ชนชั้นไร้ประโยชน์

20180528_uselessclass

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดในเวลานี้คือ AI – Artificial Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์)

จริงๆ เราได้ยินคำนี้มานานแล้ว แต่เพิ่งมาบูมอีกครั้งตอนที่ AlphaGo ของ Google (DeepMind) เอาชนะนักหมากล้อมมือหนึ่งของโลกได้

AI คืออะไร?

Seth Godin บอกว่าสำหรับเขา AI คืออะไรก็ตามที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้

พอคอมพิวเตอร์ทำได้เมื่อไหร่ เราก็จะรู้สึกว่ามันเรื่องธรรมดา

เหมือนที่ Amazon รู้ว่าเราน่าจะชอบหนังสืออะไร หรือ Facebook รู้ว่ารูปที่เราเพิ่งอัพโหลดมีเพื่อนคนไหนบ้าง หรือ Google Maps รู้ว่าจะพาเราไปถึงที่โดยใช้เวลาน้อยที่สุดได้อย่างไร

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันคือสิ่งที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้ทั้งนั้น (รวมถึงการเล่นหมากล้อมเอาชนะแชมป์โลกด้วย)

สิ่งที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้มีอะไรบ้าง?

วินิจฉัยโรค
แต่งเพลง (จริงๆ ทำได้แล้ว)
ขายของ
ทำบัญชี
แต่งนิยาย (อันนี้ก็ทำไปแล้ว เกือบได้รางวัลด้วย)
สัมภาษณ์คน
แสดงบนเวที
วาดภาพ (อันนี้ก็ทำไปแล้วเหมือนกัน)
เตะบอล
ฯลฯ

แล้วถ้าวันหนึ่ง AI ทำสิ่งเหล่านี้ได้ บทบาทของมนุษย์เดินดินอย่างเราๆ คืออะไร?

Yuval Noah Harrari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens และ Homo Deus กล่าวไว้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ (หลักสิบปี) จะเกิดชนชั้นใหม่ขึ้นมา

เขาเรียกชนชั้นนี้ว่า ชนชั้นไร้ประโยชน์ – The Useless Class

คนชนชั้นนี้ ไม่อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคม เพราะทักษะและความรู้ที่เขามีเป็นสิ่งที่ AI ทำแทนได้ทั้งหมด

ไม่ได้มาเขียนให้รู้สึกเสียกำลังใจ เพราะเราทุกคนก็อยู่บนเรือลำเดียวกัน

ถ้าไม่อยากเป็นชนชั้นไร้ประโยชน์ วิธีที่น่าจะลดความเสี่ยงได้ดีที่สุด คือหมั่นเรียนรู้ (learn) ไม่ยึดติดความรู้เก่าๆ (unlearn) และพร้อมที่จะสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ (reinvent yourself) เพื่อรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอนครับ


หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

เกมสั้น-เกมยาว

20180401_infinitegame

ผมเพิ่งได้ฟังพอดคาสท์ Akimbo ซึ่งจัดโดย Seth Godin บล็อกเกอร์คนโปรดของผมพูดถึง Finite Game และ Infinite Game

Finite Game คือเกมที่เล่นเพื่อที่จะหาผู้ชนะ เช่นการแข่งฟุตบอลหรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ซึ่งมันมีจุดจบที่ชัดเจนเช่นตอนนกหวีดเป่าหมดเวลาหรือตอนที่ประกาศผลสอบ

Infinite Game คือเกมที่ไม่มีจุดจบที่ชัดเจน เป็นเกมที่ “เล่นเพื่อจะเล่น” เป้าหมายหลักคือการมีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน เช่นพ่อเล่น catch ball กับลูก คงไม่มีพ่อคนไหนโยนบอลใส่ลูกแรงๆ เพื่อที่จะเอาชนะอยู่แล้ว

เซธเล่าถึง Bill Graham ซึ่งเป็นคนจัดคอนเสิร์ตร็อคที่โด่งดังมากเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เขาจัดคอนเสิร์ตให้ศิลปินอย่าง The Grateful Dead หรือ Bruce Springsteen โดยเก็บค่าตั๋วเพียงแค่ $29 เท่านั้น

