูรณาการระบบขนส่งที่จะใช้ประโยชน์จากรถไฟฟ้าไร้คนขับ ร่วมกับระบบการจัดการที่ดีเพื่อทำให้การเดินทางในเฮลซิงกิซึ่งเป็นเมืองหลวงของฟินแลนด์นั้นง่ายดายเสียจนการมีรถส่วนตัวไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป

รัฐบาลฟินแลนด์เคยทดลองใช้ระบบ minibus on demand ที่เรียกว่า Kutsuplus

มินิบัสยี่ห้อนี้มีทั้งหมด 15 คัน แต่ละคันจุได้ 12 คน และไม่มีคันไหนที่มีเส้นทางวิ่งตายตัว

เราแค่เข้าเว็บไซต์ของ Kutsuplus ผ่านมือถือ บอกว่าเราอยู่ตรงไหน และอยากจะไปที่ไหน ระบบก็จะทำการคำนวณให้ว่าในบรรดารถ Kutsuplus ทั้งหมด คันไหนเหมาะจะแวะมารับเราที่สุด

ค่าโดยสายของ Kutsuplus นั้นจะแพงกว่าค่าโดยสารรถบัสปกติ แต่ก็ยังถูกกว่าแท๊กซี่ไม่น้อย

ระบบ Kutsuplus นั้นทำการทดลองวิ่งอยู่เกือบสามปี ก่อนที่จะตัดสินใจปิดตัวลงในวันที่ 31 ธ.ค.2558 โดยรัฐบาลอ้างว่าค่าใช้จ่ายสูงเกินไป เพราะว่าจำนวนรถน้อย ทำให้ตอบสนองเส้นทางได้น้อย จึงทำให้ผู้โดยสารแต่ละเที่ยวน้อย (เช่นมีคนนั่งแค่ 3 คนเป็นต้น)

แม้จะไม่สามารถยืนระยะได้ แต่ผลตอบรับจากคนที่เคยใช้งานร่วม 21,000 คนนั้นดีมาก จึงเชื่อว่าถ้ารัฐบาลดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนจนมียานพาหนะสไตล์ Kutsuplus ออกมาเป็นหลักร้อยหรือหลักพัน ก็จะทำให้วิ่งได้หลายเส้นทาง มีผู้โดยสารได้เต็มคันรถมากขึ้น ทำให้มีรายได้เพียงพอที่จะเป็นธุรกิจที่มีกำไรได้

วิสัยทัศน์ของรัฐบาลฟินแลนด์ก็คือจะเชื่อมโยงการเดินทางทุกรูปแบบให้อยู่ในระบบเดียวกัน คุณแค่มีแอพมือถือตัวเดียว ก็จะสามารถวางแผนการเดินทางและจ่ายค่าเดินทางทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรถบัส รถไฟ รถแท๊กซี่ จักรยาน ฯลฯ โดยแอพนี้จะวางแผนโดยใช้ข้อมูลการจราจรในปัจจุบัน (realtime traffic data) รวมถึงพยากรณ์อากาศ เพื่อคำนวณว่าเส้นทางไหนจะไปถึงเร็วที่สุด ถูกที่สุด หรือเปียกฝนน้อยที่สุด!

ทุกวันนี้เวลาเราใช้มือถือเราก็จะมีเลือกแพ็คเกจว่าจะเอาแบบไหน เช่นโทร.เยอะเล่นเน็ตน้อย หรือโทร.น้อยเล่นเน็ตเยอะ

ฟินแลนด์ก็จะใช้หลักการนี้กับการขนส่งมวลชนเช่นกัน โดยอาจจะให้ผู้ประกอบการแต่ละเจ้าเสนอ ‘mobility packages’ (mobility = การเคลื่อนที่หรือการเดินทางนั่นเอง) และเราก็จะสามารถเลือกได้ว่าจะเลือกซื้อ mobility packages จากเจ้าไหน และจะซื้อแบบเหมาจ่ายรายเดือนหรือจ่ายตามจริง

