“ความเครียดไม่ได้เกิดจากงานหนัก” -Jeff Bezos

ผมผ่านไปเจอวีดีโอของ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Amazon ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ตั้งแต่ปี 2001

Bezos บอกว่าความเครียดไม่ได้เกิดจากการทำงานหนัก

แล้วมันเกิดจากอะไร ผมถอดคำพูดของเขามาให้อ่านกันครับ

“โดยพื้นฐานแล้ว ความเครียดเกิดจากการที่เราไม่ take action ในเรื่องที่เราพอจะทำอะไรกับมันได้

ถ้าผมรู้ตัวว่าผมกำลังเครียดอยู่ นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่ามีบางอย่างที่ผมยังไม่ได้ระบุให้ชัดเจน และผมยังไม่ได้เริ่มทำอะไรกับมัน

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ผมระบุได้ว่าปัญหาคืออะไร และยกหูโทรหาใครสักคน หรือส่งเมลหาใครสักฉบับ หรือทำอะไรก็ตามเพื่อเริ่มจัดการปัญหานั้น แม้ว่าตัวปัญหาจะยังไม่ได้รับการแก้ไข การแค่ได้เริ่มลงมือก็ทำให้ความเครียดนั้นลดลงอย่างมหาศาลแล้ว

ความเครียดจึงเกิดจากการละเลยในเรื่องที่เราไม่ควรละเลย

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจเรื่องความเครียดผิดๆ ความเครียดไม่ได้เกิดจากการทำงานหนัก คุณก็รู้ว่าบางทีคุณทำงานหนักมากแต่ก็สนุกกับมันมากเช่นกัน

และในทางกลับกัน คุณอาจจะไม่มีงานทำแต่คุณกลับเครียดสุดๆ เลยก็เป็นได้

หากใช้ตัวอย่างที่ผมกล่าวมา ถ้าอย่างน้อยคุณลงมือทำอะไรบางอย่างด้วยความมีวินัย เช่นหาโอกาสไปสัมภาษณ์งานอยู่เรื่อยๆ และพยายามจัดการปัญหาว่างงานของคุณ คุณจะเครียดน้อยกว่าการนั่งอยู่เฉยๆ และไม่ทำอะไรอย่างแน่นอน”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: How do you deal with stress | Jeff Bezos

เห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีด้วย Negative Visualization

หลายคนคงเคยได้ยินคำแนะนำว่าเราควรฝึกตัวเองให้มี gratitude หรือการเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามี

วิธีที่เห็นบ่อยที่สุดคือ gratitude journal ที่ให้เราเขียนถึงสิ่งหรือคนที่เรา “อยากขอบคุณ” วันละ 3 อย่าง

เช่น ขอบคุณภรรยาที่ช่วยดูแลลูก ขอบคุณหัวหน้าที่ช่วยสอนงาน ขอบคุณบริษัทที่ยังให้ทำงานจากที่บ้านได้

ว่ากันว่าการเขียน gratitude journal จะทำให้เรามีความสุขความพอใจกับชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างจับต้องได้

ผมเองก็เคยลองทำเหมือนกันแต่ก็หยุดไป ไม่ใช่เพราะว่ามันไม่ดี แต่เพราะว่าเราเริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ เป็นนิสัยอยู่แล้ว พอต้องมานั่งจดด้วยก็เลยรู้สึกว่าซ้ำซ้อนและฝืนตัวเองนิดหน่อย

วันก่อนผมได้ยินอีกไอเดียหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ทำได้ง่ายแม้จะสุดโต่งกว่าหน่อย เป็นวิธีที่ชาวสโตอิค (stoic) ใช้กัน

เทคนิคนี้เรียกว่า Negative Visualization

วิธีก็คือให้ลองจินตนาการว่า สิ่งดีๆ ที่เรามีในชีวิตตอนนี้มันหายไปหมดเลย

ไม่ว่าจะเป็นลูก ภรรยา พ่อ แม่ พี่ น้อง คนอื่นๆ ในครอบครัว

บ้าน งาน เพื่อนฝูง สุขภาพ เงินลงทุน ฯลฯ

จะรู้สึกอย่างไร ถ้าเราจะไม่ได้เจอหน้าลูก พ่อ หรือแม่อีกแล้ว

จะรู้สึกอย่างไร ถ้าคนที่เคยเดินเคียงข้างกันเขาตัดสินใจไม่ไปต่อกับเรา

จะรู้สึกอย่างไร ถ้าต้องขนของออกจากบ้านหรือห้องที่เราเคยอยู่มานาน

เมื่ออยู่กับความรู้สึกเหล่านี้ได้สักครู่หนึ่ง ก็ค่อยกลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริง (ด้วยความโล่งใจ)