เซธถามบิลว่า ทำไมคอนเสิร์ตของยูค่าตั๋วถูกจัง ทำไมไม่เก็บ $70 หรือ $100 เหรียญ เพราะวงระดับนี้มีคนยอมจ่ายอยู่แล้ว

บิลตอบเซธว่า เขารู้ว่าจะเก็บ $100 ก็ได้ แต่ถ้าขายตั๋วราคานั้น กลุ่มเป้าหมายของเขาอาจจะมีเงินมาดูคอนเสิร์ตได้แค่ปีละครั้งเดียว อาจจะได้กำไรมากก็จริง แต่ก็จะสูญเสียโอกาสในการสร้างวัฒนธรรม/พฤติกรรมการออกมาดูคอนเสิร์ตของคนอเมริกัน เขาจึงยินดีเก็บค่าตั๋วราคาย่อมเยาเพื่อให้คนได้ดูคอนเสิร์ตบ่อยๆ ดีกว่า

ครับ บิลกำลังเล่นเกมยาวหรือ infinite game อยู่ เขาไม่ต้องการเป็นผู้ชนะในเกมนี้ แค่ต้องการเป็นหนึ่งใน contributor ที่จะช่วยทำให้ทุกคนมีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันนานๆ

บางเกมนั้นก็เป็นเกมสั้น บางเกมนั้นเป็นเกมยาว และบางเกมก็เล่นได้ทั้งสั้นและยาว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกเล่นแบบไหน

แต่คนเล่นเกมสั้นนั้นมีมากมายเกินพอแล้ว ดูนักการเมืองและสื่อบางประเภทเป็นตัวอย่างก็ได้

เลยอยากเห็นคนไทยหันมาเล่นเกมยาวกันเยอะๆ ครับ

ป.ล. บล็อกนี้ก็เป็นเกมยาวอย่างหนึ่ง

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Akimbo: Game Theory and the Infinite Game 

เสาร์ที่ 7 เมษายน เวลา 12.15-13.00 ผมจะไปเซ็นหนังสือที่บู๊ธซีเอ็ด งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ แวะมาทักทายกันได้ครับ

โลกต้องการคนนับหนึ่ง

20171130_countone

หลายคนคงเคยได้ยินนิทานพระราชากับชุดล่องหนมาแล้ว

พระราชาองค์หนึ่ง ทรงอยากมีฉลองพระองค์ชุดเก่งที่ไม่มีใครซ้ำแบบ จึงมีแก๊งต้มตุ๋นมาเสนอตัวว่าจะตัดฉลองพระองค์สุดเท่ถวายให้

เมื่อพระองค์ทรงอยากเห็นและลองเสื้อผ้านั้น ช่างตัดเสื้อจอมแสบก็ทำทีท่าเอาเสื้อผ้ามาสวมให้ลองดู โดยที่พระองค์ไม่ทรงเห็นมีอะไรเลย แต่ช่างเจ้าเล่ห์ก็บอกว่า นี่เป็นเสื้อผ้าล่าสุดจากสรวงสวรรค์ ซึ่งคนมีบุญเท่านั้นจึงมองเห็นเสื้อผ้าชุดนี้

พระราชากลัวว่าตนเองจะกลายเป็นคนไม่มีบุญ จึงต้องทำเป็นมองเห็นเสื้อผ้าชุดเก่งนั้นด้วย
ในที่สุด วันสำคัญก็มาถึง เมื่อช่างตัดเสื้อขอให้พระองค์ทรงสวมฉลองพระองค์ชุดเก่งนั้นแล้วขี่ม้าเสด็จไปตามท้องถนนเพื่อให้ประชาชนชื่นชมพระบารมี

ระหว่างที่เสด็จไปท่ามกลางประชาชนซึ่งแห่แหนคอยเฝ้าอยู่สองข้างทางด้วยเรือนร่างที่เปลือยเปล่าไม่สวมอาภรณ์ใดๆ เลยนั้น ประชาชนที่ไม่กล้าพูดความจริงต่างพากันแซ่ซ้องสรรเสริญถวายพระพรกันเซ็งแซ่
จนกระทั่งเด็กน้อยคนหนึ่งได้เห็นพระราชา ก็ร้องตะโกนขึ้นเสียงดังว่า “ทำไมพระราชาไม่สวมอะไรเลย?!”