รัฐบาลฟินแลนด์เชื่อว่า ค่านิยมของคนในประเทศตัวเองกำลังเปลี่ยนไป เมื่อคนยุคนี้โตมาใน sharing economy ด้วยธุรกิจอย่าง Uber หรือ AirBnb ประชาชนอาจจะเริ่มมองไม่เห็นประโยชน์ของการมีรถยนต์ส่วนตัวที่ใช้เวลาส่วนใหญ่จอดอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน (อย่าลืมนะครับว่าถึงตอนนั้นรถยนต์ส่วนใหญ่จะขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง) ดังนั้นถ้าทางรัฐสามารถจัดระบบขนส่งที่จะพาคนจากจุดหนึ่งไปถึงจุดหนึ่งอย่างง่ายดาย ประชาชนในเมืองเฮลซิงกิก็ไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ส่วนตัวอีกต่อไป

มีคนบางคนออกมาท้วงติงว่า คนฟินแลนด์นั้นมีวัฒนธรรมอยู่อย่างหนึ่งคือการไปเที่ยวบ้านพักตากอากาศช่วงฤดูร้อน และการเดินทางไปต่างจังหวัดของฟินแลนด์นั้นก็ยังจำเป็นต้องมีรถยนต์ขับไปอยู่ดี แต่นั่นในทางกลับกัน ก็เป็นไปได้ว่ามีผู้ประกอบการมากมายที่พร้อมให้บริการเช่ารถในช่วง high season นี้

เป็นเรื่องน่าสนใจมากครับว่า ถ้ารัฐบาลฟินแลนด์ทำได้จริง มันจะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไปอย่างไรบ้าง

และที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือมันจะเปลี่ยนค่านิยมของการ “ใช้รถเป็นเครื่องประดับ” ไปอย่างไรบ้าง

อีกไม่นานเกินรอครับ


ป.ล. ผมอ่านเจอเรื่องนี้ครั้งแรกจากเว็บไทยชื่อ autospinn.com หัวข้อ ฟินแลนด์วางแผนยกเลิกรถส่วนบุคคลทุกชนิดภายในปี 2025 น่าเสียดายที่เว็บไม่ได้ระบุแหล่งที่มาของข่าว แต่ผมเดาว่าต้นทางน่าจะมาจากเว็บ carscoops.com หัวข้อ Finland Wants People To Stop Driving In Helsinki By 2025 ครับ


ขอบคุณภาพจาก Wikipedia: Skytran (ภาพอาจจะไม่สอดคล้องกับเนื้อหาแต่ที่หยิบมาใช้ได้เพราะไม่ต้องกลัวผิดลิขสิทธิ์ครับ)

ขอบคุณข้อมูลจาก
Tech Insider: Here are all the companies racing to put driverless cars on the road by 2020

Co.Exist: Helsinki Wants To Eliminate The Need For Car Ownership By 2025 

ZDNet: Death of the car: The tech behind Helsinki’s ambitious plan to kill off private vehicles 

Electrek:
India is aiming for all cars to be electric as soon as 2030
All new cars mandated to be electric in Germany by 2030

Citiscope: Why Helsinki’s innovative on-demand bus service failed


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

หมากเกมนี้

20160725_chessplayer

“Avoid the crowd. Do your own thinking independently. Be the chess player, not the chess piece.”

ระวังพวกมากลากไป หัดคิดอะไรด้วยตัวเอง
จงเป็นคนเล่นหมากรุก ไม่ใช่เป็นหมากให้เขาเดิน

― Ralph Charell


ผู้อ่านบางท่านอาจเคยได้ยินคอนเซ็ปต์ Free Will หรือความเชื่อว่ามนุษย์นั้นมีอิสระที่จะเลือกทำอะไรก็ได้

ซึ่งตรงกันข้ามกับคอนเซ็ปต์ Determinism ที่เชื่อว่าการกระทำของมนุษย์นั้นถูกกำหนดโดยสภาพแวดล้อมหรือโดยชีวภาพ

ผมให้น้ำหนักกับ Free Will มากกว่า เพราะไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นว่าทุกอย่างเป็นเรื่องโชคชะตาฟ้าลิขิตหมด

แต่ในขณะเดียวกัน ประโยคของ Ralph Charell ก็น่าสนใจ

“Avoid the crowd. Do your own thinking independently. Be the chess player, not the chess piece.”