แล้วเราจะรู้สึกว่าโชคดีจังที่เรายังมีพวกเขาอยู่ แล้วพอเจอลูก เราอาจจะกอดเขานานขึ้นอีกหน่อย พอคุยกับคนในครอบครัว เราอาจจะใจเย็นลงอีกนิด

แม้วิธีการนี้จะดูซาดิสม์ไปบ้าง แต่มันก็มีความเป็นไปได้และเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ที่คนเราจะจากกันโดยไม่คาดคิด หรือต้องสูญเสียบางอย่างไปโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ

การคิดถึงความสูญเสียจึงไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่เป็นการเตือนตัวเองให้นึกถึงความจริงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเราจะเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีมากยิ่งขึ้น

ลองนำเทคนิค Negative Visualization ไปปรับใช้ดูนะครับ

เมื่อความยุติธรรมสำหรับคนส่วนใหญ่อยู่เหนือความยุติธรรมสำหรับคนคนเดียว

สมมติว่าคนในครอบครัวของเราถูกจับเรียกค่าไถ่ และเรามีกำลังจ่าย เราจะยอมจ่ายค่าไถ่หรือไม่?

ถ้าใช้ตัวเองเป็นตัวตั้ง ผมเองอาจจะยอมจ่าย

แต่ถ้าเอาสังคมเป็นตัวตั้ง การจ่ายค่าไถ่ย่อมเป็นการส่งสัญญาณว่าอาชีพเรียกค่าไถ่นี้มีผลตอบแทนดี โจรคนเดิมอาจจะจับคนอื่นเพื่อเรียกค่าไถ่อีกในอนาคต แถมคนอื่นๆ อาจจะเริ่มคิดอยากเป็นโจรเรียกค่าไถ่บ้าง

การที่เรายอมจ่ายค่าไถ่ เราอาจจะช่วยชีวิตคนในครอบครัวได้หนึ่งคน แต่เรากำลังสร้างความเสี่ยงให้กับคนอื่นๆ ในสังคมอีกไม่รู้กี่สิบคน

เวลาศาลตัดสิน นอกจากจะมองความถูกต้องและยุติธรรมของโจทย์และจำเลยแล้ว ศาลยังต้องระวังด้วยว่าการตัดสินนี้จะมีผลต่ออนาคตอย่างไร

ลองคิดถึงสถานการณ์การจับตัวเรียกค่าไถ่อีกครั้ง สมมติว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนตัดสินใจว่าจะยอมจ่ายค่าไถ่หรือไม่ แล้วเจ้าหน้าที่ตัดสินใจไม่ยอมจ่ายค่าไถ่จนเป็นผลให้ตัวประกันถูกสังหาร

ในกรณีนี้ รัฐต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับครอบครัวผู้เสียหายหรือไม่

ถ้ามองด้วยความเห็นใจ เราก็คงอยากให้ศาลตัดสินให้รัฐจ่ายค่าเสียหายให้ครอบครัว แต่การตัดสินแบบนั้นไป ย่อมหมายความว่าหากเกิดสถานการณ์เรียกค่าไถ่อีกในอนาคต เจ้าหน้าที่รัฐย่อมมีแนวโน้มที่จะยอมจ่ายค่าไถ่ ซึ่งนั่นก็จะทำให้ปัญหาโจรเรียกค่าไถ่เพิ่มขึ้นเหมือนในกรณีแรก

ดังนั้น การตัดสินของคนที่อยู่ในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นศาล ผู้บริหารประเทศ หรือผู้บริหารองค์กร นอกจากต้องคำนึงถึงความชอบธรรมต่อคนที่เกี่ยวข้องโดยตรงแล้ว ยังต้องคำนึงถึงบรรทัดฐานที่จะถูกสร้างขึ้นจากกรณีนี้ รวมถึงแรงกระเพื่อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ดังนั้น แม้การตัดสินหรือตัดสินใจบางอย่างจะดูไม่ยุติธรรมหรือไม่มีมนุษยธรรมสำหรับคนหนึ่งคนในวันนี้ แต่มันอาจช่วยป้องกันหรือลดทอนปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับคนอื่นอีกมากมายในอนาคต

ผมไม่อาจตัดสินได้ว่าแบบไหนถูกต้องกว่ากัน แค่อยากนำมาเล่าเพื่อให้เราเห็นภาพที่ชัดขึ้นว่า ในโลกที่ไม่เพอร์เฟ็กต์ ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่อาจจำเป็นต้องแลกมาด้วยการเสียประโยชน์ของคนส่วนน้อยครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก The Great Mental Models Vol.3: Systems and Mathematics by Rhiannon Beaubien & Rosie Leizrowice