—–

ที่บริษัททอมสันรอยเตอร์ที่ผมเคยทำงานอยู่สิบกว่าปี เรามีวงดนตรีชื่อ TRMG – Thomson Reuters Music Group ซึ่งงานใหญ่ที่สุดของ TRMG คือการขึ้นเล่นในงานเลี้ยงประจำปี

TRMG จะขึ้นเล่นสองช่วง คือช่วงเริ่มงานที่คนรับประทานอาหารเย็น ซึ่งเราจะเล่นเพลงฝรั่ง หรือเพลงเบาๆ ให้คนฟังไปกินไปอย่างเพลิดเพลิน

ส่วนช่วงที่สอง คือช่วงปิดท้ายงานตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เป็นช่วงที่เราเข็นเพลงสนุกๆ ออกมาเล่น 2-3 เพลงแรกของช่วงที่สองถือเป็นช่วงชี้เป็นชี้ตาย เพราะถ้าบิ๊วด์คนดูไม่ขึ้น เขาก็อาจจะออกจากงานเลี้ยงไปต่อกันที่อื่น

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด คือการมีเพื่อนพนักงานกลุ่มแรกมากระโดดเย้วๆ หน้าเวที

เมื่อมีกลุ่มหนึ่ง เราก็ใจชื้นแล้ว เพราะอีกไม่นานก็จะเริ่มมีกลุ่มสอง กลุ่มสามและอีกหลายๆ กลุ่มตามมา
เมื่อคนดูสนุก นักดนตรีก็มัน อารมณ์ส่งถึงกันได้เต็มที่ และทำให้คืนนั้นน่าจดจำ

—–

เคยมั้ยครับ เวลาที่เราเชิญวิทยากรมาพูดที่องค์กรของเรา ตอนท้ายพอเขาถามว่าใครมีคำถามอะไรมั้ย ทั้งห้องกลับตกอยู่ในความเงียบ…

เป็นความเงียบที่น่าอึดอัด แค่เพียงสิบกว่าวินาทีก็ดูยาวนาน จนวิทยากรทำท่าจะวางไมค์แล้ว
แต่ท่ามกลางความเงียบนั้น ในที่สุดก็มีคนยกมือขึ้นถามคำถามแรก

และวิทยากรก็ยิ้มออก

เมื่อตอบคำถามแรกเสร็จ คราวนี้คำถามที่สอง ที่สาม ที่สี่ก็เรียงรายกันเข้ามา จนบางทีก็มีเป็นสิบคำถาม
น่าคิดว่า ถ้าคนๆ นั้นไม่ได้ยกมือถามคำถามแรก เราจะมีโอกาสได้ยินอีก 9 คำถามที่เหลือรึเปล่า

—–

คนนับหนึ่งนั้นหายาก

แต่ก็เป็นคนที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคม

เพราะถ้าไม่มีคนนับหนึ่ง วิทยากรก็ไร้คำถาม นักดนตรีก็เล่นไม่สนุก และพระราชาก็จะโดนต้มตุ๋น

คนนับหนึ่งนั้นหายาก แต่การเป็นคนนับหนึ่งไม่ได้ยากขนาดนั้น

ก็ํแค่ออกมาเปิดฟลอร์ ก็แค่ยกมือถามคำถาม ก็แค่พูดความจริง

ยังมีวิธีนับหนึ่งอีกมากมาย

นับหนึ่งที่จะขอโทษ นับหนึ่งที่จะลงมือ นับหนึ่งที่จะเสียสละ

เรามานับหนึ่งกันให้บ่อยขึ้นดีมั้ยครับ?

—–

ขอบคุณนิทานพระราชากับชุดล่องหนจาก Manager Online นิทานสำหรับเด็กโดย สุขสันต์ วิเวกเมธากร

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

ถ้าทุกคนคิดเหมือนกัน

20171129_thinkalike

แสดงว่ามีคนที่ไม่ได้คิด

If everyone is thinking alike, then somebody isn’t thinking.
-George S. Patton

สิ่งหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับอินเตอร์เน็ต คือการโต้เถียงกับคนไม่รู้จัก

แต่ก่อนอาจจะเป็นการโต้เถียงทางเว็บบอร์ด เดี๋ยวนี้ก็อาจไปโต้เถียงกันถามเพจดังต่างๆ