ที่เราคิดว่าเราอยากทำนั้น จริงๆ แล้วเราเลือกเองหรือถูก “กำหนด” มาให้โดยไม่รู้ตัว?

อยากมีแฟน อยากมีลูก อยากมีบ้าน อยากมีไอโฟน อยากมีคิปลิ้ง อยากกินสตาร์บั๊คส์ อยากมีธุรกิจส่วนตัว อยากมีแรงบันดาลใจ ฯลฯ

ความอยากทั้งหลายแหล่นี้เกิดขึ้นเพราะเราเลือกเองหรือเพราะว่าเราได้รับการชักจูง จากสื่อและคนรอบข้างกันแน่?

บางคนอยากแล้วไม่สมหวัง ยังต้องทำงานหนักเพื่อแลกกับเงินเดือนอันน้อยนิด เปรียบไปก็ไม่ต่างกับเบี้ยตัวหนึ่ง

ขณะที่บางคนอาจค่อยๆไต่เต้าไปเป็นเรือ-ม้า-โคน-เม็ด จนสุดท้ายได้เป็นขุน มีอิสรภาพทางการเงินและเวลา

แต่ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยหรือเป็นขุน เราก็ยังเป็นหมากอยู่ดี

ครั้นจะไปล้มกระดานหรือสถาปนาตัวเองเป็น “คนเล่น” ก็ดูจะเสี่ยงและยากเกินไป

ไหนๆ ถ้าเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเป็นหมากในกระดานแล้ว

ก็ขอให้เป็นหมากที่มีสติ มี Free Will ที่จะคิดเองเดินเองได้บ้าง

ไม่ใช่ถูกกระแสสังคมพัดพาจนไม่เคยได้เป็นตัวของตัวเองจริงๆ เลย


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

มักง่ายมักไม่ง่าย

20160630_thoughtless

ปัญหาหลายๆ อย่างที่เราเจอมักมีต้นเหตุมาจากความมักง่าย

คนมักง่ายมักจะพูดคำว่า “ขี้เกียจ” กับ “เอาไว้ก่อน” เสมอ

สมมติตอนเย็นกินข้าวที่บ้านเสร็จแล้ว แทนที่จะล้างจานให้เรียบร้อย เราก็จะบอกตัวเองว่าเอาไว้ก่อน ผลที่ได้ก็คือจานเกรอะกรังที่ยังไม่ได้ล้างในวันรุ่งขึ้น

เวลาทำงาน พอเราได้ไฟล์อะไรใหม่ๆ มา เรามักจะเซฟลงเดสก์ท็อป แต่เมื่อใช้ไฟล์เสร็จแล้ว แทนที่จะลบทิ้งหรือย้ายไฟล์ไปยังโฟลเดอร์ที่ควรจะเป็น เราก็ไม่ทำ ผลลัพธ์ก็คือเดสก์ท็อปที่เต็มไปด้วยไอค่อน บางคนมีไอค่อนเต็มจอเป็นคอลเล็คชั่นเลยทีเดียว

ความมักง่ายเกิดจากอะไร?

ผมคิดเล่นๆ ว่ามันอาจจจะเป็นเรื่องชีววิทยา

เพราะสิ่งมีชีวิตทุกชนิดถูกวิวัฒนาการให้ประหยัดพลังงานเพื่อความอยู่รอดอยู่แล้ว

มนุษย์เราจึงหาเรื่องประหยัดพลังงานเสมอ การประหยัดนี้จึงแสดงตัวออกมาเป็นความขี้เกียจหรือการผัดวันประกันพรุ่ง

ซึ่งบางทีก็ส่งผลรุนแรงกว่าจานชามที่กองพะเนินหรือเดสก์ท็อปที่เต็มไปด้วยไฟล์ร้อยพ่อพันแม่

ถ้าเรามักง่ายในการกิน อาจทำให้สุขภาพทรุดโทรม

ถ้าเรามักง่ายในการทำงาน อาจทำให้เราไม่เติบโตในองค์กร

ถ้าเรามักง่ายในคำพูด อาจจะทำให้เราเสียเพื่อนหรือเสียอนาคต

แค่ความมักง่ายในระดับบุคคลยังสร้างความเสียหายได้ขนาดนี้ ลองคิดดูว่าความมักง่ายในระดับชุมชนหรือระดับประเทศจะส่งผลร้ายแรงขนาดไหน

แล้วถ้าอยากจะมักง่ายให้น้อยลง ต้องทำอย่างไร?