ปริศนาธรรมในภาพวาดของ Rembrandt

แรมบรันต์ ฟาน ไรน์ (Rembrandt Harmensz van Rijn) เป็นจิตกรชาวดัทช์ที่ได้รับการยกย่องในฐานะหนึ่งในศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

ภาพอย่าง Portraits of Maerten Soolmans and Oopjen ที่แรมบรันต์วาดไว้ในปี 1634 ถูกประมูลขายในราคาสูงถึง 180 ล้านเหรียญสหรัฐ

อีกภาพหนึ่งที่โด่งดังมาก คือภาพที่ชื่อว่า The Man with the Golden Helmet ที่ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ Bode Museum ในเมืองเบอร์ลิน

มันเป็นภาพของชายวัยสูงอายุ มีหนวดเคราขาว สวมหมวกนักรบสีทองที่ประดับไปด้วยขนนก สายตามองต่ำเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

นี่คือภาพที่โด่งดังที่สุดในพิพิธภัณฑ์ ผู้คนแห่แหนเพื่อจะได้เข้ามาชมภาพนี้ ส่วนโปสต์การ์ด The Man with the Golden Helmet ก็ขายดิบขายดีเป็นอย่างยิ่ง

แต่หลังจากนักวิชาการได้ประกาศว่า จริงๆ แล้วศิลปินที่วาดภาพนี้ไม่ใช่แรมบรันต์ แต่เป็นศิลปินชาวดัทช์คนหนึ่งที่อยู่ในแวดวงของแรมบรันต์เท่านั้น ผู้คนที่เคยล้นหลามก็หายวับไปชั่วข้ามคืน

ภาพวาดยังเหมือนเดิม หมวกนักรบยังคงสีทอง สายตายังคงมองต่ำ สิ่งที่ต่างออกไปคือ perception หรือความรับรู้ที่ผู้คนมีต่อภาพวาดนี้เท่านั้นเอง


ในปี 2005 กลุ่มดีลเลอร์ซื้อภาพวาดของพระเยซูมาในราคาไม่ถึง $10,000 โดยเชื่อกันว่าเป็นภาพที่วาดโดยลูกศิษย์ลูกหาของ Leonardo Da Vinci

แต่เมื่อมีการพิสูจน์ว่า จริงๆ แล้วภาพนี้ไม่ได้วาดโดยลูกศิษย์ แต่วาดโดยดาวินชี่เองกับมือ ความสนใจและมูลค่าก็พุ่งทะยาน ในปี 2017 ภาพพระเยซูภาพนี้ก็ถูกขายไปในราคา $450 ล้านเหรียญ

ภาพวาดยังเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน ที่เปลี่ยนไปคือบริบท


เมื่อ “มูลค่า” หรือแม้กระทั่ง “คุณค่า” ไม่ได้ผูกติดกับตัวเนื้องาน แต่ผูกติดกับค่านิยมที่คนหมู่มากมีร่วมกัน (inter-subjective) เราจึงควรทดความจริงข้อนี้เอาไว้ในใจเสมอ

ผลงานยอดเยี่ยมที่รังสรรค์โดยคนไม่มีชื่อเสียง อาจไม่ได้รับการสรรเสริญเท่ากับผลงานกลางๆ ที่มาจากคนที่มีชื่อเสียงก็ได้

แน่นอนว่ามันดูไม่แฟร์ แต่มนุษย์และโลกก็ทำงานแบบนี้ – This is how the world works

หน้าที่ของเราจึงคือการทำสิ่งที่เราเชื่อมั่นและยึดถือ

ตราบใดที่เรายังภูมิใจในผลงานของตัวเอง แค่นั้นก็มีความหมายและคุณค่ามากพอที่เราจะทำต่อไปครับ


ขอบคุณเนื้อหาส่วนแรกจากหนังสือ The Formula by Albert-László Barabási

บทความสำหรับคนที่คิดว่าชีวิตมนุษย์ไม่มีคุณค่าอันใด

อากาศของโลกในปัจจุบันมีไนโตรเจน 78% ออกซิเจน 21% คาร์บอนไดออกไซด์ 0.04% ที่เหลือเป็นแก๊สชนิดอื่น

ย้อนไปเมื่อ 2.5 พันล้านปีที่แล้ว โลกเรามีไนโตรเจน 80% คาร์บอนไดออกไซด์ 19% และออกซิเจนเพียง 0.05%

ด้วยออกซิเจนเพียงน้อยนิด โลกยุคนั้นจึงแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตอันใดอาศัยอยู่ได้ยกเว้นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (single-celled organisms)

โชคดีที่ในบรรดาสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวนั้น มีไซยาโนแบคทีเรีย (cyanobacteria) ถือกำเนิดขึ้นมาด้วย