การโต้เถียงนั้นพอจะมีประโยชน์อยู่บ้างสำหรับคนที่เข้ามาอ่าน เพราะมันทำให้เขาเห็นมุมมองจากหลายๆ ด้าน

แต่อาจจะไม่ค่อยคุ้มค่าสำหรับคนที่เป็นฝ่ายถกเถียงนัก หนึ่งคือต้องมานั่งเสียเวลาพิมพ์ สองต้องมาเสียอารมณ์ สามคือเมื่อเถียงกันเรียบร้อยแล้ว กลับยิ่งยึดมั่นถือมั่นในความคิดตัวเองยิ่งกว่าเดิม

จึงเป็นเรื่องเสียเวลาอย่างมากที่จะพยายามโน้มน้าวให้คนอื่นคิดเหมือนเรา

ขนาดเรากับแฟนยังคิดไม่เหมือนกัน

เรากับแม่ก็คิดไม่เหมือนกัน

พี่น้องที่คลานตามกันมาก็ยังคิดไม่เหมือนกัน

นับประสาอะไรกับคนที่เราไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าตา

If everyone is thinking alike, then somebody isn’t thinking.

ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่คนจะคิดต่างกัน กลับเป็นเรื่องดีเสียด้วยซ้ำ

ยอมรับในความต่าง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอหอมปากหอมคอ แล้วกลับไปใช้ชีวิตของเราต่อกันนะครับ


หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

ถึงแม้เราจะถูกก็ตาม

20171111_youmayberight

ท่ามกลางกระแสการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ของรัฐบาลหลายโครงการที่ประชาชนยังตั้งข้อกังขา โครงการระดมทุนเพื่อโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอาจถูกมองได้ว่าเป็นการแสดงออกเพื่อประท้วงการดำเนินงานของภาครัฐ กระนั้น คำตอบของตูนบอกชัดว่าโครงการของเขาต่อยอดขึ้นมาจากความสุข และหากโครงการนี้จะตั้งคำถามต่อสิ่งใด สิ่งนั้นก็ไม่ใช่นโยบายใดนโยบายหนึ่งของรัฐ หากแต่เป็นการกระทำหรือไม่กระทำอะไรของประชาชนทุกคนนี่เอง

“ผมก็เห็นโรงพยาบาลรัฐเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก อีก 10-20 ปีข้างหน้า ก็ยังอาจจะเป็นแบบนี้ต่อไป เท่าไหร่ก็ไม่พอ ต่อให้รัฐบาลช่วยแล้วก็อาจไม่พอ เราเองนี่แหละที่ถึงเวลาแล้ว ไม่ต้องโทษใคร ไม่ใช่เวลาหาคนผิด มันเป็นเวลาของการช่วยคนละเล็กละน้อย ช่วยแรง ช่วยเป็นกระบอกเสียง ช่วยสมทบกองรวม อะไรก็แล้วแต่ ทำได้ในส่วนที่ทำได้ ไม่ใช่เวลาคอมเมนต์ คนนี้ผิด ทำไมคนนี้ไม่ทำ ไม่ใช่แล้ว มันไม่เกิดประโยชน์ ระหว่างทาง ผมวิ่งเจอเด็กน้อยคนหนึ่งยกกระปุกออมสินมาให้ผมทั้งกระปุก ทั้งปีเขาเก็บออมมา อยากจะได้ของเล่นสักชิ้น แต่พอรู้ว่าจะเอาเงินมาช่วยคนป่วย เขายกกระปุกที่เขาสะสมมาเป็นปีๆ ตัดใจไม่เอาของเล่นนั้น เอามายกให้คนอื่น เงิน 5 บาท 10 บาทของเด็กน้อยยังเกิดประโยชน์มากกว่าคอมเมนต์ที่เราตัดสินกัน ถึงแม้เราจะถูกก็ตาม”

-อาทิวราห์ คงมาลัย
ธันวาคม 2559
Optimise Magazine – เบื้องหลังการวิ่ง 400 กม.ของตูนบอดี้แสลมที่ไม่ใช่แค่การบริจาค
เรื่อง: ธนกร จ๋วงพานิช

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณนิตยสาร Optimise และคุณธนกรที่ได้สร้างบทสัมภาษณ์ที่เจ๋งที่สุดบทนึงเท่าที่ผมเคยได้อ่านมา