ข้อแรก เราต้องตระหนักว่า ไม่มีความจำเป็นต้องประหยัดพลังงานขนาดนั้น เพราะในยุคนี้ ต่อให้เราใช้แรงไปเท่าไหร่ เราก็มีแหล่งพลังงานเพื่อ “รีฟิล” ได้อยู่แล้ว ลองไปเปิดตู้เย็นหรือเดินเข้าเซเว่นดูก็ได้

ข้อสอง เราต้องไม่ลืมว่า การมักง่ายอาจทำให้เราประหยัดเวลาได้ 2 นาทีในวันนี้ แต่จะทำให้เราเสียเวลาอย่างน้อย 10 นาทีในวันข้างหน้า

ข้อสามก็คือ ความมักง่ายที่แสดงออกมาทางการกระทำหรือทางวาจานั้น เริ่มต้นจากความมักง่ายทางความคิดเสมอ และความมักง่ายทางความคิดนั้นก็มักเกิดจากเราโดนกิเลสหลอก

ดังนั้น ต้องหัดเถึยงกับกิเลสบ่อยๆ และยอมลงแรงเสียแต่ตอนนี้

จะได้ไม่ต้องเสียเวลาและอารมณ์มานั่งแก้ปัญหาอันเกิดจากความมักง่ายของเราเองในวันหลังครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ป้ายนั้นมีสองด้าน

20160617_signage

ผมทำงานอยู่ที่ตึกอื้อจื่อเหลียง และร้านป้าหยวกที่อยู่ข้างตึกคือที่ที่ผมกับพี่ที่ออฟฟิศจะฝากท้องสำหรับมื้อเที่ยง

แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ฝนตกหนักตั้งแต่เช้า พวกเราก็เลยไปกินข้าวที่โรงอาหารชั้น 9 ตั้งแต่ 11.30 เพราะรู้ว่าถ้าลงไปช้ากว่านี้อาจไม่มีที่นั่ง เพราะโรงอาหารคงคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเพราะว่าเขาไปกินนอกตึกไม่ได้

ผมสั่งก๋วยเตี๋ยวต้มยำมากิน รสชาติอร่อยทีเดียว พร้อมกับคุยกับพี่ๆ ที่ไม่ได้กินชั้น 9 กันมานานว่า สงสัยวันนี้ป้าหยวกจะเหงาแย่เลยนะ ฝนตกแบบนี้คงไม่มีคนไปกินร้านป้าเค้าเท่าไหร่

กินของคาวเสร็จก็เดินไปซื้อขนมหวาน

ป้าคนที่ขายขนมกำลังมือระวิงกับลูกค้าคนก่อน ส่วนผมก็สั่งขนมที่ค่อนข้างซับซ้อนคือเอาทับทิมกรอบ+สับปะรด+วุ้นมะพร้าว ป้าก็รีบๆ งงๆ แล้วก็เอ่ยขึ้นว่า “ขอโทษจริงๆ นะ วันนี้ลูกค้ามาเร็วจนเตรียมของไม่ทันเลย”

ที่น่าสนใจคือระหว่างที่พูดคำขอโทษนั้น คุณป้าหน้าชื่นตาบานมาก


สมัยก่อนเวลาอ่าน a day หน้าแรกๆ ที่ผมจะพลิกไปอ่านคือการ์ตูน hesheit ของวิศุทธิ์ พรนิมิตร