ความสามารถพิเศษของไซยาโนแบคทีเรียคือการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) ที่รับแสงจากดวงอาทิตย์ แล้วเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นออกซิเจน

เมื่อประมาณ 2.5 พันล้านปีที่แล้ว ไซยาโนแบคทีเรียเริ่มขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลก และค่อยๆ เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นออกซิเจนที่เราได้ใช้หายใจกันอยู่ทุกวันนี้ (สัดส่วนของออกซิเจนเพิ่มจาก 0.05% เป็น 21% ส่วนคาร์บอนไดออกไซด์ลดจาก 19% เป็น 0.04%)

กระบวนการนี้กินเวลาเป็นพันล้านปี เพราะแบคทีเรียต้องสร้างออกซิเจนมากพอจนน้ำในมหาสมุทรอิ่มตัวไปด้วยออกซิเจนเสียก่อน (saturate the seas) จากนั้นก็ต้องมากพอที่จะทำให้พื้นผิวโลกเต็มไปด้วยออกซิเจน (saturate the earth) แล้วสุดท้ายถึงจะมีออกซิเจนลอยมาอยู่ในอากาศได้ ซึ่งก็คือเมื่อ 900 ล้านปีที่แล้ว

แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นเมื่อ 600 ล้านปีที่แล้ว นั่นคือการก่อตัวของชั้นโอโซนที่เกิดจากออกซิเจนของไซยาโนแบคทีเรียเหล่านี้

นี่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะก่อนจะมีชั้นโอโซน ดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกนั้นไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์แม้แต่นิดเดียว

แต่เมื่อโลกมีโอโซน ก็เกิด Cambrian explosion ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางชีวภาพที่สิ่งมีชีวิตหลายชนิดอุบัติขึ้นในท้องทะเลพร้อมๆ กัน และไม่นานพืชชนิดแรกก็ขึ้นไปเติบโตบนพื้นผิวโลกได้

ดังนั้นสิ่งมีชีวิตแทบทุบผู้ทุกนามบนโลกใบนี้ – รวมถึงตัวเราด้วย – ล้วนเป็นหนี้บุญคุณของไซยาโนแบคทีเรีย

แบคทีเรียเหล่านี้ไม่ได้จากเราไปไหน ลูกหลานของมันคือคลอโรพลาสต์ (chloroplasts) ซึ่งอยู่ในพืชพันธุ์นานาชนิดและยังทำหน้าที่สังเคราะห์แสงกันต่อไป

ต้นไม้จึงเป็นเหมือน “เงาสะท้อนลมหายใจ” ของมนุษย์และสัตว์ทั้งปวง เราหายใจเอาออกซิเจนเข้ามา และหายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนต้นไม้ก็หายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป และหายใจออกเป็นออกซิเจน


ลองคิดภาพว่าเราเกิดเป็นไซยาโนแบคทีเรียเมื่อ 2.5 พันล้านปีที่แล้ว

เราลืมตาขึ้นมา มีชีวิตอยู่แค่สองสัปดาห์ แล้วก็ตายจากไป

แล้วเราก็คงรู้สึกว่า ชีวิตเราช่างไร้ความหมายยิ่งนัก โลกตอนที่เราเกิด กับโลกตอนที่เราตายก็หน้าตาเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน

ไซยาโนแบคทีเรียอย่างเราไม่มีทางจินตนาการได้เลยว่าทุกลมหายใจเข้าออกของเรานั้นเป็นส่วนก่อเกิดของสิ่งมีชีวิตอเนกอนันต์ในกาลต่อมา

ความหมายของชีวิตมนุษย์คืออะไร จึงอาจอยู่ไกลเกินกว่าที่เราจะเข้าถึงและเข้าใจได้ เหมือนกับที่ไซยาโนแบคทีเรียไม่มีทางเข้าใจว่าชีวิตของมันมีความหมายอย่างไร

เมื่อมองไปยังจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล เราย่อมรู้สึกว่าตัวเราช่างน้อยนิด เป็นเพียงหนึ่งในประชากร 7 พันล้านคน จะไปสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้

แต่การใช้ชีวิตของเราจะส่งผลต่อคนในครอบครัวและเพื่อนฝูง ซึ่งจะส่งผลต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ต่อระบบนิเวศน์และโลกใบนี้

ถ้าแบคทีเรียเซลล์เดียวยังสามารถพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินให้กับโลกทั้งใบได้

มนุษย์ตัวน้อยๆ อย่างเราก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกันครับ


ขอบคุณเนื้อหาส่วนใหญ่จาก TedX Taipei | Tom Chi | Everything is Connected — Here’s How