มันเป็นบทสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว หลังจากพี่ตูน “ออกวิ่ง” เป็นครั้งแรก เพื่อระดมทุนให้กับโรงพยาบาลบางสะพาน 85 ล้านบาท

คราวนั้นที่วิ่ง 400 ก.ม.ใน 10 วันก็ถือว่าเท่สุดๆ แล้ว มาปีนี้ที่พี่ตูนออกวิ่งจากเบตงมุ่งหน้าแม่สายเป็นระยะทางสองพันกว่ากิโล กระแสพี่ตูนจึงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

แต่แม้จะมีคนคอยตามเชียร์มากแค่ไหน ก็ยังมีคนเห็นต่างและท้วงติงว่าทำไมภาระนี้ต้องมาตกกับพี่ตูน รัฐบาลเอาเงินไปทำอะไรหมด

—–

เมื่อสามเดือนที่แล้ว พี่ต่อ ฟีโนมีน่า ผู้กำกับโฆษณาระดับโลก ได้มาแชร์ประสบการณ์ให้เราฟังที่บริษัทวงใน

หนึ่งในสิ่งที่พี่ต่อบอก และกลายเป็นคำพูดติดปากของผมกับเพื่อนๆ ที่วงในมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ อะไรที่ “ไม่สร้างการผลิต” ก็อย่าไปทำ

เช่นทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง – ไม่สร้างการผลิต

ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ – ไม่สร้างการผลิต

นั่งคุยกันเรื่องการเมือง – ไม่สร้างการผลิต

แน่นอน บ้านเมืองเรา เราก็ต้องเป็นห่วง แต่แทนที่จะถกกันแล้วด่าคนโน้นคนนี้ สู้ออกไปทำอะไรซักอย่างให้มันดีขึ้นจะดีกว่ามั้ย

—–

กรณีของพี่ตูนก็เหมือนกัน

ใครจะวิจารณ์ว่ามันเป็นการกระทำที่ไม่ยั่งยืน หรือเป็นการกลบปัญหาให้รัฐบาล เขาก็อาจจะถูกของเขา

แต่คำวิจารณ์ไม่สร้างการผลิต

แม้ว่าคำวิจารณ์นั้นจะถูกต้องและเป็นจริงทุกประการ มันก็ยังไม่สร้างการผลิต

ถ้าคำวิจารณ์มันสร้างการผลิตจริงๆ บ้านเมืองเราน่าจะพัฒนาไปเยอะมากแล้ว เพราะเรามีนักวิจารณ์เต็มเมือง แต่มีนักลงมือเพียงหยิบมือ

15 ตุลาคม 2559 ผมเขียนไว้ในบทความ 9 บทเรียนจากสามวันที่ผ่านมาว่า ในวันที่พ่อไม่อยู่ ถึงเวลาที่คนไทยต้องโตกันได้แล้ว

เราคุ้นชินกับการเป็นลูกแหง่ เป็นเด็กงอแงมานาน พอเกิดปัญหาก็จะโทษคนโน้นคนนี้ว่าไม่ทำหน้าที่

แล้วเราล่ะ ได้ทำหน้าที่ในฐานะ active citizen แล้วหรือยัง?

ถ้าจะมีความฝันอันสูงสุดซักอย่างที่ผมอยากให้เป็นจริง ก็คงเป็นเรื่องที่คนไทยลุกขึ้นมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ด้วยแรงและสติปัญญาที่เรามีเพื่อช่วยให้อะไรๆ มันดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรอหรือเรียกร้อง ซึ่งพี่ตูนก็เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วว่ามันเป็นไปได้

“When you pray, move your feet”
-African proverb

ปากจะบ่นไม่ว่ากัน เพราะนั่นแสดงว่าคุณก็แคร์ และสิ่งที่คุณบ่นอาจจะถูกก็ได้

แต่บ่นเสร็จแล้วยังไงต่อ?

เราเป็น “คนถูก” ที่ไม่สร้างการผลิตมานานเกินพอแล้ว

ลองปล่อยวางความต้องการที่จะเป็น “คนถูก” และมาร่วมกันเป็น “คนทำ” กันดีมั้ยครับ

—–

ติดตามการวิ่งของพี่ตูนและร่วมบริจาคได้ที่ Facebook Page: ก้าวคนละก้าว