การ์ตูนตอนหนึ่งเป็นรูปของผู้ชายที่กำลังยืนหน้าร้านคาเฟ่ที่มีป้าย “CLOSED” แขวนอยู่ แล้วคิดในใจว่า “เมื่อไหร่ร้านจะเปิดเสียทีนะ”

ซักพัก ก็มีพนักงานสาวเดินมาพลิกป้ายจาก “CLOSED” เป็น “OPEN”

ผู้ชายก็ดีใจมาก พูดทำนองว่า “ดีจัง ร้านเปิดแล้ว” ว่าแล้วก็เดินเข้าร้าน

ส่วนพนักงานสาวที่ยืนมองป้ายจากในร้าน ก็เห็นคำว่า “CLOSED”

แล้วคิดในใจว่า “เมื่อไหร่ข้างนอกจะเปิดเสียทีนะ”*


สมัยก่อน ผมเดินทางมาทำงานด้วยรถไฟฉึกฉัก

ขึ้นรถที่สถานีหัวหมาก มาลงที่อโศก แล้วค่อยต่อรถใต้ดินมาลงสถานีลุมพินี

การขึ้นรถไฟที่สถานีหัวหมากแต่ละครั้งจะมีอุปสรรคคือการข้ามถนนศรีนครินทร์ซึ่งมีรถเยอะอยู่ตลอด และสมัยก่อนยังไม่มีสะพานลอยให้คนข้าม

ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุด และปลอดภัยที่สุดสำหรับคนขึ้นรถไฟก็คือการข้ามถนนพร้อมรถไฟนั่นแหละ

สมมติว่าตอนเย็นผมนั่งรถไฟจากอโศกมาลงที่สถานีหัวหมาก ผมจะวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อจะได้ข้ามถนนในจังหวะที่รถทั้งหลายยังโดนกั้นอยู่

เพราะถ้าพลาดจังหวะนี้ไป การข้ามถนนจะเป็นเรื่องยากมาก

อาจเป็นด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงอารมณ์เสียน้อยกว่าคนอื่นเวลาเจอรถติดนานๆ เพราะมีรถไฟมา


ในบางสถานการณ์ แม้คนกลุ่มหนึ่งจะเสียประโยชน์ แต่จะมีคนอีกกลุ่มที่ได้ประโยชน์

วันที่ฝนตก ป้าหยวกขายข้าวได้น้อยลง แต่ป้าชั้น 9 ขายขนมหวานได้มากขึ้น

“ร้านเปิด” สำหรับลูกค้า คือ “โลกปิด” สำหรับพนักงาน

คนขับรถอาจเสียอารมณ์เวลาต้องรถติดเพราะรถไฟมา แต่สำหรับคนที่เดินทางโดยรถไฟแล้ว ช่วงนี้คือนาทีทองของการข้ามถนน

ยังมีอีกหลายสถานการณ์ที่มักทำให้เราหงุดหงิด แต่ทำให้คนอื่นยิ้มได้ เช่น

รถติดตรงสี่แยกอาจทำให้เราหงุดหงิด แต่ทำให้เด็กขายพวงมาลัยยิ้มได้

ฤดูร้อนอาจทำให้เราหงุดหงิด แต่ทำให้คนขายน้ำปั่นยิ้มได้

ฝนตกอาจทำใหเราหงุดหงิด แต่ทำให้ต้นไม้ยิ้มได้

เมื่อเราต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าหงุดหงิดหรือน่ารำคาญ ถ้าเราระลึกได้ว่ายังมีเพื่อนร่วมโลกที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์พวกนี้

ก็อาจช่วยให้เราหงุดหงิดน้อยลง และใจเย็นมากขึ้นครับ


* ขออธิบายเพิ่มเติมสำหรับคนที่อ่านแล้วงง เนื่องจากป้าย OPEN/CLOSED นั้นอยู่บนแผ่นอันเดียวกัน เมื่อร้านเปิด ถ้ามองจากนอกร้านจะเห็นคำว่า “OPEN” แต่ถ้ามองจากในร้าน ย่อมเห็นคำว่า “CLOSED” ซึ่งในความคิดของพนักงานสาวก็คือ เธอยังออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะปิดร้าน

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Closed by Jason

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com